[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part13 +สอบถามรวมเล่ม

 

[Fic  Kuroko no Basket] Kuroko no love

Paring : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

Kuroko no love 13

 

 

 

 

 

 

“นายน้อย!!!หายไปไหนมาขอรับ!!!บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าขอรับ!!!กระผมเป็นห่วงนายน้อยแทบแย่!!”

 

พ่อบ้านวัยกลางคนพุ่งตรงเข้ามาพร้อมบอดี้การ์ดอีก 5 คนที่คอยประกบซ้ายขวาหน้าหลังดูแลบุตรชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลอาคาชิเดินผ่านเข้ามาในประตูใหญ่เข้าสู่ห้องโถงกว้างโออ่าของคฤหาสน์หลังใหญ่บนที่ดิน 10 ไร่รายล้อมด้วยสวนพฤกษาตัดเรียงกิ่งก้านงดงามเป็นรูปทรงสวยโดยฝีมือช่างสวน   ร่างสูงผมสีแดงยุ่งสะดุ้งโหยงกับเหล่าชายฉกรรจ์โผเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว แถมยังมาจับตามร่างกายเขาตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วนจนเขาอดทนไม่ไหว ต้องสะบัดแขนถอยห่างจากคนเหล่านี้

“เวอร์ไป..ฉันไม่ได้ไปต่อยตีกับใครซักหน่อย แค่ไปเที่ยวกับเพื่อนในชมรม”  อาคาชิ เซย์จูโร่ตอบทั้งสีหน้าระอาใจ นัยน์ตาสีแดงเรียวคมยิ่งฉายแววเหนื่อยหน่ายขึ้น เมื่อเหล่าแม่บ้านต่างเข้ามารุมกรูล้อมหน้าหลังสะอึกสะอื้นจะหลั่งน้ำตา แค่ไม่ติดต่อกลับออกนอกลู่นอกทางนิดๆหน่อยๆก็ขี้มูกโป่งประหนึ่งไปเขาก่ออาชญากรรมร้ายแรงมาเสียอย่างงั้น

“โธ่..นายน้อย..อิฉันตกใจมากเลยนะเจ้าคะ นึกว่านายน้อยจะโดนลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่แล้ว”

“ไร้สาระน่า..ทุกคนอย่าทำเหมือนฉันอ่อนต่อโลกนักจะได้ไหม”  อาคาชิขึ้นเสียงห้วนไม่พอใจนิดๆ รู้สึกฉุนขึ้นมาที่เหล่าคนรับใช้ปฏิบัติกับเขาราวกับเป็นเด็กผู้หญิง เป็นลูกคุณหนูโลกสวยอย่างไรอย่างงั้น

 

 

“โห..ที่แท้ก็โดดเรียนกวดวิชาไปเที่ยวไร้สาระนี่เอง”

 

เสียงทุ้มเย็นเยียบมีอำนาจดังขึ้น ทุกร่างรีบถอยห่างจากเด็กหนุ่มผมแดงเข้าแถวเรียงหน้ากระดานหลีกทางให้ชายวัยกลางคนผู้สูงศักดิ์สวมชุดผ้าไหมลื่นสีเทาคลุมนอนราคางามก้าวเดินลงจากบันไดวนใหญ่ทำจากหินอ่อนขัดเงา แล้วหยุดฝีเท้าลงยืนจ้องหน้าลูกชายเขม็ง

“ผมขอโทษครับ”  อาคาชิก้มหน้าลงต่ำหลบสายตาบิดา สำนึกผิดในสิ่งที่ทำ

“บอกทีสิ..พ่อควรจะลงโทษลูกยังไง”

“…..”

 

บรรยากาศในคฤหาสน์อาคาชิเงียบสงัด..ราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ส่งเสียงอะไรออกมา  เหล่าคนใช้ทั้งหลายก้มหน้าก้มตางุดๆ ความกดดันอึดอัดสัมผัสได้จากตัวของผู้นำตระกูลยิ่งใหญ่..หนาวเย็นจนใครต่อใครหากได้สบตาสีแดงทับทิมคมกริบนี่คงได้ขนลุกซู่ฉี่ราดเป็นแถวๆแน่  ยิ่งเหล่าบอดี้การ์ดกับพ่อบ้านยิ่งหนักกว่าใครพวกเขารับหน้าที่ดูแลคุ้มครองทายาทตระกูล แต่ดันพลาดท่าเสียทีทำอีกฝ่ายหายไปจากสายตา จึงรู้สึกผวากลัวแรงพิโรธของอีกฝ่ายหลายเท่าตัว

 

“แต่ว่า..ครั้งนี้พ่อจะปล่อยไป เห็นแก่เรื่องที่ลูกช่วยฟาร์มฟูกิชิมะจับกระทิงวันนี้ สร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลเราในด้านทัศนคติทางบวก และได้เข้าร่วมหุ้นในฟาร์มแทนนายทุนซุซุกิ พ่อจะถือว่านี่เป็นการลบล้างความผิดที่ก่อไว้”  ชายผมแดงเสยเรียบกลับไม่ติดใจเอาความ แล้วหมุนตัวหันหลังให้ลูกชาย เหล่าคนใช้โล่งอกพ่นลมหายใจแรงปลดปล่อยความกดดันเหล่านั้น   อาคาชิ เซย์จูโร่ เองก็เช่นกัน

 

หากแต่..สิ่งที่ได้ยินต่อมาจากอีกฝ่ายกลับสร้างความหนักใจแก่เขา  ความรู้สึกเหนื่อยกายเหนื่อยใจ กระแทกเข้ากลางสมอง ลืมความสนุกสนานที่ได้ใช้เวลาครึ่งค่อนวันในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์กับมุราซากิบาระและคุโรโกะจนหมดสิ้น

 

“พรุ่งนี้ลูกต้องเข้าเรียนกวดวิชาทั้งวันเพื่อทดแทนเวลาที่เสียไป ช่วงเวลาที่เหลือจะต้องไม่มีการกระทำงี่เง่าแบบนี้ให้เห็นอีก จำไว้..ลูกคือ ‘อาคาชิ’ ลูกเป็นสิ่งที่เหนือกว่านั้น เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าและพึงรู้ไว้ว่าทุกวินาทีคือสิ่งที่ต้องทำเพื่อตระกูลของเรา”

“ผมเข้าใจครับ”  เสียงทุ้มเรียบขานรับ สร้างความพึงพอใจแก่บิดา ใบหน้าคมหล่อเหลาของเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับตารางกำหนดการใหม่ที่พ่อบ้านเตรียมรองรับเอาไว้..ทุกวันๆทุกๆเวลาไม่มีวันไหนที่เขาจะสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้อีกต่อไป

 

 

ปิดเทอมฤดูร้อนอันยาวนาน..คือช่วงเวลาที่น่าเบื่อหน่าย

 

คิดถึงสนามบาส..คิดถึงบอล..คิดถึงเสียงพื้นรองเท้าเสียดสีและเพื่อนๆที่รายล้อมด้วยเสียงหัวเราะ

 

มันคือ ‘อิสรภาพเพียงหนึ่ง’  ของอาคาชิ เซย์จูโร่

 

 

.

.

.

 

กาลเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว..เพียงแค่สั้นๆฤดูกาลเปลี่ยนผันเข้าสู่ใบไม้ผลิ สายลมอุ่นๆพัดพากลีบดอกซากุระสีชมพูหวานที่ร่วงโรยตามทางเดินขนาบซ้ายขวา ท้องถนนเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนในชุดยูนิฟอร์มเหมือนเคย ทว่า..สิ่งที่เปลี่ยนก็คงเป็นตราระดับชั้นตรงหน้าอกที่เพิ่มขึ้นตามวุฒิการศึกษาและนักเรียนปีหนึ่งหน้าใหม่ต่างพากันตื่นเต้นที่ได้สวมชุดนักเรียน ม.ต้น

 

 

โรงเรียนมัธยมต้นเทย์โควก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะ สวมชุดนักเรียนชายเดินทอดน่องไปตามท้องถนน กลีบดอกซากุระสีชมพูร่วงตกเกาะหัวที่ปกคลุมเส้นผมสีฟ้าชี้ยุ่ง หาได้น่าสนใจเท่าตัวอักษรทุกถ้อยคำในหนังสือนิยายเล่มกะทัดรัดในมือที่เจ้าตัวเดินอ่านอยู่ระหว่างไปโรงเรียน

 

เปิดเทอมสู่ปีสามของการเป็นนักเรียน ม.ต้น เทย์โคว

ปีสุดท้าย..ที่จะได้ตามหาเด็กชายผมแดงในความทรงจำแรกรัก

‘เจ้าชาย’

 

 

“อรุณสวัสดิ์คุโรโกจจิ!!!!!!!!!!!!!!!”  ร่างจืดจางของเด็กสาวปลอมตัวเป็นชายไหวโอนเอนจากน้ำหนักโถมพุ่งเข้ากอดจากด้านหลัง ดีที่คุโรโกะไหวตัวทันเกร็งขาผอมๆใต้กางเกงแสลตเอาไว้ ไม่งั้นคงได้ล้มหน้าทิ่มพื้นต้อนรับเปิดเทอมแต่เช้า

“คิเสะคุง..ต้องให้บอกกี่ครั้งคะว่าอย่าพุ่งเข้ามาแบบนี้ ตอนนี้ฉันเป็นผู้ชายนะคะ” เสียงเรียบเย็นตำหนินางแบบสาววัยรุ่นเรือนผมสีทองสว่างดัดลอนยาวสยาย

 

ราวกับเจ้านายกำลังดุลูกสุนัขก็ไม่ปาน

 

“คุโรโกจจิเย็นชาไปแล้วนะ!!ฉันอุตส่าห์ดีใจที่จะได้เจอกับคุโรโกจจิแท้ๆ”  นางแบบสาวตัดพ้อพร้อมทั้งพองแก้มป่อง ดวงเนตรกลมโตสีอำพันคลอเบ้าสบสายตาสีฟ้าอ่อนกลมโตไร้อารมณ์ตรงหน้า จากที่หญิงสาวร่างจำแลงเป็นชายจืดจางสนิทจนแทบไม่มีใครสังเกต..บัดนี้เริ่มกลายเป็นที่น่าสนใจเมื่อต้องมายืนคู่กับคนดังในวงการบันเทิง

 

“นั่น!!!คิเสะตัวจริงล่ะ น่ารักชะมัดเลย”

“ตัวจริงสวยกว่าบนปกอีกอ่ะ โชคดีชะมัดที่เลือกสอบเทย์โคว”

 

 

เหล่ารุ่นน้อยชายปีหนึ่งกระซิบกระซาบมองร่างเพรียวบางสูงโปร่งเรือนผมสีทองยาวสยายด้วยดวงตาปลาบปลื้มเป็นประกายวิบวับ คิเสะ เรียวตะ รับรู้ถึงการถูกจับจ้อง เธอผินหน้าไปมองเหล่าเด็กรุ่นน้องชายทั้งแล้วโบกมือส่งยิ้มเป็นมิตรตามแบบฉบับเซเลปทั่วไป เท่านั้นล่ะ..นักเรียนชายหลายคนถึงกับหน้าแดงก่ำ บางคนถึงกับความดันขึ้นจนเลือดกำเดาพุ่งต้องห่ามส่งห้องพยาบาลแต่หัววัน

“คิเสะคุงไปตายเถอะค่ะ”

“คุโรโกจจิไหงพูดแบบนี้อ่า!!!!!!!!!!”    นางแบบสาวผมทองร้องเสียงหลง กับวาจาเย็นชาไร้เยื่อใย แถมมือส่งไร้เงาก็เดินนำดุ่ยๆไม่คิดจะสนใจนางแบบสาวที่วิ่งไล่ตามติดราวกับลูกหมาตัวน้อยน่ารัก  เริ่มมีเสียงสะอื้นมาเป็นระยะๆดังจากด้านหลัง คุโรโกะชะงักฝีเท้าลงถอนหายใจก่อนจะหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อสูทขาวยื่นส่งให้

“คิเสะคุงเซนซิทีฟไปแล้วนะคะ ฉันก็แค่แหย่เล่นเท่านั้น”  ก็ทำตัวแบบนี้มันน่าแกล้งให้ร้องไห้นี่นา..อีกอย่างลึกๆก็อดหมั่นไส้ท่าทีลัลล้าแบบนั้นไม่ได้ด้วย

“คุโรโกจจิแกล้งฉันเหรอ!!!!!ใจร้ายเกินไปแล้วนะ!!!ฉันนึกว่าคุโรโกจจิแช่งฉันจริงๆซะอีก!!!”  ดวงหน้าสวยหงำงอรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา  คนจืดจางยิ้มบางๆระอาใจกับท่าทีของอีกฝ่าย

 

 

“ไอ้จืดจางนั้นมันใครน่ะ คิเสะจังถึงตามต้อยๆแบบนั้น” ท่ามกลางสายตางุนงงของเหล่าบุรุษที่เริ่มแผ่รังสีริษยาอำมหิตพุ่งตรงไปยังคนเรือนผมสีฟ้า..รังสีนั่นก็ยิ่งชัดเจนกว่าเก่า ทันทีที่ร่างผอมบางของผู้เล่นตำแหน่งมือส่งเงาลวงตาถูกพุ่งกอดจากหน้าด้านโดย..สตรีเรือนผมสีชมพูหวานยาวสลวยหน้าอกคัพ C บดเบียดแผงอกที่ถูกรัดเอาไว้ด้วยผ้ารัดอกแนบแน่น

 

“คุณโมโมอิ!!”

