[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part12

 

 

[Fic  Kuroko no Basket] Kuroko no love

Paring : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Kuroko no love 12

 

 

 

กรุ๊งกริ๊ง

 

 

นัยน์ตาสีฟ้ากลมโตเลื่อนมองไปยังโมบายกระดิ่งริมหน้าต่างหน้าห้องรับแขกที่เปิดอ้าเอาไว้ เสียงก้องกังวานของโลหะยามกระทบกันขับขานราวกับเสียงดนตรีไพเราะเสนาะหู  หญิงสาวเรือนผมสีฟ้าสั้นชี้ยุ่งกระดกไม่เป็นทรงพลิ้วไหวยามที่เจ้าตัวนั่งจ่อหน้าพัดลมตัวเล็กตั้งโต๊ะซึ่งวางลงกับพื้นเสื่อ หากแต่แสงแดดแรงจ้าของวันนี้ยากนักที่พัดลมตัวเดียวจะเอาอยู่

 

 

การศึกษาได้เดินเข้าสู่ปิดเทอมฤดูร้อน

 

 

“ปิดเทอมทั้งที หลานไม่ออกไปเล่นข้างนอกหน่อยเหรอเท็ตสึยะจัง”  คุณย่าวัยชราเรือนผมสีขาวโพลนมัดมวยในชุดยูกาตะหยาบๆสีตุ่นนั่งพับผ้าอยู่ข้างๆ ทักถามระหว่างดวงเนตรสีขุ่นฝ้าฟางตามวัยจับจ้องหลานสาวจืดจางในกระโปรงสีขาวสายเดี่ยวยาวครึ่งขาอ่อนชายพร้อยลูกไม้หวาน คุโรโกะส่ายหน้าตอบแล้วหันกลับมาช่วยคนเฒ่าคนแก่พับเสื้อผ้าที่กองไว้กับพื้น

 

 

กิ๊งก๊อง!!!!

 

ออดหน้าบ้านดังขึ้นทำให้หญิงสาวแรกรุ่นต้องละมือจากกองเสื้อเหล่านั้น ลุกเดินไปเปิดประตูหน้าบ้านด้วยความฉงนสงสัยว่าใครหนอมาหาในช่วงวันหยุดยาวเช่นนี้

 

 

แอ๊ดดดดด

 

“งายยยย คุโรจิน”

“มุราซากิบาระคุง?”  หญิงสาวหน้าตายเลิกคิ้วสูงฉงนสงสัย สมาชิกทีมบาสปาฏิหาร์ยตำแหน่ง center สวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงสีเขียวขี้กาขากระบอกยาวกร่อมเท้าที่สวมแตะหนีบ ยืนป้องมืออ้าปากหาวหวอดๆจนน้ำตาเล็ดออกจากดวงเนตรสีอเมทิสต์เฉื่อยแฉะ

“โอ๊ะ..คุโรจินใส่กระโปรงด้วยหาได้ยากนะเนี้ย”

“เรื่องนั้นช่างฉันเถอะค่ะ..ว่าแต่มาที่นี้มีอะไรรึเปล่า” คุโรโกะหน้าขึ้นสีเขินอายหน่อยๆที่ถูกทักเรื่องการแต่งตัว ปกติแล้วในช่วงวัยเด็กก่อนตัดผมปลอมเป็นชายเข้ามาเรียนในเทย์โควเธอก็แต่งตัวเป็นเด็กผู้หญิงทั่วไป  แต่ไม่เคยให้เพื่อนร่วมชมรมบาสได้เห็น

 

 

กระทั่งความแตกในค่ายฝึกซ้อมในโอกินาว่าก่อนปิดเทอมสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

 

 

 

“จะมาชวนคุโรจินออกไปเดินเล่นข้างนอกกัน  ไปด้วยกันนะ” คนตัวสูงใหญ่ยักษ์ออกปากชวน

“ทำไมไม่ชวนมิโดริมะคุงหรืออาคาชิคุงล่ะคะ”

“ชวนแล้ว..แต่มิโดจินไปเที่ยวโอซาก้า ส่วนอาคาจินก็มีแข่งขี่ม้า คิเสะจินก็ติดถ่ายแบบ ซัทจินไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ ส่วนมิเนะจินจะไปลงแข่งสตรีทบาสฉันไม่อยากโดนลากไปเล่นเพราะมันร้อน”  คำอธิบายยาวเหยียดถึงเหตุผลการมาเยือนนั่นทำให้หญิงสาวผมฟ้าจืดจางรู้ว่า..ตัวเองเป็นที่เลือกสุดท้ายที่มุราซากิบาระจะชวน  คุโรโกะถอนหายใจจ้องมองเด็กโข่งตรงหน้าที่ยืนรอคำตอบไม่ไปไหน

 

“มุราซากิบาระคุง..ฉันคิดว่า…”

“เท็ตสึยะเพื่อนมาชวนไปข้างนอกทั้งทีอย่าปฏิเสธสิลูก”   ความจืดจางคูณสองเท่าของคุณนายคุโรโกะทำเอาสองนักกีฬาบาสสะดุ้งโหยง คุโรโกะ เท็ตสึยะรีบหันกลับไปด้านหลังพบว่าสตรีวัยกลางคนผมสีฟ้าอ่อนยาวสลวยมัดรวบข้างๆสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวกับกระโปรงขาวสีครีมยืนป้องปากยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาวและเด็กหนุ่มผมสีม่วงซอยคลอเคลียคอหนา

 

“แม่คุโรจินอนุญาติแล้ว ถ้างั้นไปกันเถอะ” เจ้าตัวคนชวนพอเห็นผู้ใหญ่เปิดทางก็วิสาสะจับแขนอรชรลากออกเดินออกมาไม่สนเสียงร้องประท้วงของหญิงสาวเรือนผมฟ้า คุโรโกะหันไปมองมารดาหมายขอความช่วยเหลือ

 

ทว่า..คนเป็นแม่กลับยืนยิ้มโบกมือส่งให้

 

“เที่ยวให้สนุกนะลูก” นั่นคือคำทิ้งท้ายของคุณนายคุโรโกะก่อนประตูบ้านจะปิดตัวลง

 

 

ทั้งสองหนุ่มสาวเดินไปบนเส้นทางเดินท้องถนนที่ทอดยาวใต้แสงอาทิตย์แรงจ้าบนท้องฟ้าสดใสไร้เมฆหมอกใดๆ ยิ่งทำเอาคนทั้งสองเหงื่อกาฬไหลย้อย  คุโรโกะยื้อแรงสู้อีกฝ่ายแต่ก็ไม่อาจเอาชนะแรงของคนผมสีม่วงซอยตัวใหญ่ได้

“เดี๋ยวคะ!!มุราซากิบาระคุง!!หยุดก่อน!!!เราจะไปที่ไหนกัน!!?”  สิ้นคำทักท้วง ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ชะงักเท้าลงปล่อยมือจากข้อมือเล็กบอบบาง ยืนหันหลังให้อีกฝ่ายนิ่งเงียบอยู่นานจนคุโรโกะขมวดคิ้วสงสัย

“เอ่อ…ฉันเองก็ยังไม่ได้คิดเลยอ่ะ” มุราซากิบาระหันกลับมาพูดด้วยสีหน้าเอื่อยเฉื่อย คุโรโกะยืนนิ่งจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่งเงียบอยู่นานแล้วจึงเปิดปากถามอีกฝ่าย

“มุราซากิบาระคุงโดนที่บ้านไล่ให้ออกมาข้างนอกในช่วงปิดเทอมสินะคะ” การคาดเดาของหญิงสาวถูกต้อง คนหนุ่มตัวใหญ่พยักหน้า เธอยกมือกุมขมับกับคนที่จำใจต้องออกมาด้วยเหตุผลของผู้ใหญ่ที่ว่า ‘เด็กๆและวัยรุ่นไม่ควรเอาแต่นอนแช่ในบ้านให้เสียวันหยุดเปล่าๆ’

 

 

ที่แม่สนับสนุนให้ออกไปข้างนอก..ก็คงเพราะเหตุนี้ด้วยสินะ

 

 

“ถ้างั้นไปสวนสาธารณะไหมคะ ต้นไม้เยอะน่าจะร่มอยู่” คุโรโกะเสนอ

“ไม่เอาอ่ะ..ไม่เห็นน่าสนใจเลย” คนผมม่วงส่ายหัวปฏิเสธ ปากบอกไม่มีแผนใดๆดันกลับทำตัวเหมือนเด็กเอาแต่ใจพอแนะมาก็จะไม่เอา จะเอานู้นนั้นนี่ตามใจฉัน คุโรโกะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมคนตรงหน้าอากาศก็ร้อนขนาดใส่กระโปรงบางๆสายเดี่ยวแล้วก็ยังเหงื่อออกเลยด้วยซ้ำ ยิ่งร้อนยิ่งคิดไม่ออกแถมดันถูกลากมาแล้วขืนกลับเข้าบ้านไปตอนนี้ได้โดนแม่โมโหเอาแหงๆ

 

 

คุณนายคุโรโกะตอนโมโหน่ากลัวถึงขนาดพ่อยังต้องยอมสิโรราบ

 

 

 

อากาศก็ร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาสีฟ้าจืดจางหันไปมองเสานาฬิกาตั้งในกลางสวนสาธารณะในหมู่บ้านตอนนี้ใกล้เที่ยงเข้าไปทุกที พระอาทิตย์ก็ลอยขึ้นสูงเรื่อยๆเหงื่อก็ยิ่งออกหนักจนหัวตื้อคิดอะไรไม่ออก จังหวะนั้นเอง..จู่ๆไหล่บอบบางถูกสะกิดโดยคนหนุ่มตัวใหญ่ เมื่อหญิงสาวหันไปมองคนข้างตัว มุราซากิบาระชี้นิ้วตรงไปยังโปสเตอร์กราฟฟิคสีสันตัวเด่นหราแปะอยู่บนบอร์ดข้างป้ายรถเมล์

 

 

‘มหกรรมอาหารโตเกียวพลาซ่า!!

ฤดูร้อนนี้!!พบกับของกินน่าอร่อยทั้งคาวหวานมากมาย

และกิจกรรมสนุกๆอีกมากมาย

ภายในวันที่ 12/4/20xx – 18/4/20xx เท่านั้น

ว้าว!!!!พลาดไม่ได้แล้ว!!!!’

 

“ช่วงนี้พอดีเลย ไปที่นี่กันเถอะคุโรจิน”  คนเฉื่อยแฉะเดินไปฉีกเอาโปสเตอร์มาดู นัยน์ตาเรียวคมเปล่งประกายดูกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อย  หญิงสาวเรือนผมสีฟ้ายังไม่ทันอ้าปากว่าจะตกลงหรือปฏิเสธ เธอก็ถูกคนตัวใหญ่คว้าจับข้อมือลากเดินไปตามแผนที่ที่เขียนไว้ในโปสเตอร์ซะอย่างงั้น

 

 

ใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีสำหรับการเดินทางก็มาถึงศูนย์การค้าโตเกียวพลาซ่า เท้าของหนุ่มสาวทั้งคู่หยุดอยู่หน้าซู้มทางเข้าแต่งด้วยลูกโป่งสีชมพูสลับขาวล้อมป้าย ‘Tokyo Plaza festival ‘ ถนนด้านในถูกปิดไว้สำหรับจัดบูธอาหารนานาชนิดขนาบซ้ายขวา ผู้คนมากมายแห่แหนกันเข้ามามากมายก่ายกองจนแน่นเอียด คุโรโกะตาโตมองบรรยากาศภายในงาน..ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะคึกคักขนาดนี้

“คุโรจินหมี่เย็นใส่ไข่ลวกชื่อดังนี่นา” มุราซากิบาระเดินนำดุ่ยๆตรงไปยังรถเข็นราเม็งขึ้นชื่อที่เข้าร่วมจัดแสดงด้วย ไม่ทันขาดคำคนผมม่วงซอยทรุดนั่งกับเก้าอี้ แล้วลากสาวผมฟ้าสั้นในชุดกระโปรงสีขาวสายเดี่ยวที่ต้องจำใจต้องมานั่งรับประทานอาหารกับอีกฝ่าย

 

“เชิญเลยครับบบบ ช่วงเทศกาลนี้ร้านเราเปิดโปรโมชั่นกินแข่งหมี่เย็นไททันภายใน 30 นาที ถ้าหมดภายในเวลาจะได้กินฟรีนะครับบบ”

“เห…น่าสนุกดีจัง ฉันแข่งด้วยสิ”  มุราซากิบาระยกมือยิ้มเนือยๆออกมา คุโรโกะอ้าปากค้างเขย่าแขนอีกฝ่ายแรงๆส่ายหน้ารัวๆ

“ฉันไม่ได้เอากระเป๋าตังค์มานะคะ ถ้ากินไม่หมดต้องจ่ายเงินนะคะ!!”

“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันเอาเงินมา เดี๋ยวเลี้ยงคุโรจินเอง”  เจ้าตัวคนท้าแข่งตอบแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ

“แต่เยอะขนาดนั้น ถ้าเงินไม่พอจะทำไง!!”

