[Fic The Avengers][Thorki] Circle of pain //Part7

 

[Fic The Avengers]  Circle of pain

Paring :  thorki

Rate    : Nc-21

Story   : blood_hana

ขอบคุณ Axiz’s Ixzept  

สำหรับไฟล์ตอน 7 มากค่ะ ฮืออ ครบเรื่องแล้ว

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Circle of pain 7

 

 

แสงสีขาวจ้าแสบตาขึ้นเรื่อยๆ ผู้หลับใหลมิอาจฝืนทนนอนนิ่งได้อีกต่อไป คนหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้น หรี่มองแสงสว่างส่องจ้าเบื้องบน…รอบกายเป็นห้องสี่เหลี่ยมสีขาว กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนกึก และเขาก็พบว่า..ตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียง…

 

 

โรงพยาบาล?

 

 

 

แอ๊ดดด

 

 

ประตูเลื่อนเปิดด้วยเทคโนโลยีไฮเทค พร้อมกับการเข้ามาของบุรุษตัวสูงใหญ่ผิวสีแทนตาบอดหนึ่งข้าง..นิค ฟิวรี่ ผูบัญชาการสูงสุดของหน่วย shield

 

“เป็นไงบ้าง ดอกเตอร์แบนเนอร์” เสียงทุ้มเต็มไปด้วยอำนาจเอ่ยถาม  คนถูกถามกระพริบตา ก่อนพยุงหน้าตัวเองสำรวจมองร่างกายเปลือยช่วงบน เต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาวหลายทบ  กลิ่นยาฉุนกึกเมื่อครู่ได้คำตอบแน่ชัดแล้วว่ามาจากตัวเขานี่เอง

“ก็..อย่างที่คุณเห็น ไมค่อยดีเท่าไหร่” บรูซ แบนเนอร์ตอบกลับ   สบตาเค้นถามของชายผิวดำ..แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สองบุคลิกอยู่รู้แก่ ใจว่าการมาเยือนของอีกฝ่ายในครั้งนี้ กำลังพาดพิงไปถึงเหตุวินาศกรรมในอินเดีย

“เมื่อสองชั่วโมง เราได้รับรายงานถึงความเสียหายในอินเดีย” ฟิวรี่เข้าเรื่อง ไม่กี่อึดใจที่บรูซกำลังอ้าปากเถียงกลับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุมาจาก อะไร คนหนุ่มผมดำกลับชิงตัดบทเสียก่อนที่อีกฝ่ายทันได้เอ่ย

 

“แค่นั้นยังไม่พอ จู่ๆท้องฟ้าทั่วโลกเกิดฝนฟ้าคึกคะนอง พายุหมุนบ้าคลั่ง และที่ชัดเจนคือสายฟ้า…”

“เล่าให้ผมฟังได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอินเดีย ทำไมธอร์ถึงทำแบบนั้น” นิค ฟิวรี่ถาม

คำถาม…ที่เต็มไปด้วยสีหน้าลำบากใจ..เช่นเดียวกับผู้ตอบมีสีหน้าลำบากใจไม่แพ้กัน

“ผม…ก็สับสนเหมือนกัน..เขาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน สัญชาติญาณผมบอกกับผม ตัวผมอีกคนก็บอกกับผม..ว่าเขาน่ากลัว ” บรูซเอ่ยพลางกลืนน้ำลายลงคอ โชคดีแค่ไหนที่รอดมาได้..บางทีเขาอาจใกล้ถึงฆาต แต่หน่วย shield อาจมาช่วยไว้ทัน ถึงจำทำเพราะอยากรู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงไม่อยากเสียพลพรรคร่วมโครงการยอดมนุษย์ The avengers  ถึงอย่างไร เวลานี้พวกเขาถือเป็นผู้มีพระคุณ

 

 

“ผมได้เจอกับโลกิ..” เสียงทุ้มเอ่ยถึงจอมวายร้าย พี่น้องต่างสายเลือดของธอร์ ทำให้ฟิวรี่รีบก้าวขาขยับเดินเข้ามาใกล้เตียง สีหน้าของเขาตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่บรูซกำลังเอ่ยเอื้อนต่อไปนี้

“โลกิ..หนีมา…เหมือนไม่ได้หนีจากคุก น่าจะ..หนีจากธอร์มากกว่า เจ้าเทพนั้นหลอกใช้ให้ผมเป็นการ์ดให้มันอย่างไม่เต็มใจ ผมไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำ ธอร์ก็คงฆ่าคนบริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ จากที่ผมเห็นเขาทำแน่..จนกว่าจะได้ตัวโลกิกลับมา..”

 

“ประเด็นอยู่ที่โลกิสินะ” นิค ฟิวรี่สรุป

“ไม่..” บรูซส่ายหน้า ปากหนาที่แตกจนต้องเย็บหลายเข็มค่อยๆขยับพูดต่อให้ความเห็นของเขา

 

“มันอยู่ที่ พวกเขาสองคน”

 

 

 

.

.

.

 

 

เสียงคำรามเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ป่าคลั่งก้องออกมาจากห้องบรรทมของบุตร คนโตแห่งโอดิน ทั้งนางกำนัลและเหล่าทหารยามต่างหวาดผวา ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดกายเข้าไป ณ บริเวณ นั้น  แม้พวกเขาจะไม่เห็นเจ้าของห้องก็ตาม แต่ด้วยเสียงทำลายข้าวของ เสียงคำรามดุดันกรรโชก บ่งบอกได้ถึงความบ้าคลั่งเกินเยียวยา..และถ้าเข้าไป ดีไม่ดีอาจไม่ได้กลับออกมาจากห้องบรรทมอีกตลอดกาล

 

นับจากวันที่โอดินริบอำนาจเทพของธอร์ รวมถึงปลดตำแหน่งกษัตริย์  ล่วงเลยผ่านมาเป็นเวลา 3 วันแล้ว ที่บุรุษผมทองถูกผู้เป็นพ่อลงอาคมขังตรึงไว้ในนั้น  จากข่าวที่แพร่สะพัด ประชาชนชาวแอสการ์ดต่างตกตะลึงเหลือเชื่อ..สาเหตุที่อีกฝ่ายต้องโทษเหตุมา จาก การทำลายล้างมิดการ์ดจนย่อยยับ สังหารสหายคนสนิท แฟนดรัล(นางอัปสรทั้งหลายต่างพากันร่ำไห้ด้วยความโศกา) เพียงเพื่อจับพระอนุชากลับ…ทว่า..สิ่งที่ธอร์กระทำกับโลกินั้นมันช่างโหด ร้ายเกินกว่าเทพจะทนไหว

 

 

การกระทำของปิศาจชัดๆ

 

 

พระนางฟริกก้าเองถึงกับไม่พาลเสวยพระกระยาอาหาร แม้จะเสวยก็เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาณทั้งหมด  มารดาแห่งเหล่าทวยเทพซูบผอม สีหน้าเปล่งปลั่งงดงามแลซีดเซียวตรมทุกข์หาใครเทียบได้..

 

 

หัวอกแม่ย่อมทรมานยิ่งกว่าใคร

 

 

แม้แต่นางก็ยังไม่อาจเข้าพบลูกชายของตนที่ถูกความมืดครอบงำ มันช่างน่ากลัวนัก..กลัวจนเธอมิกล้ามองทำเพียงหลับตาฟังเสียงร้องของลูกด้วย เอง ด้วยหัวใจแทบสลาย…ฟังเสียงพระบิดาลากโซ่ที่ตรวนร่างองค์ชายคนโตเข้าไปขัง ไว้ในห้องพร้อมลงอาคมป้องกันไว้…ไม่ว่าใครก็มิอาจเข้าไปได้จนกว่าโอดินจะ เป็นคนรับสั่ง..

 

 

หลังจากเหตุการณ์นั้นโลกิหายสาบสูญ…

ไม่ว่าจะเค้นถามสามีเพียงใด  คำตอบที่ได้คือความเงียบงัน…

 

 

 

พอขังธอร์เสร็จโอดินก็ท่องมนตร์บางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ…แล้วหายตัวไปพร้อมกับแสงสีทองสว่างจ้า..

จากตอนนั้นถึงตอนนี้…สามวันแล้ว ที่เธอไม่ได้พบหน้าสามี..ไม่ได้พบหน้าบุตรชาย..

 

 

 

โอดิน..เจ้าคิดกระทำการอันใดกันแน่

 

 

หัวอกคนเป็นแม่กำลังจะแตกตายในไม่ช้า..เมื่อคิดน้ำตาไหลรินออกจากดวงเนตร คู่งามไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ เสียใจ..สะอื้นร่ำไห้จนเจ็บคอ..

 

 

ทำไม..ทำไมต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ในบ้านเราด้วย

 

 

 

.

.

.

 

 

 

ที่นี่คือแอสการ์ด สถานที่ของเหล่าทวยเทพ แสงสีทองอร่ามไปทั่วเมือง สร้างจากทองคำล้ำค่า ท้องนภาสีฟ้าครามผสมสีส้มทองและก้อนเมฆปุยนุ่ม ไม่แปลกนักที่เหล่ามนุษย์และดินแดนอื่นๆจะชื่นชมและริษยาในความงามล้ำของ สถานที่แห่งนี้…

 

 

ใช่..ที่นี่ยังคงเป็นแอสการ์ด…

 

มือเรียวบางยกทาบเสาโรมันขนาดใหญ่ริมระเบียงของปราสาท  สายลมกลิ่นหอมของดอกหญ้า ไออุ่นจากแสงแดด ทุกอย่างช่างสมจริง..จนน่าใจหาย

 

 

ทว่า..ที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงมิติซ้อน อีกโลกคู่ขนานของแอสการ์ด

ไร้ผู้คนไร้สิ่งมีชีวิต..มีเพียงตัวเขาที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง..นับต่อจากช่วงเวลานี้อีกไม่นาน..

 

 

“เจ้าจะต้องอยู่ที่นี้ อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นลูกข้า..ทว่า..ความผิดที่เจ้ากระทำไว้ก็ใช่ว่าจะลบ เลือนได้หมด” โอดินเอ่ยขึ้น ระหว่างยืนมองท้องฟ้ากว้างใหญ่อยู่เคียงข้างบุตรคนรอง..ลูกบุญธรรมที่รัก ยิ่งไม่แพ้ธอร์

“ข้ารู้..ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก” โลกิเอ่ยเบาๆด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ดวงหน้าสวยเริ่มกลับมาเปล่งปลั่งอีกครั้ง เช่นเดียวกับรอยแผลต่างๆใต้เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวโปร่งยาวกร่อยเท้าเปลือย เปล่า..ที่เริ่มฟื้นตัวจนแข็งแรงด้วยพลังเวทย์ของบิดาแห่งเหล่าทวยเทพ..อีก ไม่นานรอยแผลต่างๆคงได้สมานตัวหายเป็นปกติ..

 

 

เว้นเสียแต่แผลใจ…ต่อให้มีพลังล้นฟ้าก็ยากจะเยียวยา..

 

 

โอดินผินหน้ามองลูกชายของตน..ยิ่งอยู่ในชุดเช่นนี้..ก็ยิ่งงดงาม..กระ ทั้งโอดินชักไม่แน่ใจว่าเป็นบุตรแห่งลาฟฟี่ ถึงแม้ว่ายักษ์น้ำแข็งจะไร้เพศก็ตาม ทว่า..ชาวโยธันไฮม์มีรูปลักษณ์ค่อนไปทางบุรุษเสียมากเพราะปรับตัวเข้ากับ สภาพแวดล้อมหนาวจัดได้ดีกว่า..

 

 

กับโลกิ..ทั้งตัวเล็กกว่า ผอมบางกว่า งดงามกว่า…

บางทีหากปล่อยไว้ในโยธันไฮม์ คงเป็นบุปผางามที่เต็มไปด้วยหนามคม แต่ใครๆก็อยากที่จะเด็ดดมแม้ต้องเสี่ยงกับคมแหลมของกิ่งก้าน  บางที..อาจถือเป็นสาวงามในโลกน้ำแข็งก็เป็นได้…

 

 

“เจ้ายังไม่หายโกรธพ่ออีกหรือ” โอดินถาม ดวงตาสีฟ้าข้างเดียวจ้องมองใบหน้าครึ่งซีกของอีกฝ่าย..สายตาคาดหวังว่าลูก ชายจะยอมเข้าใจและให้อภัยผู้เป็นพ่อ..ยามเจ้าตัดพ้อต่อว่าด้วยสายตาเจ็บปวด รวดร้าวชิงชังดังวันนั้น ทำให้หัวใจผู้เป็นพ่อแทบสลาย..จนต้องเข้าสู่นิทราเป็นเวลานาน..

 

 

 

ข้าแข็งแกร่ง..ทว่า..ช่างอ่อนแอเหลือเกิน

 

ในยามที่ลูกของตนก้าวร้าว..นี่คือจุดอ่อนที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน รู้สึกเจ็บยิ่งกว่าถูกทรมานอย่างโหดเหี้ยม..และตอนนี้โอดินรู้ว่าหัวใจของตน อ่อนแอกว่าครั้งโลกิปฏิวัติตนเป็นราชา..

 

มีพ่อแม่ที่ไหนทนเห็นลูกตัวเอง จะฆ่าจะแกงกันได้..ช่างเจ็บปวดนัก

 

 

 

 

“ข้า..ไม่เคยโกรธท่าน” โลกิกล่าวทั้งเสียงสั่นเครือ ดวงเนตรคู่งามปรายมองชายชรา..ทั้งน้ำตาคลอ

“ข้าก็แค่..น้อยใจ..ที่ข้าไม่ใช่..”

 

“เจ้าเป็นลูกข้า..โลกิ..แม้จะไม่ใช่โดยสายเลือด หากข้ากับฟริกก้ารักเจ้า เจ้ายังต้องสนอะไรอีก” เสียงทุ้มเอ่ยเอื้อนอย่างอ่อนโยน ก้าวเดินเข้าไปใกล้ลูกชายอีกคนของตัวเอง  ใช้จับแก้มนุ่มลื่นดุจหญิงสาว สัมผัสเพียงเบาๆ ก็ทำให้ดอกไม้เหล็กที่เต็มไปด้วยอสุรพิษต้องหลั่งน้ำตา

“ข้า..ขอโทษ” โลกิปลดปล่อยน้ำตาแห่งความเศร้า เข้าสวมกอดบิดาของตนโอดินเองก็เช่นกัน หยดน้ำตาของผู้เป็นพ่อไหลริน  “พ่อเองก็เช่นกัน..ถ้าพ่อไม่มอบเจ้าให้ธอร์..เรื่องคงไม่เป็นเช่นนี้”

 

 

เจ้าจะไม่มีวันเจ็บยิ่งกว่าตายทั้งเป็น..

 

 

 

สามวันที่โอดินได้ใช้ชีวิตร่วมกับโลกิ..เพียงลำพังสองคนพ่อลูก..มันทำให้ เส้นด้ายแห่งสายสัมพันธ์ที่พันกันยุ่งเหยิงคลายปมในที่สุด…ทว่า..อีกหนึ่ง ปมที่ขมวดแน่นมากขึ้นเรื่อยๆจนอาจเป็นเงื่อนตายที่เหลือเพียงทางเดียวคือการ ตัดทิ้ง..

 

 

สายสัมพันธ์ระหว่างธอร์กับโลกิ..จะแก้ไขเช่นไร?

 

 

โอดินคิด…พลางลูบหัวปลอบโยนบุรุษตัวผอมบาง…

สำหรับธอร์นั้นเขาเตรียมการไว้แล้ว แต่สำหรับโลกิ..คงยากนัก

 

 

ทั้งสองค่อยผละออกจากกันและกัน ชายชราขยับยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย เช่นเดียวกับเจ้าของเรือนผมสีดำปางอิ่มบางสีชมพูค่อยๆแย้มแย้มน่ารัก..ยิ้ม จากใจจริงให้..โอดินรู้สึกได้และยินดีกับรอยยิ้มนั้น..

มือเริ่มเหี่ยวย่นตามวัยยกขึ้นทาบลงบนอกแบบาง พร้อมขยับปากท่องมนตร์บางอย่างแสงสีทองสว่างวาบขึ้นตรงฝ่ามือ สร้างความฉงนแก่ตัวอดีตจอมเวทย์อันดับหนึ่ง “ท่านพ่อ?”

 

 

ในที่สุดโอดินหยุดร่ายมนตร์ภายในมือหนาปรากฏกระจกวงกลมขนาดเล็กขอบสีทอง ประดับพลอยสีเขียว  เพียงแค่คนหนุ่มเห็นก็หน้าขึ้นสีเข้มไปถึงใบหู “ท่านพ่อ!!? นี่ท่านคิดจะ!!”

 

“โลกิ..สิ่งนี้พ่อขอเถิด..ถ้าไม่ทำธอร์ไม่มีวันสำนึกได้หรอก” โอดินกล่าวทั้งเสียงทุ้มเต็มไปด้วยอำนาจ แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน  โลกิเม้มปากแน่นตาสีเขียวก้มมองพื้นด้วยความลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าน้อยๆตอบ

“ขอบใจมากโลกิ..จากนี้ไปเจ้าต้องอยู่ที่นี้เพียงลำพัง..พ่อคงมิอาจมาหา เจ้าได้อีก..หากเจ้าคิดถึงหรืออยากเห็นสิ่งใดในแอสการ์ดจงเอ่ยนามสิ่งนั้น ภาพในโลกแอสการ์ดจะปรากฏแก่สายตาเจ้า”  โอดินอธิบายถึงสิ่งที่ชายร่างบางจะต้องพบเจอต่อจากนี้   โลกิเค้นยิ้มเหยียดดวงเนตรใต้ขนตาแพยาวสบตาสีฟ้าข้างเดียว..สีฟ้าเหมือนกับ อีกบุรุษที่หัวใจถวิลหาแต่เพลานี้หวาดกลัวเสียเหลือเกิน..กลัวจนเต็มใจที่จะ หนีแม้ว่าความตายเป็นหนทางเดียวก็ตามที

 

 

“ข้ารู้…”เสียงหวานกระซิบแผ่วเบา  ผู้เป็นพ่อขยับยิ้มก่อนจะจูบหน้าผากอีกฝ่ายเป็นการบอกลา “ข้าคงต้องไปแล้ว หวังว่าเราคงได้พบเจอกันอีก” ร่างสูงใหญ่ของชายชราสลายไปกลายเป็นละอองฝุ่นสีทอง ทิ้งไว้แต่เสียงทุ้มทรงพลังดังก้องติดหูของสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งในโลกคู่ ขนานมายาแห่งนี้

“คงไม่มีวันนั้น..ท่านพ่อ” โลกิบอกกับสายลมและแสงแดด กับโลกแอสการ์ดอีกมิติ..น้ำตาไหลรินอาบแก้ม

 

 

..ข้านั้นอ่อนแอเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริง..

ว่าหัวใจของธอร์…ไม่ได้มีข้าอยู่ในนั้นแล้ว   

 

 

 

.

.

.

 

สำหรับบิดาทุกสรรพสิ่งกลับคืนร่างกลับมายังโลกแห่งแอสการ์ด ดวงเนตรข้างเดียวมองสภาพโดยรอบ..ห้องบรรทมของเขากับพระนางฟริกก้า  ภรรยาผู้แสนดีเข้าสู่ห้วงนิทราอยู่บนเตียงกว้างสี่เสา ใบหน้าแลดูเศร้าหมองซูบหนักจนโอดินเหนื่อยใจแต่เขาเข้าใจดี ว่าอีกฝ่ายก็ห่วงลูกๆทั้งสองไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า…

 

ดวงตาข้างเดียวมองดวงจันทรา บนท้องฟ้าสีดำ เพลานี้แอสการ์ดเป็นรัตติกาลอันเงียบเหงา เป็นเวลาพักของทุกสรรพสิ่งในลกทั้ง 9 แต่สำหรับโอดิน ยังไม่ถึงเวลานั้น ชายชราก้าวเดินออกจากห้องนอนตรงไปยังฝั่งขวาของพระราชวังแอสการ์ด เสียงคำรามยังคงดังก้องกังวานเป็นระยะ  เหล่าทหารยามองค์รักษ์พอเห็นองค์ราชามาเยือน ก็รีบกุลีกุจอนทำความเคารพอีกฝ่าย  ในคราแรกโอดินคิดถามไถ่ความเป็นไปของลูกคนโต แต่จากเสียงที่ดังก้องมาถึงปากทางเข้า ความคิดนั้นจึงถูกโยนทิ้งลงพื้นไปเสีย

 

โอดินก้าวเดินเข้าไปตามระเบียงปูพรมสีแดงเรื่อยๆจนกระทั้งหยุดอยู่หน้า ห้องบรรทมของอีกฝ่าย ปากหนาขยับท่องมนตรครู่หนึ่งประตูบานใหญ่จึงค่อยๆเปิดออก  สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ..ข้าวของในห้องแตกกระจายระเนระนาดไม่มีชิ้นดี โต๊ะ..ถูกล้มไปตั้งแต่แรก คาโด่เด่อยู่เช่นนั้น ผ้าม่านสีแดงฉีกกระชากจนขาดวิ่น และร่างสูงใหญ่ผมสีทองยุ่งในชุดเกราะแขนเปลือยเห็นกล้ามมัดกำยำ  นั่งอยู่บนเตียงทั้งที่โซ่ตรวนข้อเท้าไว้ ดวงตาสีฟ้าคมกริบตวัดมองบิดาของตนอย่างเกรี้ยวกราด

 

“ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้!!”

“หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้ก็อย่าหวังเลยว่าข้าจะมอบอิสระแก่เจ้า” โอดินขึ้นเสียงดังที่เต็มไปด้วยอำนาจ

“ท่านไม่มีสิทธิ์ มาขังข้า!!” ธอร์ตวาดใส่บิดาของตนอย่างสามหาว  โอดินสดับฟังก็ของขึ้นจนแทบอยากกระชากคอลูกชายแล้วประเคนหมัดให้ .. แต่เวลานี้บุตรของตนถูกริบพลัง จึงมีสถานะไม่ต่างจากชาวมิดการ์ดธรรมดาๆคนหนึ่งเฉกเช่นโลกิ

หากต่อยไปมีหวังไว้หัวหลุดออกจากบ่าเป็นแน่  กระนั้นแล้วชายชรากลับขว้างสิ่งๆใส่หน้าหล่อเหลา ธอร์ถึงร้องยกมือขึ้นกุมดั้งจมูกที่กระแทกของแข็งบางอย่าง  ตาคู่คมก้มมองสี่งนั่นที่ตกลงบนผืนเตียง…

 

“กระจกดวงจิต?”

 

“เจ้าอยากรู้มิใช่หรือ..ความจริงของเทพแห่งความลวง!!ดูซะให้เต็ม ตา!!!”เสียงทุ้มตวาดดังลั่น ชี้นิ้วไปยังกระจกขอบทองประดับพลอยสีเขียวนั่น  “ดู..แล้วจงสำนึกในสิ่งที่เจ้าได้กระทำลงไป!!!” บุรุษผมสีขาวโพลนตะคอกทิ้งท้ายก่อนจะกระทืบเท้าเดินออกไปจากห้อง พร้อมกับประตูบานใหญ่ปิดกระแทกเสียงดัง

 

ปัง!!!!

 

 

ธอร์จ้องมองกระจกบนเตียงด้วยสายตาชิงชัง มือแกร่งหยิบกระจกดวงจิตของโลกิขึ้นมา ยกขึ้นสูงกำลังจะเควี้ยงลงพื้นให้แตกดับ!!!

 

ข้าเกลียดมัน…เกลียดยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ..เกลียดคำลวงเหล่านั้น!!!

เกลียด!!!!!!

 

 

ไฉนแล้ว..จึงไม่ทำลายให้แตก…ไฉนแล้วจึงไม่โยนลงพื้นแล้สใช้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำกระทืบให้แหลกเหลว…

 

 

ติดใจ…กับคำพูดจากปากโลกิเช่นนั้นหรือ?

 

 

“ใครจะไปสน!!?” ธอร์ตวาดกับเสียงที่ก้องในหัว..เสียงที่พร่ำถาม..เสียงของตัวเอง

“ข้า…” ดวงเนตรคู่คมค่อยๆลดมือลง มาอยู่ตรงตัก..กระจกดวงจิตของบุรุษร่างผอมบาง..กระจกที่สะท้อนความรู้สึก ความทรงจำ คำนึงคิดแท้จริง…ไม่ว่าใครต่างก็มีสิ่งนี้อยู่กับตัว..โอดินดึงสิ่งนี้ออก มาให้เขาดู..

ยังมีอะไรให้ดูอีกในเมื่อความจริง..โลกิไม่เคยรักเขาเลย…

 

 

ไม่ลองพิสูจน์ดูอีกซักรอบเล่า?

 

 

ดูเหมือนจิตใจจะเรียกร้องเสียเหลือเกิน ธอร์สูดลมหายใจลึกทั่วทั้งปอด มือหนาอีกข้างค่อยๆวางมือลงทาบกระจกเรียบลื่นแผ่วเบา ทันใดนั้น..กระจกวงกลมเปล่งประกายแสงสีเขียวจ้าพร้อมกับวงเวทย์ที่ขยายตัว  กำลังพาร่างกำยำของธอร์เข้าไปสู่ห้วงความทรงจำ ความนึกคิดของโลกิ

 

 

“อย่าเข้าใจผิด..ที่ข้าทำ ก็แค่ท่านพ่อบังคับต่างหาก”

เสียงทุ้มบอกกับตัวเอง ก่อนที่ร่างของตนจะหายเข้าไปในโลกกระจกดวงจิตของโลกิ เทพแห่งการโป้ปด…

 

 

TBC

[Fic Reborn][Bluebel x Chrome] Sorrow princess //Part2

 

[Fic Reborn] Sorrow  princess

Paring :  Bluebel x Chrome , 10069

Rate    :  Nc 17

Story   :  Blood_hana

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Part 2

 

 

 

ขาเพรียวสวยกับผิวสีขาวอมชมพูลาดเนียนของ โดคุโร โคลม หยุดอยู่หน้าตึกสูงเสียดฟ้าสีงาช้าง

 

 

 

เราจะได้เจอ ท่านมุคุโร่แล้ว…

 

 

แววตากลมโตแสนเศร้าสร้อย ส่องประกายความหวัง ปากอิ่มเล็กขยับยิ้มน้อยๆ  หญิงสาวเรือนผมสีเปลือกมังคุดพาร่างของเธอในชุดสูทสีดำเข้ารูปกับกระโปรงศอกสั้นครึ่งขาอ่อน ลากกระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปในตัวตึกมิลฟิโอเล่

 

 

ครืดดดด

 

 

ประตูบานเลื่อนกระจกเปิดออกอัตโนมัติ ตามระบบเซนเซอร์สีแดง  ทันทีที่เท้าเรียวเล็กบนรองเท้าบูทหนังสีดำก้าวเข้ามา โคลมได้พบกับลูกน้องคนสนิทมือขวาของเบียคุรัน หนุ่มร่างสูงผมสีเขียวยาวสลวยมัดรวบโค้งตัวเล็กน้อยด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึก “เชิญครับคุณโดคุโร พวกผมกำลังรออยู่เลย”

“ระ..รบกวนด้วยนะคะ” ใบหน้ากลมน่ารักก้มงุดด้วยควมเขอะเขิน  ดวงตาคู่คมประดับอายแชโดว์สีเขียวขยับยิ้มขำขันอีกฝ่าย ก่อนจะหมุนตัวเดินนำร่างเล็กไปยังลิฟท์สำหรับคนระดับสูงเท่านั้น

 

“ผมส่งตรงนี้นะครับ คุณโดคุโร “ คิเคียวโค้งลาและเดินจากไป  โคลมรีบผงกหัวขอบคุณด้วยควมลกลนก่อนกลับมาจ้องมองลิฟท์ตรงหน้า  ดวงเนตรกลมโตสีม่วงข้างเดียวจ้องมองไฟเลขตรงแผงกด ลดลงเรื่อยๆ..

 

กิ๊ง!!!!!!!!

 

 

ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออก พร้อมกับไฟขึ้นเลข 1 ร่างเล็กผมสีม่วงหันกลับมามองบานลิฟท์ที่เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ

 

 

 

“!!!!!!!!!”

 

 

 

 

หมับ!!!!!!!

 

 

 

ครืด!!!!!!!!!!

 

 

ประตูลิฟท์ปิดลงสนิท โคลมเปิดตากว้างสุดขีด พยายามดีดดิ้นให้ร่างของเธอหลุดจากพันธนาการโอบกอดของใครบางคน….ใครบางคนที่ทำให้หัวใจตกวูบไปถึงท้องน้อย

“คิกๆ ไม่ได้เจอกันต่างนานเลยนะ โดคุโร โคลม” เสียงใสก้องกังวานดังชัดในลิฟท์กำลังขึ้นไปอย่างช้าๆ ใบหน้าสวยแดงก่ำจนเป็นสีมะเขือเทศสุก ทันทีที่ลมหายใจอุ่นรดใบหูของเธอ วงแขนเรียวเล็กไม่น่าจะมีพละกำลังมากมายนัก กลับกอดรัดเอวคอดกิ่วแน่นจนสาวตาเดียวหายใจแทบไม่ออก

“ผู้พิทักษ์พิรุณ!!!” โคลมหันไปสบตาสีฟ้าใสเบื้องหลัง พร้อมชักสีหน้าไม่พอใจ  ทว่า…ท่าทางแบบนั้นกลับทำให้เด็กสาวเรือนผมสีฟ้ายาวสลวยในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาเด้ปสีชมพูแปร๋นเหยียดยิ้มสนุกสนาน  แถมยังไม่ยอมทำตามคำพูดของคนในอ้อมกอด จนโคลมน้ำตารือชื้นจะร้องไห้มะร่อมมะร่ออยู่แล้ว..