“เท็ตสึคุงงงงงงงงงง ฉันคิดถึงเท็ตสึคุงที่สุดดดดดดด “  บอกรักไม่พอยังเติมเต็มด้วยการฉวยโอกาสห้องแก้มนิ่มๆของคุโรโกะไปอีกฟอดใหญ่

 

“ไอ้หมอนั่นมันน่าอิจฉาไปแล้วววววววววววววววววววว”  เหล่าเด็กปีหนึ่งชายกู่ร้อง มองคนจืดจางที่โดนเกาะแกะคลอเคลียโดยสาวสวยน่ารักทั้งสอง คนหนึ่งก็เป็นถึงนางแบบหน้าสวย อีกคนก็เป็นสาวน้อยที่หน้าตาน่ารักแถมอกทรงโตหุ่นสะบึ้มโดนใจชายหนุ่มอีก

 

“ทั้งสองคนปล่อยฉันเถอะค่ะ..แบบนี้มันจะดูไม่ดีเอานะคะ”  คุโรโกะ เท็ตสึยะ ร้องปราม พยายามดิ้นหนีการควงแขนของสองสาว ทว่า..กลับไม่เป็นผล ทั้งคิเสะทั้งโมโมอิผู้จัดการชมรมบาสเกาะแน่นยิงกว่าปลิงเสียอีกยื้อกันไปมาจนร่างของเธอโอนเอนโคลงเคลงตลอดทางเท้า..ก่อนจะ..ชะงักนิ่งเมื่อ..รถลีมูซีนสีดำสนิทขับชะลอลงจอดริมถนนน่าสงสัย..ทุกสายตาหันไปมองรถหรูคันนั้นอย่างตกตะลึง

 

“ลีมูซีนเลยล่ะนั้น คนใหญ่คนโตเหรอ?”

“ใครกันเป็นคนนั่งรถคันนี้?”

 

เสียงฮือฮานั่นดังขึ้น ก่อนที่คำตอบเหล่านั้นจะถูกแถลงไขเมื่อกระจกรถประตูหลังเลื่อนลงเปิด เผยร่างของคนหนุ่มเรือนผมสีแดงชี้ยุ่งหน่อยๆนั่งกอดอกไขว่ห้างบนเบาะส่งยิ้มละมุนสุขุมเช่นทุกครั้งให้

 

“ไง คุโรโกะคุง โมโมอิ คิเสะ”

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ อาคาชิคุง” หญิงสาวผมฟ้าทักทายคนหนุ่มทายาทตระกูลดังผู้กอบกุมธุรกิจยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่น  สำหรับสาวจืดจางผู้จำแลงเป็นชายเคยเห็นรถคันหรูนี่มาแล้วเลยมีปฏิกิริยาเฉยชา ตรงกันข้ามกับผู้จัดการสาวทั้งสองเอาแต่ยืนอ้าปากค้างสำรวจมองรถสีดำขัดเงาหรูหราด้วยสีหน้าตกตะลึง

“ขึ้นมาด้วยกันซิ จะได้ไปโรงเรียนด้วยกัน”

“อาคาชิจจิพูดจริงเหรอ!!!จะได้นั่งลีมูซีนนี่เลยเหรอ!!!” คิเสะ เรียวตะโพล่งเสียงดังคาดไม่ถึง เช่นเดียวกันโมโมอิที่ยืนอึ้งตาโตเท่าไข่ห่าน ไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสติดรถหรูๆของคนร่ำรวยไฮโซอะไรแบบนี้ อาคาชิพยักหน้าตอบยืนยันในคำชวนของตน หลังจากนั้นไม่นาน..คนขับรถเปิดประตูลงมาเดินเลียบข้างประตูหลังแล้วเปิดให้ด้วยท่าทีนอบน้อม

 

“เชิญขอรับ”

 

คุโรโกะ คิเสะ และโมโมอิ ทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยคิดว่า..ชีวิตนี้จะถูกโค้งคำนับให้ตามด้วยถ้อยคำแสนสุภาพราวกับชนชั้นสูงศักดิ์ ทั้งสามมองตากับปริบๆ ชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเข้าไปนั่งในรถตามคำเชิญของกัปตันชมรมบาสเก็ตบอลเทย์โค ทันทีที่ประตูตรงเบาะหลังปิดลง รถลีมูซีนสีดำขับเคลื่อนอีกครั้งเดินทางตรงไปสู่โรงเรียนมัธยมต้นชื่อดังผู้เป็นเลิศทั้งการศึกษาและกีฬาอันดับหนึ่งใน ม.ต้นของญี่ปุ่น

 

 

 

“พวกนั้นมันอะไรกัน!!?”

“นางแบบสาว..สาวผมชมพูสุดโมเอะ กับคุณชายไฮโซ”

“นี่มัน..กลุ่มคนปาฏิหาร์ยชัดๆ”

เด็กเทย์โควหน้าใหม่ถึงกับฮือฮายกใหญ่กับเหล่ารุ่นพี่ปีสาม..ไม่ว่าจะใครน่าไหนต่างอยู่ในจุดสนใจและกลายเป็นที่กล่าวขวัญเรื่องดังเรื่องหนึ่งในหมู่เด็กปีหนึ่ง เว้นเพียงแต่..คุโรโกะเท่านั้นที่หาได้เป็นจุดสนใจ

 

ตัวตนจืดจาง..เรือนลาง..แค่ละสายตาไปก็ถูกลืมไปเฉยชิบ

 

 

 

รถลีมูซีนจอดลงสนิทหน้ารั้วโรงเรียนในที่สุดประจวบเหมาะกับมิโดริมะ ชินทาโร่  กับ มุราซากิบาระ อัตสึชิ สองตัวจริงแห่งรุ่นปาฏิหาร์ยตำแหน่ง Shooting กับ Center เดินทอดน่องด้วยกันมาเข้ารั้วโรงเรียนพอดิบพอดีในอีกเส้นทางที่ตรงข้ามกับที่พวกอาคาชิเดินทางมา

“งายยย อาคาจิน โอ๊ะ!!!คุโรจิน คิเสะจินกับซัทจินติดรถมาด้วยเหรอเนี่ย งืมมม น่าอิจฉาจังนายน่าจะแวะมาบ้านฉันบ้างนะ รถแบบนี้ใส่ขนมได้เยอะแน่ๆ” มุราซากิบาระอ้าปากหาวหวอดๆพลางล้วงหยิบเอามันฝรั่งแผ่นทอดกรอบในถุงหยิบเข้าปากเคี้ยวกรุบกรับแต่เช้า

“มิโดรินตัวดำขึ้นนะเนี้ย ไปทำอะไรมา”  โมโมอิ ซัทสึกิ เอียงคอมองคนหนุ่มแว่นเรือนผมสีเขียวด้วยความฉงน

“ดวงชะตาของฉันบอกว่า..การอาบแสงแดดตลอดช่วงหน้าร้อนจะทำให้ปีนี้ดวงดีตลอดปี หากมีเรื่องโชคร้ายก็จะผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยเฉพาะถ้าอาบแดดที่ฮอกไกโดจะได้ผลเป็นพิเศษ”  คำตอบของคนหนุ่มสวมแว่นทำเอา สาวผมชมพูและคนอื่นๆยืนเงียบเป็นแถว

 

 

สรุปก็คือ..ที่ไปเที่ยวฮอกไกโด เพื่อนอนอยู่ตากแดดไปวันๆ

 

 

ร่างสูงเรือนผมสีเขียวเลิกคิ้วสูงฉงนสงสัย..นัยน์ตาสีมรกตหลังแว่นทรงเหลี่ยมจ้องมองคนหน้าจืดจางผู้ปลอมเป็นชายดวงชะตาไม่ถูกกันชี้นิ้วตรงมาที่เขา ดวงเนตรสีฟ้ากลมโตไร้อารมณ์จืดจางจ้องเขม็งนิ่ง..นานจนคนหนุ่มบ้าดวงหน้าขึ้นสีด้วยความประหม่า

 

“อาโอมิเนะคุงเบอร์สองสินะคะ”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ โอ๊ยยย คุโรโกจจิ มุกนี้ผ่านเลยนะ ฮ่าๆๆ”

“พวกเธอ!!!!!!!!!!!”

 

สาวหน้าจืดผมฟ้าอ่อนที่เล่นแทงใจดำคนผมเขียวเรียกเสียงขำก๊ากจากคิเสะ  จากนั้นสองสาวก็ถูกคนผมเขียววิ่งไล่กวดอาละวาดวนรอบตัวอีกสามคนที่ยืนอมยิ้มขำๆ อาคาชิสอดสายตามองหาอีกหนึ่งร่างที่ยังไม่ปรากฏตัวเข้ามาในโรงเรียนให้เห็นหัว เขาเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยก่อนหันไปถามโมโมอิ

“อาโอมิเนะยังไม่มาอีกเหรอ?”

“เอ่อ..อาโอมิเนะคุงเขาบอกว่าจะตามมาทีหลังน่ะ”  เสียงหวานอ้อมแอ้มลง นัยน์ตาสีชมพูหลุบต่ำลงสั่นไหวน่าประหลาด  ทั้งสามที่วิ่งไล่จับกันหยุดชะงัก แล้วมองรอบตัวหาคนตัวสูงผิวสีแทนเรือนผมสีน้ำเงินสั้นเกือบติดหนังหัวก็ยังไม่เจออย่างที่กัปตันชมรมทักขึ้น

“เกิดอะไรกับอาโอมิเนะคุงหรือเปล่าคะ”  คุโรโกะสังเกตเห็นอาการของผู้จัดการสาวผมสีชมพูดูผิดแผกไป จากที่ร่าเริงดูหม่นหมองลงเห็นได้ชัด พอพูดถึงเอซแห่งเทย์โคว

 

“นั่นไง!!!อาโอมิเนจจิมาแล้ว!!!อาโอมิเนจจิ!!!!!”   คิเสะตาเป็นประกายเมื่อเห็นชายหนุ่มผิวสีแทนตัวสูงเดินล้วงกระเป๋ากางเกงข้ามผ่านรั้วโรงเรียน นัยน์ตาสีไพลินคมเหลือบมองต้นเสียงตะโกนใสกังวานคุ้นหูกำลังเรียกชื่อเขา  นางแบบสาวผมทองดัดลอนยืนโบกมือส่งยิ้มร่าเริง ดวงตาสีอำพันใสแจ๋ววาววับราวกับลูกหมาตัวน้อยที่ได้พบเจอเจ้านายที่รักยิ่งของตนกับเหล่าสมาชิกชมรมบาสที่ยืนจับกลุ่มตรงใต้ต้นซากุระริมถนนทางเข้าอาคารเรียน

 

“เอ๊ะ!!!อาโอมิเนจจิ!!?”  นางแบบสาวผมทองดัดลอนยาวสลวยเลิกคิ้วสูงงุนงง จ้องมองแผ่นหลังกว้างแกร่งที่เธอหลงใหลของคนหนุ่มผมสีเข้ม ที่ดันหันหน้าเมินพวกเขาแล้วเดินตรงเข้าตึกเรียนไม่คิดเข้ามาทักทายเพื่อนฝูง

“หมอนั่นเป็นอะไรของมัน?” มิโดริมะกล่าวทั้งน้ำเสียงขุ่นมัวไม่พอใจ ที่อีกฝ่ายทำตัวเหมือนเหินห่างกับทุกคนเช่นนี้ แต่ก่อนจะได้ถามไถ่คาดคั้นคำตอบจากคนที่ทำตัวผิดแปลกไป เสียงออดโรงเรียนดังขึ้นทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกันขึ้นชั้นเรียนตามห้องของแต่ละคนแทน

 

 

เก็บความสงสัยเหล่านั้นเอาไว้ในใจ

 

 

.

.

.

 

 

ปึง!!!!!!!!!!!!!!

 

 

แป้นบาสถูกแรงอัดกระแทกจนไหวโยน ลูกบอลสีส้มแดงร่วงหล่นกระทบพื้นก็กระเด้งขึ้นสองสามที แล้วกลิ้งไปตามสนามขัดเงา..มือแกร่งปล่อยลงจากห่วงทิ้งตัวลงมายืนหยัดบนสนาม ร่างสูงผิวสีแทนสวมเสื้อกล้ามสีดำทับด้วยยูนิฟอร์มสำหรับซ้อมสีน้ำเงินหมายเลข 7 เงยหน้าขึ้นมองแป้นที่โอนเอนหวิดจะล้มแลไม่ล้มแลเบื้องหน้าก่อนปรายตามองแต้มคะแนนที่ถูกพลิกกระดาษบนบอร์ดที่ถูกกำกับโดยสาวๆฝ่ายสวัสดิการชมรม  ทุกคนในที่นี้ยืนตาค้างตกตะลึงในสิ่งที่เห็น แม้แต่มุราซากิบาระกับมิโดริมะเองก็เช่นกัน

 

ทีมน้ำเงิน : ทีมเขียว

40 : 5

 

 

“อาโอมิเนะคุง..นาย..ทำไมถึงได้เก่งผิดหูผิดตาแบบนี้”

“นี่มันเก่งเกินไปแล้ว…”

 

การซ้อมการแข่งขัน..ถูกแรงกดดันแผ่กระจายจากคนผิวสีแทน  อาโอมิเนะหันกลับมามองทีมฝ่ายตรงข้ามที่เป็นสมาชิกระดับหนึ่งในฐานะตัวสำรองของทีมตัวจริงยืนหน้าซีดเป็นแถวๆ ยิ่งดวงเนตรเรียวคมสีไพลินจ้องมองไม่ไหวติ่งพวกเขาก็ยิ่งอกสั่นขวัญแขวนไปใหญ่

“น่าเบื่อ” เขาพูดทั้งเสียงเหนื่อยหน่ายใจ เดินไปหยิบเอาลูกบาสที่ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ โยนในทีมตรงข้ามในชุดฟอร์มสีเขียวเสียอย่างงั้น ลูกทีมฝ่ายคู่ซ้อมรับลูกได้พอดิบพอดีมือ

“รีบๆบุกมาซักทีสิ ช่วยพยายามกว่านี้หน่อย” อาโอมิเนะ ไดกิ พูดแล้วยืนรอตรงลายหัวกะโหลกหน้าแป้นบาสฝ่ายตัวเอง พวกทีมตรงข้ามมองตากันและกันก่อนจะพยักหน้า ส่งสัญญาณมือด้านหลังวางแผนรุก

 

 

 

ปึก!!ปึก!!ปึก!!!