นักกีฬาตำแหน่ง center กลอกตาครุ่นคิดครู่หนึ่ง..ก่อนกลับมาสบตาสีฟ้าจืดจางฉายแววเค้นถามจริงจัง

“เดี๋ยวค่อนคิดล่ะกัน” คำตอบขอไปทีทำเอาคุโรโกะลมแทบจับ พอจะอ้าปากบอกให้อีกฝ่ายถอนตัว ชามหมี่เย็นกองพะเนินวางตั้งบนโต๊ะเสียแล้ว งานนี้มีแต่ต้องฝืนใจกินกับกินเท่านั้น

สำหรับคุโรโกะแค่จานเดียวก็อิ่ม..สวนทางกับอีกฝ่าย   หมี่เย็นชามใหญ่ที่ถูกซัดเข้าปากคนหนุ่มผมสีม่วงซอยคลอเลียคอโดยที่เจ้าตัวนั้นไม่มีท่าทีร้อนเนื้อร้อนใจใดๆ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นเอนกายเอกเขนกพุงป่องยอมแพ้ไปหลายรายจนตอนนี้เหลือผู้ท้าชิงอีกแค่ 3 คนเท่านั้น

 

“ม..ไม่ไหวแล้ว..” ชายผมดำสวมแว่นยกมือปิดปากแน่น กล้ำกลืนฝืนทนกระเดือดเส้นหมี่เย็นลงคอจนลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เอนกายกับพนักพิงยอมแพ้ต่อหมี่เย็นชามยักษ์สมชื่อ ‘ไททัน’   นัยน์ตาสีฟ้ากลมโตไร้อารมณ์เลื่อนไปยังสองผู้แข่งขันชายหนุ่มเรือนผมสีม่วงตัวสูงใหญ่กับชายตัวอ้วนท้วมแข่งกันซัดหมี่เย็นไม่มีใครยอมใครมาจนครึ่งจานแล้ว

 

“ใครจะชนะกันนะ?”

“เด็กผู้ชายนั่นตัวสูงใหญ่ชะมัด ไม่น่าเชื่อเลยจะกินได้ขนาดนี้”

 

ผู้คนเริ่มเข้ามาล้อมรอบดูการท้าชิงกินฟรีร้านราเม็งชื่อดังสุดอร่อยกับเมนูคลายร้อนหมี่เย็นไททัน สายตาต้องมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าลุ้นระทึกเสียงเชียร์เริ่มกึกก้องไปทั้งสองฝ่าย  คุโรโกะเลื่อนสายตาสลับไปก่อนจะหันไปจ้องราคาหมี่เย็นไททัน..จำนวนเงินเยนที่แปะป้ายโตๆไว้ อากาศที่ว่าร้อนโคตรๆดูเย็นลงทันตา หนาวสันหลังวาบ

 

มุราซากิบาระคุงห้ามแพ้นะคะ!!!ถ้าแพ้ล่ะก็…เราสองคนตัวเบาหวิวแน่!!!

 

 

“อึก..ฉันยัง..อุ๊ก!!!!”  คนอ้วนกลืนเส้นหมี่เย็นเส้นสุดท้ายซูดเข้ามาปากมาขึ้นทาง หน้าใหญ่อูมเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ยกมือปิดปากแน่นพยายามจะกลืนหมี่เย็นเต็มปากเต็มคำนั่นลงคอ

 

 

 

พรวด!!!!!!!!!!

 

“คุณโคชิ เอ๊าท์!!!!!!!!!!”  ชายตัวใหญ่เด้งตัวลุกจากเก้าอี้ วิ่งพรวดพรวดไปหลังร้านที่มีถุงดำรองรับอยู่ เขาโก่งคออาเจียนเอาหมี่เย็นในท้องออกมาจนหมดไส้หมดพุง  เจ้าของร้านเบือนสายตากลับมายังคนที่เหลือรอดสุดท้ายสลับกับนาฬิกาจับเวลาเหลืออีกแค่  10 วินาทีเท่านั้น!!!!

 

“10..9..8..7..6..5..4..3…2…1”

 

 

 

 

แคร๊ง!!!!

ตะเกียบวางลงกับชามใหญ่เกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวอาหารกองสูง  มุราซากิบาระอ้าปากหาวหวอดแล้วยกมือลูบท้องไปมาที่ยังส่งเสียงร้องครวญครางไม่หยุดหย่อน

“ขอแสดงความยินดีกับมุราซากิบาระ อัตสึชิด้วยครับบบบบ” สัญญาณกระดิ่งดังขึ้นตามด้วยเสียงปรบมือของเหล่าผู้คนที่เข้ามามุงเชียร์หน้าสลอน   คุโรโกะลอบถอนหายใจโล่งอก..โชคยังดีที่เงินในกระเป๋าของอีกฝ่ายไม่สูญสลายหายไปไหน

 

 

 

กระเพาะคนๆนี้เป็นหลุมดำรึไงกันนะ?

 

 

 

“เขาให้ตั๋วลดราคา 50% สำหรับครั้งหน้าด้วยล่ะ..ดีจัง” คนผมสีม่วงเดินล้วงกระเป๋าจ้องมองตั๋วราเม็งสองใบในมือแล้วเก็บลงในกระเป๋ากางเกง หญิงสาวผมฟ้าสั้นพยักหน้าตอบรับอีกฝ่าย เสียงดนตรีของขบวนแห่คณะตัวตลกที่ถูกจ้างมาแจกโปรยลูกอมเป็นที่สนใจของเด็กๆมากมายในนั้น..หญิงสาวขยับยิ้มบางๆยามที่เห็นเด็กทุกคนยิ้มร่าเริงสดใสวิ่งไปรับถุงลูกอมที่โปรยปรายลงมา

 

เว้นเสียแต่ว่า..รอยยิ้มนั่นต้องหุบลงเมื่อมุราซากิบาระวิ่งรับถุงลูกอมที่โยนลงมาตัดจากมือเด็กชายตัวเล็กที่ยืนรอรับอยู่พอดิบพอดี..

 

“แง!!!!!!!!!!!!!!!”   เด็กน้อยคนนั้นร้องไห้จ้าโยเย คนตัวสูงใหญ่ก็ยืนเมินเฉยแกะถุงขนมหยิบเอาลูกอมรสส้มเข้าปากเคี้ยวหนุบหนับเฉยชิบ!!! สายตาผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง หญิงสาวอายจนหน้าขึ้นสีแดงเข้มเธอมองไปซ้ายทีขวาทีถ้าจะไม่ดีหากปล่อยไว้แบบนี้ คุโรโกะจึงต้องเดินเข้าไปแย่งถุงลูกอมนั่นจากมือหนาด้วยวิธีมิสไดเรกชั่นแบบไม่ทันให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น  มุราซากิบาระกำลังล้วงมือหยิบขนมในถุงต่อ..ทว่า..เขาก็ต้องตาโตประหลาดใจเมื่อถุงขนมในมือหายไป!!!!

 

“พี่ขอโทษแทนเขาด้วยนะ..พี่เอามาคืนแล้วเพราะงั้นอย่าร้องไห้เลยนะ” คุโรโกะยืนถุงขนมคืนถึงลูกอมให้เด็กชายตรงหน้า หนูน้อยเลิกสะอึกสะอื้นยืมมือรับถุงขนมจากอีกฝ่าย

“ขอบคุณฮะพี่สาว..พี่สาวใจดีจังเป็นนางฟ้าซินะฮะ”   ฉายาเหล่านั้นทำเอาใบหน้าไร้อารมณ์ขึ้นสีหน่อยๆ เธอคลี่ยิ้มน้อยๆ ลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

“ไม่ใช่หรอก พี่ก็แค่คนทั่วๆไป”

“ไม่จริงอ่ะ พี่สาวดูโปร่งใสขนาดนี้”  เด็กชายตัวน้อยทำหน้าไม่เชื่อ ไอ้ที่บอกว่าโปร่งใสหมายความว่า ‘จืดจาง’สินะ..ไม่ได้หมายความว่าดูสวยอะไรแบบนั้นสินะ…คุโรโกะรู้สึกหน้าชาชั่วขณะแต่ก็ไม่ถือสาอะไรพอได้เห็นรอยยิ้มร่าวิ่งถือถุงขนมออกไปสมทบกับกลุ่มเพื่อนๆ พร้อมโบกมือล่ำลาเธอ เจ้าของเรือนผมสีฟ้ายุ่งสั้นโบกมือตอบรับก่อนหันมามองคนตัวใหญ่ผมสีม่วงที่ชักสีหน้าไม่พอใจ

 

“คุโรจินทำแบบนี้ได้ไง ฉันเป็นคนเก็บได้นะ” เสียงทุ้มเจือหงุดหงิดดังขึ้น

“มุราซากิบาระคุงเป็นผู้ใหญ่แล้ว..ก็ควรจะเสียสละให้เด็กนะคะ”  เธอสั่งสอนอีกฝ่ายที่ทำสีหน้าฮึดฮัดไม่พอใจ นัยน์ตาสีฟ้ากลมโตจ้องเขม็งไปในดวงเนตรคู่คมแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้และไม่คิดจะอ่อนข้อให้ด้วย คนตัวสูงพ่นลมหายใจแรงเดินกระทืบเท้าลากขาไปเหมือนเด็กก็ไม่ปาน

“ทำไมต้องทำด้วย ไม่เห็นจำเป็นเลย”

“มุราซากิบาระคุง!!” คุโรโกะร้องเตือนกับกริยามารยาทไม่สมควรเหล่านั้นไหนจะเถียงคำไม่ตกฟาดนี้อีก หากแต่คนตัวสูงไม่คิดจะฟังและไม่คิดหยุดทำด้วย

 

 

คนๆนี้..เอาแต่ใจเกินไปแล้ว 

 

คุโรโกะถอนหายใจ..เอี่ยวตัวพยายามเหลือบมองใบหน้าของคนหนุ่มตัวสูงใหญ่เบื้องหน้าเอาแต่จ้ำอ้าวไม่คิดรีรอเธอทั้งๆที่เป็นคนลากเธอออกมาข้างนอกด้วยกันแท้ๆ

 

ท่าทาง..อารมณ์เสียจริงๆแหะ 

เราควรหาทางชวนคุยไหมนะ?

 

 

ถึงยังไงมุราซากิบาระก็เป็นคนชวนออกมาเที่ยวข้างนอก คุโรโกะก็ไม่อยากให้บรรยากาศมันเสียคนตัวใหญ่เรือนผมสีม่วงก็เอาแต่เดินไม่คิดหันกลับมามองเธอ ก้าวเท้าเดินอ้าวๆลูกเดียวนี่อีก

“มุรา..”

“คุโรจินกินน้ำแข็งไสกันเถอะ”  คนที่น่าจะอารมณ์ไม่ดีกลับขยับยิ้มเนือยๆ ชี้นิ้วตรงไปยังร้านน้ำแข็งไสฝั่งซ้ายของถนน นัยน์ตาสีเข้มทอประกายตื่นเต้นจนน่าแปลกใจว่าคนเรื่อยเปื่อยแบบนี้มีอารมณ์ตื่นตัวด้วยหรือ เขาลากเธอเดินไปยังร้านน้ำแข็งไสแล้วสั่งของกินออกมาสำหรับสองที่นั่ง

 

 

อารมณ์แปรปรวนเร็วเกินไปแล้ว

 

 

หญิงสาวรู้สึกหัวหมุน..ด้วยอากาศร้อนอ้าว ไหนจะอารมณ์ของอีกฝ่าย เมื่อกี้หน้าหงิกงอพอได้เห็นของกินก็เปลี่ยนท่าทีเฉยชิบ ราวกับว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายไม่ได้กำลังโมโหอะไรมาก่อนด้วยซ้ำ

น้ำแข็งไสราดนมข้นหวานเสริฟ์วางตรงหน้าเธอ ในขณะที่ของชายตัวใหญ่เป็นน้ำบลูเบอรรี่  มือเล็กๆหยิบช้อนตักเอาเกล็ดน้ำแข็งชุ่มน้ำหวานเข้าปากความเย็นยะเยือกนั่นแล่นริ้วขึ้นสมองจนตัวสั่นสะท้าน  คุโรโกะหลับตาปี๋ เอามือเคาะหัวตัวเองรัวๆ เธอเหลือบไปมองคนข้างตัวที่ตัวสั่นหลับตาปี๋หน้ายู่ยี่เช่นกัน

 

“คุโรจินยิ้มอะไรเหรอ?”