 

 

“ทำหน้าแบบนี้ บลูเบลถึงได้ชอบแหย่เธอไง “ บลูเบลพรมจูบใบหน้าใสและนุ่ม  ไม่แยแสกับกริยาต่อต้านของอีกฝ่าย

 

“มะ..ไม่นะ!!อย่า!!”

 

“ปฏิเสธช้าไปแล้วโคลม..เธอนะ..เป็นของบลูเบลแล้วนี่นา” บลูเบลแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาสีฟ้ากลมโตเปล่งประกายจนสาวเรือนผมสีเปลือกมังคุดขนลุกซู่  ดวงหน้าสวยขึ้นสีเข้มหนักกว่าเก่า…

 

 

 

 

รู้…ว่าสายตาแบบนี้ มันหมายความว่าไง!!?

 

 

 

“นะ…นี่ในลิฟท์นะ!!!อย่าค่ะ!!!” โคลมร้องปราม ออกแรงดิ้นสุดฤทธิ์ แต่กำลังของเด็กผมสีฟ้าปล่อยยาวมีเยอะกว่า  มือเล็กเรียวเริ่มจาบจ้วงเข้าไปในเสื้อสูท สัมผัสเข้ากับทรวงอกนุ่มนิ่มขนาดใหญ่พองาม ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป  “อ๊ะ!!!!!” ดวงเนตรกลมโตสีม่วงเบิกกว้าง พร้อมเชิดหน้าขึ้น

“คิกๆๆ ชอบใช่ไหมละ หือม์..” ดวงหน้าน่ารักยิ้มเจ้าเล่ห์  และออกแรงขยำทรวงอกนั่นไปมา

“อ้า!!ไม่!!” ปากอิ่มรู้สึกแห้งผาก..ไหล่กลมมนห่อตัวกับความเสียวซ่านแผ่กระจายไปทั่วเรือนร่างโค้งเว้าได้สัดส่วน  นัยน์เนตรกลมโตข้างเดียวที่หลงเหลือปิดแน่นไม่อยากรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ ณ เวลานี้

 

“!!!!!” โคลมรู้สึกสะท้านไปทั้งตัว เมื่อจุดซ่อนเร้นของเธอถูกปลุกเร้าด้วยนิ้วเรียวเล็กนั้นผ่านกางเกงในผ้าลื่นลูกไม้สีขาวของเธอ  ปากอิ่มเม้มแน่นไม่อยกจะหลุดคำหวานล้ำนั่นออกมาให้บลูเบลได้ยินอีก

เด็กสาวผมฟ้ามองอย่างรู้ทัน จึงจับหน้าอีกฝ่ายให้หันมาหาตนและประกบจูบอย่างหนักหน่วง

 

“อื้อ!!!!” โคลมหายใจไม่ออก จึงเผลอเผยอปาก นัยเนตรสีฟ้าใสวาววับพึงพอใจ ก่อนจะสอดลิ้นเข้าไปลิ้มรสความหอมหวานในโพลงปากเล็กนั่นไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

 

 

กิ๊ง!!!!!!!!

 

 

 

พลัน!!!ประตูลิฟท์เลื่อนเปิดออก  โคลมสะดุ้งโหยงและรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายผลักบลูเบล ทำเอาเด็กสาวผมยาวหน้าหงายหลังไปนั่งก้นจ้ำเป้ากับพื้น

 

“เมื่อกี้..เมื่อฉันเห็นอะไรแว้บๆ รึเปล่านะ?” เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหู ทำเอาพวงแก้มใสที่ขึ้นสีอยู่แล้ว ขึ้นสีหนักกว่าเก่า โคลมหันควับไปมองเจ้าของเสียง นั่น!!ทำให้ร่างของเธอเย็นเยียบเป็นน้ำแข็งในขั้วโลกก็ไม่ปาน

“ขะ…ขอตัวก่อนค่ะ!!!”  เจ้าของเรือนผมสีไวโอเลตก้มหน้าก้มตาลากกระเป๋าเสื้อผ้าวิ่งออกจากลิฟท์ ไม่แม้แต่จะแหลวหลังมามองผู้ที่อาจจะเจอช็อตเด็ดเมื่อครู่แม้นิดเดียว

 

 

“เบียคุรัน!!!” บลูเบลเด้งตัวลุกขึ้นเดินออกมาจากลิฟท์ร้องโวยวาย

หนุ่มผมขาวหน้าหยกขยับยิ้มระรื่นให้เจ้าเด็กสาวผมสีฟ้ายาวสลวย ที่ตอนนี้เสียอารมณ์สุดๆจนเขาอดเลิกคิ้วสูงไม่ได้

 

“อย่ามาทำเป็นงง!!จงใจแกล้งฉันใช่ไหมห่ะ!!!” บลูเบลแยกเขี้ยวใส่บอสหนุ่มมิลฟิโอเล่ ไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายซักนิด   เบียคุรันเลิกตีหน้าซื่อ หน้าคมคายหล่อเหลาแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาก่อนจะยักไหล่ไม่ใส่ใจ

 

“หึหึหึ ช่วยไม่ได้นี่นา มุคุโร่คุงบอกให้ฉันดูแลโคลมจังไม่ให้มีใครมาทำอะไรโคลมจัง” ร่างสูงผมสีงาช้างเน้นย้ำประโยคว่า ‘ไม่ให้มีใครมาทำอะไร’ ชัดถ้อยชัดคำ พร้อมทำหน้ายียวนกวนประสาทให้เจ้าเด็กผู้พิทักษ์สาวเพียงคนเดียว  บลูเบลกัดฟันกรอดๆ กำหมัดแน่นอยากซัดไอ้หน้าหล่อๆตรงหน้าเสียเหลือเกิน แต่ขืนทำมีหวังชีวิตเธอได้จบเห่ตรงหน้าลิฟท์แน่ๆ

 

 

“แต่ว่า…อึ้งเหมือนกันนะเนี้ย ไม่นึกเลยว่าบลูเบลจะทำเรื่องแบบนี้กับโคลมจัง แถมยัง..เลือกในลิฟท์ซะด้วย”

“เฮอะ!!” เด็กสาวผมสีฟ้าสลวยดั่งผ้าแพรเค้นเสียง ยืนพิงกำแพงสีขาวกอดอกแน่น หน้าตาบูดบึ้งไม่สบอารมณ์

ยิ่งทำให้หนุ่มเจ้าของรอยสักใต้ตารู้สึกสนุกสนานมากกว่าเก่า…

 

หนุ่มผมขาวชี้ไม่เป็นทรงหันหลังเดินเข้าลิฟท์ที่เปิดประตูค้างไว้  ก่อนจะพูดทิ้งท้ายให้บลูเบล ทำเอาใบหน้าน่ารักชักสีหน้าตะลึง “วันนี้ฉันกับมุคุโร่จะออกไปข้างนอก อยากทำอะไรก็รีบๆทำล่ะ”

 

 

ตากลมโตจ้องมองประตูลิฟท์ปิดสนิท  ร่างเล็กยืนกระพริบตาปริบๆสองสามที  แล้วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว มือเรียวยกขึ้นมาลูบคางไปมาพลางหัวเราะในลำคอ “หึหึหึ  ที่แท้..เจ้าบ้านี่ก็ไม่พอใจที่โคลมมาอยู่ที่นี่สินะ”

 

 

“ช่วยไม่ได้..ฉันจะตอบสนองโอกาสของนายให้ละกันนะ เบียคุรัน”

 

 

 

TBC

[Fic reborn][Bluebel x Chrome ] sorrow princess //Part1

 

[Fic reborn]  sorrow princess

Paring   : บลูเบล x โคลม , 10069

Rate      :  Nc-17

Story     : blood_hana

 

++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Part 1

 

 

 

โลกนี้..เปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน…

น่ากลัว..น่ากลัว…น่ากลัว…

 

แต่….ในความน่ากลัว…กลับทำลายความโดดเดี่ยว…

 

 

 

แค่คืนนี้..บลูเบลจะช่วยให้เธอลืมความเหงาให้ละกันนะ”  

 

 

 

 

“ห่ะ!!!!!!”  ดวงตากลมโตข้างเดียวโพลงขึ้นอย่างรวดเร็ว  จ้องมองเพดานห้องสีขาวคุ้นตาไม่กระพริบ

“ฝัน…เหรอ” โคลมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนค่อยๆยันตัวจากเตียงมานั่ง มือเรียวบางกุมศีรษะหนักอึ้งและปวดตุ้บๆจนเธออดมุ่นคิ้วนิ่วหน้าเสียไม่ได้   ใบหน้าหวานน่ารักสมวัยสาวแรกแย้มก้มมองสภาพเรือนกายของเธอ..ที่..เปลือยเปล่า…

แก้มใสขึ้นสีเข้มลามไปถึงใบหู  มือคว้าเอาผ้าห่มสีขาวยกขึ้นมาปกปิดร่างกายให้มืดชิดที่สุดพร้อมนั่งกอดเข่าในเวลาเดียวกัน  “อะไรกัน..เมื่อคืน..ไม่ใช่…ฝัน..”  ปากอิ่มสวยสั่นแรง จนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน..นัยน์ตาสีไวโอเลตสำรวจมองเรือนร่างขาวผ่องของเธอใต้ผ้าสีขาว…พบ..รอยจุดแดงๆ ตรีตราไปเกือบหมด…

 

 

ฉ่า!!!!

 

 

โคลมรู้สึกตัวเองตัวร้อน..ร้อนจนเหมือนเป็นพิษไข้..โดยเฉพาะดวงหน้าของเธอ..

“อึก…ทำไงดีคะ?ท่านมุคุโร่..” เรือนผมม่วงก้มหน้าลงซุกเข่า  เอ่ยรำพึงถึงบุรุษผู้เป็นที่รัก แม้ว่า..เสียงตอบกลับคือความเงียบ…ในหัวของเธอเท่านั้น…

 

 

.

.

.

 

อากาศยามเช้ายังสดใสเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด  และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง..กับการประชุมของเหล่าผู้พิทักษ์ทั้ง 6 ของวองโกเล่แฟมิลี่ “อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน..หวา!!!!!!!” ซาวาดะ สึนะโยชิ บอสคนปัจจุบันของวองโกเล่แฟมิลี่เข้ามาในห้องประชุมเป็นคนสุดท้ายเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน และสะดุดล้มบนพื้นว่างๆตามนิสัยซุ่มซ่ามไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน  “รุ่นที่สิบ!!!” มือขวาหรือเจ้าของตำแหน่งวายุ โกคุเทระ ฮายาโตะ ยังคงทำหน้าที่เคารพรักหัวหน้ารีบพลุนพลั่นลุกจากเก้าอี้ไปประคองชายผมสีน้ำตาลหน้าละอ่อน  เช่นเดียวกับยามาโมโตะ ทาเคชิ คู่ปรับของวายุวองโกเล่

 

 

และ..ก็เป็นเหมือนวันก่อนๆอีกเช่นเคย เจ้าของเรือนผมสีเงินตัดบ๊อบสั้นประบ่าเข้ากับดวงหน้าสวยโวยวายใส่หนุ่มร่างสูงรักกีฬาเบสบอลที่ยังคงฉีกยิ้มร่าไม่โต้ตอบคนอารมณ์ร้อน จนสึนะยิ้มแหยๆและค่อยๆเดินเลี่ยงออกจากมรสุมคำสบถหยาบคายของโกคุเทระมาประจำตำแหน่งเก้าอี้หัวโต๊ะ

 

 

“รีบๆพูดซะที ฉันรำคาญเจ้าสัตว์กินพืชเต็มแก่แล้ว”  ฮิบาริ เคียวยะ ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อในความโดดเดี่ยวเอ่ยดังขึ้น หน้าคมคายหล่อเหลาแบบคนญี่ปุ่นโดยแท้ชักสีหน้าหงุดหงิด…ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเย็นลงทันตาเห็น บรรยากาศจึงกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง  “เฮ้อ…” ชายหน้าหวานละอ่อนผมสีน้ำตาลฟู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่ทุกคนกลับมานั่งที่ประจำ แม้ว่าตากลมโตของเขาจะสังเกตเห็นท่าทีทำทาจะร้องไห้ของแรมโบ้วัย 15 ปีที่ถูกรีบอร์นซึ่งยืนกอดอกทำเท่ห์ข้างๆเก้าอี้สำหรับหัวหน้าใหญ่  และเรียวเฮ เจ้าของตำแหน่งผู้พิทักษ์อรุณออกอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอยากออกสนามเต็มที่ตามสไตล์ชีวิตสุดหูรูดของเขา

“อ่า…ท่าไม่มีอะไรแล้ว งั้นเริ่มการประชุมเลยนะ…”

 

.

.

.

 

 

ในที่สุด การประชุมสุดแสนน่าเบื่อจบลงไปด้วยดี  ประตูห้องเปิดออกพร้อมการจากไปของฮิบาริ เคียวยะคนแรกตามด้วยคนสนิทร่างสูง คุซาคาบะ   จากนั้นก็เป็นกลุ่มก้อนของบรรดาสมาชิกวองโกเล่ออกคุยโหวกเหวกเสียงดังไปทั่วระเบียงทางเดิน  “โคลม..” เสียงร้องทักของบอสหนุ่มหน้าหวานดังขึ้น เรียกสติหญิงสาวในชุดสูทดำเข้ารูปกับกระโปรงศอกสั้นสีดำสะดุ้งโหยง ใบหน้าหวานน่ารักค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากลมโตสีน้ำตาลของอีกฝ่าย

“คะ?”

“เหนื่อยหน่อยนะ รับตำแหน่งผู้พิทักษ์สายหมอกเต็มตัวแบบนี้” สึนะพูดทั้งรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กสาวรู้สึกหน้าขึ้นสีหน่อยๆก่อนจะก้มหน้าก้มตาขยับปากพูดตอบหนุ่มตรงหน้า “มะ..ไม่เป็นไรค่ะ..พะ..เพื่อความสุขของท่านมุคุโร่..โคลม..ยินดี..” ประโยคที่ออกจากปากช่างเสแสร้งจนเธอรู้สึกอยากแทงตัวเองด้วยสามง่ามอาวุธคู่ใจ  ทั้งๆที่เธอควรบอกอีกฝ่ายว่า เธอไม่พอใจ..ไม่อยากปล่อยมุคุโร่ไปซักนิด…แต่..กลับทำไม่ได้…

 

 

 

 

จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของฉันบ้างไหม?

ฉันเหงา..ฉันโดดเดี่ยว..ฉันเจ็บ..กับการถูกทรยศ

 

 

 

เหงาใช่ไหม..รู้สึกเหมือนโดนหักหลังสินะ..ที่ถูกคนที่เคารพรักทอดทิ้ง”

 

 

 

 

“โคลม!!โคลม!!” หญิงสาวผมสีม่วงสะดุ้งโหยง ดวงตากลมโตฉายแววเลื่อนลอยไปชั่วขณะจดจ้องกับมือของชายผมน้ำตาลที่โบกไปมาผ่านหน้าเธอ  “โอเครึเปล่า..ท่าทางเหม่อลอยชอบกล?” สึนะถามไถ่ทั้งสีหน้าเป็นห่วง

โคลมมองไปรอบๆตัว บัดนี้ระเบียงทางเดินมีเพียงแค่เธอกับเขา..โดคุโร โคลมกับซาวาดะ สึนะโยชิ

“ไม่มีอะไรค่ะบอส..ไม่มีอะไรจริงๆ..” เจ้าของเรือนผมสีไวโอเลตสวยส่ายหน้ารัวๆ  ดวงหน้าละอ่อนของชายหนุ่มถอนหายใจออกมา ก่อนจะใช้มือบางวางทาบลงบนหัวของเด็กสาว “นี่..ถ้าคิดถึงมุคุโร่..ก็บอกฉันได้นะ”

คำพูดของบอส ทำเอาโคลมน้ำตาคลอเบ้าก่อนจะไหลรินอาบแก้มใส..ไม่อาจหยุดน้ำตาและเสียงสะอื้นได้..และโผเข้ากอดอีกฝ่าย  “ฮึกๆ..บอส..โคลมอยากเจอท่านมุคุโร่..โคลมอยากเจอ..”  นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลฉายแววอ่อนลง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหัวปลอบโยนร่างเล็กกว่าตัวเองนิดหน่อยเบาๆ

 

 

.

.

.

 

ใจกลางเมืองโตเกียวเต็มไปด้วยความหนาแน่น ปรากฏตึกสูงตระหง่าเสียดฟ้าหาใครเทียบไม่ได้ ซึ่งถูกสร้างมาตอนสงครามวองโกเล่และมิลฟิโอเล่  จนผู้คนบนถนนเดินผ่านไปมาอดไม่ได้ต้องเหลือบตามองตึกหรูสไตล์โมเดินราคาหลายร้อยล้าน  และวันนี้ยังคงคับคั่งไปสมาชิกพนักงานบริษัทเข้าออกตึกไม่ขาดสายในชุดสูททำงานเรียบร้อยสุภาพแบบปกติ

“ให้ตายสิ..ฉันล่ะอยากรู้จริงๆใครกันนะเป็นเจ้าของตึกใหญ่โตขนาดนี้?” กลุ่มหญิงสาวอายุราวๆ20 กลางๆพูดขึ้น   ดวงตาของทุกคนจ้องมองตึกสูงออกแบบเป็นโครงสร้างเหล็กบ่งบอกถึงความแข็งแรงและดีไซน์ล้ำสมัย

“ฉันว่านะ..เจ้าของคนแก่แล้วล่ะ กว่าจะก่อร่างสร้างตัวได้ขนาดนี้ คงไม่พ้นตาแก่หัวล้านๆคิกๆ” หนึ่งสาวในกลุ่มออกความเห็น ขณะนั้นเองเธอเดินไปชนอกของชายคนหนึ่งจนร่างของเธอหงายหลัง“ว้าย!!!”  หญิงสาวร้องตกใจ  แต่แล้วมือแกร่งกลับจับมือเรียวบางของเธอไว้พอดิบพอดี  นัยน์ตาคู่งามของสาวผู้เคราะห์ร้ายจับจ้องมองคนตรงหน้า..ชายร่างสูงผมสีขาวในชุดสูทขาวเรียบง่าย มีรอยสักใต้ตาข้างซ้าย ดวงหน้าคมคายกำลังส่งยิ้มไมตรีให้กับเธอ

 

 

 

หล่อจังเลย…

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” เสียงทุ้มนุ่มกล่าวถาม  หญิงสาวสะดุ้งหน่อยๆก่อนพยักหน้าเออออตอบ หนุ่มผมสีขาวฉีกยิ้มหวานชวนละลายตอบกลับ ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวตึกสูงระฟ้านั่น โดยมีสายตาสาวๆกลุ่มนั้นมองตามไม่วางตา  “อร๊ายยยยย หล่อจังเลยเธอ!!!”

 

ประตูบานเลื่อนเปิดออกให้เจ้าของรอยสักใต้ตาเดินเข้าไป ก่อนจะปิดตัวลงพร้อมกับบรรดาสมาชิกในตึกแถวๆนั้นโค้งคำนับให้  “ยินดีต้อนรับครับท่านเบียคุรัน!!”  เบียคุรันฉีกยิ้มหวานๆตอบและเดินตรงไปขึ้นลิฟท์สำหรับบุคคลพิเศษ    ขณะที่ประตูลิฟท์กำลังปิดลง นัยน์ตาคู่คมฉายแววแปลกใจเมื่อเห็นชายร่างสูงผมสีส้มสวมแว่นตาหนาเตอะวิ่งกระหืดหอบพร้อมตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง “ท่านเบียคุรันครับ!!!”

“อ้าว..โชจัง..มีอะไรเหรอทำไมรีบร้อนจังเลย?” ชายผมสีงาช้างยิ้มให้แก่ลูกน้องคนสนิท ที่วองโกเล่ส่งมาช่วยงานเขาหลังจากตกลงเป็นพันธมิตรกัน ปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งเบ๊ชั้นดีของเขาเลยล่ะ

อิริเอะ โชอิจิ ยื่นซองสีน้ำตาลให้แก่บอสมิลฟิโอเล่   เจ้าของเรือนผมสีขาวเลิกคิ้วสูงก่อนจะรับเอกสารนั่นมา ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยกับสัญลักษณ์บางอย่างบนซองเอกสารประทับไว้เด่นสง่า..จนหนุ่มอารมณ์ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเขาต้องสนใจกับสิ่งตรงหน้า

 

 

 

ตราประทับของวองโกเล่…

 

 

 

 

 

 

 

ครืด!!!

 

ประตูลิฟท์เปิดออกยังชั้นบนสุดของตึก สถานที่สิงสถิตของหัวหน้ามิลฟิโอเล่แฟมิลี่เป็นเหมือนกับบ้านและที่พักอาศัย แบ่งห้องๆไว้เป็นสัดเป็นส่วน ไม่ว่าจะห้องครัว ห้องกินข้าว ดูหนัง ทำงาน อ่านหนังสือ  ห้องนอน  ถ้าพูดให้ถูกๆนี่เป็นคอนโดหรูราคาหลายล้านเลยก็ว่าได้  ซึ่งผู้จะเข้ามายืนจุดนี้ มีเพียงแค่เบียคุรันเจ้าของห้อง หกบุปผาและโรคุโด มุคุโร่ ภรรยาของเขา   “คึหึหึ กลับมาแล้วเหรอครับที่รัก…” ชายหนุ่มรูปงามยันตัวจากการนอนเอกเขนกบนโซฟาสีขาว ใบหน้าสวยฉีกยิ้มหวานเย้ายวนให้ผู้เป็นสามีพร้อมกับเดินเข้ามาจุมพิตเบาๆบนริมฝีปากหนานุ่มของผู้มาถึง

 

“หึหึหึ..กลับมาแล้ว งานเสร็จก็รีบมาหาเธอเลยฮันนี่” มือหนาเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมาสบตาสองสีสั่นระริกลึกลับเข้ากับเรือนผมไพลินยาวสลวยปล่อยยาวคลอสะโพกกลมกลึงสวยงาม เรือนร่างโค้งเว้าบอบบางเหมือนอิสตรีใต้เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวดูเหมือนว่าเจ้าของนัยเนตรต้องสาปจงใจให้แหวกแย้มไหล่กลมมนและยอดอกสีหวานออกมาหน่อยๆ    “ว่าแต่มุคุโร่คุงแต่งตัวแบบนี้เดี๋ยวเป็นหวัดเอาน้า~” เบียคุรันฉีกยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางใช้ตาสำรวจมองร่างเพรียวบางน่าพิสมัย   “คึหึหึ ปกติผมไม่ค่อยได้มีเวลาใส่เสื้อผ้าซักวันเลยเพราะคุณ…ไม่ใช่เหรอครับ”  มุคุโร่เขยิบตัวเข้ามาแนบชิดร่างสูง ซุกหน้ากับแผงอกแกร่งใต้เสื้อสูทขาว “ท่าทางคุณดูไม่สบายใจเลยนะครับ มีอะไรรึเปล่า?” เบียคุรันเลิกคิ้วสูงหน่อยๆ สบตาสองสีที่ช้อนมองด้วยแววตาเค้นถาม  ปากหนาขยับยิ้มจนใจออกมาและยื่นเอกสารสีน้ำตาลที่เปิดออกเรียบร้อย มุคุโร่ผละจากคนตัวสูงรับเอกสารนั่นมาเปิดอ่าน

 

“Oya~ วองโกเล่จะส่งโคลมจังที่น่ารักมาช่วยงานเหรอเนี่ย คึหึหึ” ปากสวยสีชมพูดุจกลีบกุหลาบคลี่ยิ้ม โดยไม่ทันสังเกตแววตาคู่คมสีอเมทิสต์ว่า วาวโรจน์เพียงใด

“อ๊ะ!!คุณเบียคุรัน!!!” ร่างเพรียวยกไหล่ขึ้นกับความเสียวซ่านยามถูกวงแขนแกร่งรวบเอวดึงเข้ามากอดจากด้านหลัง  จนสะโพกนุ่มนิ่มบดเบียดส่วนตื่นตัวใต้กางเกงสีขาว  และยิ่งถูกชายหนุ่มพรมจูบคอระหง มือหนาจาบจ้วงลูบไล้ผิวกายขาวเนียนใต้เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว ก่อนจะกระตุกดึงสายรัดเอวออก “มุคุโร่คุง..ยิ้มแบบนั้นฉัน..หึงนะ” เสียงทุ้มกระซิบพูดต่ำข้างหู มือหนาชะงักจากผิวกายมาเกี่ยวม้วนผมสีน้ำเงินนุ่มลื่นดั่งแพรไหมเล่น

ดวงหน้าสวยเหยียดยิ้มหยั่น ดวงตาสองสีปรายมองหน้าคมคายนิ่งเรียบด้วยแววตาสนุกสนาน “คึหึหึ ทำไมผมไม่รู้สึกเลยนะ”เสียงหวานล้ำกล่าวจบเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวหล่นไปกองกับพื้น ก่อนจะถูกชายผมขาวช้อนอุ้มเข้าไปในห้องนอน…ท้ายสุดชั้นบนของฐานทัพมิลฟิโอเล่มีเพียงแต่เสียงครางหวานแว่วดังไปเท่านั้น…

 

 

 

 

 

 

 

 

“รอยัลแฟรช…” คิเคียวเจ้าของตำแหน่งเมฆาแห่งมิลฟิโอเล่เหยียดยิ้มหวานพูดเสียงเรียบและวางไพ่ในมือลงบนโต๊ะ นัยน์ตาคู่คมสีมรกตฉายแววเย้ยหยั่น แสดงชัยชนะให้แก่บุรุษตรงหน้า

“อ๊ากกกกกกกก ไม่น้า!!!” เรือนผมสีแดงยุ่งเหยิงโยนไพ่ในมือตัวขึ้นฟ้า จนลอยเคล้งคว้างก่อนจะร่วงหล่นบนพื้น มือหนายกขึ้นมาเกาศีรษะตัวเองแรงๆจนยุ่งหนักกว่าเก่า “กะ..แกโกงใช่ไหมคิเคียว ชนะ 100 ตาติดๆกันได้ไง!!ฉันไม่เชื่อ!!” ซาคุโร่ชี้นิ้วโวยวายใส่ร่างสูงผมเขียวนั่งตรงข้ามในห้องรับรองสำหรับผู้พิทักษ์มิลฟิโอเล่

“ตะ..แต่..ฉันว่า ซาคุโร่เล่นห่วยมากกว่า”  เดซี่นั่งกอดตุ๊กตากระต่ายตัวมอมบนโซฟาสีแดงเหลือบดวงตาลึกโป๋มองโต๊ะรับแขกเต็มไปด้วยกองไพ่เกลื่อนกลาด  ชายวัยกลางคนตวัดตามองเดซี่อย่างร้ายกาจจนร่างเล็กตัวสั่นเท้า “หุบปากไปเลยเดซี่ ฉันก็ยังเล่นชนะแก!!!”   คิเคียวรู้สึกระอาใจกับวายุของมิลฟิโอเล่โหวกเหวกโวยวายกระทืบเท้าไม่ยอมแพ้   อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

 

 

 

ครืด!!!

 

 

บานเลื่อนประตูเปิดออก พร้อมกับการเข้ามาของเด็กสาวผมสีฟ้ายาวสลวยในชุดนักเรียนกะลาสี   หนุ่มผมสีเขียวละสายตาจากลุงหนวดหร่อมแหร่มมายังพิรุณมิลฟิโอเล่ “ช่วงนี้อารมณ์ดีจังเลยนะบลูเบล”

“คิกๆๆอิจฉาฉันเหรอไงคิเคียว” บลูเบลหัวเราะทั้งรอยยิ้มร่าก่อนจะเดินมาทรุดนั่งข้างๆอีกฝ่าย

“อะฮ้า~ พูดจาแบบนี้แสดงว่าได้ไปเจออะไรดีๆมาแน่” คิเคียวขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ตาคู่คมแต่งแต้มอายแชโดว์สีเขียวเหลือบมองดวงหน้าน่ารักของเด็กผู้หญิงแรงช้างข้างๆตัว   นัยน์ตาสีฟ้ากลมโตมองตอบทั้งรอยยิ้มไม่แพ้กัน ก่อนจะหยิบเอามันฝรั่งทอดกรอบในกระจาดมากิน “ก็..ดีมากจนรู้สึกเสียดายเลยล่ะ”

 

“อะฮ้า!!โชอิจินี่นา!!!” หนุ่มผมสีเขียวยาวสลวยดัดหยิกหน่อยๆร้องทัก ดวงตาคู่คมจับจ้องมองหนุ่มแว่นวิ่งจ้าละหวั่นตามด้วยลูกน้องขนข้าวของมากมายไปจัดวางในห้องข้างๆซึ่งถูกทิ้งให้ว่างเปล่ามาตลอด

“คุณคิเคียว!!” หนุ่มผมส้มอมน้ำตาลชะงักขา หน้าจืดไร้สีสันของโชอิจิสบตาหกบุปผาในห้องรับรองผ่านทางประตูเปิดอ้าทิ้งไว้เมื่อครู่  “ทำอะไรกันอยู่น่ะ..ถ้าให้ฉันเดา..กำลังจัดห้องให้ใครบางคนใช่ไหม?”