 

ลูกบาสเดาะลงบนพื้นสนาม ลูกถูกส่งรับพลัดไปมาหลอกล่อทีมในฝั่งตรงข้าม ฝ่ายสีน้ำเงินกำลังจะขยับตัวบุก..ทว่า..ร่างสูงโปร่งเจ้าของตำแหน่งเอซเทย์โควกลับวิ่งพุ่งเข้ามาด้วยสปีดที่เร็วเกินกว่าจะไล่ตามทัน ดวงเนตรสีไพลินเบิกกว้างดุดันทำเอาทีมสีเขียวขนลุกชัน

 

 

ผัวะ!!!!

 

“สกัดอาโอมิเนะ!!!”  ทีมฝ่ายตรงข้ามตำแหน่ง point guard ตะโกนออกคำสั่ง ทว่า..ไม่ว่าจะไล่ตามอีกฝ่ายยังไงก็ไม่อาจถึงตัวได้ คนทั้งสองที่ยืนเฝ้าแป้นบาสเข้าประกบซ้ายขวาร่างสูงเอื้อมมือหมายตบลูกคืน

 

 

 

ฝุ่บ!!!!

 

มือแกร่งเดาะลูกลงกับพื้นทิ้งลอดไปหว่างขา..ในช่วงเวลาสั้นๆอาโอมิเนะเคลื่อนตัวถอยออกมา ด้วยความเร็วที่ว่องไวเกินจะตามทัน ฝ่ายป้องกันตาโตพวกเขาเสียศูนย์พลาดจับลูก จังหวะนั้นคนผิวสีครองลูกมาในมืออีกครั้งและปาขึ้น

 

ฝุ่บ!!!!!!!!!!

 

ลูกบาสชู้ตลงห่วงเข้าไปอย่างง่ายดาย มิโดริมะตาโตอึ้งในสิ่งที่เห็น…การชู้ตที่ไร้รูปแบบนี่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สามตลอดการฝึกซ้อม โดยที่อาโอมิเนะยังคงเล่นไปเรื่อยๆเอื่อยๆ ไม่มีความตื่นตัวใดๆทั้งสิ้น

 

“fromless shooting  สุดท้าย..มันก็เป็นอย่างที่อาคาชิพูดจริงๆ” รองกัปตันนึกถึงคำพูดของบุรุษเรือนผมสีแดงที่ตอนนี้ติดประชุมคณะกรรมการนักเรียนอยู่  ทุกอย่าง..เป็นไปตามอย่างที่กัปตันชมรมคาดการณ์ไว้

 

 

กลไกการทำงานโดยสัญชาติญาณของ อาโอมิเนะ ไดกิ ตื่นขึ้นมาแล้ว

 

 

คุโรโกะที่อยู่ร่วมทีมเดียวกับอาโอมิเนะมองสภาพคู่แข่งที่เริ่มใจเสียท้อแท้จนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น คุกเข่าแทบเท้าชายหนุ่มผมสีเข้มที่ยังคงยืนหยัดเท้าสะเอวมอง  นัยน์ตาสีฟ้าจืดจางมองใบหน้าคมครึ่งซีกหาได้ชุ่มโชกเหงื่อแม้เวลาจะผ่านมา 40 นาทีแล้ว หากเป็นปกติต้องเหนื่อยหอบแน่ที่วิ่งร่อนทั่วสนาม  แต่อาโอมิเนะหาได้เป็นเช่นนั้น

“ฉันอุตส่าห์ออมมือให้แล้ว ต่อให้ก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น”  เสียงทุ้มห้วนดังขึ้นเต็มไปด้วยวาจาเหยียดหยาม  นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มหรี่มองเหล่าทีมสีเขียวที่เบิกตากว้างเงยหน้าจ้องมองเขาราวกับเป็นสัตว์ประหลาด  อาโอมิเนะเงยหน้ามองทางเบื้องหน้า..มีแต่เพียงแป้นบาสที่ยืนหยัดตระหง่ากลางโรงยิม..ไร้คนขวางกั้นปกป้องมันกับเงาของตัวเองทอดยาวลงกับพื้นเพียงลำพัง

 

“หึ..น่าเบื่อจริงๆ” อาโอมิเนะเก็บลูกบาสเหน็บข้างเอวหมุนตัวเดินหันหลัง ก็พบกับคุโรโกะวิ่งเข้ามาขวางกั้น ดวงเนตรสีฟ้ากลมโตจ้องเขม็งฉายแววขุ่นเคืองไม่พอใจออกมา

“อาโอมิเนะคุงไม่ควรทำแบบนี้นะครับ แบบนี้มันไม่ให้เกียรติคู่แข่ง”  ในสนามต่อหน้าสาธารณะชน เธอใช้คำพูดแบบผู้ชายต่อว่าคู่หูแสง อาโอมิเนะทำเพียงล้วงกระเป๋ากางเกงสามส่วนจ้องมองดวงหน้าไร้อารมณ์ที่ตอนนี้ชักสีหน้าไม่พอใจออกมา

 

“เหอะ..พวกนั้นน่ะเหรอ คู่แข่ง..ไร้สาระ”   คนหนุ่มใช้นิ้วก้อยแคะขี้หูทำยืนทวนลมไม่รับฟัง ก่อนจะดึงนิ้วออกมาแล้วเป่าลมไล่สิ่งสกปรกบนปลายนิ้วออก  เจ้าตัวเมินสายตาดุปรามของคู่หูถือลูกบาสวิ่งออกจากโรงยิมหน้าตาเฉย  ไม่ฟังเสียงตะโกนเรียกดุดันกึกก้องของรองกัปตันชมรมที่ยืนคุมสมาชิกแทนอาคาชิอยู่ข้างสนาม

“อาโอมิเนะ!!!!กลับมาเดี๋ยวนี้!!!”

“เดี๋ยวฉันไปตามอาโอมิเนจจิเอง” คิเสะ  เรียวตะ ผู้จัดการสาวที่ยืนเงียบมาพักใหญ่ตัดสินใจวิ่งออกไปจากโรงยิมไล่ตามคนหนุ่มที่ผลุนพลันออกไป ไม่ฟังเสียงทัดท้านจากมิโดริมะเข้าไปอีกคน

“คิเสะกลับมาก่อน..ไอ้เจ้าพวกบ้านี่!!!”  หนุ่มแว่นทรงเหลี่ยมสบถด่าทั้งสอง สร้างเรื่องชวนปวดหัวเป็นยิ่งนักจนเจ้าตัวเผลอเกาศีรษะแรงๆ   โมโมอิยืนเงียบนิ่งก้มหน้าก้มตาลงต่ำจนเรือนผมสีชมพูปรกใบหน้า คุโรโกะเดินออกจากสนามหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าผู้จัดการสาวฝ่ายสืบเสาะข้อมูล

 

“คุณโมโมอิ..เกิดอะไรขึ้นกับอาโอมิเนะคุงกันแน่คะ”  เธอถามด้วยเสียงเรียบ  โมโมอิสบตาสีอ่อนจางไร้อารมณ์จ้องมองรอคอยคำตอบ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ มุราซากิบาระกับมิโดริมะต่างหันมาจ้องมองสาวน้อยเพื่อนสมัยเด็กที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับคนผิวสีมากสุด

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน..ทั้งที่ตอนปิดเทอมก็ยังดีอยู่แท้ๆ ก่อนหน้าฉันจะไปเที่ยวทะเล อาโอมิเนะคุงบอกว่าจะไปสมัครแข่งสตรีทบาส ..แต่พอฉันกลับมา..”  เธอเว้นวรรคครู่หนึ่ง ปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นแนวเส้น ก่อนเปิดปากพูดต่อทั้งเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตสีชมพูไม่อาจกักกั้นหยาดน้ำตาและเสียงสะอื้นได้อีกต่อไป

“อาโอมิเนะคุง..ฮึก..ก็เปลี่ยนไป ถามอะไรก็ไม่ยอมบอก พอพูดถึงเรื่องบาสก็ตวาดใส่ อ..เอาแต่นอนคลุกอยู่แต่ในบ้าน ท..ทั้งที่คนอย่างอาโอมิเนะคุงไม่เคยปล่อยเวลาให้ว่างจากบาสเลย ฉัน..ไม่น่าไปเที่ยวทะเลปล่อยอาโอมิเนะคุงไว้คนเดียวเลย ฮือๆ”

 

 

“สตรีทบาสงั้นเหรอ? หรือว่ามิเนะจินจะแพ้?” มุราซากิบาระคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น

“ม..ไม่..อาโอมิเนะคุงชนะ..แต่ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้นเลย..ฮึกๆ”  โมโมอิร้องไห้สะอึกสะอื้นยกใหญ่ คนหนุ่มผมม่วงซอยตัวสูงชะลูดสบตาสีเขียวมรกตหลังเลนส์แว่น ต่างฝ่ายต่างคิดพยายามหาทางปลอบโยนผู้หญิงให้หยุดร้อง  หากแต่..คนจืดจางที่ยืนนิ่งเงียบอยู่นานกลับยกมือลูบหัวสาวผมชมพูยาวเบาๆ โมโมอิเงยหน้าช้าๆก็พบกับรอยยิ้มน้อยๆอบอุ่นจากหญิงสาวผู้ปลอมเป็นชายหนุ่มตรงหน้า

 

“ไม่ใช่ความผิดของคุณโมโมอิหรอกค่ะ เรื่องอาโอมิเนะคุงไม่ต้องห่วง ตอนนี้คิเสะคุงไปตามแล้วถึงตอนนี้พวกเราจะซักให้พรุนเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ” คุโรโกะปลอบโยน โมโมอิสะอื้นฮักๆแล้วก็โถมเข้ากอดสาวเรือนผมสีฟ้ายุ่งชี้ไม่เป็นทรงที่ปลอมตัวในฐานะผู้ชายแนบแน่น ปลดปล่อยน้ำตาลงกับอกแบนราบ

 

ถึงภายนอกจะมอบความเชื่อมั่นแก่ผู้จัดการสาว เบื้องหลังหน้าตาไร้ความรู้สึก…กลับว้าวุ่นใจถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

 

 

เกิดอะไรขึ้นในสตรีทบาสฤดูร้อนกันแน่

 

 

.

.

.

 

คิเสะ เรียวตะ ในเสื้อวอร์มสีน้ำเงินกระโปรงนักเรียนสีดำวิ่งกระหืดหอบไล่ตามหาชายหนุ่มผมสีน้ำเงิน นัยน์ตาสีอำพันมองซ้ายมองขวา สอดสายตาหาร่างสูงกำยำของอีกฝ่ายจนแล้วจนรอดก็ยังไม่เจอ เธอชะลอฝีเท้าลงยืนพักใต้ต้นไม้ซากุระต้นใหญ่ที่ใช้เป็นสถานที่นัดพบงานกลางคืนในวันนิทรรศการของเหล่ารุ่นปาฏิหาร์ย มือเกี่ยวเอาเส้นผมสีทองสว่างที่ตกลงมาปรกใบหน้าขึ้นทัดหู  หลบแดดอยู่ใต้ร่มเงาดอกซากุระเบ่งบานสีชมพูโรยรา

 

 

ที่ๆอาโอมิเนจจิจะไปได้ในตอนนี้..คิดสิ…คิดสิ..

 

 

หญิงสาวหลับตาประมวลผลในสมองครู่หนึ่ง ดวงเนตรอำพันเบิกกว้างขึ้นแหงนหน้ามองอาคารเรียนที่ตั้งสูงตระหง่า เธอกำหมัดแน่นแล้วขยับเท้าวิ่งเข้าไปในตึก สวนทางเหล่านักเรียนทั้งหลายทั้งชายและหญิงเพ่งมองมาอย่างสนอกสนใจ  ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบว่า ‘คิเสะจังในชุดวอร์มล่ะ’ ‘คิเสะจังสวยจริง’ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ สาวผมทองไม่มีเวลามาปั้นหน้ายิ้มรับแขกในช่วงเวลานี้ ใจพะวงห่วงแต่เพียงเอซของเทย์โคว

 

 

สีหน้าตอนนั้น..อาโอมิเนจจิกำลังเจ็บปวด

 

 

มือเรียวกำหมัดแน่น ขาเพรียวสวยสวมถุงน่องสีดำรัดรูปวิ่งเดินขึ้นบันไดในตัวอาคารจนในที่สุด..ก็มาถึงปลายทางของบันได หญิงสาวสูดลมหายใจตักตวงอากาศเข้าปอดเดินขึ้นบันไดช้าๆจนไปถึงบานประตูเหล็กเบื้องหน้าแล้วบิดกลอนเปิดออก  แสงแดดจ้าแต่ไม่แรงเท่าฤดูร้อนสาดส่องกระทบตาสีอำพันทำให้เธอต้องหยีตาลง

 

 

..ดาดฟ้าของโรงเรียน..สนามบาสชั่วคราวก่อนปล่อยทิ้งร้าง เมื่อเปิดสร้างโรงยิมของชมรมทั้ง 3 ระดับ…

..อีกหนึ่งที่สามารถเล่นบาสได้ในโรงเรียนเทย์โคว..