“ป..เปล่าค่ะ..ฉันแค่สงสัว่าทำไมมุราซากิบาระคุงชอบของหวานมาก” คุโรโกะรีบหุบรอยยิ้มขำขัน กลับมาตีหน้านิ่งตักน้ำแข็งไสกินเข้าปากต่อ ความเย็นแล่นริ้วขึ้นหัวอีกระลอกจนจี๊ดสมอง  มุราซากิบาระปริบตามองคนข้างตัวก่อนจะเลิกใส่ใจหันมาตักน้ำแข็งใสราดบลูเบอรี่เข้าปาก คนตัวใหญ่สะดุ้งสั่นหลับตาหยีปวดหัวจี๊ดไปตามๆกัน

 

“ตอนเด็กๆพวกพี่ๆชอบเอาขนมมาให้อยู่บ่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าขาดมันไม่ได้แล้ว อีกอย่างมันก็อร่อยๆดีด้วย”

“พวกพี่ๆ?”  คุโรโกะเลิกคิ้วสูง  เอียงคอมองดวงหน้าคมครึ่งซีก

“ฉันมีพี่ 4 คน เป็นน้องคนเล็กสุดน่ะ”    เสียงทุ้มคางยานตอบ

 

 

 

มิน่าล่ะ…คงถูกเลี้ยงมาแบบตามใจสุดกู่

 

 

“อา…หมดซะแล้ว..”  คนตัวใหญ่ฟุ่บลงกับโต๊ะ เอกเขนกมองถ้วยน้ำแข็งไสที่ว่างเปล่า ดูเหมือนเจ้าตัวคงมีเงินจำกัดแล้วก็มีการเหลือบมองมายัง..ถ้วยน้ำแข็งไสนมขนหวานของคนจืดจางข้างๆ นัยน์ตาสีฟ้าจับสังเกตเห็นและอีกฝ่ายก็รู้ว่าถูกมองจึงหันหน้าหนีก้มหน้าฟุ่บกับโต๊ะ  พอคุโรโกะตักน้ำแข็งไสขึ้นมาจะกิน..ก็เห็นว่านัยน์ตาสีอเมทิสต์นั่นเหลือบมองมาเป็นระยะๆแล้วก็หลบสายตาไปตลอดเวลา

 

“ฉันอิ่มแล้วค่ะ มุราซากิบาระคุงจะกินต่อไหมคะ”  คุโรโกะ เท็ตสึยะ เห็นแล้วก็สงสารคนที่พยายามฝืนทำเป็นไม่มองของหวานของเธอด้วยสายตาละห้อย คนตัวสูงเด้งตัวจากโต๊ะมือจะเอื้อมไปรับแต่ก็ชักกลับมา

“ไม่เอาอ่ะ..ก็ฉันตั้งใจจะเลี้ยงคุโรจิน”

“ไม่เป็นไรค่ะ..ฉันเองก็กินไม่หมดแล้วด้วย”  ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มบางๆแก่อีกฝ่าย มุราซากิบาระจ้องมองถ้วยน้ำแข็งไสด้วยความชั่งใจครู่หนึ่ง ในที่สุดก็รับมากินต่อด้วยใบหน้าเฉื่อยแฉะ แต่ถึงอย่างนั้นนัยน์ตาสีเข้มคมเป็นประกายแพรวพราวเต็มไปด้วยความสุขที่ทำเอาคนจืดจางรู้สึกขำอยู่ในใจภายใต้ภาพลักษณ์นิ่งเฉย

 

 

เด็กน้อยในร่างใหญ่ยักษ์..นี่คือ..มุราซากิบาระ อัตสึชิ

 

 

 

“เมื่อกี้เห็นมีฟาร์มโคนมมาเปิดด้วยล่ะ เดี๋ยวไปดูด้วยกันนะ”  คนหนุ่มตัวสูงเชิญชวนหญิงสาวร่างเล็กบาง คุโรโกะพยักหน้าตอบรับอย่างรู้วัตถุประสงค์อีกฝ่ายดีอยากไปกินนมฟรีตามที่ประกาศตามเสียงลำโพงบนเสาไฟฟ้าต้นสูงริมถนน   เธอนั่งเท้าคางมองไปรอบๆงานเทศกาลคึกคักกลิ่นอาหารอบอวลหอมชวนลิ้มลองไปหมด เสียงดนตรีเปิดเพลงประจำย่านการค้าโตเกียวพลาซ่าดังชัดไปทั่ว คนเดินกันกวักไกว่แน่นขนัดไปทั่ว ระหว่างรออีกฝ่ายจัดการน้ำแข็งไสในถ้วย ดวงเนตรกลมโตไร้อารมณ์สังเกตเห็นโปสเตอร์แปะตรงเสารูปชายหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อกระชับกับหมวกสีดำทรงสูงรัดใบหน้าขี้ม้าสีน้ำตาลท่าทะยานจะข้ามรั้ว

 

 

‘การแข่งขันขี่ม้าระดับเยาวชนครั้งที่ 10‘

 

 

“จะว่าไป..ย่านการค้านี่อยู่ติดกับสนามม้านี่นา”   คุโรโกะพึมพำเบาๆ ถึงสถานที่ก็ไม่ไกลมากนักจากย่านการค้าแห่งนี้

 

 

.

.

.

 

 

ปัง!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

ม้าทุกตัวกระโจนออกจากประตูคอกทะยานสู่ลู่วิ่งในสนาม  ขาทั้งสี่ควบเป็นจังหวะเร่งความตามเสียงสะบัดของเชือกซึ่งกำกับไว้โดยผู้ควบคุมขี่อยู่บนอานแปะหมายเลขประจำตัวแข่งขันไว้ข้างๆ เสียงเชียร์โห่ร้องดังกึกก้องสนามที่ล้อมด้วยแสตนที่นั่งสูง บ้างก็ตื่นเต้นจนก้นไม่ติดเก้าอี้ต้องเด้งตัวลุกมาโบกมือซึ่งถือตั๋วพนันเอาไว้แกว่งไปมาด้วยสีหน้าลุ้นระทึกว่าม้าที่เลือกแทงข้างจะคว้ารางวัลที่หนึ่งได้หรือไม่

 

โค้งสุดท้ายของการแข่งมาถึงเสียงเชียร์ก็ยิ่งดังมากขึ้นกว่าเก่า ม้าสีขาวกล้ามเนื้อมัดของต้นขาทั้งสี่ควบไวจนแซงคู่แข่งทั้งหลายที่นำมาอยู่ก่อนหน้านั้น ปลายหางสีขาวสะบัดพลิ้วไหวทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆจนในที่สุด..ก็ผ่านเส้นตัดสีขาวบนลู่วิ่งเข้าสู่เส้นชัยอย่างงดงาม

 

 

‘หมายเลข 4 เข้าเส้นชัยไปแล้วครับ!!!!

แชมป์ปีนี้ยังคงรักษาตำแหน่งไว้อย่างเหนียวแน่น อาคาชิ เซย์จูโร่!!!!’

 

 

โฆษกพากย์การแข่งขันป่าวประกาศทางไมค์ผ่านหอกระจกสูง ดังกึกก้องไปทั่วลำโพงกระจายเสียงตัวใหญ่ติดตั้งไว้รอบสนาม คนบนสนามเฮลั่นลุกจากเก้าอี้ชูมือร้องดีอกดีใจ ขณะเดียวกันบางรายที่เลือกแทงผิดข้างต้องมานั่งคอตกขยำตั๋วทิ้งลงพื้นเป็นเศษกระดาษไร้ค่า  ม้าสีขาวชะลอฝีเท้าลงเมื่อเจ้านายผู้ขับขี่กระตุกสายจูงเบาๆ มือถอดหมวกสีดำรัดกันกระแทกออกเผยเส้นผมสีแดงเพลิงชี้ยุ่งพองามรับใบหน้าคมหล่อเหลากับดวงเนตรสีแดงเรียวคมทอดมองม้าของตัวเองพลางลูบแผงคอชูระหงอย่างอ่อนโยน

 

ภาพของชายหนุ่มและม้าคู่ใจถูกถ่ายทอดออกทางจอดิจิตอลขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนเสาเหล็กสูง   มุมกล้องเน้นซูมหน้าเด็กหนุ่มผินให้กล้องเพียงเสี้ยวหน้าเท่านั้นก็เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆบนแสตนลั่นสนามยิ่งกว่าเสียงเชียร์ก่อนหน้านี้อีก

 

“กรี๊ดดดดด คุณอาคาชิเท่ห์สุดๆไปเลย”

“เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว ทั้งหล่อทั้งรวยแถมกีฬาก็เริ่ดหลากหลายอีกต่างหาก”

 

 

 

 

ถ้วยรางวัลปีที่ 10 ที่ได้จากการแข่งขันแข่งม้าครั้งนี้ก็ตกเป็นของ อาคาชิ เซย์จูโร่ เช่นเคย ร่างสูงยืนอยู่บนแท่นรับรางวัลเลขหนึ่งด้านใต้ฐานใครหลายคนวาดฝันอยากได้มันมา

 

 

แต่สำหรับเขา..มันช่างชินชาจนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

 

 

แสงแฟลชกระหน่ำถ่ายไม่ยั้งโดยนักข่าวทั้งแวดวงกีฬารวมไปถึงวงการบันเทิง..ในส่วนหลังนี้สาเหตุมาจากนามสกุลยิ่งใหญ่ที่ของเด็กหนุ่ม..ทายาทเพียงคนเดียวที่จะรับต่อการเป็นเจ้าแห่งธุรกิจยักษ์ใหญ่ต่างๆในญี่ปุ่นกุมอำนาจสูงสุดภายใต้บริษัท อาคาชิ คอเปอเรชั่น   มีดารานักแสดงรวมถึงลูกสาวไฮโซไม่น้อยหมายจะได้ขึ้นแท่นเป็นคู่หมั้นเชิดหน้าชูตาจึงเป็นที่สนอกสนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

อาคาชิรู้ทันว่าหลังจากก้าวลงจากเวทีต้องโดนรุมสัมภาษณ์แน่ ซึ่งเรื่องนี้พ่อก็ได้เตรียมการไว้แล้วโดนการ์ดชายชุดดำสวมสูทเนี้ยบเข้ารูป..บอดี้การ์ดประจำตัว 5 คนประกบล้อมหน้าหลังสกัดกั้นเหล่านักข่าวเหล่านั้นกระทั่งในที่สุดสามารถพานายน้อยของตระกูลยิ่งใหญ่เข้าไปหลบในล็อกเกอร์เปลี่ยนเสื้อสำหรับนักกีฬาโดยที่ไม่มีใครหน้าไหนเข้าถึงตัวซักราย

 

“ผลการแข่งขัน..เป็นที่น่าพอใจมากขอรับนายน้อย”  พ่อบ้านที่ติดตามรับใช้ถึงสนามเดินเข้ามาแสดงความยินดีกับเด็กหนุ่มผมแดงที่นั่งบนม้านั่งยาว ร่างสูงในชุดฟอร์มนักกีฬาผู้ควบคุมม้าผินหน้ามองอีกฝ่าย

“พ่อว่าไงบ้าง”  เขาถามถึงบิดาที่ไม่ได้มาดูการแข่งวันนี้

“คุณท่านพอใจกับรางวัลชนะเลิศขอรับ”  คำตอบนั่น อาคาชิ เซย์จูโร่ รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว

 

 

 

ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับชัยชนะ

 

 

“รถพร้อมแล้วขอรับ”  คำรายงานของอีกฝ่ายทำเอาคนตัวสูงผมสีแดงยุ่งถอนหายใจแรง หน้าหล่อเหลาแหงนมองเพดานหลับตานิ่งแล้วสนทนาโต้ตอบกับอีกฝ่าย

“ฉันเข้าใจแล้ว..แต่ขอพักซักระยะได้ไหม”

“แต่ว่า…คลาสติวโรงเรียนกวดวิชาจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า..”

“แค่ 10 นาทีเอง..ยังไงก็เข้าเรียนทัน”  คำขอพร้อมทั้งนัยน์ตาสีทับทิมแดงเลื่อนมองคนรับใช้อย่างอ่อนล้า ทำเอาพ่อบ้านหนุ่มใจอ่อน..คนวัยกลางคนพยักหน้ารับคำสั่งโค้งตัวลาก่อนเดินออกไปจากห้องล็อกเกอร์

 

 

ปัง!!!!