ท่าทางคิเคียวจะเดาถูก โชอิจิขยับยิ้มแห้งๆตอบกลับมา

“หือ!!คนมาใหม่งั้นเหรอ หรือว่าไอ้หัวสับปะรดโดนถีบลงมานอนห้องนี้” ซาคุโร่เลิกสนใจเรื่องไพ่  พูดจาเหน็บแนมภรรยาคนสวยของบอส   หนุ่มผมส้มหัวเราะแห้งๆตอบแล้วพูดต่อ “คือ..ไม่ใช่หรอกครับ..วองโกเล่จะส่งคนมาประจำที่นี่เพิ่มหนึ่งคนครับ” คำตอบของขี้ข้าหมายเลขหนึ่งของเบียคุรัน เรียกความสนใจของสมาชิกผู้พิทักษ์ทั้ง 6  “วองโกเล่..ส่งคนมาเพิ่ม..” คิเคียวทวนคำ

 

 

“ครับ..เป็นโดคุโร โคลม ผู้พิทักษ์สายหมอกครับ”

 

 

 

 

พรวด!!!!!

 

 

โครม!!!!!!

 

 

 

บลูเบลเด้งตัวลุกจากโซฟาอย่างรวดเร็ว เผลอใช้มือล้มโต๊ะรับแขกจนหงายไปนอนกับพื้น

“อะไรนะ..สายหมอกวองโกเล่ โดคุโร น่ะเหรอ..” ใบหน้าน่ารักเบิกตากว้างตกตะลึงเสียจนโชอิจิ คิเคียว ซาคุโร่ และเดซี่มองเด็กเรือนผมฟ้าเป็นตาเดียว  “อ่า..ครับ..ถ้างั้นผมขอตัวก่อนนะ” หนุ่มแว่นขานตอบรวดเร็วและรีบวิ่งไปทำงานตัวเองต่อให้เสร็จ   ซาคุโร่มุ่นคิ้วสงสัยกับอาการผิดแผกของเด็กจอแบนตรงหน้าจึงกล่าวถามทันที

“ยัยเปี๊ยก..แกเป็นอะไรไปห่ะ!! จู่ๆก็..”

 

 

“ฮ่าๆๆวันนี้ฉันอารมณ์ดีสุดๆเลยล่ะ ขอตัวก่อนนะ ฮ่าๆๆ ” บลูเบลหัวเราะเสียงดังลั่น  เรือนผมสีฟ้าวิ่งออกไปจากห้องรับรองของหกบุปผา ทิ้งให้สมาชิกในห้องมองตามทั้งสีหน้าฉงน…

“ยัยนี่เป็นบ้าอะไรว่ะ” หนุ่มผมแดงยุ่งเดินกลับมาทรุดนั่งบนโซฟา พลางเกาหัวแรงๆด้วยสีหน้างุนงง

“อะฮ้า~ไม่รู้สิ..แต่…” คิเคียวยกมือจับคางลูบไปมา  เว้นวรรคคำพูดทำเอาคนซาคุโร่และเดซี่มองหนุ่มร่างสูงผมเขียวลุ้นระทึกกับคำตอบที่กำลังจะออกจากปาก

 

“ฉันว่า..อาการของบลูเบล คล้ายๆกับท่านเบียคุรันตอนเจอคุณมุคุโร่ครั้งแรกเลยล่ะ~”

 

 

TBC

[Fic Reborn][Bluebel x Chrome] Sorrow princess //prolugue

[Fic Reborn] Sorrow  princess

Paring :  Bluebel x Chrome , 10069

Rate    :  Nc 17

Story   :  Blood_hana

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Prolugue

 

 

 

ภายในห้องนอนเงียบงัน  แสงจันทรายามค่ำคืนกระจ่างเป็นสีนวล ฉายฉาบลงบนทุกสรรพสิ่งบนผืนโลก..หนึ่งในนั้นคือดวงหน้าอ่อนหวานของเด็กสาวเรือนผมสีม่วงเปลือกมังคุด  อัญมณีข้างเดียวสีเดียวกับผมเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวเศร้าสร้อย….

…ความเหงามาเยือนอีกครั้ง…

แก้มใสรู้สึกเย็น..เย็นเยียบด้วยหยาดน้ำตา…คร่ำครวญลำพังในเพลาค่ำคืนแห่งรัตติตาล..

ทั้งๆที่คิดเสมอ..เธอ…โดคุโร โคลม ชื่อใหม่ของเธอ ชีวิตของเธอ มอบให้แก่โรคุโด มุคุโร่ ผู้เป็นแสงสว่างและความอบอุ่นในหัวใจของเธอ..แม้ว่า..ชื่อของคนๆนั้นจักมีความหมายแสนสะพรึง  แต่สำหรับเธอเขา..คือเจ้าชายที่ช่วยปลุกเธอจากนิทราแห่งความเหงาที่คอยเกาะกินเธอมาอย่างยาวนานตลอดชีวิต

แต่แล้ว…เจ้าชายของเธอ…กลับกลายเป็นเจ้าหญิงของนภาสีเลือด…

มือบางกำผ้าห่มแน่น..แน่นจนเป็นรอยริ้ว…เฉกเช่นกับดวงหน้าของเธอ..บิดเบี้ยวไปด้วยความเศร้าเสียใจและเจ็บแค้น…

“ทำไม..ทุกคนต้องทิ้งฉันด้วย…” เสียงหวานเอ่ยกระซิบ เพรียกถามคำตอบจากความมืด..แม้ว่าจะรู้ดี..ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา “ทำไมต้องให้ฉัน..อยู่อย่างโดดเดี่ยว!!” มือเรียวบางยกขึ้นจิกขยุมเส้นผมสีไวโอเลตของเธอ ปากอิ่มสั่นระริกพยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกไป ให้คนอื่นๆได้ยิน…

“คิกๆๆๆ  ทำไมน้า..ประเด็นนี้น่าสนใจดีนี่”  เสียงไม่คุ้นหูของใครบางคนดังก้องในห้อง  ทำให้ร่างบอบบางสะดุ้งโหยง  นัยน์ตากลมโตบวมเบ่งจากการร่ำไห้พยายามสอดส่องมองหาต้นตอของเสียงหลังม่านสีดำ..

“ใครนะ?” โคลมร้อง  สิ่งที่ตอบกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะขำขันชวนสะอิดสะเอียน แต่น้ำเสียงกลับดูใสกังวานไม่ต่างจากเธอ จึงพอเดาได้ว่าบุคคลลึกลับต้องเป็นอิสตรีแน่   เสียงหัวเราะนั่นยังคงดังต่อเนื่องไม่มีหยุดจนไหลเล็กสั่นสะท้าน  เสื้อนอนสายเดี่ยวสีขาวบางไหลลงตามเนินไหล  มือเล็กค่อยเคลื่อนไปหยิบอาวุธแห่งสัญญาของเธอกับชายผู้เป็นที่รักยิ่งนามว่ามุคุโร่ เก็บซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา

หมับ!!!!!!

ข้อมือเล็กถูกมือนุ่มนิ่มของใครบางคนจับและบีบแรงเสียจนโคลมน้ำตาเล็ด และปล่อยตีศูทรลงกับพื้น

แคร้ง!!!!!!

นัยน์ตาข้างเดียวเบิกกว้างมองอาวุธคู่ใจของเธอร่วงหล่นกระทบพื้นส่งเสียงดังก้องกังวาน ก่อนจะเหลือบมองเจ้าของแรงบีบที่แขนอรชรของเธอ… “อะไรกัน….ออกแรงนิดหน่อย ก็ทำอาวุธหลุดมือซะแล้ว อ่อนแอจริงๆ”คนตรงหน้าคือเด็กสาวอายุน่าจะอ่อนกว่าเธอปีสองปี  เรือนผมสีฟ้ายาวสลวยราวกับนภายามสดใส ดวงตาสีน้ำเงินเข้าเหมือนทะเลลึกกลมโตนั้น ฉายแววทะเล้นยามจ้องมองสีหน้าตื่นตระหนกของสาวผมไวโอเลต

“หกบุปผา!!!อื้อ!!!!” ปากอิ่มกำลังจะตะโกนร้องเรียกให้คนอื่นๆเข้ามาช่วย ทว่า..กลับถูกมือของอีกฝ่ายตะครุบปิดแน่นและกดลงไปนอนราบกับเตียง  “ไม่เอาน่า อย่าดื้อสิ บลูเบลมาดีนะ โดคุโร โคลม”  เด็กที่น่ารักน่าทะนุถนอมเบื้องบนเอ่ยกระซิบ  สำหรับโคลม..เด็กคนนี้หาได้บอบบางอย่างที่เห็น..

แต่เป็นเสือต่างหาก!!!!!

เมื่อเห็นคนด้านใต้สงบลง มือเล็กค่อยๆปล่อยมือจากปากสีสวยนั่นช้าๆ  โคลมสบตาสีน้ำเงินสวยเหมือนสีตาข้างซ้ายของมุคุโร่แล้วเอ่ยถามทั้งน้ำเสียงสั่นเครือ “ตะ..ต้องการ..อะไร?”  บลูเบลเลิกคิ้วสูงประหลาดใจ  ดวงตากลมโตของเธอสำรวจมองร่างสะโอดสะองสมราคาสตรีในชุดนอนผ้าลื่นสีขาวสายเดี่ยวยาวปิดสะโพกที่ตอนนี้ถกขึ้นจนเห็นกางเกงในสีครีม ขัดกับเธอที่อกแบนราบจนถูกซาคุโร่ล้อบ่อยๆว่ายัยไม้กระดาน

“เหงาไมใช่เหรอ บลูเบลได้ยินนะ”  เด็กหญิงเจ้าของชื่อบลูเบลขยับยิ้มเล่ห์นัย จนขนคอหลังของสาวผมไวโอเลตตั้งชัน  และรีบหันหน้าหนีอีกฝ่ายด้วยความกลัว เผยลำคอระหงขาวเนียนปรากฏแก่สายตาคนด้านบน

“!!!!!!”

ร่างบอบบางสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสบริเวณลำคอไล้ลงมาเรื่อยๆจนถึงเนินอกอิ่ม และเริ่มออกแรงดิ้น “ไม่นะ!!” ทว่า..กลับไมเป็นเช่นนั่น เธอถูกหญิงสาวเรือนผมฟ้าจับดัดหลังไปนอนคว่ำลงบนเตียงตามด้วยแรงกดทับของอีกฝ่าย “น่าสนใจจริงๆเลยนะ ทั้งมุคุโร่ทั้งเธอ..ฉันพอเข้าใจฟิลตาทึ่มเบียคุรันแล้ว ทำไมถึงได้หลงใหลมุคุโร่นัก”    คำพูดแทงใจดำนั่น ทำเอาน้ำตาที่แห้งคอดกลับปริ่มออกมาอีกครั้ง  จนใบหน้าน่ารักอ่อนเยาว์เลิกคิ้วสูงมองดูเจ้าของเรือนผมม่วงร้องไห้จนตัวโยน “ฮึกๆ”

“เหงาใช่ไหม..รู้สึกเหมือนโดนหักหลังสินะ..ที่ถูกคนที่เคารพรักทอดทิ้ง” บลูเบลโน้มกระซิบเสียงต่ำข้างๆหูคนด้านใต้  เสียงตอบกลับกลายเป็นน้ำเสียงหวานอู้อี้ตัดพ้อ  “หยุดนะ!!หยุดพูดที!!ฉันไม่อยากฟัง!!!”

“ไม่อยากฟัง..แต่มันคือความจริง รู้ไหมที่มิลฟิโอเล่ มุคุโร่ของเธอส่งเสียงร้องทุกคืนในห้องนอนเลยล่ะ”

“ไม่นะ!!หยุดพูดเดี๋ยวนี้!!!” โคลมเริ่มออกแรงดิ้น น้ำเสียงและอาการอ่อนแอแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว ดวงตากลมโตข้างเดียวตวัดมองคนเบื้องบนอย่างร้ายกาจ จนบลูเบลผงะ..ก่อนจะหัวเราะสนุกสนานออกมา

“ฮ่าๆๆแทงใจดำละสิ นี่คงกำลังคิดภาพคนที่เธอรักนักรักหนา กำลังกอดกับผู้ชายอื่นน่ะ” โคลมกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน น้ำตาไหลอาบแก้มใสจนรู้สึกเปียกชื้นบนหมอน   น้อมรับความเจ็บปวดและคำพูดของอีกฝ่ายจนลืมเรื่องความปวดแขนที่ถูกจับไขว้ไว้ด้านหลัง และแรงกดทับด้านบนจนรู้สึกเมื่อยๆไปสนิท

เรือนผมสีไวโอเลตถูกจับให้กลับมาอยู่ในท่านอนหงายอีกครั้ง  สบตาตรงๆกับดวงตากลมโตสีน้ำทะเลลึก ใบหน้าน่ารักเข้ากับเรือนผมยาวสลวยสีฟ้า ผิวขาวเนียนอมชมพูใต้เสื้อคลุมหนังสีดำขนาดใหญ่ทำให้คนด้านบนดูส่องสว่างราวกับนางฟ้าตัวน้อย หรือไม่ก็ ปิศาจตัวจิ๋วเอาเสียมาก…

“นี่..เรามาทำกันเถอะนะ”  คำพูดเป็นนัยๆบางอย่างไม่อาจทำให้โคลมเข้าใจ   บลูเบลจ้องมองสีหน้าคนด้านใต้ก็อดยิ้มขำขันไม่ได้ ก่อนจะโน้มลงมาเลียน้ำตาบนพวงแก้มใส  จนเจ้าของผมสีไวโอเลตคลอเคลียคอระหงหน้าขึ้นสีทันที  “ทำ.อะไร?”

“ทำอย่างที่พวกบ้านั่นทำกันไง…” เด็กสาวผมสีฟ้าปลดเสื้อผ้าออกไปโยนกองกับพื้น ก่อนจะโน้มลงจุมพิตบนริมฝีปากอิ่ม…โคลมเบิกตากว้าง..จูบแรกของเธอ…จูบของเจ้าหญิงผู้หลับใหลในความโดดเดี่ยว กำลังถูกหญิงสาวตรงหน้าชิมรสชาติ…ครั้งแรกที่สัมผัสเธอตกใจ  นาทีต่อมาเธอต่อต้าน  และต่อจากนั้นเธอเผลอไผล..

อุ่น…ทำไมถึง..อุ่น..แบบนี้?

มือเล็กนั่นเริ่มทำงานลูบไล้ไหลลาดมนเบาๆจนโคลมไหล่สะท้านเผลอยกตัวขึ้น ลูบไล้ไปจนถึงหน้าอกสวยใต้ชุดนอน ลูบไล้ไปมาจนยอดอกสีหวานแข็งเป็นเม็ด บลูเบลถอนจูบเลื่อนใบหน้าลงมาโลมเลียยอดอกนั่นจนโคลมเชิดหน้าขึ้น รู้สึกถึงความเปียกที่ทรวงอกและลิ้นน้อยๆกำลังเย้าหยอกจนเธอรู้สึกเสียงแปลกๆ “อ้า…” เสียงครางหวานเรียกรอยยิ้มพึงพอใจของเด็กสาวอายุน้อยกว่า  เรือนผมสีฟ้ายาวสลวยผละจากทรวงอกอิ่มมองสีหน้าเย้ายวนใจแดงระเรื่อเคลิบเคลิ้มของสาวด้านใต้    นิ้วเล็กเรียววิสาสะเกี่ยวกางในตัวจิ๋วของหญิงสาวออกไปกรอมที่ข้อเข่า ก่อนจะแทรกนิ้วเข้าไปข้างในช่องทางลับ ของสาวใต้เปียกที่ทรวงอกและลิ้นน้อยๆกำลังเย้าหยอกจนเธ

“!!!!!!!!!” ดวงตากลมโตข้างเดียวเบิกกว้างสุดขีด ร่างเพรียวบางสมส่วนชักกระตุกหน่อยๆ ก่อนจะหลับตาปี๋แน่นกับความรู้สึกเจ็บปะปนกับความสุขล้นบางอย่างในอก  “อะ..อ้า..อย่า..เจ็บ..”

บลูเบลขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนโน้มลงกระซิบข้างหูสาวผมม่วง “แหม..ครั้งแรกใช่ไหม นี่ก็ครั้งแรกของฉันเหมือนกัน แต่ฉันจะอ่อนโยนอย่างดีเลยละ” คำห้ามปรามของโคลมไม่ได้ผล กลับไปกระตุ้นสันดานดิบแห่งราคะของเด็กสาวผมฟ้ามากขึ้นจน  นิ้วเรียวขยับวนหาจุดตื่นตัวในช่องทางนั่นไปมาจน…

“อ๊า!!!!อื้ม!!!” โคลมบิดเร้ากายทันที มือเล็กบาขยำผ้าปูเตียงสีขาวระบายอารมณ์เสียวซ่านตัวเองจนผ้ายับยู่ยี่  เรียกรอยยิ้มพึงพอใจของบลูเบลออกมา  หญิงเบื้องบนจึงกดย้ำจุดนั่นซ้ำไปมาและในที่สุด “อ๊า!!!!”

น้ำหล่อลื่นสีใสไหลเยิ้มออกมาเปรอะเปื้อนมือเล็กและหยดลงบนผ้าปูเตียงจนแชะ

“คิกๆ แชะไปหมดเลยนะ โคลม”  เด็กสาวแสยะยิ้มพลางเลียมือตัวเอง ก่อนจะโน้มลงทาบทับร่างที่ยังอารมณ์ค้างของอีกฝ่าย  “แค่คืนนี้..บลูเบลจะช่วยให้เธอลืมความเหงาให้ละกันนะ”   เสียงกระวิบหวานหยอกเย้าทำเอาดวงตาสีไวโอเลตเบิกโพลงขึ้น ก่อนจะปรือลงโอบกอดอีกฝ่าย ปล่อยให้คนด้านบนขยับไหวจนเงาของร่างทั้งสองฉายฉาบบนพนังห้องไปตลอดรัตติกาล…

—OMAKE—

“พระจันทร์คืนนี้สวยเนอะ ว่าไหมมุคุโร่คุง”  เบียคุรันเอ่ยกระซิบเสียงทุ้มนุ่มกับคนด้านใต้  ใบหน้าสวยโฉบปรือตามองเรือนผมสีพิสุทธิ์ยามต้องแสงจันทร์สีนวล ช่างสว่างพร่ามัวราวกับเทพยดาบนสวรรค์   ปากอิ่มสีแดงบวมเบ่งจากการถูกจุมพิตซ้ำๆตลอดช่วงค่ำคืน และตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ “คึหึหึ เกิดนึกสนใจพระจันทร์ขึ้นมาทำไมครับ” มือเรียวบางยกทาบทับลงบนหน้าคมคายไล้ไปจนถึงรอยสักใต้ตา  “เห…พูดแบบนี้เหมือนหึงฉันที่สนใจอย่างอื่นมากกว่าเธอเลยนะ”  เบียคุรันจับมืออีกฝ่ายขึ้นมาจูบ..ก่อนะเริ่มขยับร่าง…เรียกเสียงครางหวานๆจากชายหนุ่มเรือนผมสีไพลินยาวสลวยกระจายไปทั่วผืนเตียงไซส์คิง “อะ..อ้า..ระ..หรือ..ไม่จริง..ละครับ..คึ..หึหึ”

แขนอรชรโอบรอบคออีกฝ่ายให้โน้มลงมา..ทาบทับริมฝีปากสีสวยดั่งกลีบกุหลาบอีกครั้งเนิ่นนาน จนเบียคุรันเป็นฝ่ายถอนจูบอย่างช้าๆ และโน้มหน้าลงซุกไซร้ลำคอระหง ขบกัดสร้างรอยตีตราเรียกเสียงหวานๆจากเจ้าของดวงเนตรต่างสีช่ำเยิ้มน้ำรักที่ยังคั่งค้างในตัวเมื่อหลายๆชั่วโมงก่อนหน้านี้  และตอนนี้อาจจะต้องรับน้ำรักของอีกฝ่ายอีกครั้งในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า   “อืม..คุณ..เบียคุรัน..เคยฟังนิทานเรื่องเจ้าหญิงนิทราไหมครับ?”

บทสนทนานั่นทำเอาหนุ่มผมขาวชะงักตัว ดวงตาสีอเมทิสต์ยามค่ำคืนทอประกายเป็นสีม่วงสวยสบตาเย้ายวนต่างสีเบื้องใต้  “เคยสิ..ที่ว่า..โดนเจ้าชายจูบแล้วตื่นจากการหลับใช่ไหม”

“คึหึหึ  นั่นสิครับ”  มือบางไล้แผงอกแกร่งด้วยแววตาสั่นระริก  พร้อมรอยยิ้มหวานลึกลับชวนลุ่มหลง “แล้วรู้ไหมครับ ว่าเจ้าชายของเรื่องนั้นคือผม ส่วนเจ้าหญิงคือโคลม” เสียงหวานล้ำเอ่ยดังขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ ยิ่งเห็นเบียคุรันเผลอชักสีหน้าออกมานิดหน่อยเขาก็รู้สึกสนุกไม่น้อยที่ได้ยั่วโมโหอีกฝ่าย “หึหึหึ  แต่ตอนจบของเรื่องมันไม่ได้แฮปปี้เอนดิ้งเสมอไปนี่นา…ในเมื่อ…”

“อ๊ะ!!!!”

“เธอคือเจ้าหญิงของฉัน ในนิทานเรื่องใหม่ของฉันกับเธอ”  ร่างสูงผมสีขาวขยับกายเร็วขึ้นและแรงขึ้น  เรียกเอาเสียงเย้ายวนใจสุขสมจากปากอิ่มสีแดงเรือ  ริมฝีปากบวมสวยเผยอเล็กน้อยและผ่อนลมหายใจแรงยามที่มือแกร่งลูบไล้ต้นขาขาวเนียนขึ้นมาจนถึงสะโพกกลมกลึงและหน้าท้องแบนราบ “คึ..หึหึ..นิทานของคุณ..อ้า..กับผม..ชื่อเรื่องอะไรเหรอ..ครับ?”  หนุ่มเจ้าของรอยสักใต้ตายิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาพอๆกับรอยยิ้มหวานล้ำดั่งพิษของมุคุโร่

“หึหึหึ เอาเป็น หนูน้อยหมวกแดงละกัน แบบว่าตอนจบถูกหมาป่าขย้ำนะ…”

TBC

[Cross Fic snowhite & Hollow crown] Hollow Love //Part1

 

[Cross Fic snowhite & Hollow crown] Hollow Love

Paring :  huntsman x Prince Hal

Rate    : Nc-17

Story   : blood_hana

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Part 1

 

 

“ฮาล..ชื่อของข้า..คือฮาล” 

 

 

เสียงทุ้มหวานสั่นเครือยามเอ่ยแนะนำตัว ยังคงก้องในโสตประสาทของพรานไพรร่างใหญ่ ชายหนุ่มละสายตาคมกริบจากกองไฟสีส้มสว่างไปยังอีกหนึ่งร่างที่ยังคงหลับสนิทใต้เสื้อคลุมสีแดงเลือดหมู…

 

 

หลังจากนั้น..ไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรต่อ เจ้าของนามฮาลชิงสลบไปเสียก่อน เลยกลายเป็นภาระของเขาที่ต้องดั้งด้นแบกร่างบอบบางผิดเพศนี่ขึ้นหลัง  แม้ตัวจะไม่หนักนักแต่ก็ทำให้แผนการเดินทางผิดพลาด จากที่คิดว่าน่าจะได้นอนใต้หลังคาบ้านซักหลัง กลายเป็นต้องมานอนบนพื้นสุ่มกองไฟเช่นเคย..

 

ราตรีนี้ช่างยาวนานเหมือนทุกวัน..ดวงดาราส่องแสงระยิบระยับงดงามจับใจ..ความหนาวทำให้ร่างบอบบางเริ่มขยับกายสั่นเท้า..พรานป่าเห็นเช่นนั้นจึงลุกจากโขดหินเดินเข้าไปใกล้แล้วถือวิสาสะดึงร่างเพรียวบางเข้ามานอนกอด

 

ฮาลรีบเอาหน้าซุกเข้าหับแผงอกเต็มไปด้วยกล้ามมัดบึกบึนตามสัญชาตญาณ  เบียดกายาเข้าแนบชิดอีกฝ่ายจนกระทั้ง..ร่างน้อยๆหยุดสั่น   โชคดีแค่ไหนที่อีกฝ่ายหลับใหล คงมิอาจรู้ได้ว่าหัวใจของพรานป่าผู้นี้กำลังเต้นระรัว หน้าคมร้อนผ่าวโดยเฉพาะแก้มสากทั้งสองข้าง..ประสบการณ์นี้ผ่านมาสองครั้ง และตอนจบก็เจ็บมาสองครั้ง

 

ช่างเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็น..

 

 

ฉะนั้นแล้ว พรานหนุ่มจึงตั้งปฎิธานไว้แน่วแน่

 

 

ว่าจะไม่มีวันมอบดวงใจให้ใครอีก…

 

 

“ข้าก็แค่..ไม่อยากให้เจ้าตายกลางป่าก็เท่านั้น..” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยกับคนในอ้อมแขน ก่อนที่เปลือกตาบางจะเลื่อนปิดลงเข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกคน..

 

 

.

.

.

 

 

และแล้วรุ่งอรุณมาเยือนอีกครา แสงอัสดงงามตาสาดส่องสว่างไสว แผ่ไออุ่นละเลียดเรือนผิวขาวสะอาด เปลือกตาบางขยับปริบๆแล้วค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงเนตรสีเขียวครามสวยเหม่อมองอย่างอ้อยอิ่ง..

 

..เสื้อโค้ท..สีน้ำตาล..

 

 

“!!!!!!!”

 

 ในที่สุดคนงามก็รู้ว่าเหตุใดจึงได้เห็นเสื้อโค้ทปริศนาระยะใกล้ เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆรดหัว เจ้าตัวรีบเด้งกายลุกถอยห่างจากอีกฝ่าย การขยับตัวดังกล่าวทำให้พรานไพรตื่นขึ้นมารับอรุณรุ่งเช่นกัน

“ฮ้าวว ตื่นเช้าดีนี่”  ร่างกำยำยันกายขึ้นมานั่งพลางบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวหวอดๆ ดวงเนตรสีฟ้าคมเหลือบมองคนใต้ผ้าคลุมสีแดงเลือดหมูซึ่งตอนนี้ทำหน้าตาตื่นตระหนก แก้มขาวๆขึ้นสีแดงเข้มไปถึงใบหูขาวๆ มือเรียวบางกำเสื้อคลุมตัวเองแน่นจนยับยู่  “ทำท่าสะดีดสะดิ้งไปได้ ก็แค่ข้ากอดเจ้า และเจ้าก็กอดข้า..”

 

“เจ้า!!กล้าดียังไงมาพูดกับข้าแบบนั้น!!!” นั่นเป็นครั้งที่สองที่เสียงหวานทุ้มเอ่ยขึ้น แม้ว่าน้ำเสียงจะดูขุ่นเคืองก็ตามที

“ทำไมจะไม่ได้..ถ้าข้าไม่ทำเจ้าก็คงหนาวตายกลางป่า เป็นศพให้อีแร้งอีกาข้างบนจิกกิน  หรือเจ้าอยากเป็นแบบนั้น” บุรุษผู้เป็นพรานชี้นิ้วไปยังกิ่งไม้ใหญ่เบื้องบน..ตามที่พูดไว้ มีอีแร้งสองสามตัวกำลังจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสอง ดวงตาของมันวาววับชวนขนหัวลุก   

“ขะ..ข้า..ขอโทษ..ข้านึกว่าเจ้าจะ..”

“นึกว่าข้าจะอึบเจ้าหรือไง ฝันไปเถอะ ข้าไม่ชอบเพศเดียวกัน” พรานป่าตอบเสียงห้วนใส่ วาจาไร้มารยาทแถมยังสถุนชั้นต่ำ ทำเอาฮาลหน้าเหวอ ปากบางสีชมพูระเรื่อสั่นระริกด้วยความโกรธระคนกระดากอาย

 

“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้นเสียหน่อย!!”