 

 

 

 

“อาโอมิเนจจิ”  เสียงหวานใสเอ่ยเรียกคนหนุ่มผิวสีแทนที่ยืนเกาะรั้วตะแกรงเหม่อมองวิวท้องฟ้าจากเบื้องบน..สายลมอุ่นพัดผ่านร่างของคนทั้งสอง คิเสะจับผมสีทองดัดลอนยาวสลวยป้องไม่ให้ยุ่งเหยิงยืนนิ่งรอคอยการตอบกลับจากอีกฝ่าย

 

“เธอเองเหรอ ยัยลูกหมา” ฉายาล้อเลียนที่อีกฝ่ายตั้งให้ดังออกจากปากหนาได้รูปทั้งที่เจ้าตัวไม่หันมามอง

 

“ทุกคนเป็นห่วงอาโอมิเนจจิมากนะ กลับโรงยิมเถอะ..กลับไปซ้อม..”

“ซ้อมเหรอ..พูดอะไรบ้าๆ คนอย่างฉันเนี่ยนะ!!ยังจะมีใครยอมซ้อมกับฉันอยู่อีกเหรอ!!”  เสียงทุ้มแข็งกร้าวแทรกพูดฉับพลัน มือแกร่งกำตะแกรงเหล็กแน่นจนข้อขาว คิเสะสะดุ้งตกใจ นัยน์ตาสีอำพันล่อกแล่กพยายามคิดหาคำพูดดีๆไม่ทำให้อาโอมิเนะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้

 

มือแกร่งปล่อยออกจากรั้วเหล็ก ร่างสูงหันกลับมาสบตาสีอำพันคู่งามใต้ขนตาแพยาว..คิเสะสะดุ้งโหยงอีกครั้ง มองดวงหน้าคมของบุรุษที่เธอหลงรักยิ่งกว่าใคร หลงใหลกว่าใคร

 

 

แววตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง..หาได้มีเค้าร่าเริงอบอุ่นดั่งแสงสว่างสดใส

ใช่อาโอมิเนจจิแน่หรือ?

 

 

“จริงสิ..ถ้าเป็นเธอล่ะก็ ต้องไม่เหมือนพวกนั้นแน่” อาโอมิเนะเดาะลูกบาสลงกับพื้นดาดฟ้า..นัยน์ตาสีอำพันเบิกกว้างเข้าใจในสิ่งที่ร่างสูงจะสื่อ เธอหันไปมองตัวอาคารสูงบนดาดฟ้าที่สร้างไว้รองรับแทงค์น้ำประปาของโรงเรียน..ที่แห่งนั้นมีแป้นบาสเก่าๆตั้งอยู่ในสภาพทิ้งจนสนิมขึ้นแต่ยังสามารถใช้การได้

“คิเสะ 1:1 กับฉันซะ”  คำสั่งนั่นไม่อาจขัดขืนได้  ผู้จัดการสาวที่มากความสามารถในการจดจำเรียนรู้แล้วมาปรับใช้ลอกเลียนแบบเม้มปากแน่น เธอปลดตะขอกระโปรงออกปล่อยให้ทิ้งลงไปกองกับพื้น เหลือเพียงกางเกงพละขาสั้นสีเดียวกับเสื้อวอร์มแขนยาว เดินตรงประจันหน้าชายหนุ่มโดยมีแป้นบาสเก่าๆเป็นตัวตัดสิน!!!!

 

.

.

.

 

 

“คิเสะจินช้าจัง นี่มันชั่วโมงครึ่งแล้ว”  มุราซากิบาระนั่งพักผ่อนจากการฝึกซ้อมกระดกน้ำแร่เข้าปาก เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนังในโรงยิม  โมโมอิ ซัทสึกิเริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง เธอมองตามดวงตาเฉื่อยแฉะสีอเมทิสต์ตรงไปยังเข็มที่เดินทุกวินาที ตอนนี้บ่ายสามครึ่งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววการกลับมาของคนทั้งสองเลย

 

เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือเปล่า?

 

“ถ้างั้นฉันไปตามให้นะคะ”  คุโรโกะอาสาขอความเห็นจากมิโดริมะผู้มีอำนาจสูงสุด ณ เวลานี้

“รีบไปแล้วก็รีบกลับมาล่ะ”  สิ้นคำอนุญาต ร่างผอมบางพยักหน้ารับคำสั่ง รีบวิ่งออกไปจากโรงยิมทันที

 

 

ขาเล็กๆใต้กางเกงสามส่วนสีดำก้าวไปไม่เท่าไหร่ หน้าไร้อารมณ์ก็พบเข้ากับร่างสูงโปร่งเพรียวของสตรีผมสีทองอำพันดัดลอนเดินก้มหน้าโงนเงนกลับมา ถือลูกบาสอยู่ในมือทั้งสองข้าง

 

“คิเสะคุง..นั่นมัน..ลูกบาสที่อาโอมิเนะคุงเอาติดตัวไป? แล้วอาโอมิเนะคุง?…”  คำถามยังไม่ทันจบ นางแบบสาวตัวสั่นไหวทันทีมือเล็กๆบอบบางอ่อนแรงจนปล่อยลูกบาสตกพื้น ใบหน้าสะสวยนองไปด้วยคราบน้ำตา..คุโรโกะตกใจกับสิ่งที่เกิดรีบวิ่งเข้าไปใกล้ผู้จัดการสาวขี้อ้อนเหมือนลูกหมา กำลังสะอึกสะอื้นไม่มีท่าทีหยุดง่ายๆ

“คุ..คุโร..โกจจิ..ฮึก..ทำไงดี..อาโอมิเนจ..จิ ..อาโอมิเนจจิ..”

“ใจเย็นค่ะคิเสะคุง อาโอมิเนะคุงทำไม?”  คุโรโกะลูบต้นแขนปลอบโยนหญิงสาว ก่อนยกมาประคองใบหน้าสวยน้ำตานองหน้า ดวงเนตรสีอำพันแดงก่ำบวมช้ำผ่านการร้องไห้มาหนักหน่วง

 

 

.

.

.

 

 

ย้อนไปเมื่อชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านั้น…ดาดฟ้าแสงแดดแสนสดใส เต็มไปด้วยเสียงหอบโยนของคนทั้งสอง ร่างบอบบางทรุดหวบไปนั่งคุกเข่า มือสองข้างเท้าหยัดพื้นไว้ ดวงหน้าสะสวยชุ่มโชกเหงื่อฉายแววตื่นตระหนก ดวงเนตรอำพันคู่งามจดจ้องหยดดวงเหงื่อหยดแล้วหยดเล่ากระทบพื้นปูน โดยที่ชายหนุ่มร่างสูงผิวสียืนหยัดอยู่ มือแกร่งปล่อยลูกบาสลงกับพื้นกระเด็นกระดอนกลิ้งมาชนกับมือของคู่แข่ง 1:1

 

“แม้แต่ยัยลูกหมาก็น่าผิดหวัง”  เสียงทุ้มพูดขึ้นไร้เยื่อใย แทงกลางใจหญิงสาวผมทองดัดลอน

“สุดท้ายแล้ว..คนที่จะชนะฉันได้ก็มีแต่ฉันเท่านั้น”  อาโอมิเนะ ไดกิ พูดทิ้งท้าย เดินจากไปพร้อมกับเสียงประตูดาดฟ้าเปิดอ้าแล้วปิดตัวลง ทิ้งหญิงสาวผู้ไล่ตามให้อยู่ด้านบนอย่างเดียวดายแบกรับความพ่ายแพ้ไว้กับลูกบาสเก็ตบอลที่เขรอะฝุ่นจากการแข่งเมื่อครู่

 

 

.

.

.

 

 

“ฉันตามอาโอมิเนจจิกลับมาไม่ได้ ฉ..ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี..อาโอมิเนจจิเปลี่ยนไป ม..ไม่เหมือนคนเดิม“

 

คิเสะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังทั้งน้ำตา  เสียงใสที่มักก้องกังวานออดอ้อนเงาะแงะน่ารำคาญเป็นบางครั้งบางคราวสั่นเครือน่าสงสารจับใจ   เจ้าตัวพุ่งเข้ามาจับไหล่บอบบางของสาวตัวเล็กแสนจืดจาง  บีบแน่นจนคุโรโกะรู้สึกเจ็บเผลอมุ่นคิ้ว นัยน์ตาสีอ่อนกลมโตเหลือบมองมือบอบบางบนไหล่กำลังสั่นไหว ก่อนหันกลับมาสบตาสีอำพันสวย

 

“คุโรโกจจิ..ขอร้องล่ะ..ฮึก!!! ช่วยอาโอมิเนจจิที..ได้โปรด..ตามเขากลับมา..”  วอนขอทั้งเสียงสั่นเครือ คุโรโกะพยักหน้าตอบรับคำขอนั่น มือกอบกุมบีบจับให้กำลังใจคนที่กำลังขวัญเสียตรงหน้า

 

“ฉันจะพาอาโอมิเนะคุงกลับมาให้ได้ค่ะ ฉันสัญญา”  สาวผู้ปลอมเป็นชายรับฝากความหวังจากคิเสะ ตามตัวคนหนุ่มเอซแห่งเทย์โควที่เตลิดเตลิงกลับมาให้ได้ตาม

 

 

ตามหาแสงสว่างเพียงหนึ่งที่ขาดหาย..แสงสว่างที่กำลังริบหรี่ด้วยความเศร้าที่กัดกินหัวใจ

 

 

 

 

โรงยิมบาสระดับหนึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมอึดอัดใจ..โมโมอิกอดแผ่นรองเขียนพลาสติกแนบแน่นอก นัยน์ตาสีชมพูสั่นไหวจ้องมองประตูโรงยิมที่เปิดอ้าทิ้งไว้..รอคอยการกลับมาของเพื่อนสนิทวัยเด็กของเธอกับอีกสองที่ออกไปตามหาจนไม่เป็นสมาธิอันทำงานใดๆ กระทั่ง..เสียงประตูเล็กอีกด้านที่เชื่อมต่อกับโรงยิม เปิดออกเรียกทุกสายตาสมาชิกชมรมหันไปมอง

 

“อาโอมิเนะกับคุโรโกะคุงหายไปไหน? คิเสะก็ด้วย”

 

ในที่สุดกัปตันชมรม อาคาชิ เซย์จูโร่  กลับเข้ามาร่วมฝึกซ้อม เด็กหนุ่มเรือนผมสีแดงชี้ยุ่งหน่อยๆในชุดลำลองเสื้อยืดสีเลือดหมูกับกางเกงสามส่วนสีเทาเดินเข้ามาในโรงยิม สอดสายตามองไปรอบๆสนามด้วยสายตาเรียบเฉยยากแก่การคาดเดาเช่นเคย

“มิโดริมะเกิดอะไรขึ้น?” คนหนุ่มผมแดงหันมาถามรองกัปตันชมรม  คนถูกถามหันมาสบตาสีชมพูของผู้จัดการสาวครู่หนึ่งก่อนกลับมายังแววตาเค้นถามในนัยน์ตาสีแดงทับทิม

 

“คือ…”

 

และแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดให้อาคาชิฟังต่อจนหมด

 

 

.

.

.

ไม่มีใครที่เหมาะสมพอจะเป็นคู่แข่ง

ไม่มีแล้วหรือ..ผู้แข็งแกร่งที่จะสามารถล้มฉันคนนี้ได้

พอกันที..กับแป้นบาสสูงตระหง่าไร้คนขว้างกั้นแบบนั้น..

 

“บัดซบที่สุด!!!!”

มือเหวี่ยงกำปั้นลงต่อยกับกำแพง ความเจ็บปวดร้าวแล่นผ่านมือขึ้นไปสมองก็ยังไม่เท่าหัวใจที่เจ็บร้าวดวงนี้

“นี่ฉันทำอะไรลงไป….” เขากระซิบทั้งเสียงสั่นเครือ..นึกถึงสีหน้าของเหล่าเพื่อนๆในชมรมที่จับจ้องมองเขาที่ยืนหยัดเพียงลำพังกลางสนามซ้อมในโรงยิม..ไม่ว่าจะไปที่ไหน สายตาท้อแท้สิ้นหวังเหล่านั้นต่างส่งมาให้   กระทั่งท้ายสุดแม้แต่ คิเสะ เรียวตะ..ยัยลูกหมอจอมเกาะติดน่ารำคาญนั่นก็ไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาได้

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นเลย..ไม่ได้ตั้งใจซักนิด”  คนหนุ่มโคลงศีรษะเอาหน้าผากกดแนบกับกำแพงผนังสูงหลังโรงเรียนที่เปลี่ยวร้างไร้ผู้คน..นัยน์ตาสีน้ำเงินปิดแน่น ขบฟันจนกรามขึ้นสันนูน ก่อนจะลืมตาจ้องมองเงาร่างของตนที่ฉายฉาบบนกำแพงสูงตระหง่า

 

 

มีเพียงเงาเท่านั้นที่ยังคงอยู่เคียงข้างไม่ทอดทิ้งไปไหน

 

 

“ถ้างั้นก็กลับไปสิคะ”  เสียงหวานเรียบนิ่งเรียกนามของคนผิวสีแทน อาโอมิเนะตาโตตกใจ เหลียวหลังกลับไปมอง..แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มแดงฉายลงบนร่างเล็กๆบอบบางยืนหายใจแรงเหนื่อยหอบ ใบหน้าหวานล้อมเส้นผมสีฟ้าอ่อนจืดจางเรือนรางจนไม่ทันสังเกตเห็นจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาเฉยชาไร้อารมณ์ใดๆ

“เท็ตสึ!!”  อาโอมิเนะตกใจไม่รู้ตัวเลยว่าคนๆนี้ โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่..ดวงตาสีเข้มหลุบลงไปมองฝ่ามือน้อยๆขาวดั่งหิมะยื่นมาหาเขา ก่อนเลื่อนสายตากลับไปจ้องมองใบหน้านิ่งเฉยตรงหน้า

“กลับไปซ้อมที่โรงยิมกับพวกเราเถอะค่ะ อาโอมิเนะคุง”  คำเชิญชวนนั่น..ฝ่ามือของเงาผู้ซึ่งเป็นคู่หูตรงหน้า อาโอมิเนะเหม่อมองคนตรงหน้า  แขนเต็มไปด้วยกล้ามมัดพองานทิ้งลงข้างตัวเริ่มขยับ  เอื้อมเข้าหมายจะวางมือตอบ

 

“ตอนนี้คงยังไม่ได้..ขอโทษนะเท็ตสึ”  มือหนาใหญ่ชักกลับทิ้งลงข้างตัวเหมือนเดิม ใบหน้าคมคายเบนหนีสายตาตกตะลึงของคนจืดจาง  ต่างฝ่ายต่างเงียบ..ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรกันจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน

 

“กา กา กา”

คุโรโกะเงยหน้ามองฝูงนกกากระพือปีกส่งเสียงร้องบินกลับสู่รังของมันตัดผ่านดวงอาทิตย์ดวงใหญ่กำลังเคลื่อนลงต่ำกลับคืนสู่ขอบฟ้า..น่าสงสารที่มีอีกาตัวหนึ่งหลงฝูงของมัน   เอาแต่บินเคว้งคว้างอยู่ลำพังใต้ท้องนภาสีแดง  ร้องครวญด้วยความเศร้าหาเพื่อนพ้องจนเสียงแหบแห้ง ก่อนจะหย่อนตัวลงเกาะกิ่งต้นซากุระหลังโรงเรียน ยืนหุบปีกหลบใต้ร่มเงาอย่างเดียวดาย

 

 

อีกานั่น..อ้างว้างเหมือนอาโอมิเนะในตอนนี้

 

 

“ถ้างั้น ฉันจะโดดซ้อมด้วยคนค่ะ”

“จะบ้าเหรอเท็ตสึ!!เดี๋ยวก็โดนโค้ชดุเอาหรอก!!!”