 

 

ประตูห้องปิดสนิทเหลือเพียงผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันขี่ม้าระดับเยาวชน เด็กหนุ่มผมสีแดงล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือสีแดงในกระเป๋าเสื้อผ้าเปิดฝาพับกดเลื่อนไปยัง gallery  เปิดรูปถ่ายล่าสุด..รูปของเหล่าสมาชิกชมรมทีมบาสรุ่นปาฏิหาริย์ ยืนกอดคอถ่ายกันริมทะเลโอกินาว่าวันสุดท้ายของค่ายฝึกก่อนปิดเทอมฤดูร้อน

 

แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มทองเบื้องหลังสาดส่องยังร่างของพวกเขา ตรงกลางเป็นผู้จัดการสาวสองคน คิเสะ เรียวตะสวมบิกินี่สีขาวขยิบตาชูสองนิ้วคู่กับโมโมอิ ซัทสึกิ  ขนาบซ้ายขวาทั้งสองเป็นตัวเขาเองกับคุโรโกะ เท็ตสึยะ เด็กสาวผู้จำแลงกายมาเป็นชายเข้าร่วมเล่นบาส ด้านหลังคืออาโอมิเนะ ไดกิ ถือลูกบาสยิ้มร่าสวนทางกับมิโดริมะ ชินทาโร่ ทำเพียงดันแว่นทำหน้าเคร่งขรึม ตรงกลางแถวหลังสุดคือมุราซากิบาระ อัตสึชิ ยืนหน้ามึนคาบแผ่นมันฝรั่งคาปาก

 

รอยยิ้มจางๆผุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนล้า เพียงแค่รูปถ่ายเพื่อนร่วมทีมก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

 

 

 

 

 

“เซย์จูโร่ ปิดเทอมนี้พ่อให้คนวางแพลนสำหรับลูกไว้หมดแล้ว จะได้ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สมชื่อ ‘อาคาชิ’ ไม่ใช่ไร้สาระไปวันๆเหมือนเด็กคนอื่นๆ”  

 

เสียงทุ้มเยือกเย็นเด็ดขาดเป็นคำสั่งจากปากของบิดาเรือนผมสีแดงเสยเรียบ พร้อมกับเอกสารตารางแผนงานในแต่ละวันถูกส่งมายังมือบุตรชายเพียงคนเดียวทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังจากกลับมาจากค่ายฝึกซ้อมชมรมบาสเก็ตบอล  ยังคงก้องชัดเจนอยู่ในสมองไม่ลืมเลือน

 

 

 

ไร้ซึ่งอิสรภาพ..ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหมากกระดานของบิดาผู้ยิ่งใหญ่

 

 

“ถ้าฉันไม่ใช่อาคาชิ..มันจะเป็นยังไงนะ?” คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ..เพราะในความเป็นจริงของชีวิตไม่อาจย้อนเวลากลับไปเลือกเกิดได้  หลายคนอาจจะอิจฉาชีวิตสวยหรูของเขา หารู้ไม่ว่านี่คือกรงขังทองคำที่กักกันทุกสิ่งด้วยชื่อ ‘อาคาชิ’

คิดไปก็ไร้สาระเปล่าๆ คนหนุ่มผมแดงพ่นลมหายใจแรงหลับตาลงทำสมาธิให้ว่าง ปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายจากนี้ไปยังมีการเข้าเรียนโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียน ม.ปลายชั้นนำที่พ่อคาดหวังเอาไว้ มือพับปิดฝาโทรศัพท์เก็บเข้ากระเป๋า ร่างสูงลุกจากเก้าอี้ตรงไปยังล็อกเกอร์แล้วเปิดออก  ถอดเสื้อฟอร์มสำหรับผู้แข่งขันกีฬาขี่ม้าทีละชิ้นผลัดเปลี่ยนมาเป็นเสื้อเชิ้ตสีเทาแขนยาวกับกางเกงยีนส์สีดำเข้ารูปที่แขวนไว้ด้านในตู้

 

 

.

.

.

 

“งั่มๆๆๆๆๆ”

 

เสียงเคี้ยวกรุบกรอบหนึบหนับดังชัดตลอดเส้นทางย่านการค้าโตเกียวพลาซ่าแสนคึกคัก  คุโรโกะในชุดกระโปรงสีขาวยาวครึ่งน้องตัวบางพร้อยชายลูกไม้ผูกสายเดี่ยวเหลือบมองคนตัวใหญ่เรือนผมสีม่วง  วงแขนแกร่งทั้งสองหอบถือถุงขนมมากมายสี่ถุงที่เจ้าตัวแวะซื้อตามบูธโน้นนี้ไม่ขาดสาย เดินไปกินไปจนแก้มตุ่ยเหมือนเด็กน้อย

“อ่ะ..อุโออินอิ่นอิ”  ปากขยับพูดทั้งขนมเต็มปาก ใบหน้าไร้อารมณ์มุ่นคิ้วลงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไรแต่แล้ว..ขนมกาละแมของบูธอาหารต่างประเทศถูกส่งมาให้เธอ จึงเข้าใจได้ว่ามุราซากิบาระกำลังชวนกินขนม

 

“ขอบคุณค่ะ” เธอรับมันมาอย่างเป็นมารยาท ถึงจะไม่ได้ชอบของหวานมากมายแต่ก็ไม่อย่างปฏิเสธน้ำใจ หญิงสาวแกะเอาเชือกไม้ซี่ออกตามด้วยลอกพลาสติก หยิบเอาก้อนเหนียวหนึบสีดำน่าประหลาดใจที่คนขายเป็นคนไทยอธิบายว่ามันคือขนมที่ทำจากน้ำตาลปี๊บ(คุโรโกะไม่เข้าใจว่ามันต่างจากน้ำตาลทรายยังไง)เคี่ยวกับกะทิแล้วก็ใส่น้ำอ้อยป่นดำทำให้สีของขนมดำดั่งที่เห็น

 

 

เรื่องราวเหล่านี้รู้ได้..เพราะคนตัวใหญ่เอ่ยถาม

ไม่ใช่แค่นั้น..ทุกๆขนมที่พวกเขาทั้งสองแวะซื้อ มุราซากิบาระมักจะถามเสมอๆว่า ชื่ออะไร? ทำจากอะไร?ยังไง?

 

 

“อร่อยไหม?” มุราซากิบาระกลืนของที่คาปากลงคอ  กลับมาพูดจารู้เรื่องอีกครั้งนัยน์ตาเรียวคมเหลือบมองหญิงสาวเคี้ยวกาละแมตุ้ยๆดวงตาไร้อารมณ์กลมโตเลื่อนไปสบตาตอบ พยักหน้าหงึกหงัก

“อยากกลับไปลองทำที่บ้านดูจัง ต้องอร่อยมากแน่ๆ”   คนหนุ่มหันกลับไปเงยหน้ามองฟ้า พูดทั้งแววตาเลื่อนลอยเพ้อฝันแถมน้ำลายยังไหลเยิ้มมุมปาก

 

“ทำอะไรอ่ะ คุโรจิน?”  ใบหน้ามึนตลอดเวลาเอียงคองุนงง..มองหญิงสาวตัวเล็กบอบบางพยายามเอื้อมสุดแขนเขย่งเท้าถือผ้าเช็ดหน้าในมือ

“ก้มตัวลงมาหน่อยได้ไหมคะ” เสียงหวานไร้อารมณ์เอ่ยขึ้น คนผมสีม่วงซอยยาวคลอเคลียคอกระพริบตาปริบๆฉงนสนเท่ห์แต่ก็ย้อมโน้มตัวลงมา สัมผัสนุ่มนิ่มเบาบางประกบลงบนมุมปาก..ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนเช็ดน้ำลายไหลยืดออกช้าๆจนหมดเกลี้ยง  “เรียบร้อยแล้วค่ะ”

 

ริมฝีปากเล็กอิ่มยิ้มบางๆ ดวงหน้าไร้อารมณ์แลดูอ่อนโยนใต้แสงอาทิตย์สาดส่องฤดูร้อน สว่างจ้าจนหญิงสาวตัวน้อยผมสีอ่อนดูพร่ามัว..

 

 

“…นางฟ้า”

 

“เมื่อกี้มุราซากิบาระคุงพูดว่าอะไรนะคะ?” นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนฉายแววงุนงง เหมือนเมื่อกี้จะเห็นปากหนาได้รูปขยับพึมพำอะไรบางอย่าง

“เปล่าๆ ไม่มีอะไร จะถึงฟาร์มโคนมแล้วล่ะ”  มุราซากิบาระส่ายหน้าช้าๆ แล้วเดินนำไปข้างหน้าลิ่วๆ ช่วงขาที่ยาวเพียงแค่ก้าวเดินสั้นๆก็ออกตัวไปไกลจนคุโรโกะต้องเร่งฝีเท้าตามหลังอีกฝ่ายให้ทัน  แสงแดดจ้าร้อนระอุนั่นทำให้เธอต้องยกมือป้องสายตาตลอดเวลา..ความสว่างนั้นทำให้แผ่นหลังกว้างใหญ่ของนักกีฬาตัวใหญ่ใจเด็กดูเจิดจ้า หากแต่เธอกลับสังเกตเห็นบางอย่าง

 

 

ใบหูของมุราซากิบาระคุงเป็นสีแดง?

 

 

“มุราซากิบาระคุง..หน้าแดงเหรอคะ?”  สิ้นคำถามเจ้าตัวสะดุ้งโหยงจนไหล่ไหว มุราซากิบาระส่ายหน้ารัวๆจนผมสีม่วงสะบัดไหว

“อ..อากาศมันร้อนน่ะ คุโรจิน”  ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าเสียงทุ้มเอื่อยเฉื่อยนั่นดูตื่นเต้นชอบกลนัก ไหนจะพูดติดขัดอีกยิ่งน่าสงสัยใหญ่..ประกอบกับท่าทีลกลนนัยน์ตาล่อกแล่ก  เหมือนเด็กกำลังโกหกชัดๆ

 

“วัวตัวเป็นๆล่ะ!!!!!!”

“ว้าววววว!!!”

 

คำถามที่กำลังจะออกจากปากอิ่มเล็กกลืนหายไปกับเสียงตะโกนตื่นเต้นของเหล่าเด็กๆเบื้องหน้าปะปนกับกลุ่มผู้ใหญ่ ยืนล้อมอยู่รอบรั้วไม้จัดวางขวางกั้นวัวตัวใหญ่สีขาวสลับดำสามตัว  เดินไปมาช้าๆบนกองหญ้าที่พวกมันใช้กินเป็นอาหาร เคี้ยวเอื้องอยู่ในปาก

 

“นมสดๆจากฟาร์มฟูกุชิมะครับ แจกให้ดื่มฟรีสำหรับเทศกาลนี้เท่านั้น”

 

เจ้าหน้าที่จากฟาร์มฟูกิชิมะเจ้าของบูธโคนมชื่อดังของญี่ปุ่นถือโทรโข่งป่าวประกาศแข่งสู้กับอากาศร้อนตามฤดูกาล  ดูเหมือนจะเดินเท้ามาถึงบูธที่คนตัวใหญ่หมายมั่นแล้ว มุราซากิบาระเดินเข้าไปดุ่ยๆตรงหน้าโต๊ะแจกนมสดฟรี เจ้าหน้าที่สาวสวมเสื้อโปโลสีขาวปักตราสัญลักษณ์ฟาร์มฟูกิชิมะรินนมในเหยือกใส่แก้วพลาสติกเล็กๆส่งให้คนตัวใหญ่

 

“อีกแก้วนึงให้คุโรจินด้วยสิ”  มุราซากิบาระชี้นิ้วไปยังเด็กสาวผมฟ้าข้างกาย เจ้าหน้าที่สะดุ้งโหยงอุทานเสียงดังรีบผงกหัวขอโทษแล้วรินนมใส่แก้วให้อีกฝ่าย

“ขอโทษนะคะ เมื่อกี้ไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่ามีคนมาด้วย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชินแล้ว”  คุโรโกะไม่ถือสา  ความจืดจางเหล่านี้เกิดขึ้นกับเธอมาตลอดชีวิตจนเป็นส่วนหนึ่งไปแล้ว รับแก้วนมนั่นมาจากเจ้าหน้าที่ ริมฝีปากแตะขอบแก้วพลาสติกยกดื่ม รสกลมกล่อมหอมมันทำเอานัยน์ตาไร้อารมณ์เบิกกว้างเป็นประกาย..เธอดื่มต่อไปอย่างรวดเร็วจนหมดในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะถอนปากจากแก้วพร้อมกับคนหนุ่มข้างตัวที่ตาเป็นประกายไม่แพ้กัน

 

 

“อร่อย!!!!”

มุราซากิบาระกับคุโรโกะประสานเสียงพร้อมกับ ทั้งสองเงยหน้ามองเจ้าหน้าที่ตาปริบๆ เธอคลี่ยิ้มดีใจแล้วรินนมให้อีกสองแก้วส่งมอบให้ชายหนุ่มหญิงสาวต่างไซส์ตรงหน้า ทั้งสองยกดื่มรวดเดียวจนหมดก็ยังไม่พอรสชาติที่บริสุทธิ์หอมหวานเช่นนี้ ดับคลายร้อนได้ยิ่งกว่าน้ำแข็งไสเสียอีก

“ถ้าสนใจทางเราจัดขายไว้ด้วยนะคะ..ในช่วงเทศกาลนี้ลดราคาขวดละ 10% “  เจ้าหน้าที่สาวผายมือไปยังบูธข้างๆที่จัดวางสินค้าจากฟาร์มโคนมฟูกิชิมะทั้งเนื้อเสต็กจากส่วนต่างๆบนร่างกายวัว ขณะนั้นก็จัดเรียงนมโคหลากหลายรสชาติทั้งรสหวาน รสจืด ช็อกโกแลต สตอเบอรี่ และรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีโยเกิร์ตรวมกับของที่ระลึกจำพวกหมวกกับพวงกุญแจทำจากหนังวัวอีก คนเข้าคิวยาวเหยียดจนแทบไม่เห็นว่าปลายแถวสิ้นสุดตรงไหน

 

“อา..แบบนี้ไม่ทันแน่เลย” มุราซากิบาระถอนหายใจคอตก

“ก็เพราะมุราซากิบาระคุงเอาแต่แวะกินโน้นนี้ตลอดทางนั่นแหละค่ะ” คุโรโกะพูดไปตามความเป็นจริง แทงเข้ากลางใจคนหนุ่มตัวใหญ่ยักษ์  ดูยังไงก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลองเสี่ยงต่อแถวต่อคิวดูเท่านั้น

 

 

“เดี๋ยวนะ..นี่มันอะไรกันที่ฟาร์มเราไม่ได้บอกให้เอากระทิงมานี่!!!”