 

ดูเหมือนว่าชายร่างใหญ่หาได้สนใจเสียงต่อว่าแง้วๆเหมือนเสียงแมวเหมียวเสียเท่าไหร่ เขาเดินไปดับไฟที่มอดลงเหลือเพียงเถ้าถ่านด้วยรองเท้าบูทหนังหนา  ก่อนจะหยิบเอาคันธนูด้านหลังขึ้นมาพร้อมกับลูกดอกแหลมคมที่เหลาจากกิ่งไม้แถวๆนั้นตั้งแต่เมื่อคืน  

 

เอริครับรู้ถึงการจ้องมองของอีกฝ่าย จึงเงยหน้าขึ้นมองตอบ..สบตากลมโตสีมรกตฉายแววซุกซนอยากรู้อยากเห็นนั่น

“เจ้า..เป็นพรานงั้นหรือ” ฮาลถาม

“ถึงขนาดนี้ยังดูไม่ออกอีกหรือ ฮาลหมวกแดง ” เขาตอบตามนิสัยปากปีจอที่ไม่ว่ายังไงก็แก้ไม่หายเสียที และนั่นทำเอาดวงหน้าสวยโฉบบึ้งตึง  “ฮาลหมวกแดง!!?อย่ามาตั้งฉายาหยุมหยิมแบบนั้นกับข้านะ”

 “เหอะ ก็เจ้าหยุมหยิบป้อแป้จริงๆนี่..ถ้าไม่มีอะไร เจ้าก็นั่งแช่อยู่ตรงนี้ ส่วนข้าจะไปล่าสัตว์  ไม่อยากเสียเวลา” เอริคตัดบทสนทนาที่มีแต่จะต่อล้อต่อเถียง พูดคำยาวสาวคำยืด เดินหายเข้าไปในป่าลึกหวังเพียงว่าจะล่ากระต่ายมาได้ซักตัวสองตัวมาเป็นมื้อเช้า ในขณะที่ฮาลได้นั่งรอ ยืนรอ เดินวนรอ ไปมาอยู่แถวๆนั้น รอ..จนกว่าอีกฝ่ายจะกลับมา..

 

 

 

 

เวลาผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงดี   ชายร่างใหญ่กำยำกลับมาพร้อมกับกระต่ายป่าสองตัวดั่งใจหวัง เขาจุดไฟอีกครั้งย่างเนื้อกระต่ายจนสุกส่งกลิ่นหอมกรุ่มแล้วแบ่งให้คนละตัว..ดวงเนตรสีฟ้าแอบมองร่างผอมบางเป็นระยะๆไม่ห่างหาย กริยาท่าทางแสนมูมมามนั่น แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว  ถึงได้คิดจะขโมยเสบียงของเขาตอนอยู่ริมแม่น้ำ..

 

ระหว่างนั้น..พรานไพรคงไม่รู้ตัวว่าตนได้เผลอสำรวจมองฮาลอีกครั้ง ทั้งใบหน้า เรือนผม ดวงตา ริมฝีปาก คอระหง เรือนกายใต้เสื้อคลุมสีแดงเลือดหมูแสนบอบบาง เรียวขาเพรียวยาว แขนอรชรอ้อนแอ้นจนแทบจะบีบให้หักได้ด้วยมือข้างเดียว 

 

 

สวยงาม..นั่นคือนิยามที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบุรุษตรงหน้า..

 

 

“เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรกลางป่ากลางเขาแบบนี้” เอริคเปิดบทสนทนา ตาสีฟ้าคมชำเลืองมองคนหนุ่มที่ชะงักการแทะเนื้อกระต่าย ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าแววตาคู่งามสั่นไหวเล็กน้อย.. แม้จะเพียงแค่ช่วงครู่แค่ไม่กี่วินาที ก่อนที่เจ้าตัวจะตอบคำถามของเขาทั้งเสียงเรียบง่าย “ข้าหนีออกจากบ้านมา หลงทางในป่ามาเกือบราวๆสามวันแล้ว จนกระทั้งได้เจอกันเจ้า”

 

“อ๋อ..ที่แท้ก็คุณหนูเบื่อความสบาย” เสียงทุ้มเข้มเอ่ยประชดประชันใส่  ฮาลอ้าปากทำท่าจะเถียงกลับ แต่แล้วเจ้าตัวกลับหุบปากไว้เสียดื้อๆ  ความเงียบโรยตัวอีกครั้งใบหน้าคมคายมองบุรุษผิวพรรณดีมีน้ำมีนวลทำหน้าตานิ่วคิ้วขมวด แถมยังกัดริมฝีปากบ่งบอกถึงความลำบากใจ

 

…มีเรื่องบางอย่าง…

 

สมองของพรานป่ากำลังบอกว่า เขากำลังละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนที่พึ่งเจอกันแค่วันเดียว แถมยังพูดคุยไม่กี่ประโยค  ทำเอาชายร่างใหญ่รู้สึกผิด ไม่คิดว่าคำพูดไปเรื่อยของเขาจะแทงใจดำอีกฝ่าย  หน้าคมคายละสายตามายังขอบฟ้าสีครามตัดกับเทือกเขาเขียวชอุ่ม  มือหนาเกาศีรษะจนผมสีน้ำตาลรวบลวกๆยุ่งเหยิงกว่าเก่า 

“กินเสร็จก็รีบๆตามมาละกัน ข้าไปจะเก็บน้ำที่ริมลำธารตรงโน้น” เขา…ไม่ถนัดพูดขอโทษใคร ไม่เคยขอโทษใคร การกระทำแข็งกร้าว ไร้ความอ่อนน้อม เป็นสาเหตุให้ใครต่อใครไม่อยากยุ่งเกี่ยว รวมถึงถูกเหม็นขี้หน้าเอาง่ายๆด้วย  และเขาก็กำลังทำกับคนที่เผลอขยี้หัวใจเขาเป็นครั้งที่สามเพียงแค่ประสบพบเจอครั้งแรก…

 

..นั่นอาจจะเป็นกาลดีที่จะผลักไสความรู้สึกนั่น..

 

 

“พราน..” เสียงหวานนั่นเอ่ยเรียก เท้าใหญ่ชะงักหยุด หันกลับมามองคนงามที่ยังนั่งอยู่บนพื้นหญ้า 

“เจ้า..มีนามว่าอันใด?” นามของข้า…ไม่เคยมีใครเอ่ยถามตั้งแต่ซาร่าลาจากโลกนี้ไป  นับแต่นั้นมาไม่ว่าใครหน้าไหนก็ต่างเรียกเขาว่า พรานไพร ตลอดเวลา จนกระทั้งนามของเขาได้ถูกเปิดเผยอีกครั้งเมื่อได้พบเจอกับสโนว์ไวท์ 

 

 

 

และนี่..ครั้งที่สาม..ชื่อของเขา

สมควรหรือ..ที่จะถูกกล่าวออกไป..

 

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ พอถึงหมู่บ้านข้างหน้า ข้ากับเจ้าก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” เอริคตัดบทอีกฝ่ายลงพร้อมกับเดินจากไปทิ้งให้ฮาลหมวกแดง ฉายางี่เง่าที่เขาตั้งให้นั่งมองแผ่นหลังของเขา..ไม่รู้ว่ามองด้วยสายตาและสีหน้าเช่นไร แต่เขาจะไม่มีวันสนใจเป็นอันขาด

 

 

รัก..มันคือความสุขสมราวกับอยู่ในทรวงสวรรค์

ทว่า..เมื่อยามใดที่ความรักพังทลาย

จะร่วงหล่นสู่นรกขุมอเวจี…

 

ความทรมานเช่นนั้น..ข้า เอริค พรานไพรชั้นต่ำคนนี้จะไม่ขอรับมันอีกจนวันตาย!!

 

 

TBC

[Cross Fic snowhite & Hollow crown] Hollow Love //Prolugue

 

[Cross Fic snowhite & Hollow crown] Hollow Love

Paring :  huntsman x Prince Hal

Rate    : Nc-17

Story   : blood_hana

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Prolugue

 

 

 

 

เสร็จนา ก็ฆ่าควาย…

นิยามแห่งความจริง ของเหล่าชนชั้นสูง

 

และมันก็ยัง..คงเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง

 

 

พรานไพรผู้มากประสบการณ์เค้นยิ้มเหยียดหยาม สมเพชความเป็นอยู่ของตน เวลานี้เขากลับมาเป็นไอ้พรานสถุน ขี้เหล้าเหมือนแต่เคย รูปกายกำยำใต้เสื้อคลุมหนังเขรอะดินโคลน กลิ่นเหม็นสาบของเหล้าคละคลุ้งผสมเศษดินเศษหญ้า ใครเล่าจะรู้ว่าเมื่อสองเดือนที่แล้ว เขานี่แหละคืออีกตัวละครสำคัญในสงครามกู้เอกราชจากวิกฤติราชินีโหดร้าย เรเวนน่า

 

หลังจากภารกิจเสร็จสิ้น  เอริค หรือ เจ้าพรานไพร ก็กลายเป็นสามัญชนธรรมดาๆ ใช้ชีวิตไปกับการล่าสัตว์ ท่องป่า และสุรา ดั่งเคย

 

 

ไม่มีเงินทอง

ไม่มีความรักที่สมหวัง

 

 

“เหอะ..เพราะแบบนี้ถึงได้เกลียดหนัก”  เขาสบถ ก่อนจะกระเดือกเหล้าในถุงน้ำอีกอึก นัยน์ตาสีฟ้าขุ่นมัวชวนหาเรื่องมองไปยังลำธารในผืนป่ากว้างใหญ่

 

 

ราวกับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝัน ..ไม่มีของตอบแทนใดๆสำหรับวีรบุรุษสามัญชนอยู่จริงหรอก..

รักครั้งที่สอง..กับเจ้าหญิงหัวใจบริสุทธิ์ เขาหลงรักนาง จนลืมหน้าภรรยาเก่าไปเสียสิ้น..รู้ดีว่าหัวใจนางช่างอบอุ่นอ่อนโยน ขาวสะอาดดุจหิมะฤดูเหมันต์..

 

แต่ก็นั่นแหละ..ความขาวสะอาดมักแปดเปื้อนได้ง่าย

 

เพียงลมปากของเหล่าขุนนาง ชนชั้นสูง พรานหนุ่มที่เคยเป็นองค์รักษ์ และได้รับความไว้วางใจสูงสุดก็ตกแท่นกลับมาจุดต่ำสุดเหมือนเคย

 

เอาเถอะ..มันก็…ไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนเจอกับสโนว์ไวท์นี่นะ

 

 

 

หลังจากพักเหนื่อยจนหายดี บุรุษร่างกำยำตักตวงน้ำใสสะอาดในลำธารขึ้นมาล้างใบหน้าคมที่มีเหงื่อไคลออกทิ้งท้าย ก่อนจะลุกขึ้นจากโขดหิน เดินเลาะไปตามธารน้ำใส หวังเพียงว่าอีกไม่ใกล้ไม่ไกล คงได้เจอหมู่บ้านเล็กๆเพื่อที่จะปักหลักตั้งต้นชีวิตใหม่

 

 

ลบเลือนอดีตที่ผ่านๆมาเหมือนดั่งเคย…

 

 

แซ่ก..แซ่ก..

พงหญ้าขยับไหว เสียงใบไม้เสียดสีมิอาจรอดพ้นหูของนายพรานผู้มากประสบการณ์ได้  ดวงเนตรสีฟ้าคมเหลือบมองต้นตอเสียงด้วยหางตา เขาชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยไม่ให้เป็นที่สังเกตนัก พยายามผ่อนลมหายใจให้สงบราบเรียบเหมือนปกติ แม้ว่าประสาทสัมผัสทั้งห้ายังคงเฝ้ามองปริศนาที่หลบซ่อนอยู่ในพงไม้นั่น…

 

 

 

ฟุ่บ!!!!

 

 

ตึง!!!!!!

 

นายพรานอาศัยความว่องไวและช่ำชองจากอาชีพหาเงินทองของตนมาทั้งชีวิต คว้าสิ่งที่กระโจนออกมาจากพงหญ้าไว้ได้ แล้วโถมร่างเข้าทับสิ่งปริศนานั่น ออกแรงกดมันไว้กับพื้น  สติของพรานคิดว่าสิ่งนั่นเป็นสัตว์ป่า อาจจะตัวใหญ่ อาจจะตัวเล็ก อาจมีพิษ มีเขี้ยว มีเล็บแหลมคม

 

ทว่า..เมื่อสิ่งนั้นมาแดดิ้นใต้กายเขา…หัวสมองเขาพิจารณาดูแล้ว จึงรู้ว่าหาใช่สัตว์ป่า แต่เป็นมนุษย์สวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดหมูปอนๆเขรอะดินโคลนไม่ต่างจากเขา แถมยังสวมฮูดปกปิดใบหน้าไว้อีก

“เจ้าเป็นใคร..กล้าดียังไงสะกดรอยตามข้า” พรานป่าเอ่ยวาจาดุดัน ดวงเนตรคมกริบสำรวจมองเรือนร่าง..ที่แสนบอบบาง น่าทนุถนอม..บางที่ผู้นี้คงเป็นอิสตรี…

 

“……”

 

“ในเมื่อเจ้าไม่คิดตอบ งั้นเห็นทีข้าคงต้องขอยลโฉมเจ้าเป็นขวัญตา”  ด้วยความว่องไว มือหนากระชากฮูดน่ารำคาญสายตานั่นออกไป ทันก่อนที่เรียวแขนบางๆนั่นได้ทันปัดป้อง..

พริบตาเห็น..ใบหน้าใต้ฮูดสีแดงเลือดหมู..ช่างงดงามและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน  ดวงหน้าขาวสะอาดเปื้อนโคลนเล็กน้อย จมูกโด่งสวย ริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อ พวงแก้มใสขึ้นสีจากอาการเหนื่อยหอบ ไรเหงื่อรือชื้นประปรายตามดวงหน้าและขนผมสีน้ำตาลอ่อนหยักโศก…และดวงตากลมโตสีเขียวสว่างฉายแววตื่นตระหนก..

 

 

ราวกับโลกหยุดหมุน

ราวกับท้องนภาสดใส

ราวกับ..ทุกสิ่งทุกอย่างมาหยุดที่ตรงหน้า…

 

 

 

“เจ้า..มีนามว่าอันใด” พรานป่าถามเสียงขึงขัง  อีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคอ จนลูกกระเดือกขยับไหว ปากสวยเม้มแน่นจนขึ้นสีเข้มจัดครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆขยับตอบ..

 

“ฮาล..ชื่อของข้า..คือฮาล”

 

เสียงหวานปนทุ้มทำให้ร่างใหญ่รู้ว่าผู้เลอโฉมเป็นบุรุษเพศ แม้จะน่าประหลาดใจ กระนั้นแล้ว หาได้เท่าเสียงหัวใจที่กำลังถูกขยี้เป็นครั้งที่สาม..

 

 

คราแรกคือเธอ..ซาร่า

คราสองคือเธอ..สโนว์

และในคราที่สาม..คือเจ้างั้นหรือ

 

..ฮาล

 

 

 

TBC

[Fic No hero][อันเซียร์ x โจซัว] (Un)biased//Part1

 

[Fic No hero]  (Un)biased

Paring :  อันเซียร์  x โจซัว

Rate    : Nc 17

Story   : blood_hana

 

คำเตือน เนื้อหาฟิคนี้อาจสปอยเนื้อเรื่องบางส่วนของนิยาย no hero ค่ะ อิอิ   แบบว่าอยากแต่งฟิคนิยายนี่มานานแล้วล่ะ แม้ว่ามันจะ…เพื่อไหดองให้กลิ้งล้มทับบลัดก็ตามที  แต่มันทนความยั่วยวนใจไม่ไหวจริงๆ  ขอสนองตัณหาหน่อยเถอะ  >O<

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Part 1

 

 

มหานครเซ็ตติ้งซัน  ศูนย์รวมความเจริญทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะอาหาร สาธารณูปโภค แฟชั่น และวิทยาการทางวิทยาศาสตร์   มหานครแห่งนี่คือสิ่งที่บ่งบอกความเจริญก้าวหน้าด้วยความทะเยอทะยานของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

 

 

ท้องถนนอัดแน่นไปด้วยฝูงชนสมเป็นเมืองหลวงของโลก  ผู้คนทั้งหลายในชุดแฟชั่นล้ำสมัยเดินสวนผ่านไปมาโดยไม่รู้จักกันซักนิด  พลางเหลือบมองคนที่ผ่านตัวเอง ด้วยสายตาโอ้อวดกับอวัยวะดัดแปลงของตัวเอง   ยิ่งเสียกว่าแฟชั่นเสื้อผ้าราคาสูงลิบที่สวมใส่เสียอีก

 

 

ทว่า…ระหว่างกำลังเขม่นกันอยู่นั้น คนทั้งหมดกลับต้องหันหน้ามามองบุรุษร่างสูงสองคนเดินเหวกฝูงชนเข้ามาไม่ต่างกับคนอื่นๆ  โดยเฉพาะคนหนุ่มที่ดูอายุน้อยกว่าราวๆ 20 ต้นๆ เรือนผมสีเงินยามต้องแสงไฟสีชมพูสลับม่วงจากป้ายชื่อร้านอาหาร อิตาลี แห่งหนึ่งขนาดใหญ่ยักษ์   ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงยันส์สีดำเรียบง่ายจนออกแนวเชยระเบิดนั่นอีก

 

 

 

เสร่อ…แต่ก็ดูดีในเวลาเดียวกัน..

 

 

 

“คนแน่นดีจังเลยนะพี่เกรน!!” เจ้าของเรือนผมสีเงินยาวซอยยาวระต้นคอ ทรงยอดฮิตของวัยรุ่นยุค 2010 พูดทั้งสีหน้าตื่นเต้น  ตาสีฟ้าสวยคู่คมหันมองซ้ายทีขวาที จนชายอายุมากกว่าอดยิ้มแห้งๆเสียไม่ได้

“ฮะๆ นี่แหละเวลาดึกของเซ็ตติ้งซันครับ คุณหนูเซียร์”  เกรนเอ่ยแนะนำราวกับไกด์พาทัวร์พลางดูดมิลเชคในแก้วกระดาษของร้านฟาสท์ฟู้ดชื่อดัง   ใบหน้าคมคายแต่ก็ดูอ่อนเยาว์ของอันเซียร์  หรือที่ทุกคนเรียกย่อๆว่าเซียร์   พยักหน้าตอบรับคำพูดของบอดี้การ์ดหนุ่มอารมณ์ดี  แต่สายตาบ่งบอกความสนใจรอบๆตัวเองมากว่าคำพูดของชายผมดัดลอนหน้าตายิ้มแย้มข้างตัว

 

“พี่เกรนๆ เร็วเข้าสิ!!ผมนะอยากขึ้นครูจะแย่แล้วนะ”  คำพูดทั้งเสียงเริ่มแตกหนุ่ม เอ่ยดังขึ้นด้วยสีหน้าของเด็กอยากได้ของเล่นสุดๆ  ทำเอาเกรนพนน้ำออกจากปาก เกือบรดใส่หัวหญิงวัยกลางคนผมหยิกหยองสีแสดแรงฤทธิ์ตรงหน้า  “ฮะๆๆๆ ใจเย็นสิคุณหนู หาอะไรใส่ท้องกันก่อนดีกว่านะ ฮะๆๆๆ” เกรนหผงกหัวขอโทษหญิงหัวหยิกทำหน้ายักษ์ใส่โดยมีแมวเปอร์เซียสีขาวเกาะบนไหล่ของเธอแยกเคี้ยวขู่ฟ่อๆ   ก่อนจะหันมาตอบอีกฝ่าย

เซียร์มุ่นคิ้วลงหน่อยๆ แต่ท้องไส้ที่ร้องโครกครากออกมานั่น ทำให้เด็กหนุ่มทำตามคำพูดของบอดี้การ์ดหนุ่มคนสนิทโดยดี  “อืมม์!!งั้นพี่เกรนเลี้ยงผมนะ” ชายผมสีเงินสวยฉีกยิ้มร่าและวิ่งตรงไปยังร้านอาหารอิตาลีที่ห่างไปเพียงแค่สองบล็อกช่วงตึก   หนุ่มผมดัดลอนยกมือขึ้นปาดเหงื่อลวกๆ ในใจคิดโอดครวญถึงสาเหตุการมาของเขาและคุณหนูในวันนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ย้อนไป 2  ชั่วโมงที่แล้ว…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่เกรน!!!!!”  ประตูหอพักนักศึกษาเปิดพับเสียงดัง  ทำเอาเหล่าบอดี้การ์ดทั้งสองคนที่นักโซ้ยบะหมี่สำเร็จรูปชะงักการกิน มองมายังผู้มาเยือน  “อ้าว!!คุณหนูกลับมาไวจังเลย “  เกรนเดินออกไปรับอีกฝ่ายในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคสมัยโบราณคร่ำเครือ  และด้วยความที่มีนิสัยสบายๆเป็นกันเอง เจ้าตัวมักจะตบบ่าอีกฝ่ายแรงๆ

ก่อนจะถูกปรามด้วยเสียงกระแอมในคอของชายวัยกลางคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ตรงหัวโต๊ะ

 

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรครับ อาเทียนฉา ผมชินแล้วล่ะ”  ถึงอันเซียร์จะพูดช่วยเกรน แต่ดูเหมือนว่าใบหน้าเริ่มมีริ้วรอยและเคร่งขรึมสมวัยสูงอายุจะยังทำหน้าดุใส่ลูกน้องตัวเองไม่วางตา  “ว่าแต่…วันนี้ไม่ทำรายงานกับเพื่อนๆเหรอครับ”

เสียงทุ้มเปล่งของชายร่างสูงสูทดำหน้าหวานอีกคนดังขึ้น เปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดของหัวหน้าชุดบอดี้การ์ดมาสนใจการกลับบ้านผิดเวลาของเจ้าของห้องพักสุดหรูนี่

 

“เสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะเมย์ เออๆ ฉันมีเรื่องอยากจะถามหน่อยนะ?” คนทั้งสามเลิกคิ้วสูงกับหน้าตาเข้าข่ายหล่อเหลาและหวานหน่อยๆของเด็กหนุ่มผมเงิน  น้องชายเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่หากใครได้ยินชื่อต้องผวา อย่างราชาซ่อนเน่

แต่ด้วยความที่ถูกเลี้ยงมาแบบประคบประหงมเป็นพิเศษ…เรื่องในการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าสังคมเลยค่อนข้างจะ…อ่อนเป็นพิเศษ….

 

 

 

 

 

 

“ขึ้นครูนี่คืออะไรเหรอ?”

 

 

 

 

พลั่น!!!เมย์ที่กำลังซกน้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยถึงกับสำลักน้ำจนไอค่อกแค่ก  เทียนฉาตกเก้าอี้ทันที ส่วนเกรนยืนอ้าปากค้างตกตะลึงจนมือทั้งสองที่ยืนมารับกระเป๋าสะพายสีน้ำเงินอ่อนแรงชั่วขณะ ทำเอากระเป๋าตกลงพื้นทันที

 

 

 

 

 

“เกรน!!นี่แกไปสอนอะไรสั่วๆให้คุณหนูใช่ไหม!!!” เทียนฉาลุกจากพื้นด้วยความรวดเร็ว ขายาวใต้กางเกงแสลตสีดำสับเดินตรงไปกระชากคอเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับขึ้นถึงศอกของเกรน ตะคอกเสียงดุดันใส่คนหนุ่มลูกน้อง

“เปล่านะครับ!!” เกรนส่ายหน้ารัวๆปฏิเสธเสียงแข็ง

“พี่เกรนไม่เกี่ยวหรอกครับ คือผมได้ยินแอบเนอร์กับเอเฮิร์นคุยกันหลังทำรายงานเสร็จ”  คำตอบของเซียร์ทำให้เทียนฉารู้สึกหน้าชากับการเข้าใจผิด  จึงค่อยๆปล่อยมือจากหนุ่มผมดัดลอน

 

 

 

 

“คืออย่างงี้ครับ…หลังจากทำรายงานเสร็จ แอบเนอร์เขาชวนคุยเรื่องขำๆนะครับ แล้วก็มาถึงเรื่องขึ้นครู  ผมไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร เขาสองคนก็เอาแต่หัวเราะคิกคักกัน เขาบอกให้กลับมาถามผู้ใหญ่ที่บ้านนะครับ” อันเซียร์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรั้วมหาลัยให้ฟังเสร็จ  อาเทียนฉาล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อทันที ไม่รู้จะตอบยังไงเช่นเดียวกับเมย์และเกรน

 

 

แต่คนอย่างอันเซียร์ อัน  ถ้าอยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้  ไอ้สายตาใสซื่อนั่นจับจ้องคนทั้งสาม ไล่ตั้งแต่คนสูงอายุสุดแต่เจ้าตัวเดินกลับยังเก้าอี้ประจำตัวเอง และคว้าหนังสือพิมพ์อ่าน ส่วนเมย์ก็รีบหยิบอุปกรณ์ฝึกโยคะออกมาตั้งทันที     สุดท้ายเมื่อสองคนพึ่งไม่ได้ ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามจึงหันมามองร่างสูงของเรือนผมดัดลอนที่ยืนใกล้ตัวที่สุด “พี่เกรน…” แน่นอนมือหนาจับแขนเสื้ออีกฝ่ายแน่นไม่ปล่อย   เกรนแทบจะกรีดร้องออกมาในความซวยบัดซบที่มิอาจหลีกหนีได้  พอหันไปขอความช่วยเหลือคนทั้งสอง สิ่งที่พบคือการเมินทิ้งอย่างไม่ใยดี  หน้าคมคายเต็มไปด้วยเหงื่อจึงค่อยๆหันมามองดวงหน้าคมคายสูงระดับเดียวกับเขากำลังแย้มยิ้ม

 

 

“อะ…เออ..ขึ้นครูคือการ…อืมม์..จะพูดไงดี..แบบว่า…พิสูจน์ความเป็นชายนะ” หนุ่มผมสีเงินเลิกคิ้วสูงพร้อมถามกลับเสียงดัง “พิสูจน์ความเป็นชาย!!ทำไมต้องพิสูจน์!!แค่รู้ว่าเพศอะไรก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!!?” เซียร์ยิงคำถามเป็นชุดใหญ่ ทำเอาเกรนรู้สึกวิงเวียนศีรษะทั้งที่ไม่ได้ไข้ขึ้นซักนิด

“คะ….คือ มันเป็นหน้าที่ของผู้ชายที่…เกิดมาต้องทำนะครับ..แต่ไม่ต้องรีบก็ได้นะครับ มันไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก” เกรนตอบ  ดูเหมือนว่าคุณหนูของเขาจะเริ่มทำหน้าตาเหมือนจะเข้าใจมากขึ้น  ว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร  เลยทำให้ร่างสูงรู้สึกโล่งใจว่าคนตรงหน้าคงเลิกสนใจไปเอง

 

 

 

“แล้วพี่เกรนเคยขึ้นครูไหมครับ?”

 

 

 

 

 

 

 

โครม!!!!!!!!

 

 

 

 

เทียนฉาตกเก้าอี้อีกครั้ง  ใบหน้าของชายวัยกลางคนค่อยๆโผล่มาจากขอบโต๊ะอาหารด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนและขึ้นสีแดงเรือๆบนแก้ม  ทางชายหน้าหวานแม้จะแสร้งตีสีหน้านิ่ง ทว่า…หน้ากลับขึ้นสีเข้มเด่นชัดกว่า

หัวหน้างานเสียอีก   “ฮะๆๆ มันก็..มีบ้างนะ..” จะโกหกก็ใช่ที่ เลยตอบความจริงไปพลางเอามือเกาหัวตัวเอง

“จริงเหรอครับ!!มันเป็นยังไงนะครับ!!บอกผมมั้งดิ!!” บุรุษผมสีเงินแม้ในวัยนักศึกษาแล้ว แต่กริยามารยาทยังคงออกแนวเป็นเด็กอยู่ มือหนาเขย่าร่างเกรนทั้งสีหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดๆ  จนชายผมดัดลอนมิอาจหลบเลี่ยงหนีได้อีก จึงขยับยิ้มแหยๆออกมา  “คือ…ก็..มันจะเสียวๆเหมือนยืนบนที่สูงๆนะครับ แต่ก็..มีความสุขดี”

 

 

 

“เสียว?แต่สุข? “ เซียร์พูดทวนคำและปล่อยมือจากบอดี้การด์อารมณ์ดี  ก่อนจะเอียงคอสงสัยถามกลับอีกครั้ง

“แล้วมันสนุกไหม?”

 

“ก็สนุกดีนะ สนุกจนไม่อยากออกไปเลย”  เกรนตอบไม่ทันคิด  ก่อนจะรู้ตัวว่าดันเผลอตัวพูดในสิ่งที่เขาไม่ควรพูดกันออกมาหมดแล้ว  มือหนายกขึ้นมาปิดปากตัวเองแน่น  แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นซักนิด ยิ่งเห็นคนทั้งสองทีทิ้งเขาอมยิ้มกลั้นเสียงหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั่น ยิ่งทำให้เขารู้สึกปากกระตุกขึ้นมาทันที

 

 

 

“ถ้าสนุกมันก็เป็นเรื่องดีออกนี่นา งั้นพี่เกรนพาผมไปขึ้นครูหน่อยสิ!!!”