“ถึงอาโอมิเนะคุงจะไล่ฉัน ฉันก็จะไม่กลับไปค่ะ ถ้าอาโอมิเนะคุงไม่ไปฉันก็จะไม่ไปเช่นกัน”  คุโรโกะยืนกรานไม่สนใจเสียงทัดท้านของคนหนุ่มผิวสีแทนเข้ม อาโอมิเนะอ้าปากค้างเหวอมองเข้าไปในดวงเนตรสีจางอ่อนนิ่งไม่ไหวติ่ง..ไม่มีความโลเลอยู่ในนั้นแม้แต่นิด

 

“เธอนี่มันบ้าชัดๆ”  คนผมสีน้ำเงินเข้มสบถต่อว่าหญิงสาวหน้าจืด คุโรโกะขยับยิ้มบางๆ ไม่รู้สึกรู้สาเลยว่าสิ่งที่กระทำวันนี้จะทำให้ถูกลงโทษจากกัปตันชมรม อาจรวมไปถึงการต่อว่าจากโค้ชเอาด้วย ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะขยับยิ้มระอาใจส่งมือวางตอบลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย

 

“ก็ฉันมีคู่หูบ้านี่คะ”

“ยอกย้อนอีกนะเท็ตสึ!!!!”

“อาโอมิเนะคุง มันเจ็บนะคะ ผมเสียทรงหมดแล้วค่ะ”

 

คนทั้งสองเดินเคียงคู่กันใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องสว่าง..แสงยามเย็นฉายลงบนร่างทั้งสองของคนหนุ่มสาวอาโอมิเนะโอบล็อคคอคนตัวเล็กเข้ามาขยี้หัวสีฟ้าทุ่ยยุ่งให้ยุ่งเหยิงกว่าเก่าด้วยความหมั่นเขี้ยว ยิ่งคนหน้าตายชักสีหน้าไม่พอใจก็ยิ่งเรียกเสียงหัวเราะสดใสของคนผิวสีให้กลับมาอีกครั้ง   ก่อนอื่น..เมื่อจะโดดซ้อมอย่างแรกที่ต้องทำคือกลับไปเอากระเป๋าเสื้อผ้าที่เก็บในล็อกเกอร์ของทางโรงยิม   ทั้งสองแอบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้เหลียวมองซ้ายขวาไปมา เหล่าสมาชิกยังคงซ้อมเล่นอยู่ในโรงยิมเสียงบาสเดาะกระทบพื้นกับยางรองเท้าเสียดสีเป็นที่แน่ชัด นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนมองจนแน่ใจจึงโผล่ออกมาจากพุ่มไม้วิ่งยองๆมาประชิดช่องหน้าต่างล็อกเกอร์ที่อยู่สูงเป็นบานระแนง  พอแน่ใจไม่มีคนก็กวักมือเรียกคนผิวสีให้ออกมา

“ช่วยดูให้หน่อยสิคะว่ามีใครในห้องล็อกเกอร์ไหม”  คุโรโกะชี้นิ้วขึ้นไปยังบานระแนงที่สูงกว่าส่วนสูงเธอจะถึง อาโอมิเนะพยักหน้าแล้วเขย่งเท้าแต่ก็ยังไม่ถึง  จึงต้องเปลี่ยนแผนมาเป็นอุ้มตัวร่างบอบบางให้ขึ้นสูง..จังหวะนั้นฝ่ามือแกร่งสอดเข้าไปใต้รักแร้เด็กสาว…ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับเนินอกนิ่มๆนั่น

 

อาโอมิเนะ ไดกิ ใจเต้นแรง…ความนิ่มนี่เขาเคยสัมผัสมันครั้งนึงตอนผายปอดช่วยอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ..ความนิ่มเล็กๆนั่น  ขนาดใม่ใหญ่จนนูนเด้งสายตาเหมือนสาวๆคนอื่นๆ ทว่า..การได้เผลอจับหมับเข้าไปก็อดหน้าร้อนวาบขึ้นสีไม่ได้  ถึงจะเป็นโอกาสที่โชคดีของผู้ชายที่ได้เนียน

 

ทว่า…

“..เท็ตสึ..เธอนี่มันอกไข่ดาวจริงๆ”

 

 

พลั่ก!!!!

 

“อั๊กกกก เจ็บนะเท็ตสึ!!”  ฝ่าเท้าสวมรองเท้าพละเหยียบกระแทกหน้าคนพูดจาลามปามเข้าอย่างจัง คุโรโกะตวัดตามองค้อนคนที่อุ้มเธอขึ้น รังสีทะมึนนั่นทำเอาอาโอมิเนะสะอึกขนลุกชัน รูดซิปปากทันที

 

 

จึงได้รู้..เรื่องหน้าอกเป็นคำต้องห้ามของหญิงสาวนาม คุโรโกะ เท็ตสึยะ

 

 

“ไม่มีคนอยู่ในล็อกเกอร์..อาโอมิเนะคุงรออยู่ข้างนอก เดี๋ยวฉันปีนเข้าไป”  ไม่ทันฟังเสียงคัดค้านทั้งเสียงกระซิบแผ่วเบาของคนหนุ่มหน้าคมประดับรอยรองเท้าเด่นกลางหน้า มือเล็กๆจับตะแกรงออกแรงดึงออกแล้วดอดปีนกลับเข้าไปข้างใน  ตรงไปยังตู้ล็อกเกอร์ของเธอกับอาโอมิเนะที่อยู่ติดกัน

 

 

ตึกตึกตึก

 

ฝีเท้าย่ำก้าวเข้ามาใกล้ห้องล็อกเกอร์ คุโรโกะสะดุ้งโหยงตกใจ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนเบิกกว้างมีใครบางคนกำลังเดินเข้ามาในนี้ เธอมองหาที่ซ่อนไม่ว่าจะที่ไหนๆก็ไม่มี

 

แย่แล้ว!!!!!

 

 

แอ๊ดดดดด

ประตูห้องล็อกเกอร์เปิดออก ร่างของคนทั้งสองเดินเข้ามา..ร่างสูงผมสีม่วงโชกเหงื่ออ้าปากหาวหวอดเดินลากเท้าเข้ามาด้านในโดยมีฝีเท้าเล็กๆอีกคู่วิ่งไล่ตามมาติดๆ

“มุคคุง!!!กลับไปซ้อมเลยนะ เดี๋ยวอาคาชิก็ดุหรอก”

“ไม่เอาอ่ะ..ก็ฉันหิวนี่นา หิวจนไม่ไหวแล้ว”  มุราซากิบาระงอแงไม่สนใจการห้ามปรามของสาวผมสีชมพูยาวสลวย ที่ไล่ตามติดๆพยายามจะลากเด็กในร่างยักษ์กลับเข้าสนามซ้อม นัยน์ตาสีอเมทิสต์เอื่อยเฉื่อยจ้องตรงยังตู้ล็อกเกอร์ฝั่งตรงข้ามแล้วเปิดออก ด้านในมีชุดนักเรียนชายของคนตัวใหญ่ขยำกองๆไว้บนกระเป๋านักเรียน มือล้วงเข้าไปด้านในสะกิดๆเพดานใต้ล็อกเกอร์ของตนซักพัก..พลัน!!!ฝาด้านในตู้ล็อกเกอร์นั้นเปิดออก..ขนมปังแซนวิชสี่ชิ้นร่วงหล่นลงมา!!!

 

“มุคคุง!!!ซ่อนขนมไว้ในนี้เหรอ!!!!”

“เงียบหน่อยสิซัทจิน เดี๋ยวอาคาจินก็รู้หรอก”  คนตัวใหญ่ทำสีหน้าจริงจังใส่ผู้จัดการสาวที่ร้องเสียงดังอุทานตกใจไม่รู้ว่าเอาเวลาไหนมาแอบทำที่ซ้อนในตู้ล็อกเกอร์..ไม่สิ..ต้องบอกว่าเห็นหัวเอื่อยๆเฉื่อยๆแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าเข้ามาดัดแปลงตู้ล็อกเกอร์ของตน..โมโมอิชะโงกหน้าเข้าไปดูช่องเก็บขนมล็อกเกอร์..ถูกติดด้วยปุ่มสวิสต์กับแผงวงจรอิเล็กโทรนิกส์ รอยต่อบนฝาผนังนั่นก็เนียนจนมองเผินดูไม่ออกแน่

“สุดยอดเลยมุคคุง!!!ทำอะไรแบบนี้เป็นด้วย!!!”  โมโมอิตะลึงทึ่งในความสามารถของคนตัวสูงใหญ่

“ถ้าเพื่อของกินล่ะก็ อะไรๆก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ”  มุราซากิบาระแกะแซนวิชกินเข้าปากตุ้ยๆ ยืนหน้าเคลิ้มตาเป็นประกายดีใจที่อะไรตกถึงท้องที่กำลังบิดครวญครางจนไส้กิ่ว

 

 

ที่ซ่อนลับของมุราซากิบาระ อัตสึชิ สร้างความตกตะลึงให้แก่..อีกหนึ่งร่างที่ซ่อนอยู่ในตู้ล็อกเกอร์เช่นกัน

คุโรโกะ เท็ตสึยะแอบอยู่ในล็อกเกอร์ของตัวเอง นัยน์ตาสีอ่อนจืดจางมองผ่านช่องระแนงดูร่างของคนทั้งสองยั

ไม่ยอมไปไหน คนจืดจางเหงื่อตกมองเวลาที่เดินใกล้ 5 โมงเย็นเข้าไปทุกขณะ อีกไม่นานชมรมก็จะเลิกแล้วขืนชักช้ากว่านี้..กว่าจะหนีออกมาได้คงลำบากเป็นหลายเท่าตัว

คนจืดจางเผลอขยับแขนชนกับชั้นวางเล็กๆที่วางกระเป๋าเรียนของเธอ เสียงกระทบไม่ดังมากแต่ก็ชัดพอในห้องสี่เหลี่ยมเงียบสงัด มุราซากิบาระละปากจากแซนวิชชิ้นที่สองหันกลับมามองต้นเสียงปริศนา

 

 

“เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงจากตู้ของคุโรจิน”   ดวงหน้าคมง่วงนอนตลอดเวลาเอียงคอมองตู้เหล็กเรียงต่อริมสุดในฝั่งตรงข้ามของแถวตู้ล็อกเกอร์ของเขา  คุโรโกะใจหายวาบเมื่ออีกฝ่ายก้าวขาลากเดินเข้ามาใกล้ทีละนิดทะละนิด…จนร่างสูงใหญ่ประชิดหน้าตู้ เงาดำของคนหนุ่มปิดบังช่องแสงที่สอดส่องผ่านช่องดูเล็กๆ บดบังสายตาการมองเห็นของดวงตาสีฟ้าอ่อน  ฝ่ามือใหญ่กำลังจะแตะช่องจับประตูตู้หมายเปิดออก หญิงสาวผมสีอ่อนหลับตาแน่นปี๋กลั้นหายใจ

 

 

“มุราซากิบาระ”  เสียงทุ้มอีกหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องที่เปิดออกอีกครั้ง

 

“อาคาชิ!!!!” โมโมอิร้องเสียงหลง มุราซากิบาระหน้าซีดรีบวิ่งเข้าไปยืนบังกองแซนวิชในตู้ล็อกเกอร์ตัวเอง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว นัยน์ตาสีแดงเรียวคมมองเห็นทุกสิ่งก่อนตวัดจ้องคนตัวใหญ่ที่ยืนหน้าเสียเห็นได้ชัด

 

“ฉันบอกนายแล้วใช่ไหมว่าอย่าเอาของกินเข้ามาในโรงยิม”

“ก็..ก็มันหิวนี่นา..”