“แต่ว่า..นายทุนซุซิกิบอกมันจะทำให้ดูตื่นเต้นขึ้น”

“ไม่ได้นะ!!!เอาเก็บไปเดี๋ยวนี้เลย!!!!!”

 

เสียงเอะอะตะโกนโหวกเหวกดังออกมาจากรถตู้คอนเทนเนอร์หลังรถบรรทุกคันใหญ่ ดึงทุกสายตาให้หันไปมองหนุ่มวัยกลางคนหัวหน้าทีมจัดบูธเถียงกับเจ้าหน้าที่ในชุดหมีสีเทาเข้มดูแลสัตว์ทั้งสามยืนก้มหน้าก้มตาอ้ำๆอึ้งๆ ขณะนั้นเอง ชายร่างเตี้ยท้วมเดินถือเครื่องคิดเลขเข้ามาสมทบ พร้อมบอดี้การ์ดในชุดดำสามคนที่ดูจะมีอิทธิพลใหญ่โตกว่าหัวหน้างานที่กำลังต่อว่าลูกน้อง

“คุณซุซุกินี่มันงานเทศกาลนะครับ!!!แล้วพื้นที่ก็คับแคบ..”

“แจกนมฟรีกับเอาแม่วัวมาโชว์มันยังเรียกเรตติ้งฟาร์มไม่พอหรอกน่า!!!” ดูเหมือนผู้จัดการหน้าเงินออกนอกหน้าจนไม่สนอะไรอีกต่อไป เขาสั่งให้คนงานลากตู้คอนเทนเนอร์ลงมา ตู้เหล็กนั่นสั่นไหวเสียงคำรามครืดคราดในนั้นทำเอาคนในฟาร์มขนลุกเกรียวหน้าซีดเป็นแถว  “ไม่ต้องห่วง..เราควบคุมมันได้”

ความหน้าเงินมันไม่เข้าใครออกใคร ในที่สุดตู้คอนเทนเนอร์เปิดออก สิ่งที่อยู่ในนั้นคำรามกรรโชกโฮกฮากบางอย่างวิ่งทะยานออกมา!!!! นักท่องเที่ยวเลิกสนใจบูธสินค้าอื่นๆไปจับจ้องยังวัวกระทิงสีน้ำตาลตัวใหญ่โตบึกบึน เขาโค้งแหลมโง้งสั้น นัยน์ตาสีดำวาววับกราดมองรอบข้างอย่างดุดัน ทว่า..ขาทั้งสี่เต็มไปด้วยกล้ามมัดถูกรั้งไว้ด้วยโซ่ตรวนอันใหญ่

 

 

แคร้ง!!!!

 

น็อตกระเด็นหลุดกลิ้งตกพื้นมาชนรองเท้าบูธของคนดูแลวัว คนงานก้มตัวหยิบน็อตมาดูอย่างงุนงง

 

แคร้ง แคร้ง แคร้ง

 

น็อตสามสี่ตัวกระเด็นกระดอนออกมา พวกเจ้าหน้าที่เงยหน้ามองต้นกำเนิดของน็อตเหล่านั้น..มาจากตัวล็อกสายโซ่ในตู้คอนเทนเนอร์ พวกเขาหน้าซีดเผือดรีบวิ่งเข้ามาไล่ต้อนวัวกระทิงให้กลับเข้าไป

“แย่แล้ว!!!!!!!!!!!!”

“มอออออออออออออออออออออออออออ”

 

วัวกระทิงกระชากสุดแรงโซ่ตรวนขาดสะบั้น มันกระโจนออกมารถตู้คอนเทนเนอร์ พ่นลมหายใจแรงจนควันขึ้นจมูก  ผู้คนในงานวิ่งหนีร้องลั่นเสียงดันเอาตัวรอดสุดชีวิตจนควันตลบอบอวล มุราซากิบาระและคุโรโกะเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็รีบจ้ำอ้าวหนีไปตามๆกับ

 

“แง!!!!!!!!!!!!!”  เสียงร้องจ้าของเด็กน้อยดังขึ้น ใบหน้าจืดจางหันไปเห็นเด็กน้อยที่เธอแย่งถุงลูกอมจากมุราซากิบาระมาคืนล้มหกคะมำตัวมอมแมม กำลังถูกเจ้าวัวกระทิงดุร้ายย่างสามขุมเข้าหา

“คุโรจิน!!!!!!”  คนผมม่วงตาโตเท่าไข่ห่าน  เด็กสาวจืดจางวิ่งสวนทางกับผู้คนฝ่าฝูงชนเข้าไปฉุดดึงแขนเด็กผู้ชายตัวน้อยขึ้นมาหลบกระทิงขวิดไปอย่างฉิวเฉียด ทว่า..เจ้าวัวดุร้ายนั่นไม่ยอมเลิกรามันเบรกเท้าเอี่ยวเลี้ยงคำรามพ่นลมหายใจแรงฮืดฮาด ตะกุยเท้าหน้าจนควันขึ้นแล้ว..

 

“!!!!!!!!!!!”   สาวผมฟ้ารีบอุ้มเด็กชายแล้ววิ่งสุดกำลังเท่าที่มี เจ้าวัวนั่นเป้าหมายเล็งมาที่เธอกับเด็กชายตัวน้อย ดวงตาวาวโรจน์ของมันน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด!!!

 

 

“นี่!!!!ฉันอยู่นี่!!!!!!!!!”

“มุราซากิบาระคุง!!!!”  คุโรโกะร้องอุทานหน้าตาตื่น คนหนุ่มผมม่วงตัวใหญ่วิ่งเข้ามาตะโกนเรียกเจ้าวัวกระทิงนั่นในมือถือผ้ากันเปื้อนสีแดงที่จับฉลากได้ในบูธขนมหวานเวียดนาม พอได้เห็นสีต้องห้ามก็ยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราดแก่วัวกระทิง มันเบนเข็มจากเป้าหมายเดิมมายังคนตัวใหญ่ผมสีม่วง  พุ่งกระโจนเข้าขวิดเด็กหนุ่มผมม่วงทันที  คนหนุ่มหรี่ตาสีเข้มคมเอี่ยวหลบวัวไปอย่างตลอดพยายามหลอกล่อให้ถอยห่างออกจากฝูงชนแตกฮือ

 

ความว่องไวที่ฝึกฝนจากตำแหน่ง forward กับช่วงขาแขนยาวกว่าคนทั่วไป   ไม่ว่าวัวกระทิงสีน้ำตาลจะพยายามเข้าทำร้ายอีกฝ่ายแค่ไหนก็ไร้ผล

 

“มอออออออออออออออออออ”  มันโมโหสุดขีดแล้ว ลมพ่นออกจมูกปากวิ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วมากกว่าเดิม มุราซากิบาระตาโตคาดไม่ถึงแล้วเอี่ยวเบนหลบหลีกไปพร้อมปล่อยผ้ากันเปื้อนสีแดงนั่น จังหวะเดียวกันขนมที่ซื้อระหว่างเดินชมงานถูกวัวชนกระแทกหกกระจุยกระจายกองกับพื้น

 

 

โครม!!!!!!!!!!!

 

วัวพุ่งชนกำแพงผนังสุดซอยถนนย่านการค้า..แน่นิ่งไปแล้ว คนตัวสูงใหญ่หายใจหอบหนักทรุดนั่งกองกับพื้นก้มมองขนมเละแหลกเหลวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยละเอียดด้วยฝ่าเท้าของกระทิงทั้งน้ำตา

 

“เฮ้ย!!!!มันยังไม่ตาย!!!!”  ผู้คนร้องเสียงหลงตัวสั่น ชี้นิ้วไปยังเจ้ากระทิงตัวร้ายเริ่มขยับกายหยัดตัวลุกขึ้นยืน เศษอิฐปูนไหลร่วงหล่นจากหัวประดับเขาโง้ง  เสียงฝีเท้าเดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้  กระทิงสีน้ำตาลรับรู้ถึงเงาดำทาบทับจึงหันขวับหมายจะพุ่งชน แต่แล้ว..วัวตัวนั้นต้องสะดุ้งกับนัยน์ตาสีอเมทิสต์คมกริบวาวโรจน์

 

“ขนมของฉันชดใช้มาซะ!!!!”

 

“มออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”  

 

 

 

.

.

.

 

“หือม์?”  อาคาชิ เซย์จูโร่ เหลียวหลังมอง เขากระพริบตากับเสียงแว่วประหลาดดังออกมาจากถนนย่านการค้าโตเกียวพลาซ่าห่างจากสนามม้าอีกฝากของกำแพงเกือบๆ 500 เมตร

“วัวเหรอ?” เสียงทุ้มพึมพำฉงนงุนงง..ในโตเกียวแบบนี้จะมีวัวได้ยังไง หรือเราจะเหนื่อยจนหูฝาดไป คนหนุ่มส่ายหน้าเลิกใส่ใจกับสิ่งเหล่านั้น มือกระชับกระเป๋าสะพายบรรจุเสื้อนักกีฬาแข่งม้าเอาไว้เดินตรงไปยังคอกม้าสำหรับนักแข่ง

 

“เหนื่อยหน่อยนะ..ยูกิมารุ”  เสียงทุ้มเอ่ยนามของม้าสาวรูปงามตัวนี้พลางเอามือลูบใบหน้าเรียวยาวเบาๆ  เกลี่ยเส้นผมสีขาวโพลนออกให้พ้นจากดวงตาสีดำสวยกลมโตหวานเหล่านั้นด้วยความทะนุถนอม  มือปลดคานไม้กั้นรั้วออกแล้วลากสายจูงพาม้าสีขาวราวกับหิมะโปรยปรายในฤดูเหมันต์เดินออกไปจากคอกเตรียมขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทอาคาชิที่จอดรอรับอยู่หน้าทางเข้าสนามแข่งขัน    ความโดดเด่นของเจ้านายม้าไม่ว่าใครต่างก็จับตามอง  ทว่า..ตัวม้านั้นไซร้กลับไม่มีใครทันสังเกตเห็น

 

เรือนลาง..จืดจาง..ดั่งหิมะร่วงหล่นจากฟ้า แล้วสลายหายไปเมื่อฤดูกาลเปลี่ยนผัน

แต่สำหรับเขา..กลับน่าสนใจยิ่งกว่าม้าตัวใด

 

 

จังหวะนั่นนัยน์ตาสีแดงเรียวคมสังเกตเห็นรถตู้คอนเทนเนอร์อีกคันที่จอดไม่ห่างไกลนัก..ด้านนอกเพ้นท์สีเป็นตราสัญลักษณ์ฟาร์มโคนมฟูกิชิมะ  ประตูเปิดอ้าไว้..ไม่สิต้องบอกว่าถูกพังออกมาด้วยอะไรบางอย่างในนั้นบานประตูถึงได้บิดงอ  ไหนจะโซ่ตรวนที่ขาดสะบัดห้อยระโยงรยางค์นั่นอีก

“แย่แล้ว..ต้องรีบแจ้งผู้จัดการแล้ว!!!”  เจ้าหน้าที่หน้าตาตื่นกดโทรศัพท์รัวๆหาใครบางคนหน้าตาตื่นตระหนกซีดขาวเห็นได้ชัด ด้วยความสงสัยอาคาชิจึงเดินเข้าไปถามพวกเขา

 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”

“แถวนี้อันตราย!!เธอไม่ควรมาอยู่ที่นี่!!รีบๆกลับบ้านไปซะ!!!” คำเตือนของเจ้าหน้าที่ยิ่งสร้างความฉงนแก่คนผมสีแดงมากไปกว่าเก่า

“อันตราย?”  เขาทวนคำพูดอีกฝ่าย

 

“กระทิงมันหลุดน่ะ ตอนนี้กำลังตามจับอยู่ยังไงก็รีบๆกลับบ้านไปก่อนเถอะนะ” เจ้าหน้าที่ทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะวิ่งขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ขับออกไปด้วยความเร็วสูงลับสายตา จังหวะเดียวกับที่บอดี้การ์ดของเขาเดินออกมาตามให้กลับขึ้นรถลีมูซีนที่จอดรอเอาไว้

 

“นายน้อย!!จะไปไหนขอรับ!!!!”  พ่อบ้านวัยกลางคนวิ่งตาตื่นมาสมทบเมื่อเด็กหนุ่มผมแดงปีนขึ้นหลังม้าแล้วสะบัดสายจูงควบม้าสีขาววิ่งออกไปตามท้องถนนไม่สนใจสายตาฮือฮาของผู้คนที่เดินไปมาแถวนั้น

 

 

.

.

.