 

 

 

(O[]o) <<เกรน

(O_O) <<เทียนฉา

(=///=) <<เมย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับมายังปัจจุบัน

 

 

 

 

 

-ฮึก…ไอ้เมย์กะคุณเทียนฉารีบทิ้งหาเรื่องไปทำงานเฉย โยนภาระชิ้นโตมาให้เราซะงั้น – เกรนคิดน้ำตาตกใน  ร่างสูงสูทดำเรียบร้อยออกแนวเซอร์หน่อยๆเหลือบตาช้อนมองเด็กหนุ่มผมเงินตรงหน้าที่โซ้ยอาหารเข้าปาก ไม่แคร์กองจานพะเนิด 10 กว่าชามกินพื้นที่เกือบทั้งโต๊ะ จนคนเสริฟ์และโต๊ะข้างๆมองเป็นตาเดียว

 

 

 

นี่ถ้าราชาซ่อนเน่รู้เข้า…เราตายหยังเขียดแน่ๆ T[]T

 

 

“ทั้งหมด… 5675 ครับ” พนักงานเดินมาเช็กบิลหลังจากกระเพาะอันมหาศาลสามารถยัดอาหารในบริมาณมากว่าปกติ โดยที่เจ้าตัวไม่อ้วนซักนิดของอันเซียร์อัดแน่นและอิ่มเอม   เกรนต้องน้ำตาตกในอีกครั้งที่เจ้าตัวต้องมาจ่ายเงินเลี้ยงข้าวคุณหนูของเขา ออกจะกินมากกว่าคนปกติ..,มั้งนะ…

 

 

 

 

“พี่เกรนๆ พาผมไปขึ้นครูซะทีซิ” เกรนมองใบหน้าไร้เดียงสาของชายผมเงินแล้ว  รู้สึกหนักใจอายแทนที่คนตรงหน้าไม่รู้อะไรเสียเลย ว่าคำพูดที่กล่าวออกมานะ..มันน่าอายแค่ไหน ยิ่งเจ้าตัวพูดเสียงดังระดับคนคุยกันทั้งหน้าตาระรื่นอีก  จนคนรอบข้างหันมามองทั้งสีหน้าผวา โดยเฉพาะสาวๆ  ยิ่งทำให้ร่างสูงวัย 25 กว่าๆ อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี  “เออ..คุณหนูต้อง..หาคนที่ชอบหรือสนใจก่อนนะครับ เอาไงดีล่ะ…” ระหว่างที่หน้าคมคายของบอดี้การ์ดหนุ่มหันมองหาร้านผับดีๆ ซักแห่งอยู่    ดวงตาคู่คมสีฟ้าสวยของอันเซียร์เหลือบร้านเหล้าขนาดใหญ่เด่นสุดในย่าน  ตัวร้านตกแต่งด้วยไฟนีออนหลากสีสันแสบตาไม่แพ้ร้านอื่น

 

 

แต่ที่ทำให้ร่างสูงต้องสะดุดหยุดสายไว้ที่นั่น..หาใช่ความใหญ่โตโอ่อ่า…

กลับเป็นป้ายโปสเตอร์ขนาดใหญ่หน้าร้าน…ภาพถ่ายของร่างบอบบางของหญิงสาวนั่งคุกเข่าแหวกขาถางหน่อยๆบนเตียงสีแดงขนาดใหญ่  ข้อมือและข้อขาถูกโซ่ตรวนล่ามไว้สี่ทิศทาง  ดวงหน้าสวยเข้ากับเรือนผมสีดำสลวยยาวสยายลงมาจนกรอลูกฝูกเตียง เหมือนเส้นไหมงดงามตัดกับผิวกายสีขาวนวลผุดผ่องโผล่ออกมาพองามจากเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคล่ง  ใบหน้านั่นงดงามมากเข้ากับเรือนผมและดวงตาอัญมณีสีมรกต แม้ว่าแววตาจะเศร้าหมอง ทว่า…กลับเสริมสร้างความงดงามได้ไม่มีที่สิ้นสุด…

 

 

 

 

“คุณหนู?มองอะไรเหรอครับ?” เสียงทุ้มของเกรนดึงสติของอันเซียร์กลับมา   ดวงตาคู่คมมองตามสายตาเด็กหนุ่ม  ภาพตรงหน้าทำเอาเขาสะอึกหน้าซีดลงทันที…จนรู้สึกว่า..กระเป๋าตังค์ในกางเกงสีดำของเขาเบาหวิวลงหนักกว่าเก่าและกำลังจะแฟบลงในไม่ช้า   “เกรน..ฉันสนใจคนที่อยู่ในโปสเตอร์นี่” นิ้วยาวของเซียร์ชี้ตรงไปยังร่างงามในโปสเตอร์โฆษณานั่น  ยิ่งทำให้หน้าคมคายหล่อเหลาของหนุ่มผมดัดลอนเหงื่อแตกพลั่กกว่าเก่า จนต้องเผลอตัวใช้แขนเสื้อเช็ดหน้า  “อะ…เออ..คุณหนู..ผมว่า..ครั้งแรก…เอาแบบราคาพอได้ หน้าตาก็…”

“ฉันสนใจคนนี้ เกรนบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าให้เลือกคนที่สนใจ?” พูดจบคุณหนูของเขาก็ทำท่าเอียงคอไร้เดียงสา

 

 

 

 

 

-อา…รสนิยมของคุณหนู…ช่างน่ากลัวสมฐานะจริงๆ TOT –

 

 

 

 

 

 

 

 

แอ๊ด!!!!!

 

 

ประตูร้านบานใหญ่เปิดออก ทำให้ลูกค้าในนั้นก่อนหน้านี้หันมามองผู้มาเยือนใหม่เป็นแถบ มีทั้งสายตากรุ่มกริ่มของสาวๆ และสายตาเขม่นของเหล่าบุรุษในนั้น

 

เกรนรู้ตัวอยู่เสมอกับสายตาเหล่านั้น เพราะเขาเป็นบอดี้การ์ดงานด้านวงการมืดก็โชกโชนมาพอสมควร  ถึงขนาดสามารถถูกราชาซ่อนเน่จ้างให้มาคุ้มครองน้องชายของเขา  ส่วนร่างสูงผมเงินกลับยิ้มระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสายตาเหล่านั้น….

 

 

 

 

 

…อาจจะไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ…

 

 

 

 

 

“คุณหนูนั่งตรงนี้ก่อนนะครับ จะสั่งอะไรดื่มก็ได้ เดี๋ยวผมกลับมา”  เกรนชี้นิ้วไปยังโต๊ะอาหารแบบง่ายๆเป็นเพียงเก้าอี้เล็กๆสองตัว ทำจากเบาะสีแดง    ชายหนุ่มอายุน้อยว่าพยักหน้าตอบและทรุดลงนั่งตามคำสั่งของบอดี้การ์ดหนุ่มโดยดี    หน้าอารมณ์ดีกวาดสายตาไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ในมุมหลืบของร้านทั้งสายตาดุดัน จนคนถูกมองชะงักก้นที่ทำท่าจะลุกขึ้น และนั่งตูดติดเก้าอี้ต่อไป

 

 

ขายาวใต้กางเกงสีดำเดินตรงไปยังเคาท์เตอร์ เป้าหมายคือชายวัยกลางคนลงพุงหน่อย กำลังฉีกยิ้มสุภาพให้เหล่าลูกค้าทั้งหลาย  “สวัสดีครับคุณผู้ชาย จะรับอะไรดีครับ”  เขาทักเสียงสุภาพให้เกรน  หน้าคมคายเจ้าของผมดัดลอนฉีกยิ้มตอบก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หมุนสีแดงตัวเล็กสำหรับดื่มหน้าเคาท์เตอร์

“ฉันอยากใช้บริการโจชัว เอนด์เลส”  คำตอบของหนุ่มร่างสูง ทำเอาเจ้าของร้านเลิกคิ้วสูง  ก่อนจะแย้มยิ้มตอบอีกฝ่าย  “โทษทีครับ..เห็นทีคงเป็นวันนี้ไม่ได้…นางบำเรอสุดพิเศษคนนี้รับลูกค้าเพียงแค่วันต่อวันเท่านั้นครับ และก็วันนี้พึ่งรับลูกค้าไปเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว” หน้าคมคายมุ่ยหน้าลงหน่อยๆ  เขารู้ดีว่าไอ้เจ้าของร้านโลภเงินตรงหน้าไม่มีทางรักษาสิทธิข้อตกลงของโสเภณีอยู่แล้ว…ยิ่งเป็นประเภทอมมนุษย์ยิ่งแล้วใหญ่…

 

 

 

 

 

ดูหน้าก็รู้…ว่าไอ้แก่หัวเกือบล้าน..มันกำลังเรียกเงิน..

 

 

 

 

“เฮ้อ…ต้องการเท่าไหร่?” หนุ่มร่างสูงถอดถอนหายใจเหนื่อยหน่าย เงินห้าสิบล้าน แน่นอนว่ากระเทือนกระเป๋าเขาอยู่พอสมควร แม้ว่ารายได้ต่อเดือนของเขาจะสูงถึงสิบล้าน เขาก็ไม่อยากเสียตังค์มากเป็นพิเศษที่สำคัญทุกคนต่างก็รู้ดีว่าราคาค่าตัวโสเภณีนั่น ส่วนมากเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของนายจ้าง ที่เหลือของคนให้บริการ

 

 

 

 

 

 

แต่สำหรับอมมนุษย์ มักจะถูกจับมาหน่วงเหนี่ยวกักขัง…

เผลอๆ…เงินซักแดงเดียวก็ไม่ได้แตะด้วยซ้ำ!!!

 

 

 

 

 

“อืมม์…คงไม่ได้ครับ…นางบำเรอคนนี้มีค่ายิ่งกว่าเพชร รับงานมากๆคงไม่ได้” ชายวัยกลางคนพูดตอบ ทำเอาเกรนถอนหายใจเฮือกใหญ่    ดูท่า…คงเพิ่มเงินธรรมดาไม่ได้เสียแล้ว ที่สำคัญงบประมาณมีจำกัดเสียด้วยสิ

“พี่เกรนมีอะไรเหรอ?” อันเซียร์เดินมาถามคนอายุมากกว่า  หลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายหายหัวไปนานจนเขานั่งอยู่ไม่สุข   “เออ..คุณหนู..ดูถ้าเราคงต้องหาคนใหม่แล้วครับ”

 

 

“ทำไมล่ะ?” ดวงหน้าอ่อนวัยเลิกคิ้วสูง ทำหน้าประหลาดใจทันที

ร่างสูงลุกจากเก้าอี้เล็กพร้อมยกยิ้มบางๆตอบอีกฝ่าย “คือ…เขาไม่อนุญาตให้คุณหนูขึ้น…เอ่อ..ลองกับโจชัวนะครับ”  ดวงเนตรสีน้ำเงินเบิกตาโพลง ก่อนหันไปมองเจ้าของร้านที่ยิ้มกริ่มหลังเคาท์เตอร์

“อ่า..ผมสนใจจริงๆนะครับ  ทำยังไงผมถึงจะทำได้ละ” ชายผมสีเงินยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายวัยกลางคน จนอีกฝ่ายถอยหลังผงะ  พูดทั้งสีหน้าทั้งแววตาอยากได้สุดๆ ทำเอาเกรนกุมขมับ  กับการแสดงอากัปกริยาเรียกเงินได้แน่นอนแบบนี้…

 

 

 

“ก็…ถ้าคุณจ่ายร้อยล้านก็อาจจะพอได้นะครับ”  ผู้จัดการตอบด้วยแววตาเจ้าเล่ห์กระหายเงินออกมาเด่นชัด จนหนุ่มบอดี้การ์ดอารมณ์ดี อดของขึ้นไม่ได้ “เฮ้ย!!ราคาขนาดนี้ปล้นกันเลยดีกว่า!!!” ชายผมดัดลอนทำท่าจะเข้าไปสอยไอ้คนปากดีตรงหน้า แต่แขนของเขากลับถูกชายผมสีเงินรั้งเอาไว้  “ไม่เป็นไรครับ ร้อยล้านก็ร้อยล้าน”

สิ้นสุดตามราคาตกลง  ชายหัวล้านโค้งลงอย่างสุภาพและเดินนำทางไปยังชั้นสองของผับชื่อดังแห่งนี้

 

 

“คุณหนู!!เงินร้อยล้านผมมีไม่พอนะครับ!!!” ร่างสูงเอ่ยทั้งเสียงสั่น สีหน้าซีดเผือกจนเม็ดเหงื่อผุดพรายทั่วใบหน้าเรียกรอยยิ้มขำขันจากอันเซียร์ออกมา “ฮ่าๆ ไม่ต้องห่วงพี่เกรน ผมจะจ่ายด้วยบัญชีผมเอง แค่ร้อยล้านนะขี้ปะติ๋วไม่ถึงเศษส่วนเงินผมเลยนะ”  ชายผมสีเงินซอยรากไทรยักไหล่แล้วเดินตามหลังชายสูงวัยไป

 

 

 

 

 

“อ๊า!!!!!!!!!”

 

 

 

 

พรวด!!!!!!

 

 

ของเหลวสีขาวพุ่งทะลักเข้าช่องทางสีหวานจนเอ่อล้นออกมาเปรอะเปื้อนโคนขา ตามด้วยเสียงกรีดร้องทั้งน้ำตาของร่างด้านใต้   “อา..ดีจริงๆ” ชายผมสีดำตัดสั้นไว้หนวดดกคมเข้มยิ้มด้วยสีหน้าอิ่มเอมน้ำรัก   ชายวัยกลางคนบึกบึนถอนกายออกอย่างรวดเร็ว ไม่ถนอมแวมไพร์เรือนผมสีดำยาวสลวยว่าจะร้องครางเจ็บปวดออกมาเพียงใด  และหันไปสวมเสื้อผ้าที่กองบนพื้นให้เนี้ยบเรียบร้อยดูมีสง่าราศีสมตำแหน่ง  สส. พรรคการเมืองชื่อดัง

 

 

 

 

ประตูเกิดออกพร้อมการจากไปของลูกค้าของวันนี้  แต่แล้วเสียงฝีเท้าคุ้นเคยที่สวนเข้ามาในห้องในเพียงไม่กี่ช่วงอึดใจ  โจชัว เอนด์เลสสะดุ้งวาบ ขนทั่วร่างลุกชันทันที อัญมณีสีเขียวบวมเบ่งจนแดงเนื่องจากการร้องไห้จ้องมองเจ้าของร้านผู้มีรอยยิ้มแสนสุภาพเป็นหน้ากากปิดบังความโลภ “ได้โปรด..ขอร้อง..ข้าไม่ไหวแล้ว..ฮึก” เสียงหวานสะอึกสะอื้นขอความเห็นใจ   หากแต่คำตอบนั้นกลับกลายเป็นการส่ายศีรษะน้อยๆ และเดินออกไปจากห้อง

 

 

“ฮึกๆๆ”  หยาดน้ำตาร่วงหล่น..หยดแล้วหยดเล่า…มือบางที่อ่อนเปลี้ยพยายามเอื้อมไปล้วงหยิบถุงเลือดสินตอบแทนที่นายจ้างหยิบยื่นให้  พยายามเปิดมาดื่มด้วยมือที่สั่นเท้า

 

 

 

พลั่น…แรงที่ไม่มีทำเอาถุงเลือดตกกระจายจนเลือดเย็นชืดอาหารปะทังชีวิตของวันนี้หกเลอะพื้นพรมสีแดง กระจายเป็นวงกว้างจนเป็นสีคลำ  ขนตาแพยาวสวยปรือมองอาหารมื้อสุดท้ายของวันอย่างปวดร้าวหัวใจ..สมเพชในความอ่อนแอ..ความเปราะบางและหลงเชื่อในตัวมวลมนุษย์ของตัวเอง

 

 

 

 

 

แอ๊ด!!!!

 

 

ประตูห้องเปิดออกอย่างเชื่องช้า  โจชัวได้แต่กลั้นหายใจกัดฟันแน่นน้อมรับชะตากรรมที่มิอาจเลี่ยงได้  ร่างงามจึงยันร่างขึ้นมานั่งบนเตียง  ใบหน้าสวยเบื้องหลังม่านโปร่งสีแดงจากเสาทั้งสี่ของเตียงค่อยๆหันมามองผู้มาเยือน

“อะ..นายคือโจชัว เอนด์เลสสินะ”  เสียงทุ้มนุ่มนั่น ฟังแล้วชวนอบอุ่นราวกับเทวดาจนชายผมสีดำยาวคลอสะโพกกลมกลึงใจเต้นแรงแปลกประหลาด  ทว่า..พอนึกขึ้นว่า คนที่มาหาเขาล้วนแต่เป็นผู้เสพติดในราคะ

ใบหน้าสวยส่านศีรษะเล็กน้อยไล่ความคิดในแง่ดีออกไปจากหัว   และรอ…รอให้ชายร่างสูงอีกฝากของม่านเข้ามา เสวยสุขกับเรือนร่างของเขาเหมือนคนอื่นๆ

 

 

ร่างบางพยักหน้าตอบ..ดูเหมือนว่าลูกค้าคนนี้จะเห็นเงาทาบหลังท่านขยับหัว จึงเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าก่อนจะแหวกม่านเข้ามา…

 

 

 

โจชัวรู้สึกว่าร่างของเขาแข็งเป็นหินชั่วขณะ  นัยน์ตาสีเขียวสวยเบิกกว้างตกตะลึง เมื่อคนเบื้องหน้ากลับกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงอายุราวๆ 20 ต้นๆ ใบหน้าคมคายอ่อนเยาว์และหล่อเหลาไปในคราเดียวกัน เข้ากับเรือนผมสีเงินยามสะท้อนแสงเทียน ยิ่งทำให้ดูงดงามมีประกายราวกับคลื่นน้ำไหวระรอกยามต้องแสงตะวัน  ดวงตาสีฟ้าคมสวยฉายแววใสซื่อ ไร้เดียงสาต่อโลกจนอดสงสัยไม่ได้ว่าคนๆนี้จะมาทำมิดีมิร้ายเขา

 

“เฮ้!!นายร้องไห้นี้นา!!”  เขาอุทาน และรีบหยิบทิชชู่บนโต๊ะกลมข้างหัวเตียงมาซับน้ำตาบนกดวงหน้างาม

“!!!!!!” ชายผมสีดำสวยสั่นสะท้าน และรีบเขยิบถอยหลัง จนโซ่ตรวนกระทบกัน   คนตรงหน้ากระพริบตาปริบๆพลางเอียงคองุนงงกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย “นายไม่เห็นต้องกลัวเลย ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”  เสียงแตกหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมขึ้นเตียงเข้ามาใกล้   โจชัวได้แต่ปิดตาแน่นน้อมรับความเจ็บปวดแสนทุกข์ทรมานนั่นจากคนหนุ่มตรงหน้า

 

 

 

สัมผัสแรกที่รู้สึก…คือความอุ่นที่ลาดเกลี่ยนบนขอบตาไล่ลงมายังแก้มทั้งสองข้าง  ขนตาแพยาวเปียกชื้นค่อยๆปรือมองร่างสูงผมเงินตรงหน้า…กำลังซับน้ำตาให้..แวมไพร์อย่างเขา…

“กลัวอะไรงั้นเหรอ..เล่าให้ฉันฟังได้นะ” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยน..อย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากครมาก่อนตลอดชีวิต นอกจากพ่อของเขา…โจชัวรู้สึกตัวเองมิอาจกลั้นเสียงสะอื้นและน้ำตาที่สะสมมาทั้งชีวิตนับตั้งแต่ถูกจับตัวมากักขัง..นำมาเป็นสินค้าให้เชยชมสมใจแล้วจากไป…

“ฮือๆๆๆดะ..ได้โปรด..พะ…พา..ข้า..ออก..ฮึก..ไปที” แวมไพร์ร่างเพรียวบางเข้ากอดอีกฝ่ายแน่น ใบหน้าสวยซุกลงกับแผงอกแกร่งไร้ซึ่งยางอาย ปลดปล่อยน้ำตาจนหนุ่มผมสีเงินรู้สึกเปียกชื้นที่แผงอก

 

 

 

.

.

.

 

 

“งั้นเหรอ..นายถูกผู้จัดการนั่นหลอกมาว่าจะรับทำงาน และก็..โดนจับขังไว้งั้นสินะ”  ชายหนุ่มเอ่ยทวนคำ ตอนนี้นั่งบนขอบเตียง   ส่วนร่างถูกโซตรวนนั่งกอดเข่าพิงหมอนทั้งร่างเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยตีตรานับร้อยและน้ำรักเปรอะเปื้อนตามโคนขาปะปนกับโลหิตสีแดง    ดวงเนตรสีฟ้าสวยเหลือบมองคนงามที่เขาสนใจอยากมาเพียงแค่พบเจอและพูดคุยเท่านั้น  ใบหน้าสวยนั่นพยักหน้าตอบช้าๆ “ข้า…โง่เอง..หลงเชื่อในรอยยิ้มของมนุษย์คนนั้น ข้ามิอาจหนีไปไหนได้ เพราะโซ่นี่ทำจากเหล็กบริสุทธิ์มันทำให้ข้าแพ้และอ่อนแรง”

 

 

 

ชายผมสีเงินถอนหายใจเฮือกใหญ่  ร่างสูงลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วทำให้โจชัวอดสะดุ้งไม่ได้  ดวงหน้างามจ้องมองใบหน้าคมคายหล่อเหลาที่นิ่งเรียบสนิทไร้ซึ่งความอ่อนโยน “นาย..ถูกขังมากี่ปี?” เสียงนั่นฟังดูเรียบเย็นชาจนใจของแวมไพร์หนุ่มกระตุกวาบ  ก่อนจะหลุบตาลงต่ำมองปลายเท้าตามด้วยคำตอบ “ 50 ปีแล้วครับ”

 

ดวงเนตรสีฟ้าไร้ซึ่งอารมณ์สบายๆเหลือบมองเห็นถุงเลือดบนพื้นที่เริ่มจับตัวแห้งกรัง  เขาก็เข้าใจทุกอย่างทันทีว่าค่าตอบแทนมาตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา..มันคือสิ่งนี้สินะ!!!!

“ชื่อโจชัว เอนด์เลสใช่ไหม”  อีกฝ่ายทวนชื่อเสียงเรียงนามของแวมไพร์ผู้งดงามแสนเปรอะบาง  ดวงเนตรคู่งามค่อยๆช้อนมองสบตาคู่คมเย็นปล๊าบนั่น  ทั้งๆที่น่ากลัว…แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นใจไม่อยากละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว…  “ฟังให้ดีนะ ฉันจะช่วยนายออกไปจากที่นี่”  คำพูดนั่นที่เขาคาดหวังมานับหลายสิบปีที่ผ่านมา  เรียกน้ำตาออกมาอัญมณีคู่งาม  ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจ ทำเอาร่างสูงผมเงินอดหัวเราะในอารมณ์ซับซ้อนของชายหน้าสวยยิ่งกว่าอิสตรีตรงหน้าไม่ได้

 

 

“ไม่ต้องกังวลไป ฉันอันเซียร์ อัน สาบานด้วยชื่อนี้จะพานายออกไปให้ได้ โจชัว เอนด์เลส”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเจรจาต่อรองขอซื้อตัวดำเนินการขึ้นในห้องรับแขกพิเศษของร้าน  ฝากหนึ่งเป็นบุรุษร่างสูงสองคนหน้าตาหล่อเหลาเอาการ  โดยเฉพาะเจ้าของเรือนผมสีเงินซอยนั่น   อีกฝั่งเป็นชายวัยกลางคนเริ่มลงพุงหัวเกือบล้าน กำลังตีสีหน้าเครียดพร้อมกับคำว่า “ไม่ครับ!!จะไม่มีการไถ่ตัวโจชัว เอนด์เลสทั้งนั้น!!!”

น้ำเสียงแข็งกร้าวและสีหน้าไม่พอใจบนหน้าเจ้าของร้านอารมณ์ดี ปรากฏแก่สายตาหนุ่มทั้งสอง  เกรนถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดด้วยเสียงทุ้มนุ่มเพื่อลดสถานการณ์ตึงเครียด  “ไม่เอาน่า..คุณหนูสนใจโจชัว ถึงขนาดให้นายเรียกเงินได้ตามใจชอบเชียวนะ ยังไม่ให้อีกเรอะไง”

 

 

“หึ!!เงินแค่ไหนมันเทียบกับรายได้และผลกำไรมหาศาลที่เกิดจากแวมไพร์ตัวนี้ได้หรอก  ไม่รู้รึไงเจ้านี้เป็นสินค้าเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ร้านของฉันมีชื่อเสียงโด่งดังทุกวันนี้” ปากหนาแสยะยิ้มเย้ยหยั่นออกมา  พลางหยิบบุหรี่มาจุดสูบพร้อมเอนหลังพิงโซฟาสีแดงตัวยาว   “เฮ้อ..คุณหนูเอาไงดีครับ..” เกรนถอนหายใจเบื่อหน่ายถามความคิดเห็นชายผมสีเงิน  อันเซียร์ไม่ตอบอะไรและลุกขึ้นยืนจากโซฟาสีแดงฝั่งตรงข้ามผู้จัดการร้าน เรียกรอยยิ้มพึงพอใจบนหน้าของชายหัวใกล้ล้านทุกทีออกมา

 

 

 

 

 

 

เพล้ง!!!!!!!!!!!

 

 

 

โต๊ะรับแขกทำจากกระจกใสแตกละเอียดเพียงแค่อีกฝ่ายฟาดนิ้วชี้ลงไป   ทำเอาผู้จัดการร้านและบอดี้การ์ดของเขาสองคนอ้าปากเหวอ  “ฉันมีทางเลือกให้สองทาง ปล่อยโจชัว แล้วแกจะรอด หรือจะตายอยู่ที่นี้!!!” ดวงตาสีฟ้าสวยหาใช่แววตาใสซื่ออีกต่อไป กลายเป็นเหี้ยมเกรียมจนบรรยากาศในห้องเย็นลงทันตา  ส่วนเกรนก็ได้แต่กุมขมับฉีกยิ้มขำขันกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

 

 

 

 

 

แอ๊ด!!!

 

 

ประตูห้องนอนหรูเปิดขึ้นอีกครั้ง สร้างความหวาดหวั่นให้แวมไพร์ผมสีดำยาวสลวย  และยิ่งกลัวมากขึ้นเมื่อคนเข้ามาเป็นบอดี้การ์ดมือฉมังของเจ้าของร้านหัวล้านนั่น   หนุ่มสองคนในสูทดำเดินตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนโจชัวหลับตาปี๋รอรับการลงโทษไม่ทราบสาเหตุจากคนทั้งสอง

 

 

 

 

 

แกร๊ก!!!

 

 

ข้อแขนและขาทั้งสองรู้สึกหายหนักอึ้ง  ดวงตาคู่งามค่อยๆลืมตามองพบว่าเขาถูกปลดจากพันธนาการโซ่ตรวนนี่เสียแล้ว  “ไปได้แล้ว แกเป็นอิสระแล้ว”  คำตอบนั่นทำเอาโจชัวตกตะลึงจนเกือบช็อก แต่ด้วยสติจึงรีบพาร่างบอบช้ำเดินลงจากเตียง  ปลายเท้าเรียวและขาที่ไม่ได้เดินมานานนับสิบปี อ่อนแอจนเพียงแค่เดินไม่กี่ก้าว ร่างสะโอดสะองก็มีอันต้องทรุดยวบไปนอนกับพื้น

 

 

 

 

 

 

หมับ!!!!

 

 

 

จังหวะที่หน้าเกือบลงไปกระแทก กลับมีวงแขนแกร่งของใครบางคนเข้ามารับไว้  ใบหน้าสวยค่อยๆเงยหน้าขึ้น สิ่งที่พบคือดวงหน้าคมคายของชายผมสีเงินซอยรากไทรประดับรอยยิ้มอ่อนโยนให้ “คงไม่ได้เดินนานสินะ ไม่เป็นไรฉันจะพยุงไปเองนะ”  พูดจบไม่รีรอคำตอบของร่างบาง  เจ้าตัวก็จัดแจงแบกพาออกไปจากร้านโดยคว้าเอาผ้าเช็ดตัวสีแดงผืนใหญ่ในห้องที่แขวนบนราวหน้าห้องน้ำในตัวคลุมผิวกายขาวเนียนของโจชัวไว้

 

 

ขาทั้งคู่…เท้าทั้งคู่..สัมผัสกับพื้นปูทางเดินหน้าร้านผับขนาดใหญ่

ราวกับฝัน…แวมไพร์ผมดำหันกลับไปมองสถานรื่นรมย์เบื้องหลัง…สถานที่นรกสำหรับเขามาตลอด 50 ปี

ตอนนี้เขาหลุดพ้นแล้ว..หลุดพ้นจากขุมนรกนั่น…

 

 

 

 

“เอาล่ะ นายคงพอเดินได้แล้วนะ” เซียร์ค่อยๆปล่อยร่างโจชัวออกจากอ้อมแขน ซึ่งก็เป็นไปอย่างคาดสภาพการฟื้นตัวแวมไพร์เริ่มกลับคืนมา แม้จะไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ก็พอทำให้เขาขยับแขนขาเดินเหินได้เหมือนคนปกติ

“นายไปได้แล้ว”  คำตอบนั่นดังจากปากของอันเซียร์  ทำเอาทั้งเกรนทั้งโจชัวชักสีหน้าอึ้งไม่ต่างกัน

“อย่าทำหน้าแบบนั่นสิ..ที่ฉันยอมจ่ายเงินเพราะฉันอยากจะพบหน้านายหรือแค่คุยตามประสา แต่ว่า..ตอนนี้นายก็อิสระแล้วควรกลับไปหาเพื่อนๆนายได้แล้วล่ะ”   คำพูดนั่นหมายความว่าให้โจชัวกลับไปอยู่กับพี่น้องเผ่าพันธุ์แวมไพร์    บุรุษร่างเพรียวบางเบิกตากว้างงุนงงตกตะลึง ตั้งแต่การช่วยเหลือ วัตถุประสงค์ที่ต้องการมาพบเขา

 

 

 

 

…ไม่เข้าใจ…

 

 

 

 

“ข้า…”  ไม่ทันไรคนทั้งสองกลับหายไปเสียแล้ว เหลือแต่ฝูงชนเดินไปมาเต็มท้องถนน  โจชัวได้แต่เก็บคำถามเหล่านั้น..คำถามมากมายเกี่ยวกับตัวของบุรุษนาม อันเซียร์  อัน

 

 

 

 

 

คุณคือ..เทวดาใช่ไหมครับ?