“ไปวิ่งรอบสนาม 5 รอบซะ!!!”   อาคาชิ เซย์จูโร่ ออกคำสั่งทั้งเสียงดุดัน

“อาคาจินใจร้าย!!”  มุราซากิบาระ อัตสึชิ ครวญงอแงเหมือนกันเด็ก จะโวยวายมากก็ไม่กล้าเพราะอีกฝ่ายกอดอกจ้องนิ่งน่าขนลุก  จึงได้แต่เบ้ปากยอมรับบทลงโทษของอีกฝ่าย

 

“โมโมอิพรุ่งนี้ติดต่อฝ่ายอุปกรณ์ที บอกให้เปลี่ยนตู้ล็อกเกอร์ของมุราซากิบาระใหม่”

“อ..อืม..” สาวผมชมพูยาวสลวยขานรับคำสั่งของกัปตันชมรม เดินถือแผ่นรองพลาสติกเหน็บข้อมูลการฝึกซ้อมออกไปจากห้องตามหลังคนเรือนผมสีม่วงซอยคลอเคลียต้นคออีกคน  บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมสำหรับเปลี่ยนเสื้อนักกีฬาบาสกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง คุโรโกะมองผ่านช่องลอดจ้องมองอีกหนึ่งร่างเจ้าของเส้นผมสีแดงเพลิงยังคงยืนหยัดอยู่ในห้อง

 

“!!!!!!!”  ใบหน้าคมหล่อเหลาหันมามองตู้ล็อกเกอร์ของหญิงสาวที่ปลอมเป็นผู้ชาย..นัยน์ตาสีทับทิมคมที่มิอาจคาดเดาความคิดใดๆจ้องมองตู้อยู่นานสองนาน..ราวกับว่ากำลังสบตาอีกหนึ่งร่างที่แอบซ่อนอยู่ด้านใน

 

 

หรือว่าอาคาชิคุงจะรู้แล้ว!!!

 

 

เธอหลุบสายลงต่ำ..ฝีเท้าที่ย่างเก้าเข้ามานั่นทำเอาคุโรโกะหวั่นใจ  ถ้าเป็นคนอื่นมาเจออาจจะพอเจรจาได้ แต่นี่เป็นตัวเอ้ที่ต้องหลบหลีกเป็นอันดับหนึ่ง หากอีกฝ่ายจับได้ล่ะก็ แผนโดดซ้อมที่วางไว้เป็นอันล่มจมแน่!!!!

 

ทว่า..อาคาชิกลับหยุดฝีเท้าแล้วย่อตัวลง?

 

คุโรโกะเลิกคิ้วสูงฉงนสงสัยจึงชะโงกหน้ามองผ่านช่องบานตู้ล็อกเกอร์เล็กๆพอให้มองเห็น พบว่าร่างสูงผมแดงก้มลงเก็บซองห่อแซนวิชขึ้นมาพร้อมถอนหายใจเบื่อหน่าย

“แบบนี้สินะ ถึงได้มีหนูเข้ามาในโรงยิม” เขาบ่นงึมงำในลำคอ ก่อนจะเดินหันหลังออกไปจากห้องคว้าเอาถุงใส่แซนวิชของคนผมม่วงออกไปจากห้องล็อกเกอร์พร้อมกับประตูที่ปิดสนิท

 

 

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายแค่เดินมาเก็บขยะที่มุราซากิบาระทิ้งเอาไว้

 

 

คนหนุ่มผิวสีที่นั่งตบยุงรออยู่ด้านนอกเริ่มวิตกกังวลใจ..แค่แอบเข้าไปหยิบกระเป๋าออกมาไม่น่าจะนานเป็น 10 นาที  ร่างสูงเริ่มเป็นห่วงเด็กสาวผู้ปลอมเป็นชายด้านใน จังหวะที่กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปช่วย กระเป๋าเป้ของอาโอมิเนะถูกโยนออกมาจากทางหน้าต่าง คนหนุ่มรับไว้ได้พอดิบพอดีตามสัญชาติญาณที่ได้รับการฝึกซ้อมจากการส่งรับลูกบาส  ซักพักหนึ่งปลายนิ้วเล็กๆเกาะขอบบานระแนงพร้อมกับร่างเล็กๆปีนขึ้นมาเหยียบขอบบานหน้าต่างกระโดดลงมาโดยมีอาโอมิเนะยื่นแขนรองรับร่างเอาไว้

“ไม่มีใครเห็นแน่นะ”

“ระดับนี้แล้ว ยังต้องกังวลอีกเหรอคะ”  คุโรโกะยืดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจในความสามารถมิสไดเร็กชั่นของตน  ในน้ำเสียงเย็นๆนั่นดูเชิดสูงเล็กน้อยแสดงความมั่นอกมั่นใจล้นปรี่

“นั่นสินะ..มิสไดเร็กชั่นนี่น่ากลัวจริงๆ ถ้าใครได้เธอไปเป็นเมีย มีหวังหนีไปมีกิ๊กไม่ได้แหงๆ”  อาโอมิเนะแซวหยอกอีกฝ่าย ก่อนจะโดนคุโรโกะเอากระเป๋าเรียนฟาดตีหลังไม่พอใจที่ถูกล้อเลียนแบบนี้

“รีบไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวมีคนรู้เข้าเราจะซวยกันหมด”  คุโรโกะเตือนสติอีกฝ่ายที่เอาแต่หัวเราะขำขันสีหน้าหงิกงอไม่พอใจจนแก้มป่อง อาโอมิเนะตาโตนึกขึ้นได้พยักหน้าตอบรับแล้วรีบวิ่งหนีออกไปให้ไกลจากโรงยิมที่สุด

 

 

ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีครามเข้มเข้าสู่เวลาโพล้เพล้..ไฟริมถนนทยอยติดอัตโนมัติตามหลักการทำงานของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดูดซับแสงแดดในยามเช้าดึงมาใช้มองความสว่างบนท้องถนนยามค่ำคืนในอีกไม่กี่ช่วงโมงข้างหน้า ร่างสูงเดินทอดน่องไปตามท้องถนนเดินขึ้นสะพานลอยข้ามฝั่งไปยังถนนในฝั่งตรงข้ามเคียงคู่กับอีกคนที่จืดจางไร้ตัวตนเดินเลียไอติมแท่งรสวานิลลาจากร้านสะดวกซื้อระหว่างทางกลับบ้าน

 

“อาโอมิเนะคุงมีเรื่องอะไรไม่สบายใจใช่ไหมคะ”  คุโรโกะเปิดประเด็นถามหลังจากที่เงียบอยู่นาน คนหนุ่มผิวสีเหลือบมองคนข้างตัวสบตาสีฟ้าอ่อนฉายแววเค้นถามในนั้น เขาพ่นลมหายใจแรงแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามเย็นเริ่มมืดลงทุกขณะ ขายาวใต้กางเกงแสลตนักเรียนสีดำก้าวเดินเร็วขึ้นกว่าหญิงสาวจนเดินนำอยู่เบื้องหน้าเล็กน้อย

“อ่า..มันก็ตั้งแต่งานนิทรรศการแล้วล่ะ และก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆตอนลงสตรีทบาสช่วงปิดเทอม” เอซเทย์โควเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ฉันชนะ..โดยที่พวกคู่แข่งไม่คิดพยายามที่จะสู้ เพื่อนร่วมทีมก็ไม่คิดเอาจริงเอาจัง แล้วก็สายตาแบบนั้น..สายตาที่มองว่าฉันเป็นตัวประหลาด..”

คนทั้งสองเดินลงบันไดต่อจากสะพานลอยฟ้ามาถึงครึ่งทาง ดวงเนตรสีไพลินจ้องมองกาสีดำตัวนั้น…คาดว่าเป็นตัวเดียวที่เจอในเทย์โควบินตัดผ่านฟ้าเพียงลำพัง..ไม่ร้องครวญหาเพื่อนฝูงอีกต่อไป ยืนหยัดกางปีนบินเดียวดายเลือกที่อยู่รอดด้วยตัวเอง

 

“ภาพแป้นบาสที่ไม่มีใครขวางกั้นแบบนั้นน่ะ…มันไม่ใช่บาสที่สนุกอีกแล้ว บางที..”  เสียงทุ้มหยุดไปอึดใจ

“แค่ฉันคนเดียวก็เอาชนะทุกสิ่งได้..แค่ฉันคนเดียวก็เพียงพอแล้ว”

 

 

คุโรโกะอ้าปากเผยอเล็กน้อยหลังได้สดับฟังความในใจของอีกฝ่าย เท้าเล็กๆสวมคัทชูสีดำขยับก้าวเร่งฝีเท้าเข้าประชิดหลังสูงของคนที่เดินนำลงบันไดอยู่ตรงหน้า

“จ๊ากกกกกกกกกกกก เย็นๆๆๆๆ เท็ตสึ!!!ทำอะไรของเธอ!!!!!”  แท่งไอติมถูกยัดใส่คอเสื้อ ความเย็นแล่นริ้ววาบไปทั่วหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง อาโอมิเนะร้องเสียงหลงเด้งตัวสั่นสะท้านหันกลับมาแยกคิ้วคำรามใส่หญิงสาวที่ยืนหน้าตายอยู่ด้านหลัง

“ก็อาโอมิเนะคุงพูดจาแปลกๆนี่คะ”  คุโรโกะตอบทั้งเสียงเรียบ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนฉายแววจริงจังสบตาสีไพลินคมกริบเบื้องหน้า..จริงจังจนอาโอมิเนะสะอึก

 

“อาโอมิเนะคุง บาสเก็ตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม ถ้าเล่นคนเดียวแบบนั้นมันก็ไม่ใช่บาสสิคะ อีกอย่างใครบอกว่าจะปล่อยให้อาโอมิเนะคุงอยู่คนเดียวกลางสนามแบบนั้นกัน”  มือเล็กกำหมัดชูขึ้นตรงหน้า

 

“สัญญากันแล้วนี่คะว่าจะเป็นเงาให้กับอาโอมิเนะคุง  ก็เราเป็นคู่หูแสงเงากันนี่คะ”

 

 

นัยน์ตาสีไพลินเบิกกว้าง..มองร่างเล็กๆของเด็กสาวตัวน้อยแบบาง ทั้งที่ดูอ่อนแอสมถรรภาพทางกายก็อ่อนแอไม่เหมาะกับกีฬา ถึงอย่างนั้นก็มีพยายามยิ่งกว่าใคร ซ้อมหนักกว่าใคร เพื่อที่จะเป็นตัวจริงเพื่อสัญญาที่ให้กับเพื่อนสมัยเด็กนามว่า โอกิวาระ ว่าจะแข่งขันในรอบชิง

 

 

เงาแสนเรือนลางตรงหน้าช่างยิ่งใหญ่กว่าที่คิดนัก

 

“ให้ตายสิ..ฉันถูกเธอช่วยไว้อีกแล้วสินะ”  อาโอมิเนะ ไดกิ ยิ้มบางๆแล้วกำหมัดชนมือตอบ คุโรโกะยิ้มบางๆด้วยสีหน้าอ่อนโยน  ดีใจที่คนหนุ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง นัยน์ตาสีไพลินที่หม่นหมองเปล่งประกายเจิดจ้าอีกครั้ง

 

 

โล่งอกไปทีที่เขากลับมาเหมือนเดิม..เป็นอาโอมิเนะ ไดกิ เอซเทย์โควคนเดิมแล้ว

 

 

“นี่ก็เย็นมากแล้ว เดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้านนะ”

“ค่ะ”  คุโรโกะพยักหน้าขอบคุณ  ใบหน้าหวานน่ารักอ่อนโยนแบบนั้นทำเอาชายผมสีเข้มสั้นหน้าร้อนวาบ ต้องรีบหันหน้าหนีเอานิ้วชี้ถูจมูกแก้เก้อเดินล้วงกระเป๋าไปบนทางเท้าริมถนนใหญ่เบื้องหน้าในเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้านของหญิงสาวตัวเล็กๆจืดจางในยูนิฟอร์มผู้ชาย  ทั้งสองเดินคุยเล่นเรื่องบาสไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนานระหว่างนั้น..คุโรโกะกลับหยุดฝีเท้าลงที่ข้างสวนสาธารณะทำให้ชายผิวสีหยุดเดินลงชักสีหน้างุนงง

 

“รออยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ” สาวผมจืดจางเดินหายเข้าไปในห้องน้ำสาธารณะฝั่งผู้หญิง

“ฮ่าๆ อะไรกันนี่เธอท้องเสียหรอกเหรอ..ฮ่าๆ..ฮะๆ..”  คนผิวสีหัวเราะเสียงดังลั่นล้อเลียนคู่หูสาวอยู่นานสองนาน..ก่อนจะแผ่วเสียงลงเมื่อหลังจากที่คุโรโกะหายไปนานเกือบ 15 นาทีก็ออกมาจากห้องน้ำในชุดนักเรียนหญิงเทย์โควเข้ารูป  อาโอมิเนะ ไดกิ ตาค้างตะลึงพรืดมองคนตัวเล็กในเสื้อสูทนอกสีขาวผูกโบว์สีดำกับกระโปรงนักเรียนสั้นสีดำพริ้ว โชว์ขาเพรียวเล็กๆสวมถุงเท้าสีดำกับรองเท้าคัทชูผู้หญิง

 

ปกติใส่เสื้อแบบผู้ชายก็ว่าดูโคร่งๆ ตัวเล็กอยู่แล้ว  พอมาแต่งในชุดผู้หญิง..คนผิวสีจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว..คุโรโกะ เท็ตสึยะ ตัวเล็กบอบบางกว่าที่คิดขนาดตัวน่าทะนุถนอมพกติดตัวไปไหนมาไหนได้ชัดๆ

 

“พอดีฉันปิดเรื่องปลอมตัวเป็นผู้ชายไว้กับที่บ้านค่ะ ก็เลยต้องมาเปลี่ยนเสื้อที่ห้องน้ำนี่ทุกวัน”  คุโรโกะตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉยแล้วกระชับกระเป๋านักเรียนสะพายข้างที่เก็บเสื้อผ้าฟอร์มผู้ชายเอาไว้ด้านในเดินออกมา เส้นผมสีฟ้ายุ่งล้อมใบหน้าหวานหมดจดจืดจางยิ่งมาอยู่ในชุดผู้หญิง…

 

 

ตึกตัก!!!!