 

 

“ต้องขอบคุณเธอจริงๆที่ช่วยพวกเราไว้”  ผู้จัดการฟาร์มโคนมฟูกิชิมะโค้งตัวแก่ชายหนุ่มเรือนผมสีม่วงซอยกับหญิงสาวผมฟ้าจืดจางผมสั้นชี้ยุ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิดทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของตัวเองซักนิด แต่เป็นของนายทุนที่นั่งฉี่แตกคาพื้นกลัวกระทิงจนตัวสั่น วัวตัวร้ายถูกเจ้าหน้าที่ลากโซ่ออกมาจากซอยสุดถนนด้วยท่าทีสงบเจี๋ยมเจี้ยม พอตาสีม่วงคมตวัดมองเจ้าวัวถึงกลับสะดุ้งตัวสั่นเท้าวิ่งเข้าไปหลบในตู้คอนเทนเนอร์ที่เปิดอ้ารอรับเอาไว้

 

“แล้วขนมฉันจะชดใช้…”  คนตัวสูงใหญ่ที่ไม่รู้ว่าทำอะไรหลังม่านฝุ่นตลบคลุ้งจนทำให้วัวกระทิงเชื่องยิ่งกว่าเชื่องได้กำลังอ้าปากเรียกสิทธิ์ขนมที่เสียหายคืน ทว่า..คุโรโกะรีบตัดบทโค้งตอบรับคำขอบคุณเหล่านั้น

“ไม่เป็นไรค่ะ”  เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้จัดการก็โล่งใจ หากแต่..เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อสูทดังขึ้นเขาต้องละการพูดคุยกับวีรบุรุษผู้กล้าตรงหน้ามากดรับสาย   แรงกระตุกชายกระโปรงทำให้นัยน์ตาสีอ่อนกลมโตละกลับมายังเด็กชายที่เธอช่วยชีวิตเอาไว้ เด็กน้อยแย้มยิ้มกว้างจนแก้มปริ

 

“ขอบคุณนะฮะ พี่สาวนางฟ้า”

“ไม่เป็นไรหรอก” คุโรโกะลูบหัวตอบอีกฝ่ายไปมาอย่างอ่อนโยน เด็กชายตัวน้อยเอียงคอมองไปด้านหลังชายผมม่วงนั่งยองๆหน้าซากขนมของตนรังสีทะมึนดำมืดชวนอึดอัดออกมาเห็นได้ชัดจนมือส่งไร้เงาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยตอนนี้   มุราซากิบาระน้ำตาตกในจ้องมองเงินที่สูญสลายไปกับตากองขนมที่วาดหวังจะเอากลับไปกินบ้านเละไม่มีชิ้นดี

 

แปะๆ

 

แรงตบบนหลังเบาๆสองทีทำให้คนตัวสูงใหญ่เหลียวหลังมา ก็พบกับถุงลูกอมในมือของเด็กชายตัวน้อยที่เขายื้อแย่งกันมาก่อนหน้านี้

“ผมให้พี่ชายฮะ พี่ชายเท่ห์สุดยอดเลยตอนสู้กับวัวเมื่อกี้นี้น่ะ”  เด็กน้อยยิ้มยิงฟังขาว

 

มุราซากิบาระกระพริบตาปริบๆแต่ก็ยืนมือรับถุงลูกอมนั่น เสียงเรียกของกลุ่มเพื่อนเด็กๆทำให้เจ้าหนูคนนั้นวิ่งออกไปสมทบรวมกลุ่ม คุโรโกะเดินเข้ามาใกล้อีกฝ่าย ยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังกลุ่มเด็กน้อยไร้เดียงสาเบื้องหน้า

 

“มุราซากิบาระคุง กล้าหาญมากเลยนะคะ ถ้าไม่ได้คุณ..เด็กพวกนั้นกับทุกคนคงไม่ยิ้มอย่างมีความสุข”

“ฉันก็แค่อยากช่วยคุโรจินเท่านั้นแหละ” มุราซากิบาระตอบปัดทั้งเสียงเอื่อยเฉื่อย มือล้วงหยิบเอาลูกอมในถุงมาแกะกิน นัยน์ตาสีอเมทิสต์มองเหล่าเด็กๆที่หันกลับมาโบกมือล่ำลาพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะเดินหายปนเปในฝูงชน

“ลูกอมนี่อร่อยกว่าที่คิดแหะ”  คนผมม่วงพึมพำเบาๆ  ดวงหน้าหวานจืดจางเหลือบมองหน้าคมค่อนเค้าไปทางน่ารักและดูหล่อในเวลาเดียวกันเคี้ยวลูกอมตุ้ยๆ  ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มน้อยๆแล้วล่ะสายตาไปยังภาพบรรยากาศในงานกลับมาสนุกคึกคักเหมือนเคย

 

 

“อะไรนะ!!!!มีวัวกระทิงอีกตัวเหรอ!!!!!”   เสียงหัวเราะเงียบกริบทันทีที่เสียงตะโกนร้องดังออกจากปากผู้จัดการฟาร์มโคนม ใบหน้าคมซีดเซียวหันขวับไปมองตาเขียวใส่นายทุนซุซุกิร่างท้วมสั่นกำลังได้รับการพยุงตัวจากบอดี้การ์ดทั้งสอง คนวัยกลางคนเดินก้าวยาวๆเข้าไปกระชากคอเสื้อคนถือหุ้นรายใหญ่ของฟาร์มเข้ามาแบบไม่เกรงใจกันอีกต่อไป

“นี่แก…สั่งให้เอากระทิงมาสองตัวเหรอ!!!”

“ก็…ก็ฉันกะเอามาเปิดกีฬาชนวัวในงาน ยกโทษให้ฉันเถอะนะ”

 

 

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด กระทิง!!!!!!!!!!!”  เสียงหวีดร้องดังขึ้นกลางฝูงชน ผู้คนวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ข้าวของบูธในงานล้มระเนระนาดพังไม่เป็นท่า  ผู้คนแหวกทางหนีให้กับวัวกระทิงสีดำดุร้ายร่างกายกำยำ นัยน์ตาวาวโรจน์กราดมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเกรี้ยวกราด

 

“จับมันไว้!!!!”  เหล่าคนงานถือไม้พร้อมกับโซ่ล่ามวิ่งเข้าไป แต่ก็ถูกกระทิงดำชนกระเด็นกระดอนกลับมา  นายทุนเจ้าของแผนการเอาชื่อเสียงดันได้ชื่อเสียอาศัยจังหวะที่ผู้จัดการฟาร์มเผลอ เผ่นหนีขึ้นรถของจนที่จอดรอข้างนอกเอาตัวรอดไปก่อนใครแบบหน้าด้านๆ  นัยน์ตาสีเข้มเล็งมายังกลุ่มคนตรงหน้า คุโรโกะมองซ้ายขวาหาทางหลบหนีแต่ไม่เหลือใดแล้ว คนตัวสูงผมสีม่วงยืนขึ้นสบถหัวเสียลุกขึ้นมาปาถึงลูกอมใส่หน้าวัวแล้วจูงมือหญิงสาววิ่งออกไป สวนทางออกไป เจ้าวัวกระทิงสะบัดหัวจนถุงหลุด มันเหลียวหลังวิ่งไล่กวดเป้าหมายคำรามเสียงดังลั่น

 

“มออออออออออออออออออออ”

 

 

“!!!!!!!”  กระโปรงสีขาวดันเกี่ยวกับตะคอคานบูธที่พังระเนระนาดบนถนน คุโรโกะตาโตพยายามกระชากดึงชายกระโปรงให้หลุด มุราซากิบาระรู้ตัวว่ามือของตนหลุดจากแขนอรชร พอหันกลับไปฝูงชนก็วิ่งเข้ามาผลักดันเขาไม่ให้กลับเข้าไปถึงตัวสาวจืดจางได้

 

“คุโรจิน!!!!!!!!!!!!”

 

กระทิงดำควบเท้าพุงทะยายตั้งเขาพุ่งเข้ามายังหญิงสาวเรือนผมฟ้าสั้นชี้ยุ่ง นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

 

แย่แล้ว!!!!!

 

 

 

 

ฟุ่บ!!!!!!!!!!!!!!!

 

บางอย่างพุ่งทะยานเข้ามาขวางเอาไว้ ใต้แสงอาทิตย์ร้อนระอุเจิดจ้าจนทุกอย่างดูพร่ามัว..หางยาวสีขาวพลิ้วเหมือนเส้นไหมยาวสะบัดไปมา   ม้าสีพิสุทธิ์ดั่งหิมะสูงสง่ากันสายตาเธอจากวัวกระทิงสีดำก่อนที่ร่างจะเบาหวิวถูกรวบขึ้นมานั่งบนอานม้า ชายกระโปรงเกี่ยวขาดออกมาไปเล็กน้อยติดกับตะขอเบื้องล่าง

 

“ไม่เป็นไรใช่ไหม” เสียงทุ้มเรียบสุขุมคุ้นหูถามไถ่

 

หญิงสาวผู้อยู่ในอ้อมแขนแกร่งยังคงตกตะลึงระคนตื่นตระหนกอยู่ ทว่า..ก็ไม่ถึงขาดสติเธอส่ายหน้าช้าๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นไปมองผู้ที่ช่วยชีวิตเอาไว้

 

“อาคาชิคุง!!!”

“ห่ะ!!!!คุโรโกะคุงเองเหรอ!!!”

 

คนผมแดงหน้าเหวอกับเหตุไม่คาดฝันว่าคนที่ช่วยเอาไว้ดันกลายเป็นคนรู้จักไปเสียอย่างงั้น  คุโรโกะเองก็เช่นกันต่างฝ่ายต่างมองตากันพักนึง ก่อนจะถูกปลุกให้ตื่นจากความประหลาดใจดั่งกล่าวโดยเสียงฝีเท้าของวัวกระทิงควบเข้ามา   คนผมแดงชี้ยุ่งสะบัดสายจูงม้าสีขาวคู่ใจควบวิ่งทะยานล่อวัวกระทิงออกไปจากย่านการค้าเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆ

 

“อาคาชิคุงจะไปไหนคะ!!?”  คุโรโกะถามทั้งเสียงตื่นตระหนก

“จับแน่นๆ”  เขาสั่งทั้งสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาเรียวคมกริบเหลียวมองวัวกระทิงดำไล่กวดตามเบื้องหลัง หญิงสาวผมฟ้ายุ่งทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะทำยังไงนอกจากเกาะแขนเสื้อสีเทาแน่นจนยับยู่

“อาคาชิคุงนั่นกำแพง..” เธอชี้นิ้วไปทางตรงหน้า หันกลับไปมองใบหน้าหล่อเหลาครึ่งซีกที่นิ่งจนไม่อาจอ่านความคิดได้ แถมไม่คิดจะลดความเร็วม้าด้วย คนจืดจางหันกลับไปมองวัวกระทิงด้านหลังมันเร่งความเร็วไล่จี้มาติดๆแล้ว จังหวะนั้นอาคาชิค่อมตัวลงเล็กน้อยสะบัดสายจูงแรง ม้าสีขาวกระโจนฝีเท้าข้ามรั้วกำแพงออกไปฉิวเฉียด ส่วนวัวกระทิงบ้าเลือดชนทะลุกำแพงจนพังพินาศแตกกระจายเป็นเศษปูน

 

“ตอนนี้ล่ะ!!!!จับมันเลย!!!!”

 

หลังกำแพงนั่นคือสนามม้าที่เปิดโล่ง กลับมีเจ้าหน้าที่ฟาร์มโคนมรออยู่หัวของวัวเข้าห่วงล็อกพอดิบพอดี เจ้ากะทิงดำออกแรงสะบัดดีดดิ้นต่อต้านยกใหญ่ ก่อนจะโดนพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ทางเจ้าหน้าที่คนอื่นๆพุ่งเข้ามาช่วยกันจับกุมจนสำเร็จลากขึ้นรถตู้คอนเทนเนอร์ที่เปิดอ้าเอาไว้

 

 

 

 

ความวุ่นวายถูกเคลียร์ไปตามแผนการของชายหนุ่มผมแดงเพลิงที่วางกันเอาไว้กับเจ้าหน้าที่อีกฝั่งที่ขนวัวกระทิงดำมาในงานเทศกาลของกินโตเกียวพลาซ่า ทุกอย่างจบลงไปทิ้งไว้แต่เพียงซากปรักหักพังของย่านการค้าชื่อดัง..และเรื่องราวทั้งหมดรวมถึงค่าเสียหายนายทุนซุซุกิต้องก้มหน้าทั้งน้ำตายอมรับ แถมยังถูกถอนออกจากหุ้นฟาร์มฟูกิชิมะ   ส่วนความเสียหายของสนามกีฬาม้าที่เกิดขึ้นนั้นอาคาชิยอมรับที่จะจ่ายเงินในส่วนนี้ให้โดยส่งมอบหมายหน้าที่นี้แก่พ่อบ้านของเขาจัดการเรื่องบัญชีเงิน

 

อาคาชิหย่อนตัวลงจากหลังม้า ก่อนจะยื่นแขนไปรับร่างของหญิงสาวบอบบางในชุดกระโปรงสีขาวลงมายืนบนพื้นอย่างปลอดภัย นัยน์ตาไร้อารมณ์สบตาเรียวสีแดงคมเบื้องหน้าก่อนจะโค้งตัวขอบคุณอีกฝ่าย

“ขอบคุณนะคะอาคาชิคุง”

“ช่างมันเถอะ คุโรโกะคุงปลอดภัยก็ดีแล้ว”  อาคาชิตอบแล้วเดินไปลูบคอม้าสีขาว เจ้าม้าครางพอใจแล้วผินหน้ามาสบตาสีแดงของผู้เป็นนาย

 

 

“คุโรจิน!!อ๊ะ!!!อาคาจินนี่นา!!!!?”  คนหนุ่มตัวใหญ่ผมสีม่วงวิ่งหืดหอบเข้ามาในสนามม้าผ่านช่องกำแพงที่ถูกทลายพังไป   เอียงคอมองคนทั้งสองสลับไปมาก่อนจะเงยหน้าไปยังม้าสีขาวสวยจืดจางที่พึ่งสังเกตเห็น

“อาคาจินนี่เองที่ขี่ม้าเข้ามา เท่ห์สุดๆไปเลยอ่ะ” มุราซากิบาระชมเชยเพื่อนสนิทตัวเตี้ยกว่าเขามากโข

“นายก็พูดเกินไป” อาคาชิหัวเราะในลำคอ  เขามองคนหนุ่มสาวต่างไซส์ตรงหน้าสลับกันไปมา

“ว่าแต่..ทั้งสองคนมาเที่ยวกันเหรอ?”