 

 

 

 

 

 

 

“ไปแล้วครับคุณหนู” เกรนเอ่ยพูดขึ้นจากดาดฟ้าสูงบนตึกแห่งหนึ่ง  ดวงตาสีดำใต้ผมดัดลอนเหลือบมายังเจ้านายของเขาที่นั่งแกว่งขาเล่นบนขอบตึกไม่เกรงกลัวว่าจะตกลงไปตายซักนิด  “อืม…ดีแล้วล่ะ”  บางครั้งเกรนเองก็เหมือนจะเข้าใจตัวเด็กหนุ่มคนนี้ที่สุด  แต่บางครั้งมาคิดๆดูเขาเองก็ไม่เข้าใจอะไรเลยซักอย่างในตัวเด็กคนนี้

“คุณหนู ตกลงขึ้นครูเป็นไงครับ?” รู้ดี…ถามไปคงได้แต่รอยยิ้มเทวดาสดใสตอบกลับมา จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“อ๋อๆ ฉันเข้าใจแล้ว ที่แท้ขึ้นครูก็คือการเข้าไปฟังเรื่องทุกข์ของคนใช่มะ ฉันว่ามันก็น่าสนใจดีนะ แต่ไม่เห็นสนุกอย่างที่นายบอกเลย”  คำตอบของชายผมเงินทำให้เกรนอยากกระโดดตึกตายเสียตรงนี้

 

 

 

 

 

นี่คุณหนู..เสียเงินร้อยล้านฟรีโดยใช่เหตุนะครับ!!!!!!!

 

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

[Fic No hero][อันเซียร์ x โจซัว] (Un)biased //Prologue

 

[Fic No hero]  (Un)biased

Paring :  อันเซียร์  x โจซัว

Rate    : Nc 17

Story   : blood_hana

 

คำเตือน เนื้อหาฟิคนี้อาจสปอยเนื้อเรื่องบางส่วนของนิยาย no hero ค่ะ อิอิ   แบบว่าอยากแต่งฟิคนิยายนี่มานานแล้วล่ะ แม้ว่ามันจะ…เพื่อไหดองให้กลิ้งล้มทับบลัดก็ตามที  แต่มันทนความยั่วยวนใจไม่ไหวจริงๆ  ขอสนองตัณหาหน่อยเถอะ  >O<

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Prologue

 

 

 

 

 

 

 

อดีตกาลหากเรามองลงจากฟากฟ้าคงไม่แคล้วเห็นกระท่อมเล็กๆใหญ่เล็กตามกำลังของผู้อาศัย อยู่รวมเป็นกลุ่มก้อนสังคมมนุษย์  ผืนดินปกคลุมสีเขียวขจีของเหล่าพฤกษารวมถึงไร่กว้าง  ประชาชนอยู่กันในเสื้อผ้าเหมือนชีวิตแสนเรียบง่ายและสงบสุข…

 

มวลมนุษย์ยังหวาดกลัวและหวาดหวั่นเหล่าสิ่งมีชีวิตผู้มีพลังเหนือกว่า ขนานนามกันว่า อมมนุษย์

 

 

 

 

 

 

 

อมมนุษย์ คือผู้ล่า…

มนุษย์      คือผู้ถูกล่า…

 

 

 

 

 

ทว่า…เวลาเปลี่ยน ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยน

ผู้ถูกล่ากลับกลายเป็นผู้ล่า และผู้ล่ากลับกลายเป็นผู้ถูกล่า…

กลับตาลบัตรเสียหมด…

 

 

 

 

 

 

 

 

หากมองต่ำลงจากฟากฟ้าอีกครั้ง จักพบกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป…

มหานครแห่งยุคอนาคต…ยุค..ที่มีการพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและวิทยาการมากมาย เหล่ามนุษย์สิ่งมีชีวิตแสนอ่อนแอและหวาดหวั่นเหล่าอมนุษย์ยามอดีตกาล…บัดนี้ด้วยพลังอำนาจแห่งวิทยาศาสตร์สัญลักษณ์แห่งความทะเยินทะยานไม่มีที่สิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตอายุสั้น ทำให้มนุษย์ทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะพละกำลังมหาศาล การดัดแปลงอวัยวะจนกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่ใครก็มิอาจต่อกรได้   อายุยืนยาวราวกับกินยาวัฒนะ…

 

 

ด้วยเหตุนี้…อมนุษย์ทั้งหลายจึงได้แต่เร้นกายหลบซ่อนอยู่ในเงามืดของท้องถนนยามราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง กล้องวงจรปิดนับล้านๆตัว  ตึกอารามสูงทะลุฟ้าแข่งกันส่องแสงไฟหลากสีดูยิ่งใหญ่อลังการและชวนน่าหลงใหล…แม้ว่าเบื้องหลังความเจริญสุดหูรูดนั่น จะมีเหล่าคนถูกข่มเหง ไม่ว่าจะมนุษย์ผู้ขาดเงินตราในการพึ่งวิทยาการและเทคโนโลยี  จนถูกเบียดชั้นไปเป็นชนชั้นกลางทั้งๆที่เป็นคนไม่ต่างจากผู้ถูกดัดแปลงซักนิด

 

 

 

 

 

ทว่า….ก็ยังดีกว่าพวกอมมนุษย์มากนัก..

 

 

 

 

 

 

“เฮ้ย!!!บริการห่วยแตกแบบนี้ได้ไงว่ะ!!!” ขวดแก้วบรรจุเบียร์สดฟาดเข้ากับร่างของสตรีผมสีทองสว่างตัดสั้นในชุดบาร์เทนดี้  จนร่างบอบบางล้มลงไปนอนกับพื้นไม้แข็ง  ใบหน้าสวยค่อยๆเงยหน้ามองชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ใต้ผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มสามคนนั่งบนเก้าอี้โซฟาหนังสีแดงแสบตา   “ไอ้หมาจิ้งจอก แกมันเสียชาติเกิดจริงๆ ไอ้ชั้นต่ำ!!” หนุ่มอีกคนร้องสมทบ และถมน้ำลายรดหน้างามของอมมนุษย์สาวผู้มีหูสีน้ำตาลประดับบนหัว ตอนนี้ลู่ไปด้านหลัง แสดงความหวาดหวั่นออกมา  “ขะ..ขออภัยค่ะ..ฮึก..”  จิ้งจอกสาวปล่อยน้ำตาออกมา…น้ำตาแห่งความเจ็บแค้นสุมอกที่มิอาจต่อกรคนตรงหน้าได้  เพียงแค่ดวงตาของเธอเห็นวัตถุทำจากเครื่องกลขนาดใหญ่ใต้ผ้าคลุมบริเวณแขนซ้ายของคนทั้งสาม   เธอจึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาน้อมรับคำด่ากราดของลูกค้าสถุนตรงหน้า

 

 

 

 

 

อมมนุษย์คือ..ทาสรับใช้..สวะที่มิอาจมีสิทธิมีเสียง…

 

 

 

 

 

 

 

ร่างของบาร์เทนดี้สาวจิ้งจอกหายไปหลังร้าน ดูเหมือนว่าชายร่างยักษ์หัวโจกกลุ่มหาได้พึงพอใจ  ใบหน้ากร้านระดับรอยแผลบากกลางหน้าเป็นรูป x แยกคิ้วหงุดหงิดออกมา จนเหล่าลูกค้าในผับชื่อดังของเมืองเริ่มระแวงกับอันตรายจากกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสามคน  ผู้จัดการของร้านเห็นท่าไม่ดีจึงละงานตรงเคาท์เตอร์มาด้วยรอยยิ้มแห้งและสีหน้าสำนึกผิดที่หยิบมาใช้เป็นกระจำ  “ขออภัยแทนด้วยนะครับ ที่ลูกจ้างของกระผมเสียมารยาทกับคุณลูกค้า”   นัยน์ตาสีดำขุ่นดุดันตวัดมองชายลงพุงรูปร่างค่อนข้างท้วมในชุดเสื้อสูทสีดำสนิท ศีรษะเกือบล้านนั่นผุดเหงื่อออกมามากเสียจนเจ้าตัวต้องล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าหน้าสูทนอกมาซับหน้า

 

 

“เหอะ!!ตอนนี้ฉันอารมณ์เสียสุดๆกับอีทาสจิ้งจอกของแก มันทำเบียร์กระเด็นโดนเสื้อฉันจะชดใช้ยังไง!!”

หนุ่มร่างใหญ่เจ้าของแขนกลยักษ์พลังทำลายมหาศาลข้างซ้ายคำรามเสียงดังใส่เจ้าของร้าน  พร้อมใช้นิ้วมือชี้ไปยังผ้าคลุมที่ปรากฏเป็นดวงด่างเล็กน้อย   หาได้เป็นการหกราดอย่างที่เขาเข้าใจ

 

“อ่าครับ…ผมต้องขออภัยจริงๆ ยังไงก็ยกโทษด้วยเถอะขอรับ” ชายหัวเกือบล้านขยับยิ้มสู้ แม้ว่าใจจะต่อว่าความบ้าของบุรุษลูกค้าของเขา  ที่ดัยของขึ้นมาเพียงแค่น้ำเบียร์กระเซ็นออกมาเล็กน้อย ชนิดว่า ถ้าไม่เพ่งมองดีๆ ก็ไม่รู้

 

 

 

“ฉันไม่สน!!แกต้องชดใช้!!!” ร่างสูงใหญ่ตบมือหนาไร้การดัดแปลงลงกับโต๊ะเสียงดัง จนเครื่องดื่มและอาหารบนนั้นสะเทือนตามแรง   เจ้าของร้านเริ่มสังเกตเห็นลูกค้าคนอื่นๆเริ่มลุกจากโต๊ะทยอยเช็กบิล  จึงรีบแก้ไขสถานการณ์โดการยื่นข้อเสนอไม้เด็ดของร้านผับนี่…

 

ข้อเสนอที่ทำให้ร้านของตาลุงเห็นแก่เงิน มีชื่อเสียงเพียงชั่วข้ามคืน!!!

 

 

 

“เอางี้ละกันขอรับ…ผมจะให้คุณได้เชยชมกับนางบำเรอหมายเลขหนึ่งของร้านเราโดยไม่เสียข้าบริการซักแดงเดียว  แลกกับคุณไม่เอาเรื่องพวกผม”  ข้อเสนอนั่นทำเอาเพื่อนๆของชายหน้าบากเป็นรูปกากบาทตาลุกวาว  และรีบสะกิดร่างใหญ่หัวหน้ากลุ่มของพวกเขาให้เอนตัวเอาหูมาใกล้ๆ เพื่อกระซิบ  “ลูกพี่!!ยกโทษให้ไปเถอะ ผมมั่นใจว่ามันดีกว่าลูกพี่ออกอาละวาดพังร้านนี้แน่!!”

“อะไรที่ทำให้แกคิดอย่างงั้นว่ะ?” หัวโจกกลุ่มชักสีหน้างุนงง  ลูกน้องอีกคนจึงรีบเขยิบตัวเข้ามาใกล้และพูดเสริมต่อ  “ลูกพี่รู้ไหม ที่ผับนี้มีชื่อดังไม่ใช่เพราะรสชาติอาหารหรือเหล้าหรอก แต่เป็นนางบำเรอแวมไพร์ ที่โด่งดังสุดๆ ว่ากันว่าหน้าตางดงามเพียงแค่เห็นก็สะกดให้ต้องมนตราเชียวนะ  คนที่ได้ใช้บริการต้องเป็นคนกระเป๋าหนักๆทั้งนั้น”  สิ้นเสียงสนับสนุนของลูกน้องทั้งสอง  ชายหน้าบากแสยะยิ้มเย็นออกมาทันที  นี่ถ้าเขาได้นอนกับคนงดงามเจ้าของราคาสูงลิบแบบนั้นฟรีๆละก็…มันก็ถือเป็นลาภที่มิควรปล่อยไปมิใช่หรือ

 

“ฉันตกลงก็ได้  ถ้างั้นพาฉันไปหานางบำเรอของแกทีซิ”  เจ้าของร้านสดับฟังคำตอบก็รู้สึกโล่งใจ  ก่อนจะฉีกยิ้มสุภาพพาหนุ่มร่างใหญ่เดินขึ้นบันไดปูพรมสีแดงก่ำสถานที่กักเก็บโสเภณีและสาวดริงซ์ ให้เหล่าลูกค้าลุ่มหลงในราคะใช้บริการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“อา…ดีจริงๆ สมแล้วที่เป็นโจชัว เอนด์เลสนางบำเรออันดับหนึ่งจริงๆ” ชายร่างอ้วนเลียปากพลางแต่งตัวผูกเน็คไทให้เข้าที่ ดวงตาหยีเหลือบมองร่างบอบบางเฉกเช่นหญิงสาวบนเตียงสี่เสาขนาดใหญ่สีแดงเข้ม  เปรอะเปื้อนน้ำรักสีขาวน่าขยะแขยงของเขาและชายร่างอ้วน  ใบหน้าสวยงดงามนั่นฉายแววเหม่อลอยไร้สติ  อัญมณีสีเขียวมรกตคู่งามสั่นระริกทอประกายปวดร้าวออกมาจนน้ำตาคลอ    ผิวกายสีขาวนวลแต่งแต้มจุดดวงด่างเต็มตัวนั่นสภาพนอนคดคุดคู้รวมทั้งเรือนผมสีดำยาวสลวยกระจายทั่วผืนเตียง  กระตุ้นไฟราคะนักการเมืองชื่อดังให้ปะทุอีกครั้ง ทว่า…ด้วยเวลาที่จำกัดตามราคาจ่าย ทำให้เขาต้องปล่อยร่างงามนั่นไว้อย่างน่าเสียดายและเดินออกไปจากห้องนอน

 

 

 

 

ปัง!!!

 

 

ประตูห้องปิดตัวลงเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็มิอาจจำได้   โจชัวแวมไพร์หนุ่มผู้มีอายุยืนยาวมานับโข ปลดปล่อยน้ำตาเฉกเช่นทุกครั้ง “ฮึก..ฮือๆ”  มือบางเคลือบเล็บยาวแหลมยกขึ้นมาปิดหน้าสะกดเสียงสะอื้น

 

 

 

 

 

 

แคร้ง!!!

 

 

 

 

โซ่ตรวนทำจากเงินบริสุทธิ์ส่งเสียงกระทบยามแขนและขาทั้งสองขยับ…และร่างเพรียวบางสั่นสะท้านด้วยการร่ำไห้ในความเงียบแสนโดดเดี่ยว  เพียงลำพังในห้องวีไอพีรับแขกปูวอลเปเปอร์สีแดงตามด้วยม่านสีดำทึบ ทำให้ห้องนี้มืดสนิทจนน่ากลัว ทว่า..กลับมีแสงเทียนอโรม่าสำหรับปลุกอารมณ์วางตั้งสูงห้าชั้นบนโต๊ะไม้กลมเล็กสีน้ำตาลเข้มข้างหัวเตียง ให้แสงสลัวๆรวมถึงกลิ่นหอมดอกไม้อ่อนๆเย้ายวนใจ

 

 

 

 

 

 

แอ๊ด!!!

 

 

 

ประตูห้องที่พึ่งปิดไปเปิดขึ้นอีกครั้ง  พร้อมการก้าวเข้ามาของผู้จัดการร้านผับ ใบหน้าเข้าวัยกลางคนผมเริ่มใกล้ล้านทุกทีเหยียดยิ้มหวานใจดี แต่ปฏิกิริยาตอบกลับของโจชัวกลับเต็มไปด้วยสีหน้าหวาดหวั่นจนน้ำตานองหน้า

“ว่าไงโจชัว ดูท่าทางสบายดีนี่ ร่างกายไม่บอบช้ำเท่านายกเทศมนตรีคนที่แล้ว ดีจริงๆ”  เสียงทุ้มกล่าวราวกับว่าจะปลอบโยน  ทว่า…แวมไพร์หนุ่มผมสีดำยาวสลวยรู้ดี..การที่พูดเช่นนี้หมายความว่าอะไร!!

“จะ…เจ้า…ให้ข้ารับแขกเพียงวันต่อวันไม่ใช่เหรอ!!” โจชัวแย้งขึ้นอย่างรู้ทัน  หากเป็นสมัยก่อนๆที่เขาถูกจับมาช่วงแรกๆ  คงจะอ้อนวอนให้คนตรงหน้าปล่อยตัวเขาไป  แต่เขารู้ดีว่ามันไม่มีทางกับชายโลภมากผู้นี้

 

 

 

 

 

มีเพียงความตาย…จะพรากเขาจากพันธนาการแสนสกปรกนี่…

 

 

 

 

 

 

 

 

“หึหึหึ  โจชัวที่รัก เจ้าไม่เข้าใจ..สัญญานั่นเป็นแค่ลมปากนะ..และก็วันนี้เจ้าดูแข็งแรงกว่าทุกวันด้วย”  มือหนาอวบเชยคางร่างบนเตียงสีแดงเข้มให้มองหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยใกล้จนรู้ว่า แวมไพร์คนงามตรงหน้า…ตัวสั่น..ลมหายใจถี่แรงบ่งบอกว่า…กลัวสุดขีด..

 

 

 

 

“เฮ้ย!!นี่นะเหรอ…โสเภณีค่าตัวห้าสิบล้านน่ะ” บุรุษร่างยักษ์ในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มเดินเข้ามาในห้อง ดวงตาสีดำจับจ้องร่างเปลือยเปล่าของชายเรือนผมสีดำยาวสลวยคลอสะโพกลมกลึงช้ำและเปรอะเปื้อนน้ำรักจนไหลย้อยมาตามโคนขา    ทันใดนั้น ดวงตาแข็งกร้าวฉายแววไฟแห่งปรารถนาทันที…จนโจชัวขนลุกซู่และรีบดึงผ้าห่มลื่นสีแดงขึ้นมาปกปิดร่างกายทันที  “ขอให้สนุกนะขอรับ”  ชายหัวเกือบร้านโค้งตัวให้ร่างสูงหน้าบากที่ดวงตามองเพียงแวมไพร์หน้าสวย  ดูเหมือนว่าลูกค้าคนนี้จะตกหลุมเสน่ห์เย้ายวนที่แผ่ออกมาโดยมิได้ตั้งใจของ โจชัว เอนด์เลส     เจ้าของร้านผับจึงทำเพียงเหยียดยิ้มพึงพอใจเดินออกไปจากห้องนอน

 

 

 

 

“เอาล่ะเหลือกันสองคนแล้ว แกกับฉัน”  ชายหนุ่มถอดเสื้อออกเผยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆแผลเป็นฉกรรจ์ตามตัว และแขนกลข้างซ้ายได้รับการดัดแปลงอย่างดี  ทำให้โจชัวรู้ว่าคนๆนี้มีนิสัยดุร้าย ป่าเถื่อน  ไม่ธรรมดาเสียแล้ว

“ไม่นะ!!!ได้โปรด!!ปล่อยผมเถอะครับ!!!”  ร่างบางตัวสั่นระริกราวกับลูกนก พยายามเขยิบร่างถอยหนี ทว่าโซ่ตรวนกลับมีความยาวแค่ขอบเขตบนเตียงเท่านั้น ทำให้ชายผมสีดำยาวสลวยคลอสะโพกกลมกลึงได้แต่ดิ้นรนยืดเวลาเท่านั้น ไม่นานก็ถูกลูกค้าคนใหม่ขึ้นคร่อม  “หึหึ ปล่อยก็โง่แล้วแวมไพร์หน้าโง่ “  ปากหนาแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว…ยิ้มด้วยความหื่นกระหาย!!!

 

 

 

“อ๊า!!!!!” โจชัวกรีดร้อง ดวงตาสีเขียวคู่งามเบิกกว้างสุดขีดกับการแทรกกายเข้ามาทีเดียวสุดอัน เหมือนคนอื่นๆที่ผ่านมา   แรงกระแทกรุนแรงเสียจนเจ้าของเรือนผมดำจุกท้องน้อย  ได้แต้หลับตาแน่นยอมรับความเจ็บปวดจนน้ำตาไหลพราก  “ฮึก..ฮือๆ”

 

 

 

 

เสียงกรีดร้อง…ร่ำไห้…กับการถูกย่ำยี…

ขณะที่คนเบื้องบนกลับครางสุขสม…กับเรือนร่างแสนบอบช้ำ..จวนเจียนปริแตกได้ทุกเมื่อ…

 

 

 

 

 

 

 

ได้โปรด…

 

 

อัญมณีสีมรกตคู่งามฉายแววเลือนลอย ไร้สติ  เหม่อมองเพดานห้องสีทึบ ปล่อยให้ร่างกายไหวตามแรงกระแทกที่เขามิอาจหลบหนีได้….

 

 

หากเทวดามีจริง…

ได้โปรด…ช่วยข้าด้วย…

 

 

 

 

 

TBC

[Fic Harry][HP/DM] Confuse //Part5

[Fic Harry] Confuse

Paring : HP/DM (Harry x Draco)

Rate : PG-13 (คิดว่า…)

Story : blood_hana

 

พูดคุยกันซักนิด: เนื้อหาเกี่ยวกับแฮร์รี่เล่ม 7 ตามหลักถ้าเลียบเคียงกับหนังก็คือ ภาค 7.2 แต่เนื้อหาจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้าง(หรืออาจทั้งหมด!!) เอาเป็นว่า มันคือภาค 7.2 ในจินตนาการของบลัดฮานะแล้วกันค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Part 5

 

 

หนุ่มผมสีดำยุ่งเซอร์ย่องฝีเท้าอย่างเงียบเชียบ กลั้นหายใจผ่านห้องรับแขกเล็กของบ้านเปลือกหอย หนุ่มแว่นชะเง้อมองกรอบไร้บานประตู แต่ประดับคั้นห้องด้านในด้วยม่านมูลี่ร้อยเรียงเปลือกหอยต่างสีสันเป็นเส้นสลับกับไข่มุกสีขาวนวล พบว่าทุกคนในห้องกำลังสนใจอยู่กับมุกตลกของเฟร็จและจอร์จที่ระดมปล่อยไม่มีหยุดยั้ง เสียงหัวเราะเฮฮา สนุกสนาน เสียจนแฮร์รี่อยากเข้าไปร่วมวงด้วย

 

ทางสะดวก..เด็กชายผู้รอดชีวิต ฉายาแห่งตำนานที่ทำให้เขาเป็นพ่อมดผู้โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ก้าวขายาวเร็วๆผ่านประตูห้องรับแขกไปได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น แฮร์รี่ พอตเตอร์โล่งอกที่ไม่มีใครจับเขาได้ ไม่งั้นคงโดนคำถามยิงระดมมาเป็นชุดแน่ๆ ซึ่งเวลานี้เขาเบื่อที่สุดกับการตอบคำถามเรื่องมัลฟอย

 

“แฮร์รี่” จังหวะที่ร่างสูงกำลังจะก้าวขาขึ้นเหยียบขั้นบันไดแรก เสียงหวานใสกังวานเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง หนุ่มเจ้าของรอยแผลเป็นสายฟ้าแห่งตำนานสะดุ้งโหยง และค่อยๆหันมามอง

“ไง..จินนี่เธอ..ไม่ได้ไปร่วมวงกับเฟร็ดจอร์จหรอกเหรอ” แฮร์รี่มั่นใจว่าเขาเห็นสาวผมแดงยาวสลวยอยู่ในวงห้องรับแขกจริงๆ ท่าทางเขาคงหนีไม่พ้นสายตาช่างสังเกตของจินนี่เสียกระมั้ง หรือจะเป็นสัญชาติญาณของผู้หญิงอย่างที่เฮอร์ไมโอนี่เคยพูดกันแน่ ว่าเรื่องบางเรื่องผู้หญิงก็มักจะรับรู้ได้รวดเร็วกว่าผู้ชาย

 

“พอดีรู้สึกหิวน้ำก็เลยว่าเข้าไปหยิบน้ำดื่มในห้องครัวน่ะ” จินนี่โกหกหน้านิ่ง ทั้งที่ความจริงหางตาของเธอเหลือบไปเห็นหลังไวๆของแฟนหนุ่มพอดิบพอดี ด้วยความสงสัยเลยอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอค่อยๆเดินออกมาจากห้องรับแขก   นัยน์ตากลมโตสวยฟ้าจ้องมองหน้าหล่อเหลา ก่อนจะมองต่ำลงมายังถาดอาหารมืออีกฝ่าย คิ้วเรียวมุ่นลงทันที  “อาหารของมัลฟอยงั้นเหรอ?”

“เอ่อ…” แฮร์รี่อ้ำอึ้งอึกอัก เขาเฉตาหลบสายตาจ้องเขม็งเขียวปั๊ดของแฟนสาวไปมองรูปภาพวาดติดผนังข้างทางเดินบันได เป็นรูปของชายหนุ่มขุนนางนั่งบนเก้าอี้นวมสีม่วงเข้ม พูดคุยกับภรรยาคนสวย แต่หลังเก้าอี้มีสาวใช้นั่งคุดคู้แอบซ่อนตัวอยู่

 

“หมอนั่นมันแค่เชลยน่ะ เธอไม่จำเป็นต้องสนใจเลยนี่” จินนี่บอก

“ไม่ได้หรอกจินนี่ ฉันเป็นคนพาเขามา ก็ต้องรับผิดชอบ” แฮร์รี่ตอบกลับ  สิ้นเสียงทุ้มแหบห้าวจินนี่หน้าหงิกงอออกมาชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเธอไม่พอใจ..อย่างมากที่หนุ่มผมดำยุ่งไม่เป็นทรงกำลังให้ความสนใจผู้ชายในร่างสาวน้อยเกินความจำเป็น

 

“ไม่ใช่เรื่องของเธอเลยนะแฮร์รี่!!เจ้านั่นเป็นผู้เสพความตายนะ!!คนเลวๆอย่างมันไม่เคยสำนึกบุญคุณใครทำดีไปก็ไม่เห็นคุณค่าในตัวเธอหรอก!!”

“จินนี่!!ฉันขอร้อง!!ถึงเธอจะห้ามยังไงฉันก็ทิ้งหมอนั่นไม่ได้!!”

สาวผมสีเพลิงปิดปากเงียบทันทีที่น้ำเสียงของแฮร์รี่ขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด คิ้วเรียวสีดำขลับขมวดเป็นปมหนาบ่งบอกถึงความโกรธแต่เขาพยายามข่มมันไว้ในใจ  เธอจึงเลือกที่จะก้มหน้าลงหลบสายตารำคาญของอีกฝ่าย  แฮร์รี่รู้สึกตัวว่าเขาเผลอใช้วาจาไม่ดีกับคนรักเสียแล้ว ร่างสูงกำลังจะเดินเข้าไปปลอบโยน หากแต่เสียงฝีเท้าของคนในห้องรับแขกเริ่มขยับ นั่นหมายความว่าอีกไม่นานพวกวีสลีย์จะเดินออกมาจากห้อง และถ้าเป็นเช่นนั่นไอ้ที่พยายามเดินหลบมาทั้งหมดก็สูญเปล่า เขาจะเบื่อหน่ายกับคำถามร้อยแปดที่ระดมยิงใส่แน่ๆ จึงตัดสินใจทิ้งจินนี่ไว้แล้วเดินขึ้นชั้นสองไป

 

.

.

 

ในที่สุดเขาก็มาถึงห้องนอนของเดรโก มัลฟอย แฮร์รี่สูดลมหายใจลึกเข้าทั่วปอดคิดสารพัดคำพูดรวมถึงบทสนทนาดีๆไม่ให้คนสวยผมบลอนด์ต้องโมโหเขาเป็นรอบที่สอง

 

เอาล่ะ!!