 

อกซ้ายคนหนุ่มเต้นแรงมากกว่าทุกครั้ง…เขาเคยคิดว่าคุโรโกะเป็นผู้หญิงจืดๆหน้าตาน่ารักพอประมาณ หน้าอกก็แบนราบเหมือนเด็กประถม พอจะให้ใจเต้นได้เป็นพักๆ ทว่า..คราวนี้กลับ..

 

น่ารัก..น่ารักเกินไปแล้ว

 

 

“อาโอมิเนะคุง..”  เสียงหวานเรียบดังระยะใกล้ ดึงสติของคนหนุ่มกลับมา คนตัวสูงหน้าแดงก่ำเมื่อพบว่าใบหน้าไร้อารมณ์ยื่นเข้ามาประชิดใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังเงยหน้ามองเขาด้วยสายตานิ่งเรียบแต่น้ำเสียงไถ่ถามแฝงไปด้วยความห่วงใย..ริมฝีปากเล็กๆนั่นขยับพูดต่อ

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

 

 

ริมฝีปาก..สีชมพูเล็กบางเหมือนกลีบดอกซากุระของฤดูใบไม้ผลิ..ความนุ่มนิ่มที่ยังตราตรึงบนปากหนาแล่นริ้วจนคนหนุ่มเผลอเม้มปากแน่นนึกถึงเหตุการณ์ที่ค่ายฝึกในโอกินาว่า อาโอมิเนะยกมือปิดปากแน่นรีบหันหลังให้อีกฝ่าย หลบดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนนั่น

“ม..ไม่..ไม่มีอะไร..รีบไปกันต่อเถอะ..เดี๋ยวมืดค่ำพอดี”  อาโอมิเนะตอบทั้งเสียงตะกุกตะกักเดินนำลิ่ว ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ถามอะไรต่ออีก คุโรโกะกระพริบตาปริบๆงุนงงแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเดินตามหลังคู่หูแสงของตนจนกระทั่งในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านของหญิงสาว

 

“ขอบคุณนะคะอาโอมิเนะคุงที่มาส่ง”  คุโรโกะหันกลับมายิ้มบางๆ

“อ่า..ไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้ฉันจะกลับเข้าไปซ้อมแล้วล่ะ”  อาโอมิเนะตอบพลางเกาต้นคอแก้เก้อเขิน เขาไม่กล้าสบตาคุโรโกะตรงๆเลยตอนนี้  พออีกฝ่ายแต่งตัวเป็นผู้หญิงขึ้นมา..แค่สบตาก็ใจเต้นแรงเจียนทะลุอกแล้วทำอะไรไม่ถูกเหมือนเป็นคนโง่ยังไงก็ไม่รู้

 

“พรุ่งนี้เรามาเล่นบาสด้วยกันนะคะ” หญิงสาวยกกำปั้นขึ้นมาอีกครั้ง อาโอมิเนะละมือจากต้นคอถอนหายใจ แล้วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวชนมือตอบรับเป็นดั่งคำสัญญาทิ้งท้ายก่อนต่างฝ่ายต่างจะล่ำลากันและกัน

“อ่า..แน่นอนอยู่แล้วเท็ตสึ”

 

 

 

ประตูบ้านสองชั้นปิดลงพร้อมกับร่างของลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้านคุโรโกะหายเข้าไปข้างใน เหลือเพียงคนหนุ่มผิวสีแทนที่ยังยืนอยู่ด้านหน้ารั้ว เขาถอนหายใจแรงเฮือกใหญ่เดินล้วงกระเป๋าออกไปตามเส้นทางท้องถนนเพื่อมุ่งกลับสู่บ้านของตน ในหัวที่คิดถึงแต่เพียงเรื่องบาส..ทว่า..ในตอนนี้กลับมีอีกสิ่งที่ผุดขึ้นมารบกวนจิตใจ

 

 

“ถึงอาโอมิเนะคุงจะไล่ฉัน ฉันก็จะไม่กลับไปค่ะ ถ้าอาโอมิเนะคุงไม่ไปฉันก็จะไม่ไปเช่นกัน” 

“สัญญากันแล้วนี่คะว่าจะเป็นเงาให้กับอาโอมิเนะคุง  ก็เราเป็นคู่หูแสงเงากันนี่คะ” 

“พรุ่งนี้เรามาเล่นบาสด้วยกันนะคะ”

 

 

อาโอมิเนะคิดถึงคำพูดทั้งหมดของคุโรโกะในวันนี้  ยามที่ท้อแท้สิ้นหวังเงาเรือนรางตัวเล็กๆนี่ก็โผล่มาตามหาเขาจนเจอในทุกๆครั้ง  ร่างเล็กๆนุ่มนิ่มไร้ตัวตน..จืดจางไม่น่าสนใจ ยิ่งนานวันไปก็ยิ่งตระหนักถึงคุณค่า

 

 

หัวใจเต้นแรง..หน้าร้อนไปหมด

 

 

“บ้าจริง..นี่มันความรู้สึกอะไรกัน”  อาโอมิเนะเกาหัวแรงๆด้วยความสับสน

 

 

ถัดไปภายใต้เงามืดในตรอกถนนบ้านของหญิงสาวผู้เล่นเงาลวงตา..ใต้ท้องฟ้าสีดำสนิทเข้าสู่รัตติกาล  เมฆหมอกบดบังแสงจันทรากับดวงดารา มีเพียงไฟจากเสาไฟสูงตระหง่าเรียงเว้นช่วงระยะเท่าๆกันเลียบข้างถนนใหญ่  ที่แห่งนั้นมีรถยนต์สีดำคันหรูจอดนิ่งไว้ทั้งที่ไม่ดับเครื่องยนต์  แอร์ในรถเปิดเย็นช่ำอุราแต่หาได้ทำให้ใจของชายวัยกลางคนสงบ เขาเหงื่อแตกโชกจนต้องล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อมาซับ ดวงตาสีดำเลื่อนไปยังกระจกหน้ารถสะท้อนร่างของเด็กหนุ่มเรือนผมสีแดงเพลิงนั่งกอดอกนิ่งเงียบแอบมองหนุ่มสาวผู้เล่นในทีมตัวจริงชมรมบาสผ่านทางกระจกรถติดฟิลม์ดำ

 

อึดอัด..กดดัน..หายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย

 

 

“เอ่อ..นายน้อยขอรับ”

คนขับรถตัดสินใจเรียกคนหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลังรถลีมูซีนที่วันนี้นึกแปลกบอกให้เขาออกนอกเส้นทางกลับบ้าน มาจอดรถรออยู่แถวนี้  จนเมื่อซักครู่ที่ชายผิวสีแทนเดินมาส่งหญิงสาวตัวเล็กจืดจางจนไม่ทันสังเกตเห็นหากไม่มองให้ดีๆ  ท่าทีของเด็กหนุ่มก็ดูเปลี่ยนไป   คนถูกเรียกขานเงยหน้าขึ้นสบตาสีเข้มของคนรับใช้ผ่านกระจกรถ ดวงเนตรเรียวคมนิ่งเยือกเย็นนั่นทำเอาชายวัยกลางคนขนลุกซู่

“ไม่มีอะไร กลับบ้านได้แล้ว” คำสั่งสั้นๆ ทั้งเสียงเรียบ..ทว่า..คนขับรถจับสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงนั่นดูเย็นยะเยือกหนาวเหน็บกว่าปกติ..จนแทบถอดแบบออกมาจากผู้นำตระกูลอาคาชิคนปัจจุบันซึ่งเป็นบิดาของคนหนุ่ม คนขับรถรีบหลบสายตาแดงทับทิมคู่คมนั่นแล้วขยับเกียร์รถจับพวงมาลัยขับเคลื่อนรถยนต์ออกจากซอยเลี้ยวออกถนนใหญ่แล่นออกใต้ผืนฟ้ายามค่ำคืนจนลับสายตา

 

 

“เอ๊ะ!!!”   ร่างบอบบางกลับขึ้นมายังห้องนอนของตัวเอง สภาพนุ่งกระโจมอกด้วยผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบปิดอกอิ่มนูนเล็กน้อย มือเกี่ยวเรือนผมสีฟ้าอ่อนเปียกลู่น้ำจากการสระผมขึ้นมาทัดหู เดินเข้าไปหยิบเอาตุ๊กตากระต่ายสีขาว Melody  ตกพื้นอยู่ข้างลูกบาสสีดำเก่าลูกแรกที่ทำให้เธอรู้จักกับรักแรกที่เฝ้ารอคอยขึ้นมาตั้งวางไว้ดั่งเดิมบนหัวเตียง

 

 

ตุ๊กตาที่อาคาชิมอบให้ในวันนิทรรศการ

 

 

“ตกมาได้ไงกัน”  คุโรโกะ เท็ตสึยะ พึมพำเบาๆ ก่อนเดินกลับไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้งหย่อนสะโพกลงกับเก้าอี้ หยิบเอาไดร์เป่าผมขึ้นมาเป่าเส้นผมสีอ่อนด้วยความร้อนเบอร์ 2 ลมพัดผ่านเส้นผมสั้นจนพลิ้วยุ่งไปมา

 

 

 

RRRRRRR

 

ริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เธอต้องปิดสวิสต์ไดร์เป่าผมวางลงกับโต๊ะเครื่องแป้ง มือเอื้อมไปหยิบมือถือบนโต๊ะที่สั่นไหวเปิดฝาพับมองรายชื่อคนที่โทรหาในยามกลางคืนก่อนกดรับสาย

 

“ว่าไงคะคิเสะคุง”

‘คุโรโกจจิ..อาโอมิเนจจิเป็นยังไงบ้าง’ นางแบบสาวถามด้วยเสียงร้อนรนใจ

“พรุ่งนี้อาโอมิเนะคุงจะกลับมาซ้อมเหมือนปกติ ตอนนี้เขาไม่เป็นไรแล้วค่ะ”  คุโรโกะตอบกลับ

‘โล่งอกไปที…ขอบใจคุโรโกจจิมากนะ โชคดีจริงๆที่อาโอมิเนจจิกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว’  เธอได้ยินปลายสายถอนหายใจ เสียงใสกังวานสดใสกลับมาอีกครั้งแทนทีเสียงหงอยๆเมื่อครู่

 

‘ฉันกลัวแทบแย่น่ะ..สีหน้าของอาโอมิเนจจิตอนนั้นเหมือนกับว่า เขาจะไม่ยิ้มร่าเริงแบบนั้นอีกแล้ว ฉันกลัวมากเลยล่ะคุโรโกจจิ..’  คิเสะ เรียวตะพูดต่อทั้งเสียงสั่นเครือ คุโรโกะพอจะนึกสีหน้าของอีกฝ่ายออกว่าคงกำลังนั่งคุยโทรศัพท์กอดเข่าน้ำตาคลอเหมือนลูกหมาครางหงิงๆอยู่แน่   สาวผมฟ้ายุ่งกำลังคิดหาคำพูดปลอบโยนคนใจเสียอยู่นั้น ปลายสายที่โทรหากลับแทรกพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง

‘ดีใจจริงๆ ถ้าไม่มีคุโรโกจจิล่ะก็ต้องแย่แน่เลย คิดถูกจริงๆที่ขอให้คุโรโกจจิช่วย  ถ้างั้นฉันไม่กวนคุโรโกจจิแล้วล่ะ พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะ’   นางแบบสาวบอกลาอย่างรวดเร็วแล้วตัดสายไปเฉยชิบ  มือเรียวเล็กดึงมือถือออกห่างจากหู ตากลมโตจ้องมองเบอร์ของ คิเสะ เรียวตะ อย่างฉงนสนเท่ห์

 

“คิเสะคุงเป็นอะไรรึเปล่านะ?”  เสียงหวานพึมพำเบาๆกับตัวเอง ก่อนจะพับฝามือถือลง

“คิดไปเองมั้ง”  คนจืดจางเลิกสนใจแล้วกลับมาหยิบไดร์เป่าผมสีฟ้าตัดสั้นให้แห้งต่อ

 

 

 

อีกทางหนึ่งในเวลาเดียวกันถัดไปจากบ้านคุโรโกะอีกสี่ซอย ชั้นสองของบ้านห้องฝั่งขวายังคงเปิดไฟสีส้มนวลสว่าง  กระทบร่างเพรียวบางในชุดนอนผ้าลื่นสีฟ้าสายเดี่ยวตัวบางนั่งกอดเข่าบนเตียงไม้สีอ่อนเกือบขาวปูด้วยฝูกนอนสีเหลืองนวลอ่อนไข่ไก่ มือเรียวสวยถือโทรศัพท์สีดำค้างไว้  หน้าสะสวยก้มลงต่ำจนผมสีทองดัดลอนปรกสายตา เธอเอนตัวล้มนอนตะแคงทิ้งมือถือไว้ข้างตัว หยิบเอาตุ๊กตาหมาโกลเด้นตัวใหญ่จนปุยมากอดแนนแน่น

 

“ฉันช่วยอะไรอาโอมิเนจจิไม่ได้เลย..”  คิเสะเอ่ยทั้งเสียงสั่น นัยน์ตาเรียวสวยสีอำพันสั่นไหวก่อนจะซุกหน้าลงกับหมาน้อยตัวโต

 

“เจ็บหัวใจจัง”

 

 

.