“ฉันโดนพี่ๆที่บ้านไล่ให้ออกมาข้างนอก ที่ฉันชวนนายแล้วบอกว่าติดแข่งม้าไง..ไปๆมาๆก็มีคุโรจินว่างพอดีก็เลยชวนกันมาเที่ยวงานเทศกาลอาหาร” มุราซากิบาระตอบ..พอนึกถึงของกินเจ้าตัวก็ถอนหายใจแรงจิตตกกลับไปอีกระลอกเดินคอตกไปนั่งย่องๆก้มหน้างุดๆในมุมมืดๆมุมหนึ่งหลังแสตนคนดูรอบสนามม้า อาคาชิเลิกคิ้วฉงนสงสัยก่อนเดินจูงม้าเขยิบเข้ามาใกล้สาวน้อยร่างเล็กจืดจาง

 

“หมอนั่นเป็นอะไร?”

“มุราซากิบาระคุงเสียขนมที่ซื้อไปกับการล่อวัวกระทิงตัวก่อนหน้านี้ค่ะ” คุโรโกะตอบคำถามอีกฝ่าย

อาคาชิพยักหน้าอย่างเข้าใจทั้งสองผู้มีส่วนสูงใกล้เคียงกันหันไปมองคนตัวสูงสุดในทีมบาสตัวจริง นั่งกอดเข่าซึมอยู่แบบนั้นไม่ยอมลุกไปไหน  ดูท่าจะไม่ยอมเลิกเศร้าง่ายๆด้วย ร่างบอบบางจับคางครุ่นคิดครู่หนึ่งพยายามหาวิธีช่วยอีกฝ่ายให้กลับมาร่าเริงอีกครั้ง  จังหวะนั้นเธอเหลือบไปเห็น..โซนเครื่องเล่นในตัวอาคารซื้อตั๋วของสนามกีฬาม้ายังเปิดให้เข้าบริการอยู่ตลอดเวลา

 

“อาคาชิคุง..ฉันมีเรื่องอยากให้อาคาชิคุงช่วย” เสียงหวานเรียบสะกิดเรียก  คนหนุ่มผมแดงหันกลับมามองเลิกคิ้วฉงนสงสัยก็พบว่า มือเล็กๆที่ใช้ส่งลูกบาสกับทีมแบมาตรงหน้าขณะเดียวกันก็ชี้นิ้วไปยังร้านเกมส์

“ฉันไม่ได้เอาเงินมา เพราะงั้นขอยืมตังค์หน่อยได้ไหมคะ”

“ได้สิ…ว่าแต่..จะเล่นเกมส์เอาตอนนี้เนี่ยนะ?”  อาคาชิ เซย์จูโร่ ล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ควักเหรียญเยนให้อีกฝ่ายโดยที่ยังงุนงงกับความอยากเล่นไม่ตรงสถานการณ์วุ่นวายที่พึ่งผ่านพ้นไป พอจะหยิบอีกเหรียญให้สำหรับสำรองกันพลาดเจ้าตัวกลับส่ายหน้าไม่รับเสียอย่างงั้น

 

“ไม่เป็นไรค่ะ..เรื่องนี้ฉันชนะอยู่แล้ว”  คุโรโกะเดินถือเหรียญเยนคลี่ยิ้มน้อยๆแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจล้นเหลือ นัยน์ตาสีแดงเรียวคมกระพริบตามองตามแผ่นหลังเล็กบางในชุดกระโปรงสีขาวสายเดี่ยวเข้าไปในร้านเกมส์ยืนแลกเหรียญหยอดตู้พลาสติกตรงหน้าเคาท์เตอร์ แล้วตรงไปยังตู้เกมส์เต้นด้านใน

อาคาชิอดสงสัยไม่ได้จึงเดินจูงม้าสีขาวไปยืนหน้ากระจกร้านบานใหญ่ เขาสังเกตเห็นโปสเตอร์แปะเอาไว้บนกระจกข้างๆ

 

‘ท้าทาย High score Jackpot ชิงรางวัลขนม เนรุเนรุเนรุเน แคนดี้ ครบทุกรส ฉลองครบรอบ 10 ปี’

 

 

 

ใบหน้าคมขยับยิ้มเข้าใจวัตถุประสงค์ของอีกฝ่าย นัยน์ตาสีแดงเลื่อนกลับมามองหญิงสาวยืนอยู่บนแทนเต้นลูกศร 4 ทิศ ใบหน้าไร้อารมณ์จ้องมองหน้าจอตู้รอเพลงรันขึ้นมา

 

‘game start!!!!’

 

 

ผ่านไปชั่วโมงกว่า..ในที่สุดคุโรโกะก็ออกมาจากร้านพร้อมรางวัล jackpot ถุงขนมเนรุเนรุเนรุเน แคนดี้ ถุงใหญ่ ลากเดินมายังคนตัวใหญ่ผมสีม่วงซอยนั่งจิ้มพื้นหญ้าอยู่

“มุราซากิบาระคุง”  เสียงเรียกเรียบนิ่ง ทำให้เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมา คุโรโกะยื่นถุงขนมถุงใหญ่ให้อีกฝ่าย ชายหนุ่มตาสีอเมทิสต์เบิกกว้างตกตะลึงแล้วรับถึงขนมมาเปิดดู

“ฉันชนะเกมส์เต้นมา เอาไปสิคะ..ถือซะว่าเป็นคำขอบคุณที่ชวนฉันออกมาข้างนอก”

“ขอบใจนะคุโรจิน!!!คุโรจินใจดีที่สุดเลย!!!”  คนตัวสูงใหญ่ขยับยิ้มกว้าง นัยน์ตาเฉื่อยชาต่อทุกสิ่งเป็นประกายแวววาวลุกขึ้นยืนกอดถึงขนมแน่นล้วงหยิบเอาขนมมาแกะกินด้วยใบหน้าแดงเรื่อสุขใจ    หญิงสาวยิ้มระอาใจกับท่าทีลัลล้าเหล่านั้น ก่อนรู้สึกตัวว่ากำลังถูกใครบางคนแอบมองอยู่พอเหลียวสายตาไปมองก็สบตาสีแดงคมยากแก่การคาดเดาของอาคาชิ

 

“มีอะไรเหรอคะ อาคาชิคุง”

“เปล่า..ฉันแค่..คาดไม่ถึงว่าเธอจะเทพเกมส์ขนาดนี้”  อาคาชิ เซย์จูโร่ เบือนหน้าหนีดวงเนตรสีฟ้าอ่อนไร้อารมณ์ เขายกมือกุมปากแน่นนึกย้อนถึงการกระโดดเต้นเสต็ปเทพไม่พลาดซักช็อต

 

 

ทำเอาตาค้างเลยทีเดียว..มิน่าเหรียญเยนเดียวก็เอาอยู่

 

 

“นายน้อยขอรับ..แล้วเรื่องเรียนพิเศษล่ะขอรับ นี่สายมา 15 นาทีแล้วนะขอรับ” พ่อบ้านกับบอดี้การ์ดวิ่งตาตั้งเข้ามาเตือนกำหนดการ อาคาชิตาโตก้มหน้ามองนาฬิกาข้อมือของตน  เพียงแค่ช่วงสั้นๆคุโรโกะสังเกตเห็นแววตาอ่อนล้าในดวงเนตรสีแดงทับทิม ..แววตาที่บ่งบอกถึงภาวะอารมณ์ของอีกฝ่าย

 

 

เหมือนตอนงานนิทรรศการไม่มีผิด

 

“เพราะฉะนั้น…นายน้อย!!!นายน้อยหายไปไหนแล้ว!!!!”   เหล่าบอดี้การ์ดกับพ่อบ้านตาตื่นวิ่งกันให้ขวักไขว่มองหาคุณชายน้อยของบ้านอาคาชิที่หายตัวไปทิ้งไว้แต่ม้าสีขาวยืนสงบนิ่งส่งเสียงร้องครางเบาๆอยู่กลางสนามแข่งม้า

 

.

.

.

 

 

“มุราซากิบาระ!!นายทำอะไรน่ะ!!ปล่อยฉันลง!!!”

 

คนตัวสูงใหญ่ผมสีม่วงหอบหิ้วร่างของกัปตันชมรมบาสไว้ด้วยแขนข้างเดียววิ่งกระเตงออกมาตามหลังหญิงสาวผมฟ้าจืดจางที่นำอยู่เบื้องหน้า คุโรโกะเหลือบมองรอบๆตัวที่เข้ามาปะปนในฝูงชนย่านช็อปปิ้งไกลจากสนามม้าพอตัวแล้ว จึงหันกลับไปพยักหน้าให้ มุราซากิบาระพยักหน้าตอบแล้วปล่อยร่างคนผมสีแดงลง

 

“ก็คุโรจินบอกให้ฉันทำ..น่าสนุกดีออกเหมือนเล่นสายลับกันเลย”  มุราซากิบาระยิ้มเนือยๆ ยกนิ้วโป้งให้แก่คนจืดจาง หญิงสาวยกนิ้วตอบกลับหน้านิ่ง ก่อนกลับมายังคนที่โดนลักพาตัวมายืนตาขวางมองลูกทีมชมรมทั้งสองสลับไปมา

 

“พวกนายสองคน นี่ไม่ใช่เรื่องสนุกนะ”  ดวงตาสีแดงขุ่นเคืองไม่พอใจที่โดนลากออกมา โดยอาศัยความสามารถมิสไดเรกชั่นของคนผมฟ้าจาง  คุโรโกะมองหาจังหวะบอดของสายตาทุกคนแล้วรวมหัวกับชายเรือนผมสีม่วงตัวใหญ่ลากเขาหนีออกมาเสียอย่างงั้น

“อาคาจินไปเที่ยวกันเถอะน่า..เอาแต่เรียนอะไรแบบนั้นน่าเบื่อจะตาย”  คนตัวใหญ่พูดพลางกิน ขนมเนรุเนรุเนรุเน แคนดี้ ตุ้ยๆจนแก้มตุ่ย

“แต่..”

“ไปกับพวกเราเถอะนะคะ..ปิดเทอมทั้งที” คุโรโกะเดินเข้ามายืนประจันหน้าอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้ากลมโตจ้องมองอีกฝ่ายไม่ไหวติ่ง..ไม่คิดจะเปลี่ยนใจด้วย อาคาชิสะอึกเล็กน้อยพอได้เห็นความแน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่จะชวนเขาไปเที่ยวให้ได้ ไหนจะใบหน้าหวานล้อมเส้นผมสีฟ้าสั้นชี้ยุ่งระยะใกล้ แถมยัง..สวมกระโปรงขับผิวขาวผ่องนี่อีก

 

“เธอนี่..ดื้อเงียบชัดๆ” อาคาชิต่อว่าอีกฝ่ายด้วยเสียงแผ่วเบา  คุโรโกะขยับยิ้มบางๆ มือประสานไพล่หลังดีใจกับคำตอบแม้ว่าสีหน้าของเธอค่อนข้างจะไร้อารมณ์ก็ตาม

 

 

ในถ้อยคำดุปรามนั่นคือการตอบตกลง

 

 

“ถ้างั้นไปกันเถอะ..อ่า..ที่ไหนดีเอาเป็นดิสนีย์แลนด์ดีไหม”  คนผมม่วงเสนอ  อาคาชิกับคุโรโกะมองหน้ากันและกันก่อนจะหันกลับมามองคนตัวสูงใหญ่กว่าด้วยรอยยิ้มระอาใจ พยักหน้าตอบรับพวกเขาจ้องมองมุราซากิบาระที่คลี่ยิ้มพออกพอใจเดินลากเท้าถือถุงขนมเนรุเนรุเนรุเน แคนดี้นำทางอยู่เบื้องหน้า

 

“หมอนั่นเด็กชะมัด”  อาคาชิยิ้มมุมปากระอาใจกับคนตัวสูงใหญ่ผมม่วงซอย คุโรโกะพยักหน้าเห็นด้วยเดินเคียงคู่กับชายหนุ่มผมสีแดงชี้ยุ่งพองาม

“นั่นสินะคะ..คงเพราะเป็นลูกคนเล็กก็เลยถูกตามใจ ถูกโอ๋อยู่บ่อยๆ”

 

“คุโรโกะคุงดูจะเข้าใจหัวอกเด็ก  คงจะรักเด็กมากๆสินะ” อาคาชิแซวหญิงสาวจืดจาง คุโรโกะหน้าขึ้นสีหน่อยๆ ไม่โต้ตอบอะไรแสดงว่าที่คาดเดาคงเป็นจริงอย่างว่า   ฝ่ามือวางลงบนศีรษะ ลูบไปมาเบาๆอย่างอ่อนโยน สัมผัสอบอุ่นนั่นทำให้หญิงสาวเรือนผมสีฟ้าสั้นหันมามองคนหนุ่มผมแดงข้างตัว อาคาชิชักมือกลับส่งยิ้มอ่อนโยนให้

 

“เธอต้องเป็นแม่ที่ดีแน่ๆ คุโรโกะคุง”  เขาเอ่ยทิ้งท้ายแล้วเดินนำออกไปหา มุราซากิบาระที่ยืนหยุดฝีเท้ารออยู่ตรงหน้า คุโรโกะยืนตัวแข็งทื่อมองคนหนุ่มสมาชิกร่วมทีมทั้งสองที่ต่างนิสัยต่างส่วนสูงกันสุดขั้ว

 

“คุโรจินเร็วเข้าสิเดี๋ยวเดินทางไปไม่ทันหรอก”

 

“อ่าค่ะ” คุโรโกะขานรับแล้ว วิ่งตามไปสบทบอีกฝ่าย ใต้แสงแดดฤดูร้อน  สว่างไสวเจิดจ้าเสียจนทุกอย่างพร่ามัว  อบอ้าวกับสายลมร้อนพัดผ่านทุกหนทุกแห่ง..ร้อนจนแล่นริ้วไปทั่วทั้งหน้าลามไปจนถึงใบหู

 

 

 

 

ปิดเทอมใหญ่แสนวุ่นวาย..กับหัวใจที่ยังคงตามหาเจ้าชายต่อไป

เหลืออีก 1 ปีสุดท้าย

 

 

.