 

 

ก๊อกๆ

“มัลฟอย..ฉันแฮร์รี่ เข้าไปล่ะนะ” หนุ่มแว่นไม่รอให้อีกฝ่ายขานตอบ เขารู้ดีว่าถึงขอคำอนุญาติจากคนด้านในคำตอบตอนนี้ไม่เงียบเป็นเป่าสาก ก็คำด่าเหยียดชนชั้นตามด้วยฉายาพิลึกที่คุณชายสรรสร้างมามอบให้เขาตั้งแต่ร่ำเรียนฮอกวอกต์แทน

 

ประตูเปิดออกแสงไฟจากตะเกียงบนฝาผนังของเชิงพักบันได ทำให้ตาสีเขียวหลังแว่นทรงกลมเห็นห้องนอนชัดเจนมากขึ้น ห้องนอนเล็กๆแต่ไม่เท่าห้องใต้บันไดที่ครอบครัวเดอร์สลีย์จับเขายัดเข้าไปตั้งแต่จำความได้ มีเพียงเตียงนอนสองชั้นกับโต๊ะไม้หัวเตียงเท่านั่น แฮร์รี่เงยหน้ามองที่นอนด้านบนมีร่างเล็กนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มสีขาวตะแคงหันหลังให้เขา เรือนผมสีทองสว่างสะท้อนแสงจันทร์สนวลเล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆแลดูราวกับนางฟ้าตัวน้อยลงมาหลับผิดที่ผิดทางเสียจริง  มือหนาจับลูกบิดดึงประตูปิดสนิท ทันทีที่เสียงกลอนลงเสียงหวานห้วนดังขึ้นในทันที “มาทำไม?”

ไอ้น้ำเสียงแบบนี้เนี่ยแหละ ทำลายความรู้สึกดีๆของหนุ่มร่างสูงที่มีต่อชายหนุ่มในร่างสาวทุกทีสิน่า

“ฉันเองก็นอนห้องเดียวกับนายอย่าลืมสิ” แฮร์รี่ทวนความจำให้มัลฟอย ถ้าหูเขาไม่ฟาดไปจริงๆ เขาได้ยินเสียงด่าเบาๆ ว่า ‘ไอ้บากเฮงซวย’ ใจอยากจะปีนขึ้นบันไดไปปิดปากดีๆด้วยปากของเขาให้เข็ดหลาบ แต่ช่างมันเถอะ…เพราะอารมณ์ชั่ววูบจึงเผลอทำร้ายร่างบางลงไปแบบนั้น

 

วันนี้ยกให้วันนึงก็แล้วกัน..

 

“ฉันเอาอาหารมาให้ แม่ของรอนเธอเก็บไว้ให้นาย ถ้าจะกินก็มาเอาตรงบนโต๊ะนี่แล้วกัน”

ถาดเหล็กคลุมด้วยผ้าขาวดิบวางลงบนโต๊ะหัวเตียง  ชายหนุ่มสวมแว่นตาเดินตรงมาทรุดนั่งบนเตียงเดี่ยวชั้นล่างซึ่งเป็นที่นอนส่วนของเขา  เขาถอดแว่นตาทรงกลมออกเก็บขาวางไว้ข้างหมอนแล้วจึงล้มนอนไปด้วยความเหนื่อยล้า…

 

.

.

.

 

ซะที่ไหน???

 

 

เข็มนาฬิกาข้อมือดังติ๊กต๊อกๆ นัยน์เนตรคู่คมสีมรกตเหลือบมองมันเป็นระยะๆ นี่ก็ตีสองกว่าๆแล้วแต่คนสวยก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะลงมาจัดการอาหารเสียที…

 

โกรธขนาดนี้เลยเหรอ?

 

 

แฮร์รี่เริ่มรู้สึกแย่..แย่ยิ่งกว่าตอนถูกโชแชงบอกเลิกหรือตอนถูกจินนี่พยายามจับผิดเขาเสียอีก..นี่มันแย่ยิ่งกว่าอะไรๆที่เขาเคยพบเจอ ถ้าถามว่าระหว่างเขาถูกโวลเดอมอร์จับย่างสดกับถูกมัลฟอยโกรธไม่ยอมพูดด้วยไม่มีแม้แต่เสียงคางยานน่ากระทืบเข้ารูหู อะไรเจ็บกว่า?

 

ทุกคนต้องไม่เชื่อแน่ถ้าคำตอบเป็นอย่างหลัง!!

 

กึก!!

 

บันไดลิงพาดขึ้นเตียงชั้นสองกระทบด้วยเสียงฝีเท้าย่ำเบาๆ แฮร์รี่สะดุ้งรีบหลับตาปี๋แสร้งทำเป็นหลับทันที ดูเหมือนว่าคนด้านบนจะชะงักเท้าเพื่อความแน่ใจอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆย่ำลงบันไดมาอย่างช้าๆจนถึงพื้นไม้ด้านล่าง  คนหนุ่มผมยุ่งพยายามคุมสติไว้ให้นิ่ง ไม่วอกแวกหรือเผลอตัวแสดงตนให้คนผมทองรับรู้ว่าเขายังไม่ได้หลับเป็นตาย

 

แต่แล้ว…กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆกับแชมพูเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขา นั่นยิ่งทำให้แฮร์รี่ใจเต้นโครมคราม เกือบปิดความประหม่าไว้แทบไม่อยู่ เขารู้สึกว่ากลิ่นหอมนั่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เรื่อยๆ

จน…รู้สึกได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายรดใบหน้า…

 

 

อย่าบอกนะว่า…มัลฟอยจะ…

คิดลักขโมยจูบเขา!!!!!

 

 

“หลับแล้วสินะ..เวลาหลับหน้าตาซื่อบื้อชิบหาย” ความคิดของแฮร์รี่ที่เผลอจินตนาการกว้างไกลแตกสลายโดยพลันด้วยประโยคจิกกัดไม่กี่ประโยคจากปากสวยอิ่ม สาบานกับเมอร์ลินได้เลยว่าต่อจากนี้แฮร์รี่จะไม่มีการละเว้นโทษใดๆทั้งสิ้น พ่อจะลงโทษคนปากดีโดยการ จูบๆๆๆๆ ให้หนำใจจนปากเล็กๆบวมเป่งไปเลยคอยดูสิ!!!

 

จังหวะที่แฮร์รี่กำลังคิดเจ้าเล่ห์ วางแผนทำเนียนเป็นละเมอดึงคนผอมบางเข้ามากอดแน่นและลวนลามจนต้องร้องแหกปากให้รู้แล้วรู้รอด มัลฟอยกลับลุกออกไปก่อนทำให้แฮร์รี่ที่ทำท่าขยับตัววาดแขนเข้ามา แป้ก!!จับได้แต่ธาตุอากาศเปล่าๆ

เปลือกตาบางขยับปริบๆก่อนจะค่อยๆหรี่ตาขึ้นมามอง พบว่าร่างระหงเดินไปหยุดอยู่หน้าถาดอาหารบนโต๊ะหัวเตียง  ร่างบางยามสะท้อนแสงจันทร์ช่างดูขาวนวลผุดผ่องยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะดวงหน้างดงาม ริมฝีปากเล็กอิ่มสีชมพูธรรมชาติ พวงแก้มใสนุ่มนิ่มและเรือนผมสีทองขาว…

 

สวย…

 

นี่คงเป็นนิยามที่เข้ากับคู่อริของเขาที่สุด

 

เดรโก มัลฟอยหันมามองแฮร์รี่อีกครั้งด้วยสีหน้าระแวดระวัง คนหนุ่มรีบผิดตาสนิทแสร้งเนียนเป็นหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว มัลฟอยจ้องคนแว่นนานเสียจนแฮร์รี่รู้สึกกดดัน หวั่นวิตก น้ำลายในลำคอเริ่มเหนียวเหนอะยากจนเจ็บคอ..พอๆกับเหงื่อกาฬไหลย้อยชุ่มหน้าคมคาย ดีที่เขานอนเตียงชั้นล่างเงาเตียงชั้นบนบังหน้าเขาไว้ เลยทำให้มัลฟอยไม่เห็นว่าแฮร์รี่หน้าซีดเผือดขนาดไหน

 

หน้าสวยโฉบหันกลับมาจับจ้องอาหารบนถาดเหล็ก มือเรียวสวยดึงผ้าขาวบางออก เนตรสีเทาใต้ขนตาแพยาวหรี่มองอาหารเรียบง่ายมีเพียงแค่ซุปข้าวโพด ขนมปังแท่งตัดเป็นสามเหลี่ยมสองแผ่นทาเนยไว้

 

ก็คิดไว้แล้วล่ะ..ว่าพวกวีสลีย์คงมีดีได้แค่นี้…

 

 

กระนั้นแล้ว เดรโกก็ยังจับช้อนตักซุปอุ่นๆเข้าปาก อย่างทารยาทงามสมเป็นคุณชายลูกผู้ดี ดวงเนตรคู่งามเบิกกว้าง เขาชะงักช้อนไว้ก่อนจะพึมพำเสียงแผ่วเบา “อร่อย..”

แฮร์รี่ค่อยๆลืมตาขึ้นประหลาดใจกับเสียงกระซิบหวานเมื่อครู่ เขาหันหน้ามามองคนงามที่กินอาหารเย็นของวันด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมสมเป็นลูกผู้ดีจากตระกูลมัลฟอย แม้เจ้าตัวจะครางเจ็บเป็นระยะเมื่ออาหารกระทบมุมปากข้างที่ม่วงช้ำจากแรงต่อยตามด้วยตบซ้ำ แต่ก็ยังฝืนกินอาหารในจานจนหมด…

 

 

แคร้ง!!

 

ช้อนเหล็กวางบนชามซุปเบาๆ เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ขาวยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ไปไหน ทำให้ความสงสัยในตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“ขอโทษ…” ปากอิ่มกระซิบแผ่วเบา แต่ชัดเจนในห้องนอนเงียบสงัด แม้แต่แฮร์รี่ก็ได้ยิน เสียงนั่นสั่นเครือ..หมายความว่ามัลฟอยกำลังร้องไห้?

 

ขอโทษ..ขอโทษใคร?

ทำไมถึงต้องขอโทษ?

 

ข้อสงสัยนั่นถูกทำลายลงหลังจากที่เด็กชายผู้รอดชีวิต พิจารณามัลฟอยอยู่นาน เขาเข้าใจแล้วว่าคุณชายแห่งสลิธิรีนกำลังเอ่ยขอโทษกับจานอาหาร..นั่นหมายถึงคนในตระกูลวิสลีย์…

 

 

เจ้านี่…ถึงจะปากเสียแต่ลึกๆก็รู้สึกผิดสินะ?

 

จู่ๆ แฮร์รี่ก็นึกถึงคำพูดของซิเรียส แบล็ค เพื่อนสนิทคู่ซี้ปึกของพ่อเขาที่เคยคุยกันไว้ทางผงฟลูสมัยอยู่ปีสี่ขึ้นมา…

 

 

“ผมไม่ชอบเลย..พวกสลิธิรีนพวกนี้ไม่คิดจะอยู่ดีๆในสังคมเหมือนพวกอื่นๆบ้างหรือไงนะ” แฮร์รี่บ่นให้พ่อทูนหัวของเขา หลังจากที่ปะทะริมฝีปากอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์กับเดรโก มัลฟอย เจ้าชายแห่งสลิธิรีนคนงามกับบอดี้การ์ด อันที่จริงขี้ข้าน่าจะเหมาะมากกว่าสำหรับแครบและกอยย์

ตรงหน้าห้องโถง ดีที่ศาสตราจารย์มักกอลนากัลป์เดินผ่านมา อาการปากยื่นปากยาวของมัลฟอยจังจบลง โดยที่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปเรียนตามตารางของแต่ละบ้าน

 

“พวกสลิธิรีนก็แบบนี้แหละแฮร์รี่ โดนซักหมัดสองหมัดก็เงียบจอดแล้วล่ะ”  ชายร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาแต่ไว้ผมยาวยุ่งเซอร์เช่นเดียวหนวด แม้ว่าจะตัดและโกนไปครั้งหนึ่งแต่งานของภาคีทำให้เขาไม่มีเวลาเจียดมาแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีเหมือนสมัยหนุ่มๆเสียที กล่าวติดตลก เรียกรอยยิ้มขำขันบนหน้าคนสวมแว่นตา

“นั่นสิครับ..แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมแทบไม่ไปยุ่งกับมัลฟอยเลยแต่ไอ้นั่นก็กัดผมแจไม่ยอมปล่อยซักที” แฮร์รี่บ่นอีกระลอก  ซีเรียสขยับยิ้มหัวเราะเบาๆ สร้างความฉงนให้แก่ลูกของเพื่อนสนิท

 

“เอิ่ม..จะพูดยังไงดีล่ะ..เอาเป็นว่าพวกสลิธิรีนเป็นพวกปากไม่ตรงกับใจ บางทีพวกนั้นก็ไม่ค่อยรู้ตัวเองเหมือนกัน เธอก็พยายามเข้าใจเขาหน่อยละกัน” สิ้นคำแนะนำของซีเรียส แฮร์รี่หยีหน้าทันที ให้เขาทำใจ และทำความเข้าใจมัลฟอยงั้นเหรอ โอ้!!ยากซะยิ่งกว่าคุยกับโทรล์อีก!!

“ไม่มีทางครับซีเรียส คนอย่างมัลฟอยต้องตายกันไปข้าง” แฮร์รี่ตอบ

“ฮ่าๆเธอเนี่ยเหมือนพ่อของเธอจริงๆเลยนะ แต่อย่าจบเรื่องเหมือนพ่อเธอก็แล้วกัน” คำพูดเป็นนัยยะของพ่อทูนหัว สร้างความงุนงงให้กับแฮร์รี่อีกครั้ง เขากำลังจะอ้าปากถามแต่มีเด็กเข้ามาในห้องโถงกลางของหอพักกริฟฟินดอร์ การสนทนาของเขากับซีเรียสจึงจบลงแค่นั้น…

 

 

ใช่แล้ว…ทั้งซีเรียสทั้งลูปิน

บอกว่าเขาเหมือนพ่อ…จะเป็นด้วยหน้าตาก็ไม่แปลกแต่สิ่งที่สองคนนี้พูดถึง

 

เหมือนจะเกี่ยวข้องกับสลิธิรีน?

 

พ่อเขาคงไม่ไปทำอะไรใครในสลิธิรีนหรอกนะ เหอๆๆ

 

 

.

.

.

 

ตีสามกว่าแล้วดวงจันทราตระหง่าบนท้องฟ้าเพียงแค่เศษเสี้ยว นัยน์ตาสีน้ำผึ้งเช่นเดียวกับสีผมจ้องมองดวงจันทร์ที่เขาหวาดหวั่นที่สุด…แม้ว่าจะเป็นเพียวแค่เสี้ยวเล็กๆเขาก็อดนึกถึงยามเต็มดวงเสียไม่ได้

 

 

คืนวันเพ็ญ..เขาจะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าขาดสติ!!

 

“เพราะเรา…ถึงได้เกิด จันทร์เจ้า เขาแหลม เท้าปุย หางหนอนสินะ” ลูปินกระซิบแผ่วเบา ปากเรียวเหยียดยิ้มขำขันนึกถึงเรื่องราวในอดีตอันแสนสดใสในโรงเรียนฮอกวอตส์ กลุ่มเพื่อนสนิททั้งสี่กับชื่อเสียมากกว่าจะเป็นชื่อเสียงโจษจันในหมู่นักเรียนและคณาอาจารย์ทั้งหลาย

สิ่งที่ชายร่างสูงโปร่งบางจะไม่มีวันลืมเพื่อนๆของเขา ก็คือการแอบฝึกแปลงเป็นแอนนิเมจัสเพื่อท่องราตรีไปกับเขาที่กลายเป็นหมาป่าดุร้าย

 

 

จากวันนั้นถึงวันนี้สิบกว่าปี…เวลาช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน…

 

“ซิเรียส..” เสียงทุ้มโทนหวานสั่นเครือ  มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาที่รือชื้น..นัยน์เนตรอิดโรยตลอดเวลาแต่ก็งดงามเหลือบไปหมู่ดาวที่ไม่ไกลจากดวงจันทร์นัก..หมู่ดาวหมาใหญ่ซิริอุส

“ทั้งๆที่ฉันควรจะลืมนาย…และควรจะ..เริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่รักฉัน…”

“แต่สุดท้าย..เธอคนนั้นก็ต้องจากไปเหมือนกับนาย…” เขาเป็นถึงมือปราบมารคนสำคัญในภาคี บัดนี้ร่างทั้งร่างกำลังสั่นไหว..เพลานี้..ยามค่ำคืนที่ผู้คนต่างพากันหลับใหลเป็นเวลาเดียวเท่านั้นที่เขาจะสามารถแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมา

 

เขามันตัวอันตราย..ต้องมีอันสูญเสียคนสำคัญไปเสียทุกครั้ง

 

 

“!!!!” รีมัส ลูปิน สะดุ้งสัญชาตญาณแห่งมือปราบมารของภาคีทำงาน  ท่าทางอ่อนแอหายไปพริบตา เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่าง..บางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวไม่ไกลจากบ้านเปลือกหอย  คนหนุ่มผมสีน้ำผึ้งล้วงหยิบไม้กายสิทธิ์กำไว้แน่นจนเหงื่อชุ่มมือ หากเป็นเหล่าผู้เสพความตายล่ะก็..งานนี้คงตึงมือกันไปข้างแน่…

 

 

ใกล้แล้ว…

 

3

2

1

 

 

พรึ่บ!!!!

 

 

ร่างปริศนาพุ่งตัวออกมาจากท้องทะเลพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะชะงักยืนอยู่เบื้องหน้าผู้ออกเวรตรวจตราเฝ้ายาม ไม้กายสิทธิ์ของคนทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างชี้เขม็งยังหน้าคนตรงข้าม

“เป็นแกงั้นรึ รีมัส”

“ฉันควรจะถามนายมากกว่า เซเวอรัส”

 

ชายร่างสูงโปร่งบางจ้องเขม็งไม่มีใครยอมใคร สายลับสองหน้าของโวลเดอมอร์และเป็นคนสังหารอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์ พ่อมดผู้มีอำนาจที่สุดในโลกเวทย์มนตร์  คนหน้าไหว้หลังหลอก..คนทรยศหรี่ตาสีดำสนิทของเขาลงด้วยแววตายากแก่การคาดเดา จนลูปินเหงื่อกาฬผุดพรายทั่วไปหน้า อกซ้ายเต้นส่ำหวาดกลัว..ไม่รู้ว่าคนๆนี้คิดหรือวางแผนอะไร รวมถึงการปรากฏตัวของบุรุษผมสีดำมันเยิ้ม ณ ที่นี่..ที่ๆแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป้าหมายสังหารของโวลเดอมอร์

 

หมายความว่า..สเนปรู้ที่ซ่อนตัวของแฮร์รี่

ถ้างั้น..โวลเดอมอร์ก็คง!!!!

 

 

สเนปเป็นฝ่ายลดไม้กายสิทธิ์ลง เขายืนตัวตรงสงบเยือกเย็นปล่อยให้เรือนผมสีดำยาวระต้นคอพริ้วไหวตามคลื่นลมเบาๆของค่ำคืน  “ไม่ต้องห่วง..จอมมารไม่รู้หรอว่าฉันมาที่นี่”

ลูปินแสร้งทำหน้าดุขึงขังเหมือนเดิม ทั้งที่ความจริงใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่นึกเลยว่าคนๆนี้อ่านใจเขาออก รวมถึงซ่อนความสงสัยการมาเยือนของ เซเวอรัส สเนป คู่อริของกลุ่มเพื่อนเขาสมัยวัยเรียน

“ถ้าอย่างงั้น..นายมาที่นี่เพื่อตาม เดรโก มัลฟอย กลับไปอย่างงั้นสินะ” ลูปินถามเดาทาง

นัยน์ตาสีดำคมกริบตวัดมองบ้านเปลือกหอยริมชายหาดไม่ไกลจากจุดที่เขายืนนักด้วยหางตาครู่หนึ่ง  แล้วกลับมายังดวงหน้าหวานอิดโรยที่มิอาจซ่อนสีหน้าตื่นตระหนกไว้ได้อีก…

 

ท่าทางการที่เขาทำเพียงปรายตามองที่ซ่อนตัวของเด็กชายผู้รอดชีวิต จะสร้างความหวาดหวั่นให้แก่ รีมัส ลูปิน มิใช่น้อย

 

ไม่มีเสียงตอบใดๆจากสเนป เขายืนนิ่งใช้ความเงียบกดดันเจ้าของเรือนผมสีน้ำผึ้งหวาน และมันก็ได้ผลลูปินแพ้ทางอีกฝ่าย เขาจึงเผลอปล่อยข้อมูลบางอย่างที่สเนปอยากรู้ออกมาในที่สุด

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายเล่นตุกติกอะไร..ถึงทำให้ เดรโก มัลฟอย กลายเป็นผู้หญิง แต่บอกไว้ก่อนว่า..ฉันพร้อมจะฆ่าศิษย์รักของนายทุกเมื่อถ้าเขาคิดจัดการกับแฮร์รี่”

 

ลูปินสังเกตเห็นว่าสีหน้านิ่งเรียบของสเนปแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะ..ดวงตาสีดำสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ยากจะจับทิศทางได้ว่าคนๆนี้คิดอะไร แต่ที่แน่ๆก็คือ..เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับเดรโก มัลฟอย แน่นอน

“ตอนนี้ เดรโก อยู่กับพอตเตอร์สินะ” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยถาม

ลูปินไม่ตอบ เขารู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดหรือไม่พูด คนๆนี้ก็ฉลาดพอที่จะเดาอะไรเป็นอะไรได้อยู่แล้ว มีเพียงฝ่ายเขาเท่านั้นที่ไม่เคยเดาทางได้เสียทีว่า เซเวอรัส สเนปคิดอะไรกันแน่?

 

บางที…คนที่รู้ใจสเนปดีที่สุดในโลก คงมีเพียงหมอนั่นคนเดียว..

เจมส์  พอตเตอร์

 

“งั้นเหรอ…ก็ดีแล้วฉันหวังว่าพอตเตอร์จะปฏิบัติต่อเดรโกดีพอๆกับที่เขาดีกับเพื่อนพ้อง”

สเนปพูดหน้านิ่ง แต่ความหมายในประโยคกลับ ให้ความรู้สึกต่างจากน้ำเสียงเฉยชา

“หมายความว่าไง? เกิดอะไรขึ้นกับลูกของลูเซียสกันแน่?” ลูปินถาม

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจอมมาร แต่เป็นเรื่องของครอบครัวมัลฟอย ฉันไม่อยากเอาเรื่องของครอบครัวคนอื่นมาแฉ มันดูไร้มารยาท ชั้นต่ำ”  ร่างสูงผมสีดำยาวประบ่ากระแทกเสียงเหยียดหยามเต็มรูปแบบสลิธิรีนตอบกลับ

 

“เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนฉันจะบอกที่ซ่อนฮอกครักซ์ที่เหลืออีกสองชิ้นให้”

รีมัส ลูปินตาโตแทบหลุดออกมาจากเบ้า เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าร่างสูงผอมบางในชุดคลุมสีดำกำลังเอาสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตของโวลเดอมอร์ มาขายเพื่อแลกกับความปลอดภัยของศิษย์คนโปรด…

 

 

ไม่ใช่แค่นั้นแน่!!ไม่มีทางเป็นเหตุผลงี่เง่าแบบนั้นแน่!!

คำถามคือ…อะไรที่ทำให้สเนปยอมขายโวลเดอมอร์

และกุญแจ..ก็คงอยู่ที่ เดรโก มัลฟอย

 

 

 

.

.

 

หลังจากทราบข้อมูลของฮอกครักซ์หมดแล้ว ลูปินเริ่มลดหย่อนไม้กายสิทธิ์ของตัวเองลง เนื่องจากมั่นใจแล้วว่าคนๆนี้ไม่ได้มีประสงค์เข้ามาต่อสู้ แต่มาเพื่อเช็คความเป็นไปของลูกศิษย์คนโปรดเท่านั้น   ขณะที่สเนปกำลังจะเดินกลับ มือเรียวหยิบเอาหน้ากากหัวกะโหลกสีทองสัญลักษณ์ผู้เสพความตายมาสวม เสียงทุ้มโทนหวานเรียกชื่ออีกฝ่าย ทำให้เขาต้องชะงักมือ

 

“เซเวอรัส”

“อะไร?”  เจ้าของเรือนผมสีดำมันเยิ้มกระชากเสียหงุดหงิดใส่

“โชคดี” ไม่รู้อะไรเป็นใจให้เขาเอ่ยพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดกับศัตรู หรือว่าผีเจมส์จะเข้าสิง ก็คงเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นความรู้สึกจากใจ ไม่ใช่ๆ!!เขาไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นกับคนผอมบางผมมันเยิ้มแน่นอน…

 

หน้านิ่งตายไร้อารมณ์เลิกคิ้วสูง สีหน้านั่นบอกชัดเจนว่า งง ไม่แพ้ลูปิน สเนปไม่พูดต่อเขากลับมาสวมหน้ากากผู้เสพความตายพริบตาเห็นผ้าคลุมสีดำถูกแทนด้วยผ้าคลุมสีดำชายเสื้อขาดหวิ่นๆ ก่อนจะสลายตัวเป็นควันเทาสีดำเข้ม พุ่งทะยานบินออกไปสู่ท้องฟ้ายามราตรี

 

ลูปินมองคนที่หายไปจนลับสายตา แสงอาทิตย์สีส้มทองเริ่มสาดส่องจนเขาต้องยกมือมาป้องดวงเนตรกลมโต…พระอาทิตย์เริ่มแรกยามเช้าของวันใหม่มาถึงแล้ว…

 

 

ตะวันสีทองบนขอบฟ้า เริ่มฉายฉาบทุกสิ่งบนโลก..ลูปินขยับยิ้มบางๆ กับผืนทะเลกว้างใหญ่สุดลุกหูลูกตาส่องประกายระยิบระยับเบื้องหน้า

 

หรือบางที…คำเตือนนั่น..คงเพราะ..สเนปอาจไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่คิดก็เป็นได้

 

“หรือว่านายจะคิดถูกมาตลอดนะ..เจมส์”

 

 

 

.

.