.

.

 

ปึง!!!!!!

 

ลูกบาสโยนลงห่วงกระแทกลงกับพื้นในโรงยิมระดับหนึ่ง กลิ้งเกลือกปะปนกับลูกบาสอื่นๆบนพื้นมากมายจนเกลื่อนสนามบาสที่เปลี่ยวร้างไร้ผู้คน เหลือเพียงหนึ่งหนุ่มผมสีเขียวยังคงยืนหยัดอยู่ มือหนาพันเทปกันซ้นบนนิ้วทั้งสิบ

 

อาโอมิเนะพัฒนาไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก..ฉันเองก็ต้องเก่งขึ้นให้ได้เหมือนกัน

 

 

มิโดริมะ ชินทาโร่ พ่นลมหายใจแรง มือดันสันแว่นกรอบดำทรงเหลี่ยมขึ้นปรับระดับสายตา มองลูกบาสจำนวนมากที่เขาซ้อมชู้ตซ้ำไปมา ร่างสูงเดินไปตรงตะกร้าเหล็กหยิบเอาลูกบาสในนั้นออกมาหมุนแล้วจับให้มั่น

 

 

ต้องไกลกว่านี้..ขอบเขตการชู้ตต้องไกลกว่านี้

 

 

ดวงตาสีมรกตหลังเลนส์แว่นจ้องมองสนามไร้ผู้คน ที่เขาออกอาสากับอาคาชิว่าจะปิดโรงยิมเอง   กระทั่งดึกดื่นแล้วเหลือเพียงโรงยิมที่ยังเปิดไฟสว่างในโรงเรียนเทย์โคว  สายตาจับจ้องไปยังเส้นสีขาวแบ่งเขตแดนสนามตรงกลาง

 

 

ถ้าเป็นตรงนี้ล่ะก็…จะลองดูดีไหม

 

คนหนุ่มแว่นเดินถือลูกมาหยุดฝีเท้าลงบนเส้นสีขาวครึ่งสนาม มือเดาะลูกบาสกับพื้นสามครั้ง ลูกบอลเด้งเข้ามาอยู่ในมือใหญ่ทั้งสองข้าง คนหนุ่มพ่นลมหายใจออกทางปากตั้งสมาธิและชู้ต

“!!!!!!!!!”  ดวงเนตรสีมรกตเบิกกว้างตกตะลึง เขาจ้องมองลูกบาสที่ลอยสูงเกือบชิดติดเพดานโรงยิม ลอยล่องราวกับมันกำลังบินอยู่บนฝากฟ้า ก่อนจะเคลื่อนลงตาม วิถีโค้งและ…

 

 

ฝุ่บ!!!!!!

 

ลูกบาสลงห่วงไปอย่างง่ายดาย มิโดริมะอ้าปากเหวอค้าง ก้มหน้าลงมองมือทั้งสองของตนเอง

 

 

 

พรสวรรค์ขับเคลื่อนเดินไปตามกงล้อชะตากรรม

สิ่งรังสรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้ามอบพวกเขาให้ได้ตื่นขึ้นแล้ว

พลังของ ‘รุ่นปาฏิหาร์ย’

 

 

 

TBC

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

เริ่มเข้าสู่ดราม่าแล้วล่ะค่ะ  ตอนนี้และหลังจากนี้อาโฮ่จะบทเยอะนะ เพราะเป็นคนแรกที่จะเปลี่ยนไป

ตอนแรกกะว่า 20 ตอนจบ แต่ดูท่าคงจะทะลุ 20 แล้วล่ะ

 

ตามหัวข้อจ้า

ถ้ารวมฟิคเรื่องนี้จะดีไหม สอบถามความเห็นหน่อยน่อ

นานๆจะแต่งเรื่องใสๆออกมาซักเรื่อง

เราจะดูยอดไลค์เป็นหลักความสนใจ หรือจะ แสดงความคิดเห็นได้ที่เฟสของบลัดค่ะ

 

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=244601048997066&id=216190041838167

 

 

และก็แปะแฟนอาร์ตจากผู้อ่านจ้า ขอบคุณมากๆน่อ

 

Chayada Supkongdee

 

10432332_663144973752811_205666853_n

 

 

 

ไปก่อนนะคะบายจ้า

 

 

 

12 thoughts on “[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part13 +สอบถามรวมเล่ม

  1. โอ้ะโอ อาโฮ่เข้าโหมดดราม่าจนน้องจืดต้องช่วยให้กลับมาร่าเริงอีกครั้ง แถมคุณชายอาคาชิก็ดันมาเห็นอาโฮ่ส่งน้องถึงหน้าบ้านอีก เอาละสิ แบบนี้ นายน้อยมิไฝว้กับอาโฮ่เอาเหรอคะ สงสารคีจังเจ็บปวดรวดร้าว ฉะนั้นอาโฮ่ ตัดใจจากน้องดำมาหาลูกหมาเถอะ น้องดำหนะของนายน้อยเค้าอย่าไปยุ่งเลย หึหึ

    ป.ล.รอรวมเล่มอยู่นะคะ(ถ้าบลัดจะทำนะคะ ^^) ไปกดไลค์ที่เพจเรียบร้อยแล้วค่ะ รออ่านตอนต่อไปนะคะ รวมทั้ง บลัดดี้คอมเพล็กด้วย อิอิ
    แล้วก็รอรวมเล่มฟิค ไททันจิตวิปริต ด้วยนะคะ ^^

    • ดราม่าของอาโฮ่ยังไม่จบแค่นี้ เดี๋ยวมีต่ออีก ส่วนคิเสะลูกหมาตัวน้อยน่าสงสารมากๆ คิเสะเริ่มจับเค้าได้ตั้งแค่ทะเลแล้ว แต่ไม่ชัวร์ ส่วนมิเนะรัก ครก ไปแล้วแต่ยังไม่รู้ตัว ส่วน อคช นั้น ก็ชัดเจนว่าชอบ ครก แล้วล่ะ ท่านดันมาเห็นอีก จริงๆก็คือแอบสะกดรอยตามแล้วเห็น 555 เพราะสองคนเล่นโดดหายไป ในฐานะกัปตันผู้ห่วงสวัสดิภาพลูกทีม(แน่เหรอ?) เลยมาดักรอ. ที่นี่. ขอบคุณมากๆค่ะที่สนใจรวมเล่มมากค่ะะ //โค้ง

  2. อ่านๆไปเหมือนจะเป็น คิเสะ → อาโอมิเนะ → คุโรโกะ นี่สารภาพค่ะว่าตอนที่อ่านตอนนี้เห็นโมเม้นท์ฟ้าดำจนเกือบจะลืมคู่หลักของเรื่องแล้ว ฟฟฟฟฟฟฟฟ ทะลุ 20 ก็ทะลุเถอะค่ะ ฟิคเรื่องนี้สนุกมากจริงๆ สู้ๆนะคะ

    • เขินเลย ดีใจที่ชอบฟิคนี้ค่ะ ตอนนี้ฟ้าดำเยอัก็จริง แต่คู่หลักแดงดำอยู่นะ ฟิคนี้เป็นฟิค พระเอกบทน้อย แต่ออกทีก็ต่อยหนักอยู่ 555 อาโฮ่เป็นตัวแปรสำคัญของจุดเปลี่ยนของฟิคนี้ ฉะนั้นช่วงนี้บทจะเยอะพิเศษ สมการสามเศร้านั้น ใช่เลยค่ะ แต่มันไม่จบแค่นั้น ขออุ๊บไว้ก่อน

  3. ชักจะดราม่ากลายเป็นรักสามเศร้าซะแล้วสิ O_O (คิเสะ►อาโอมิเนะ►คุโรโกะ)
    เนื้อเรื่องน่าติดตามต่อไปเรื่อยๆค่ะ ชอบมากๆ ขอให้ได้รวมเล่มนะคะ ♥ (จะได้ไปอุดหนุน555)

    ปล.บลัดดี้คอมเพล็กจะได้รวมเล่มด้วยมั้ยค่ะ (ถามไว้ล่วงหน้าเลย555)

    • ช่วงหลังๆนี้จะเน้นหนักไปดราม่าล่ะ รัก 3 เศร้าด้วย คิเสะน่าสงสารสุดในเรื่องเลยล่ะ ฮึกๆ แต่อาจจะโชคดีสุดก็ได้มั้ง??(ยังไง??) บลัดดี้คอมเพล็กนี่ยังไม่ชัวร์อ่ะจ้า ยังไงก็จะตั้งแบบสอบถามความสนใจ แต่ต้องเคลียร์รวมไปทีละเรื่องก่อน ฮาา ขอบคุณที่สนใจอุดหนุนจ้าาา

  4. สงสารคีจังจริงๆนะ ;___; แล้วตัวเองอยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้ แถมคนที่ชอบก็นะ…..นะๆๆๆ
    เราว่าอารมณ์ที่คีจังโทรมาหาน้องครก.เพื่อถามเรื่องพี่โฮ่นั้นคือพยายามกลั้นอารมณ์สุดๆแล้ว แล้วที่รีบวางสายไปนั้นก็คงเพราะสุดกลั้นแล้วจริงๆแหละ ถ้าอิงนิสัยจากเรื่องหลัก เดาว่า คงนอนกอดหมอนข้างร้องไห้อยู่แน่ๆเลย .____. พี่โฮ่นะพี่โฮ่ ทำไมถึงได้โฮ่ขนาดไม่รู้สึกถึงความรู้สึกคีจังมั่งนะ แต่อย่างว่า คนไม่ใช่ ทำให้ตาย เขาก็ไม่หันมามอง…………..แอบอยากให้มีน้องเทามาแย่งคีจังกับพี่โฮ่มั่งจัง (ย้อนกลับไปอ่านแมตซ์ เหลือง-เทาแล้ว จิ้นแปลกๆ xD)

    เซย์จังเราคงคิดเหมือนเดิมว่า เขาคือตัวละครที่น่าเศร้าที่สุดนะ เขาถูกบีบให้โตเร็วกว่าอายุ เวลาที่จะไปวิ่งกับเพื่อนก็ไม่มี แถมยังถูกยัดตารางเรียนให้จนแทบไม่มีเวลาคิดเรื่องเที่ยวเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆได้เลยแบบนั้น คงเหนื่อยน่าดู แถมที่พักใจ(?)เพียงที่เดียวของตัวเองก็เหมือนว่าจะไม่ใช่ของตัวเองแค่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว มีคนอื่น(และคาดว่าน่าจะไม่ใช่แค่ 1)มาสนิทสนมมากเกินกว่าปกติ มีกลับบ้านด้วยกัน เซย์จังคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง ถ้าน้องครก.ยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครรู้ความจริง แต่นี้ความลับก็แตกไปแล้ว อาการพี่โฮ่ก็นะๆๆ เราว่าเซย์จังมองออกนะว่าอาโฮ่คิดยังไงกับน้องครก. แต่ก็กดอารมณ์หึงไว้พอสมควร ไม่รู้หึงหรือเปล่านะ แต่ดูท่าทีที่เซย์จังเห็นอาโฮ่มาส่งน้องที่บ้านแบบนั้น เราว่าเซย์จังหึงอยู่นะ แต่ก็คงยังไม่ชัวร์ตัวเองด้วยนิดๆละมั้ง xD

    ขอโทษเรื่องเม้นนะคะ อาจจะวนๆอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง (เหมือนปกติที่เราเป็นคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ฮา – -;;)

    ส่วนเรื่องรวมเล่มรอไม่ขออกความเห็นละกันนะ อยู่ในสภาพใช้เงินไม่ได้คล่องตัว TTwTT

    • ฟิลคีจังตามนั้นเลยค่ โทรมาก็เป็นห่วงมิเนะด้วย แล้วตามอารมณ์ผู้หญิงจะพูดไงดี สัญขาติญาณผู้หญิงนั่นแล..เริ่มจับเค้าได้แล้วว่า มิเนะน่ะ เหมือนจะชอบ ครก แล้วตัวเองตกในสถานะช่วยเขาก็ไม่ได้ คนรักก็เหมือนจะไปชอบคนอื่นอีก น้องหมาน้อยมีเฟล แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงร้องไห้นะ แค่แบบเริ่มเจ็บใจแปล๊บๆ แล้ว ในฟิคนี้คนที่น่าสงสารทางด้านความรักสุดก็คงเป็นคีจังนี่แหละ อคช น่าสงสารในเรื่องปมทางบ้านกดดันจนขาดอิสรภาพ ส่วนมิเนะนั้นก็ทึ่มไม่รู้ตัวหรอกว่าคิเสะแอบชอบ คิดแต่รำคาญว่ามาเกาะแกะๆ และก็เป็นที่กลั่นแกล้งสนุกๆ //น่าสงสารลูกหมาตัวน้อยจริงๆ

      อาคาชิหึงนะ ฮาาาาา ท่านหึงแต่ท่านไม่แสดงออก ท่านก็รู้ตัวว่าตัวเองหึงหวงนะดูจากตอนไปทะเล แต่ก็ภาพลักษณ์ผู้ใหญ่ดูดีเลยคิดว่าความรู้สึกแบบนี้มันน่าเกลียดดูงี่เง่าเหมือนเด็กอะไรเทือกนั้น ตอนนี้ก็หึงยิ่งเห็นมิเนะมาส่ง ครก ก็หึงอยู่ แต่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็น ตามมาดคุณชายดูอบอุ่นอ่อนโยนดูดีไปหมด จนคนภายนอกมองไม่ออกว่าท่านนี่มีด้านลบกับเขาบ้างไหม แต่อีกไม่นานหรอก..เพราะเดี๋ยวก็จะเบิกเนตรเร็วๆนี้แล้ว ฮาาา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s