.

.

 

 

 

ปึง!!!!!!

 

ลูกบาสตกกระทบกลิ้งสู่พื้นในสนามสตรีทบาส  ผู้คนที่รายล้อมสนามอ้าปากค้างยืนมองหนึ่งร่างโดดเด่นใต้แสงแดดสาดส่องช่วงบ่าย หยดเหงื่อไหลย้อยหล่นเป็นดวงด่างบนพื้นสนามมาจากร่างของผู้แข่งขันที่ทรุดลงนั่งคุกเข่ากองกับพื้นก่อนจะค่อยๆช้อนมอง ร่างสูงผิวสีแทนเข้มสวมเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงสามส่วน ยืนหยัดเพียงผู้เดียวกลางสนาม

 

“นายมัน..สัตว์ประหลาด..สัตว์ประหลาด”  ทีมคู่แข่งครวญเสียงสั่นเครือ  อาโอมิเนะ ไดกิ ตาโตกวาดมองไปรอบๆสนาม ทั้งๆที่ผลคะแนนยังไม่ออกแถมยังไม่หมดเวลา ทีมคู่แข่งตรงหน้ากลับถอดใจยอมแพ้เขา

“พวกนาย..ทำไมไม่สู้กว่านี้!!เวลามันยังไม่จบเลยนะ!!!”  คนผิวสีตวาดเสียงดังลั่น

“สู้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก..นายชนะแล้วล่ะ”  คำตอบกับสีหน้าของทุกคนที่เพ่งตรงมา กรีดแทงลงกลางใจชายผิวสี เหมือนค่ายฝึกที่โอกินาว่าไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตาสีไพลินคมจ้องมองลูกทีมที่เขาลงเข้าร่วม ก็เอาแต่ยืนเท้าสะเอวยิ้มสบายๆไม่คิดจะมีกะจิตกะใจร่วมสู้

 

“ยอดไปเลย..ถ้าเป็นนายล่ะก็ ‘แค่คนเดียวก็ชนะใสๆ’ ”

 

 

 

อะไรกัน…ทำไมล่ะ?

ทั้งที่บาสมันสนุกเพราะความเป็นทีมและได้เจอคนเก่งๆไม่ใช่เหรอ

 

 

“ทำไม..ถึงเป็นแบบนี้”  อาโอมิเนะเงยหน้าขึ้นมองทางเบื้องหน้า..ไม่มีใครยืนขวางกั้นเขาอีกแล้วมีแต่แป้นบาสกับเงาร่างที่ทอดยาวออกมาจากร่างของตัวเขาเอง

 

 

โดดเดี่ยวท่ามกลางสนามแข่งขัน..แม้แต่สตรีทบาสนี่ก็เหมือนกัน

 

 

“คนที่จะชนะฉันได้..มีแต่ฉันเท่านั้น”

 

 

 

 

TBC

 

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนนี้ม่วงดำเกือบหมดเลย แต่สุดท้ายคู่หลัก แดงดำก็โผล่มา
ตอนหน้าจะเนื้อเรื่องจะเข้าสู่ ม ต้น ปีสามแล้วค่ะ  เอาช่วงเวลาปิดเทอมคลายเครียดมาก่อน
หลังจากนี้จะเริ่มมีดราม่าเข้ามาแระ
ตามประวัติ knb bible
ขนมที่มุคคุงชอบชื่ เนรุเนรุเนรุเน ค่ะ เป็นลูกอมทำเองที่เด็กๆชอบ
นี่คือรูปขนมค่ะ
797_neru_nerune_soda_large
อาคาชินอกจากเล่นโชงิกับหมากรุกแล้ว ยังชอบขี่ม้าด้วยนะ ชื่อ ยูกิเทรุ ไฮโซมว๊ากกกก
และคุโรโกะเห็นจืดๆแบบนี้ เทพเกมส์มากนะขอบอก
ลองไปอ่านดูที่นี่ค่ะ มีแปลเป็นไทยในพันทิพย์น่อออ

 

http://pantip.com/topic/31800536

 

 

 

แปะแฟนอาร์ตบ้าง ขอบคุณสำหรับรุปวาดน่ารักๆมากค่ะะะ

 

@สาวน้อย น่ารัก

10415726_578159155615915_2967552686163407707_n

 

@toevaey

 

1780693_242681512522353_8551257135914617417_n

 

 

Prang Aripai

10435942_294433377391425_793891926429418118_n

 

 

 

7 thoughts on “[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part12

  1. กรี๊ดดดด ม่วงดำเยอะ น่ารักดี แต่พอท่านโผล่มาแบบอลังพระเอกสุดๆ เจ้าชายมากกกก กรี๊ดดดดด แย่งซีนสมเป็นท่าน หล่อมากกกกกกก อรั๊ยยยย ชอบมากๆเลยค่ะ

  2. โธ่ มุคคุง ช่วยน้องดำได้อย่างเท่อ่ะ แต่สุดท้ายคุณ(เจ้า)ชายขี่ม้าขาวมาช่วยน้องไปได่้แบบเท่กว่าขาดลอยสะอย่างนั้น 5ุึ55
    น่ารักมากค่ะเท่ด้วยทั้งนายน้อยทั้งมุคคุงเลยค่ะ ชอบๆ แต่ชอบนายน้อยกะน้องครก.ที่สุดค่ะ หุหุ ^^

    ป.ล.ตอนท้ายสุดนี่ อาโฮ่เริ่มเข้าโหมด ดราม่าไปสะแล้ว โอ้ จะเป๋็นยังไงต่อไปหนอ รอลุ้นตอนต่อไปนะคะบลัด ^^

    • อาโฮ่นี่ไปก่อนใครเพื่อนเลยล่ะ เทียบแล้วมุคคุงบทออกกับ ครก ในฟิคน้อยนะ มิโดริมะยังเยอะกว่าอีก
      ตอนนี้เลยม่วงดำไปเต็มๆ แม้ว่าตอนท้าน อาคาชิ จะแย่งซีนไปแบบสั้นๆ ขาดลอยก็ตาม 5555555

  3. เห็นอีกเรื่องอัพไปแล้ว 2 ตอน ขอติดไว้ก่อนนะคะ แล้วจะมาเม้นให้ เราเป็นพวกอ่านหนังสือช้า ;w; ขอเม้นเรื่องนี้ก่อนละกัน ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

    ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมม่วงดำนั้นถึงได้ไม่รู้สึกถึงอารมณ์หวานๆ สีชมพูๆ เหมือน แดงดำ ฟ้าดำ หรือเขียวดำ(อันน้อยนิด) เลย ให้อารมณ์เหมือนพี่เลี้ยงเด็กพาเล็กมาเที่ยวมากกว่า แต่มุคคุงคงมีความรู้สึกบางอย่างแหละ แต่ในความรู้สึกว่า มันยังไม่เท่า 3 คนที่บอกไปก่อนน่ะนะ xD

    ส่วนเซย์จัง อ่านดูปมแต่ละอย่างแล้วน่าสงสารนะ อ่า มันทำให้นึกถึงเพลง Party is over ของ AKB48 นี่เป็นเพลงรองของซิงเกิ้ลชื่อยาวในที่สุดในจักรวรรดิ์ 48 xD (ความหมายที่ตีความมาจากเนื้อเพลง มันยาวมากขอไม่เม้นละกันนะคะ เดี๋ยวจะลงทะเลไป นั้นของถนัดเราซะด้วย ๕๕๕๕๕)

    อ่า มันน่าเศร้านะ ที่เซย์จังต้องจมอยู่กับสิ่งที่บีบให้ตัวเขาต้องโตเร็วมาก เร็วกกว่าอายุที่เขาควรจะเป็น

    เม้นได้ไม่ค่อยดีเลย ;w; ขออภัยนะเจ้าค่ะ

    • ขอบคุณสำหรับคอมเม้นค่ะะะะ เม้นมาเราก็ดีใจแล้วจ้า เขินนน
      เพลง party is over ไม่เคยฟังเลย ได้ยินชื่อต้องไปหาฟังบ้างแล้วล่ะ ตอนนี้เป็นการปูความสัมพันธฺของมุคคุงบ้าง ตลอดทั้งเรื่องเป็นแค่เพื่อนร่วมทีมยังไม่มีอะไรที่พอให้สนิท สังเกตจากที่มุคคุงชวนเพื่อนไปเที่ยวเลิอกชวน ครก คนสุดท้าย ฮ่าๆ //บาสอัดหน้า

      ถามวามุคคุงจะรู้สึกกับ ครก ระดับไหน เดาเก่งมากอ่ะว่าเราสื่อไปทางพี่น้องมากกว่าฟิลหวาน เหมือนเห็นพี่สาวใจดีคำว่า นางฟ้า นี่ สังเกตว่าจะมีเด็กอีกคนเรียกนะ เราสื่อว่ามุมมองของมุคคุงต่อ ครก เทียบเท่าอายุเด็กชายไม่ถึงเลข 10 เอิ้กกกก

      ส่วน อคช ชีวิตค่อนข้างบีบคั้นนะ เขาจะถูกอยู่ในกรอบตลอดเพราะหน้าที่กับชื่อเสียงตระกูล ตามมังงะก็มีให้เห็นฉากตอนกินข้าวกับพ่อแบบชัดเจนมากถึงมาสั้นๆก็เข้าในฟิลท่านเลยว่าต้องโตมาอย่างกดดันพอสมควร พอเป็นฟิคก็เลยตีจุดนี้ขยายมาอีกหน่อย ไม่รู้จะตรงคาแรกหรือเปล่า แหะๆ

      • ขอบคุณที่ไม่รำคาญเราเจ้าค่ะ ;w; ปกติเวลาคุยกับใคร ก็จะโดนติงตลอดว่า มองตัวละครลึกไป ไม่ต้องคิดเยอะแยะขนาดนั้นก็ได้ มันเป็นแค่การ์ตูนนะ ประจำเลย ๕๕๕๕๕๕๕
        ส่วนเรื่องเพลง ขออนุญาตแปะลิงค์แทนนะคะ เพราะจะยกที่เขาวิเคราะห์เนื้อหาของเพลงนี้ว่าจะสื่อถึงอะไรนั้นมันยาวมาก ๕๕๕๕๕๕๕๕ https://www.facebook.com/photo.php?v=185285661682230 เรื่องนิสัยของเซย์จัง ไม่ว่าจะในฟิคนี้หรือในมังงะจริง เราก็นึกถึงเพลงนี้เลยนะ สำหรับเราว่าว่ามันใช่มากเลย โดยเฉพาะที่ว่า ครอบครัวที่เอาแต่ทำงานหากิน เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ จนไม่ลืมหูลืมตา ลืมสิ่งทีสำคัญที่สุดในชีวิตไป นั้นก็คือครอบครัว อย่างอันนี้ก็คุณพ่อ เอาแต่ทำงาน วางอนาคตทุกอย่าง ซึ่งมันก็คือความหวังดีของคนเป็นพ่อแหละ แต่มันก็ทำให้ลืมไปว่า ลูกน่ะ ยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ ที่ต้องการความรักจากครอบครัว มากกว่าชื่อเสียง เงินทอง หรือความั่นคงของอนาคตอะไรเทือกๆนั้นซะอีกนะ
        #เม้นนอกเรื่องอีกละ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s