 

 

เจ็ดนาฬิกาพอดิบพอดี มื้อเช้าของวันนี้ทำเอาทุกคนตะลึง เมื่อมัลฟอยจะลงมาร่วมโต๊ะด้วย  ความนิ่งเงียบพริบตาเห็นเกือบทำให้หนุ่มร่างสาวสาวเท้าโกยหนีขึ้นชั้นสอง ดีที่แฮร์รี่วิ่งไปรั้งข้อมือเล็กบาง แล้วออกแรงดึงให้มาที่โต๊ะได้ทัน  สมาชิกผมแดงมองตาปริบๆครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มยิ้มสนุกสนานพูดคุยเหมือนเป็นเรื่องปกติ เพื่อลดความประหม่าของหนุ่มสลิธิรีนในร่างสาวน้อยไม่ให้แอคติ้งวีนแตกกลบอาการเขินอาย

 

เดรโก มัลฟอย เริ่มที่จะคุ้นเคยกับคนในบ้านวิสลีย์ โดยเฉพาะเฟร็ดกับจอร์จที่ออกปากพูดคุยอย่างถึงรสถึงชาติ ยิ่งสองแฝดจอมแสบนำเสนอของวิเศษสารพัดใช้แกล้งคนให้สาวผมบลอนด์ดู ใบหน้าขาวซีดประดับรอยยิ้มสนุกสนานขึ้น..ถึงแม้..จะเป็นเพียงแค่แว้บหนึ่งก่อนจะรีบแสร้งทำเชิดหน้าทำหยิ่งตามแบบฉบับของเขา แต่ก็มิอาจกลบแววตาสนอกสนใจของเล่นวิเศษนั่นได้

 

หากแต่ภารกิจกำจัดฮอกครักซ์ต้องดำเนินต่อไป สามเกลอกริฟฟินดอร์พ่วงหนึ่งเชลยผู้เสพความตาย มีอันต้องจากบ้านเปลือกหอยแสนสงบสุข

“แฮร์รี่ให้ฉันไปด้วยนะ” จินนี่เขย่าแขนแกร่ง ดวงตากลมโตส่งสายตาออดอ้อนแฟนหนุ่มหน้าประตูบ้าน

“ไม่ได้หรอกจินนี่..เธอต้องเข้าใจมันเสี่ยงอันตรายเกินไป” แฮร์รี่บอกหญิงสาว นัยน์ตาคู่คมหลังแว่นตาทรงกลมสบตาสีฟ้าเปล่งประกายของคนรัก

“ฉันไม่กลัว!!ฉันอยากอยู่เคียงข้างเธอ” จินนี่ตอบอย่างหนักแน่น แฮร์รี่ยิ้มประทับใจในความกล้าหาญของเธอ..ความกล้าหาญเหมาะสมกับบ้านกริฟฟินดอร์ กระนั้นแล้ว..คนหนุ่มผมดำยุ่งยังคงยืนยังที่จะปฏิเสธสาวผมแดง เขาประคองดวงหน้าสวยขึ้นมาแล้วมอบจุมพิตบนหน้าผากลาดมน ไม่แคร์สายตาร้อนผ่าวของพี่ชายทั้งหลายในตระกูลวิสลีย์โดยเฉพาะรอน

 

“ฉันเองก็อยากจะอยู่ข้างๆเธอจินนี่..แต่ฉันคงทนไม่ได้แน่ถ้าหากคนที่ฉันรักต้องบาดเจ็บ”คำหวานปลอบโยนจากปากหนาได้รูป ทำเอาเดรโก มัลฟอยที่ยืนกอดอกรออยู่หน้าบ้านทำหน้าหยี ดวงเนตรสีเทาสวยกวาดตามองหาโลเคชั่นดีๆ เผื่อจะมีที่รองรับกองอ้วกของเขาแถวนี้บ้าง

 

 

ท้ายที่สุด…จินนี่ วิสลีย์ได้แต่ยืนคอตกด้วยความผิดหวัง โบกมือส่งลาแก่สามเกลอ โดยไม่แม้แต่ชายตามองร่างเพรียวสวยผมสีทองสว่าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครให้ความสำคัญกับมัลฟอย อย่างน้อยๆก็มีฝาแฝดจอมแสบกับนายและนางวิสลีย์ส่งยิ้มให้  เรียกสีแดงเข้มบนพวงแก้มใสขาวซีดของเดรโกออกมาเด่นชัด แม้เจ้าตัวจะทำเพียงแค่ผงกหัวเล็กน้อยเท่านั้นก็ตามที

 

 

 

การเดินทางของพวกเขาได้เริ่มต้นอีกครั้ง

 

 

 

TBC

 

[Fic Harry][HP/DM] Confuse //Part4

 

[Fic Harry] Confuse

Paring : HP/DM (Harry x Draco)

Rate : PG-13 (คิดว่า…)

Story : blood_hana

 

พูดคุยกันซักนิด: เนื้อหาเกี่ยวกับแฮร์รี่เล่ม 7 ตามหลักถ้าเลียบเคียงกับหนังก็คือ ภาค 7.2 แต่เนื้อหาจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้าง(หรืออาจทั้งหมด!!) เอาเป็นว่า มันคือภาค 7.2 ในจินตนาการของบลัดฮานะแล้วกันค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

Part 4

 

 

 

ร่างเพรียวบางเจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สว่างถูกฉุดกระชากขึ้นมาจนถึงหน้าห้องนอนที่ทางเฟลอร์จัดเตรียมไว้ให้เขา มัลฟอยสะบัดแขนหลุดจากแรงบีบราวกับคีมของร่างสูงผมสีแดงเพลิง ทันทีที่ทั้งสองคนหยุดอยู่หน้าประตูห้องพอดิบพอดี

“ทำอะไรของแกวีเซิล!!ปล่อยมือสกปรกๆของแกออกจากฉันได้แล้ว!!” มัลฟอยต่อว่าคนหนุ่มด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ พลางถูแขนที่ถูกมือใหญ่จับเมื่อครู่แรงๆ

“ฉันก็ไม่อยากจะแตะตัวแกนักหรอกไอ้เฟอเร็ต!!”  รอนโต้ตอบกลับ ชายหน้าตกกระหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วใส่หน้าหนุ่มในร่างหญิงสาว ตามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกชวนผวาที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนจากคนที่ชื่อว่า รอน วิสลีย์

“ฉันขอเตือนแกไว้!!ถ้าคิดว่าเป็นผู้หญิงจะเข้าหาเฮอร์ไมโอนี่ได้ละก็..แกคิดผิด!!ถ้าฉันเห็นแกยังเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะกับเธออีก รับรองงานนี้แกเละแน่!!”

 

มัลผอยอ้าปากเหวอ..เหวอค้าง..ไม่ใช่เพราะตะลึงในสีหน้าขึงขังของรอน แต่กำลังตะลึงกับนิสัยหึงไม่เข้าท่าของชายตกกระ..ให้ตายเหอะ!!พวกวีเซิลมันสมองเท่ามดปลวกหรือไงนะ เขาสาบานต่อเมอร์ลินได้เลยว่าไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นกับแม่สาวผมฟูซักนิด!และไม่มีทางคิดแบบนั้นด้วย!!!

 

 

ทว่า…ถ้ามัลฟอยแย้งความจริงกลับไป..มันก็ไม่ใช่มัลฟอยนะสิ!!!

 

 

“อ๋อ!!!ที่แท้ก็หึงหรอกเหรอ…โธ่ๆ ยัยเลือดสีโคลนคงดีใจตายเลย” ร่างบางแสยะยิ้มเอ่ยเสียงคางยานยียวนกวนประสาท รอนหน้าขึ้นสีแดงเข้มอมม่วงมือแกร่งกำหมัดแน่นก่อนจะเข้ากระชากแขนบอบบางนั่นแรงเสียจนเจ้าแขนร้องเสียงหลง

 

“หยุดเรียกเธอแบบนั้นซักที!!!เธอดีกับแกมากกว่าใครอื่นแกยังไม่สำนึกบุญคุณอีกเหรอ!!!”

รอนตวาดเสียงดังลั่น

 

ดวงหน้าสวยขยับยิ้มเยาะเย้ยเบ้ปากเหยียดหยามคนหนุ่มผมสีเพลิง และพูดตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยั่นไปถึงบรรพบุรุษ“แล้วไง?มัลฟอยไม่จำเป็นต้องสำนึกบุญคุณใคร เพราะฉันไม่ใช่พวกยาจกอย่างบ้านแก!!ใครหยิบยื่นอะไรให้ก็อ้าแขนรับแล้วก็ผงกหัวขอบคุณคนบริจาคอย่างน่าสมเพช!!”

“แก!!!!”

 

 

ผัวะ!!!

 

“รอน!!หยุด!!!” หนุ่มผมสีดำยุ่งเซอร์คาดการณ์ไม่ผิด หากปล่อยสองคนนั้นไว้ตามลำพังจะต้องมีเรื่องวุ่นแน่ๆ และก็เป็นดั่งคาด..รอนต่อยมัลฟอย ร่างที่ผอมบางอยู่แล้วยิ่งกลายเป็นอิสสตรีก็ยิ่งบอบบางเข้าไปใหญ่ เพียงแค่หมัดหนึ่งหมัดอัดเข้าเต็มแรงที่ใบหน้า ร่างทั้งร่างของสาวผมทองสวยหงายหลังกระแทกพื้นเสียงดังปึง!!
จังหวะเดียวกับที่แฮร์รี่วิ่งขึ้นมาถึงชั้นสอง หนุ่มตัวใหญ่สวมแว่นตาเจ้าของรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าฟาดวิ่งเข้ามารับหมัดที่สองของเพื่อนสนิทไว้ได้ทัน

“ปล่อยฉันแฮร์รี่!!!ฉันจะฆ่ามัน!!!” รอนชักสีหน้าเกรี้ยวกราดถลึงตาจ้องมองสตรีผมสีทองสว่างตัดสั้นนอนกุมแก้มซ้ายช้ำแดง ดวงเนตรสีเทาตวัดมองตอบคนต่อยหน้าตัวเองด้วยสายตาดุดันไม่แพ้กัน
“อย่างแกจะมีปัญญาทำอะไรได้วีเซิล!!ที่อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะยืนหลบหลังพอตเตอร์กับเกรนเจอร์หรือไง”

 

“มัลฟอย!!เงียบแล้วก็หุบปากไปซะ!!” แฮร์รี่หันกลับมาตะคอกใส่

เดรโก มัลฟอย กำลังจะอ้าปากเถียงกลับ ทว่า.. ดวงตาสีเขียวมรกตดุดันหลังแว่นตาทรงกลมจ้องเขม็งมาที่เขานั่น..ทำให้ถ้อยคำต่างๆกลืนหายลงไปในลำคอ นัยเนตรสีเทาสวยหลุบลงต่ำมองพื้นหลบสายตาของเด็กชายผู้รอดชีวิตทั้งตัวสั่นเท้า

 

“เกิดอะไรขึ้นนะ?” อาเธอร์ วีสลีย์เอ่ยถามทั้งสีหน้าร้อนรน หลังจากที่แฮร์รี่ปิดการประชุมเพียงไม่กี่นาที พวกเขาเหล่าบ้านวิสลีย์ได้ยินสีทะเลาะโหวกเหวกของลูกชายคนสุดท้องกับลูกชายของบ้านคู่อริมัลฟอย ตามด้วยเสียงชกต่อย แล้วสุดท้ายก็เสียงห้ามทัพของแฮร์รี่ พอตเตอร์

 

ตอนนี้ทุกคนในบ้านวีสลีย์  มอลลี่  บิล เฟร็ด จอร์จ จินนี่  ไม่นับเพอร์ซี่ที่ไปอยู่กับกระทรวงเวทมนตร์กับชาลีที่ติดภารกิจคุ้มครองมังกร ตามหลังเสาหลักของบ้านขึ้นมาดูเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท

“มัลฟอย!!ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ!!” เฮอร์ไมโอนี่อุทานเสียงดัง หญิงสาวผมฟูวิ่งเข้ามาหาร่างบอบบางผมสีทองสว่างหมายจะพยุงให้เขาลุกขึ้นมายืน โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่ารอนกำลังถลึงตามองจนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้ามะร่อมมะร่อด้วยความหึงจนเลือดขึ้นหน้า

 

ทว่า..มัลฟอยกลับปัดมืออีกฝ่ายอย่างไม่ใยดี พร้อมส่งสายตาเขียวปั๊ดไปให้เธอแทน

“ไม่ต้องมายุ่งกับฉันยัยเลือดสีโคลน!!ฉันลุกเองได้!!”  เสียงหวานตะคอกใส่ การกระทำนั่นยิ่งทำให้รอนโกรธมากกว่าเก่า หนุ่มผมแดงสะบัดแขนหลุดจากมือแฮร์รี่ง้างหมัดขึ้นจะต่อยปากอิ่มสีชมพูนั่นให้บวมเบ่งจนพูดไม่ได้ไปสองสามวัน แต่แล้วกลับมีร่างสูงใหญ่พอๆกับตัวเขาเข้ามาขวางและ!!

 

 

เผี้ยะ!!!!

 

แก้มนุ่มฝกช้ำจากหมัดครั้งที่แล้ว ถูกมือใหญ่ฟาดตบซ้ำจนหน้าหัน ดวงเนตรสีเทาตาโพลงขึ้น มือเรียวค่อยๆยกมือมากุมแก้มข้างที่ชาจนไม่รู้สึก  ดวงหน้างดงามราวกับนางฟ้าจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตามองคนที่ตบเขา

 

“มัลฟอย..ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม?อย่าเรียกเพื่อนฉันแบบนี้!!” แฮร์รี่จ้องมองคู่อริของตัวเองมานานกว่าเจ็ดปีด้วยสายตาเย็นชา การกระทำรุนแรงผิดวิสัยของพ่อมดหนุ่มผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นเด็กชายผู้รอดชีวิต ทำเอาคนเหตุการณ์ต่างพากันอึ้งไปตามๆกัน ไม่เว้นแม้แต่ จินนี่ วีสลีย์ แฟนสาวของเขา

 

“นายมันโสโครก!!น่าสมเพชสิ้นดี!!เลือดบริสุทธิ์นะเหรอ!!ถ้านี่คือสิ่งที่นายภูมิใจนักหนาละก็ นายคิดผิดแล้ว!!!คนสันดานชั้นต่ำอย่างนายไม่คู่ควรกับคำว่าเลือดบริสุทธิ์หรอก!!”  วาจาเชือดเฉือนไปถึงหัวใจของแฮร์รี่ ทำให้ร่างบางถึงกับผงะ ดวงหน้าสวยซีดเผือดกว่าเดิม

 

กลัว..กลัวเหลือเกิน…ยามที่คนตรงหน้าโกรธมันน่ากลัวจนเขาแทบหยุดหายใจ

 

นัยน์ตาสีเทามิอาจสู้ตาดุดันคู่นั้นได้ เขาเบี่ยงหลบสายตาหลบอีกฝ่ายโดยการมองไปทางอื่น

ทว่า..ยิ่งมองไปรอบๆ เดรโก มัลฟอย กลับพบว่า รอน กำลังยิ้มเยาะพึงพอใจ สองสามีภรรยาวีสลีย์และบิล มองเขาด้วยสายตาสงสารระคนสมเพชในเวลาเดียวกัน เฟร็ดกับจอร์ตกำลังกระซิบกระซาบบางอย่างซึ่งฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าเกี่ยวกับตัวเขา ทางเฮอร์ไมโอนี่ถูกเฟลอร์และจินนี่ลากตัวให้ถอยห่างจากเขา สะใภ้คนโตกับน้องสาวคนสุดท้องแห่งตระกูลวีสลีย์มองเขาด้วยหางตา…

 

 

 

น่าสมเพช..น่าสมเพชจริงๆ

 

“ใช่สิ!!ฉันมันสกปรกโสโครกน่ารังเกียจ!!ถ้ารู้แล้วก็ฆ่าฉันให้ตายไปเลยสิ!!!” เดรโก มัลฟอย ตวาดเสียงดังลั่น
ขณะที่ดวงเนตรคู่งามแดงก่ำคลอเบ้าไปด้วยน้ำตา กลับไม่มีใครสงสารหรือเห็นใจชายหนุ่มในร่างหญิงสาวซักนิด
จะมีก็เพียงเฮอร์ไมโอนี่ที่ทำท่าจะเข้าไปปลอบ แต่แขนบอบบางของเธอก็ถูกแฟนหนุ่มฉุดรั้งเอาไว้ ทำให้หญิงสาวผมสีน้ำตาลฟูได้แต่ข่มใจ ไม่กล้าที่จะเข้าไปยืนอยู่เคียงข้างคนที่ถูกรุมทำร้าย..

ร่างบางผมสีทองสว่างก้มหน้าลงต่ำจนผมม้าปรกมาปิดบังดวงหน้าสวย เขายันตัวลุกขึ้นจากพื้นวิ่งเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงประตูกระแทกปิดดังปัง!!

 

แม้ว่าตัวปัญหาจะหนีเข้าห้องไปเสียแล้ว แต่บรรยากาศอึกครึมยังไม่หมดสิ้น แฮร์รี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนยกขึ้นมากุมหน้าผากที่ประดับรอยแผลเป็นแห่งประวัติศาสตร์ไว้ นัยเนตรสีมรกตฉายแววอ่อนล้า…

 

“แฮร์รี่..นายทำถูกต้องแล้วไม่ต้องไปสนใจเจ้าบ้านั่นหรอก” รอนกล่าวชมเชย พลางตบบ่าให้กำลังใจ หน้าคมคายหล่อเหลาหันไปมองหน้าตกกระเต็มไปด้วยรอยยิ้มร่าเริง

“แต่…”

“แฮร์รี่..ไอ้นั่นมันเป็นคนทำให้พวกเราต้องเจอเรื่องแบบนี้..อย่าลืมสิ..” เสียงทุ้มร่าเริงเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกทันตา นัยน์ตาสีฟ้าของรอนแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเกลียดและขยะแขยงคุณชายตระกูลมัลฟอยมากมายแค่ไหน  แฮร์รี่พยักหน้าตอบรอนแสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่มีทางใจอ่อนให้กับเชลยศึก  ชายผมสีแดงเพลิงกับมามีรอยยิ้มบนหน้าตกกระอีกครั้งเขาตบไหล่กว้างของแฮร์รี่สองทีทิ้งท้าย ก่อนเดินลงไปชั้นล่างเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

 

.

.

.

 

อาหารเย็นในวันนี้เป็นมื้อง่ายๆแต่ก็อร่อยจนน้ำตาไหล สมกับรสมือของนางวีสลีย์ สาววัยกลางคนร่างเตี้ยท้วมลูกเจ็ด อาหารในจานถูกสมาชิกในบ้านเปลือกหอยซัดเรียบไม่มีเหลือ  ทุกคนเริ่มเข้าสู่บทสนทนาแสนสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าตัวใหม่ของเฟร็ดและจอร์จที่ประดิษฐ์ขึ้นมาโชว์ ก่อนจะโดนมอลลี่ วีสลีย์ สวดยับเพราะดันเป็นระเบิดตดกลิ่นเหม็นยิ่งกว่าเสลดหนอนเฟล็บเบอร์เสียอีก  ทุกคนต้องระเห็จออกจากห้องอาหารแทบไม่ทันเนื่องจากมิอาจทนกลิ่นเน่าคละคลุ้งในห้องอาหารเสียไม่ได้   มาพูดคุยกันต่อในห้องรับแขกแคบๆแทน แม้ว่าจะอึดอัดไปนิด แต่สำหรับแฮร์รี่แล้วนี่คือความสุข ความอบอุ่นที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือน และไม่อยากให้มันผ่านไปแม้แต่วินาทีเดียว…

 

ระหว่างนั้นประตูหน้าบ้านถูกเคาะเสียงดัง ทุกคนในห้องรับแขกเงียบกริบเป็นเป่าสาก ในครั้งแรกบิลอาสาจะเดินออกไปดู ทว่า..แฮร์รี่กลับขอทำเอง ซึ่งบิลก็เคารพการตัดสินใจของแฮร์รี่ หนุ่มผมดำยุ่งเซอร์จับไม้กายสิทธิ์เดินออกไปจากห้องรับแขก ตามด้วยรอนและเฮอร์ไมโอนี่ที่ขอติดตามมาด้วย เพื่อเจอศึกหนักเขาทั้งสองจะได้ช่วยแฮร์รี่ไว้ได้ทัน

“ใครนะ?” แฮร์รี่ตะโกนถาม

“ฉันรีมัส ลูปิน” เสียงทุ้มแหบคุ้นหูตะโกนตอบกลับ เขาคือหนึ่งในสี่ตัวกวนแห่งฮอกวอกต์ที่เคยสร้างชื่อเรื่องแสบสันต่างๆนาๆจนเฟร็ดกับจอร์จยกให้เขาเป็นรุ่นพี่ ที่สำคัญเขาคือนายจันทร์เจ้าหนึ่งในสี่เพื่อนสนิทของนายเขาแหลมหรืออีกชื่อก็คือ เจมส์ พอตเตอร์ พ่อของแฮร์รี่นั่นเอง

 

“รหัสล่ะ?” เฮอร์ไมโอนี่ถาม รหัสของกลุ่มภาคีนกฟินิกซ์ แม้กลุ่มภาคีจะสลายตัวเพราะการพ่ายแพ้ของอัลบัส ดัมเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่แห่งฮอกวอกต์ พ่อมดคนเดียวที่โวลเดอมอร์หวาดกลัวเป็นที่สุด แต่พวกเขาก็ยังคงสานต่อหน้าที่ของอาจารย์ใหญ่ผู้เสียสละ..การต่อสู้และกำจัดเหล่าผู้เสพความตาย
รวมถึงสังหารลอร์ดโวลเดอมอร์พ่อมดผู้ชั่วร้ายที่สุด
“กระตุกเคราเมอร์ลินจะได้กบช็อกโกแลตสองเด้ง” คนด้านนอกตอบ แฮร์รี่หันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสอง ต่างฝ่ายต่างพยักหน้าก่อนจะคลายคาถาปลดล็อคชั้นสูงบนประตู เปิดให้อีกฝ่ายเข้ามา

 

“สวัสดี..พวกเธอยังสบายดีอยู่สินะ” รีมัส ลูปิน ชายร่างสูงโปร่งใบหน้าซอมซ่อกว่าครั้งแรกที่พวกเขาทั้งสามพบเจออาจารย์หนุ่มบนรถไฟในตอนปีสาม ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด ลูปินปัดหิมะบนผมสีน้ำผึ้งของเขาออกลวกๆ

“ครับอาจารย์..แล้งท็องค์?” แฮร์รี่สอดสายตามองหาภรรยาของลูปิน ทว่า…คำถามนั่นทำให้ดวงหน้าคมออกหวานนิดๆดูเศร้าสลด เป็นคำตอบที่สะพรึ่งกลัวที่สุดที่สามเกลอกริฟฟินดอร์ไม่อยากรับรู้และก็หวังว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคาดเดา

 

“ระหว่างทางเราปะทะผู้เสพความตายหลายต่อหลายคน ฉันพลาดและท็องค์ก็เข้ามาปกป้องฉัน..”

 

ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครคิดเอ่ยเอื้อนคำใดๆออกมาจากปาก ต่างฝ่ายต่างเงียบกันอยู่นานด้วยความเสียใจ
แต่ลูปินกลับเป็นคนทำลายความโศกเศร้านั่นทิ้ง โดยการถามถึงอาหารมื้อเย็นของบ้านวีสลีย์

“ว่าแต่..พวกเธอพอมีอาหารเหลือบ้างไหมฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้าแล้ว”

“เอ่อ..พึ่งหมดไปเมื่อครู่เองค่ะ เอ๋!!เดี๋ยวนะ!!ยังมีวัตถุดิบเหลืออยู่นี่!!เดี๋ยวหนูเตรียมให้นะคะ” เฮอร์ไมโอนี่ขานรับทั้งรอยยิ้ม และลากตัวแฟนหนุ่มไปยังห้องครัวเล็กๆของบ้านเปลือกหอย  ปล่อยให้เพื่อนสนิทของพ่อแฮร์รี่กับแฮร์รี่ได้คุยกัน

 

“แฮร์รี่..”

“ครับ”

“ฉันได้ข่าวจากอาเธอร์..เขาบอกว่าเธอพาตัวเดรโก มัลฟอยมา เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า” ลูปินเอ่ยถาม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องทะลุเข้าไปในตาสีเขียวมรกต ผู้มีหน้าตาหล่อเหลาเหมือนเจมส์เพื่อนสนิทที่เขาจะไม่มีวันลืม เช่นเดียวกับที่เขาไม่มีวันลืม ซีเรียส แบล็ค   ชักสีหน้าตกตะลึงแว้บหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบเฉย
“ผมไม่ปฏิเสธครับ ผมพาเขาออกมาจากคฤหาสน์มัลฟอย”

 

“เธอบอกว่า..ที่ทำเพราะต้องการถามข้อมูล?มันแค่นั้นจริงๆเหรอ?” ลูปิน มนุษย์หมาป่าถามอีกครั้ง ค
ำถามนี้ทำเอาแฮร์รี่ใจกระตุกวาบ ชายหนุ่มสวมแว่นตาทรงกลมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงเนตรคู่คมกลอกไปมาอย่างสับสน

 

“ผม..” แฮร์รี่เกิดอาการติดอ่างชั่วขณะ เขาเหลือบตามองอดีตอาจารย์สอนศาสตร์มืดตอนปีสาม ใบหน้าโทรมแต่ยังคงความหวานอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยให้เขาหลุดหนีจากการตอบคำถามครั้งนี้ แฮร์รี่ได้แต่ถอนหายใจยาว และพูดความจริงที่เขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน

“ผมสงสารหมอนั่น..ตอนที่พวกเราถูกจับไม่มีทางที่หมอนั่นจะจำพวกเราไม่ได้ แต่เขาก็โกหกไม่รู้ว่าเพราะกลัวหรือสงสารแต่พอผมเห็นหน้าทุกข์ทรมานของหมอนั่นแล้ว..ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย”

 

 

นั่นสิ..ทำไมนะ?

ทำไมเราถึงต้องช่วยคนที่เหม็นขี้หน้ายิ่งกว่าขี้ด้วย

 

 

พอได้ฟังคำตอบของแฮร์รี่ ลูปินถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ มือหนายกขึ้นมาเกาศีรษะแกร่กๆเสร็จ จึงยกมาวางลงบนหัวของชายหนุ่มเจ้าของแผลเป็นสายฟ้าต่อ ซึ่งตอนนี้สูงกว่าเขาเสียอีก

“เหมือนกันจริงๆเลยนะ ทั้งพ่อทั้งลูกเลย”

“เอ๋!?” แฮร์รี่ชักสีหน้าฉงน  ปากหนาได้รูปกำลังจะอ้าปากถามคำพูดกำกวมที่ว่าของมนุษย์หมาป่า กลับถูกเสียงเรียกขานของเฮอร์ไมโอนี่และรอนดังขัดจังหวะเสียก่อน

“อาจารย์คะ?อาหารเตรียมเสร็จแล้วค่ะ” เฮอร์ไมโอนี่ฉีกยิ้มร่า พร้อมยกชามซุปที่เหลืออยู่พอประมาณกับขนมปังแท่ง ใส่ถาดวางเสริฟ์ลงบนโต๊ะ กระนั้นแล้วแฮร์รี่สังเกตเห็นว่าเนื้อตัวของเฮอร์ไมโอนี่เลอะแป้งและครีมเต็มไปหมด ทางรอนเองก็เลอะไม่แพ้กัน  พอมองไปด้านหลังของคู่รักคู่นี้ก็พบกับ นางวีสลีย์กำลังเท้าสะเอวถือตะหลิวเบ้หน้ามองคนทั้งสองที่ฉีกยิ้มแห้งๆให้อดีตอาจารย์ป้องกันตัวจากศาสตร์มืด

 

 

ท่าทางอาหารจะทำไม่สำเร็จ

 

 

แฮร์รี่มองตามหลังแบบางของหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนน้ำผึ้งเดินไปยังโต๊ะอาหาร เขาทรุดนั่งแล้วเริ่มต้นรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นฝีมือของมอลลี่ วีสลีย์ ที่อาจจะสังเกตเห็นว่าเพื่อนรักของเขาสองคนไปแอบกระจุกทำอะไรบางอย่างในห้องครัว แล้วคงพบว่าห้องครัวเละไม่มีชิ้นดีเสียมากกว่า ร้อนเธอต้องมาจัดการเรื่องนี้แทน

 

จังหวะที่รอนและเฮอร์ไมโอนี่กำลังพูดคุยกับลูปิน มอลลี่ วีสลีย์เดินเข้ามาหาแฮร์รี่พร้อมกับถาดอาหารอีกหนึ่งถาด คลุมปิดด้วยผ้าดิบสีขาว

“คุณแม่นี่อะไรครับ?”  หนุ่มแว่นทรงกลมถาม มอลลี่จิ๊ปากไม่พอใจกับความซื่อของเรือนผมสีดำสนิท เธอเลยตีแขนเด็กหนุ่มผู้รอดชีวิตแรงๆหนึ่งที ก่อนจะเก็บมือนั่นมาเท้าสะเอวต่อ

“จริงๆเลยแฮร์รี่..เธอเองน่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ?” เอาอีกแล้ว..ไม่เข้าใจเลยทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบพูดอ้อมไปอ้อมมานัก ดวงเนตรสีเขียวฉายแววงุนงงไม่เปลี่ยนแปลง นางวีสลีย์เลยต้องแก้อาการมึนของแฮร์รี่ด้วยการบอกวัตถุประสงค์ตรงๆ “นี่เป็นอาหารของลูกชายสูเซียส เธอเองก็อยากจะเก็บให้เขาไม่ใช่เหรอ?”

 

พลัน!!แก้มสากขึ้นสีชมพูจาง แฮร์รี่รู้สีกหน้าร้อนผ่าว เขารู้ตัวทันทีว่ากำลังอายที่ถูกหญิงร่างท้วมจับผิดได้ว่าเขาคอยจ้องหาจังหวะเอ่ยขอส่วนแบ่งอาหารไว้ให้คุณชายจอมหยิ่งตลอดเวลารับประทานอาหารบนโต๊ะ ประกอบกับความสนุกสนานที่ได้พูดคุยกับบ้านวีสลีย์ทำให้เขาลืมคนหนุ่มผมทองในร่างสาวน้อยที่นอนหมกตัวเงียบอยู่ในห้องไม่ยอมออกมาข้างนอกตั้งแต่บ่ายไปเสียสนิท

 

ทั้งรู้สึกอายและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน…

 

“จริงๆแล้วฉันก็เตรียมไว้ให้เขาแล้วล่ะ แต่เห็นไม่มาซักทีก็เลยแอบเก็บไว้ แต่เธอไม่มาถามฉันซักทีก็เลยคิดว่าเธอคงสนุกจนลืมนึกถึงใครบางคนเสียแล้ว” มอลลี่ วีสลีย์พูดถูกหมดทุกอย่าง ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจของร่างสูงที่มีต่อร่างเพรียวผมบลอนด์ขาวคุณหนูจอมโวยวายนั่น

“ผม..” มอลลี่ไม่รอให้แฮร์รี่ได้พูด เธอยัดถาดอาหารลงบนมือใหญ่ ก่อนจะขยับยิ้มอ่อนโยนให้บุรุษร่างสูงกว่าเธอหลายเท่าตัว

“ถ้าจะขอโทษ ขอโทษเด็กคนนั้นดีกว่า..ตอนนี้ฉันว่าเขาคงหิวไส้จะขาดแล้วล่ะ”

แฮร์รี่ยิ้มตอบแม่ของรอน เขาโค้งตัวเล็กน้อยขอบคุณอีกฝ่ายและเดินถืออาหารมื้อเย็นของวันเดินขึ้นไปให้เจ้าชายแห่งสลิธิรีน..ไม่สิ…ตอนนี้ควรจะเป็นเจ้าหญิงสลิธิรีนน่าจะเหมาะกว่า

 

 

TBC