[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part28

 

[Fic  Kuroko no Basket] Kuroko no love

Paring : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Kuroko no love 28

 

 

 

ปึง!!!ปึง!!!ปึง!!!

 

ลูกบาสเก็ตบอลสีส้มกระแทกลงพื้นเป็นจังหวะ ดวงตาสีนิลเรียวคมกวาดมองพื้นที่สนามโดยรอบ โฟกัสเล็งไปผู้เล่นทีมของตนในชุดการแข่งสีส้มแห่งโรงเรียนชูโตคุ  ด้วยฮอกส์อายของเขาทำให้มองเห็นทุกตำแหน่งในสนามแล้วจงใจส่งบอลไปยังคนหนุ่มเรือนผมสีน้ำผึ้ง

“เสร็จกัน!!!!” มิยาจิตกใจ  เงาร่างปริศนาอันเลือนรางพุ่งเข้ามาจากด้านหลังปัดพาสลูกตรงไปยังเพื่อนร่วมทีมที่ดักรอรับลูกอยู่ใต้แป้นฝ่ายตรงข้าม

 

“………”

 

บอลที่ควรจะเข้ามือใหญ่ที่กางรอกลับตกลงระหว่างทางเสียอย่างนั้น คางามิ ไทกะ ยืนเอ๋อค้างเก้อ ดวงเนตรสีเพลิงจับสังเกตไปยังทิศที่บอลวิ่งมา..ร่างผอมบางเรือนผมสีฟ้าสั้นชี้ยุ่งในชุดลำลองสีน้ำเงินทีมเดียวกันทำผิดพลาด ปล่อยให่ฝ่ายทีมชูโตคุวิ่งเข้ามาเก็บลูกทำคะแนนต่อด้วยลูกชู้ตไร้เทียมทานจากปืนใหญ่แห่งจักรพรรดิ มิโดริมะ ชินทาโร่

 

ปึง!!!!

 

หนึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นผลการแข่งซ้อมออกมาเป็นที่แน่ชัดว่าทีมชูโตคุคว้าชัยนำเซย์รินไป  ต่างฝ่ายยืนเข้าแถวหน้ากระดานเข้าหากันโค้งขอบคุณแล้วแยกย้ายไปตามสบาย ริโกะมองผลคะแนนจากป้ายแล้วกลับมามองทีมเซย์รินตัวเองพลางถอนใจ

“ชูโตคุนำไปถึง 25 แต้ม ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เลยนะ กลับไปต้องซ้อมให้หนักกว่านี้นะ”  โค้ชสาวผมซอยสีน้ำตาลพูดโดยรวมทั้งรอยยิ้มหวานแต่แผ่รังสีทมิฬออกมาเด่นชัดจนเหล่าลูกทีมร้อนๆหนาวๆไปตามๆกัน

 

งานนี้เขี้ยวลากดินชัวร์!!!!

 

“คุโรโกะ”

“ค…คะ!!?”  สาวจืดจางในร่างจำแลงกายเป็นเด็กหนุ่มสะดุ้งไหว ริโกะมุ่นคิ้วมองคนตัวเล็กบางที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอทั้งใบหน้านิ่งไร้อารมณ์ที่โชกเหงื่อจากการลงแข่งซ้อม คางามิลอบมองใบหน้าครึ่งซีกของเด็กสาวคู่หูเงาลวงตาทั้งสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยออกมาเห็นได้ชัด และทั้งหมดนั้นก็อยู่ในสายตาหลังแว่นทรงเหลี่ยมกรอบดำที่ยืนดื่มน้ำถือลัคกี้ไอเทมเป็นแมวนางกวักอยู่อีกฝากของสนามในโรงยิม

 

“ไม่มีอะไรหรอกแค่จะถามว่าวันนี้ไปไหนหรือเปล่า?”  ริมฝีปากอิ่มทำท่าจะขยับเหมือนพูดอะไรบางอย่าง แต่เจ้าตัวก็รีบเปลี่ยนไปถามอย่างอื่นแทน คุโรโกะปริบตา ยกมือจับคางครุ่นครู่หนึ่งแล้วกล่าวตอบ

“ไม่มีนะคะ วันนี้คงจะตรงกลับบ้านเลย”

“งั้นก็ดี!!ถ้างั้นคางา…”

“คุโรโกะ”

ร่างสูงเรือนผมสีเขียวสวมแว่นทรงกรอบกลับโผล่เข้ามาแทรกบทสนทนาระหว่างสองสาวแบบไม่ทันตั้งตัว ขายาวสวมรองเท้าบาสก้าวตรงมาหาอดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยเทย์โคว “วันนี้กลับบ้านกับฉันซะ ไม่ต้องคิดสงสัยอะไรทั้งนั้นเพราะว่าวันนี้ราศีกรกฏสมพงษ์กับราศีกุมภ์ควรจะอยู่ด้วยกันเพื่อเสริมดวงยังไงล่ะ”

พูดจบก็ดันแว่นหันหลังเดินกลับไป ไม่รีรอฟังคำตอบจากสาวผมฟ้าแม้แต่น้อย ไม่สนสายตาตะลึงระคนฉายแววงุนงงกับคำพูดพิลึก บ้าดวงเข้าเส้นจนไม่น่าเชื่อว่านี่หรือคือหนึ่งในรุ่นปาฏิหาร์ยที่ใครๆต่างร่ำลือกัน

 

“หมอนั่นเพี้ยนเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ” โคกาเนะหัวเราะแห้งๆ ทุกคนพร้อมใจพยักหน้าเห็นด้วย พอจะหันไปถามเจ้าของฉายาเงาลวงตา เจ้าตัวกลับมิสไดเรกชั่นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำเอาทุกคนถึงกับร้องตกใจเสียงดังแม้แต่คนผมแดงอมน้ำตาลฟูที่ว่านั่งอยู่ข้างๆยังไม่รู้สึกตัวซักนิด!!!

 

“คางามิบอกมาเลยนะ!!นายไปทำอะไรคุโรโกะใช่ไหมยะ!!!!”  ฝ่ามือพิฆาตฟาดลงเข้ากลางหลังเอซเซย์ริน หนุ่มสูงตัวพุ่งจนแทบหน้าจูบพื้นเกือบตกม้านั่ง หน้าคมกัดฟันเหย่เกยกมือกุมหลังที่ชาวาบ ไม่ทันได้หายใจหายคอ เงาดำบรรดาเหล่ารุ่นพี่ทั้งหลายมายืนกอดอกทำหน้าทะมึนรอฟังคำตอบจากปากเขา ส่งสายตาเค้นถามจ้องจับผิดประหนึ่งไปอยู่ในชั้นศาลก็ไม่ปาน

“เดี๋ยวสิ!!!ผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดีกับคุโรโกะเลยนะ!!!…ครับ!!!!”

“คุโรโกะมีอาการแปลกๆแถมดูซึมๆตั้งแต่งานเทศกาล แล้วคนสุดท้ายที่อยู่กับเธอก็คือ ‘นาย’ แล้วแบบนี้จะไม่ให้สงสัยได้ไงห่ะ!!” กัปตันหักข้อมือดังกร๊อบๆ โดยมีสาวผมสีน้ำตาลยืนหักข้อมือเป็นเพื่อนจ้องรุมสะกำเต็มที่

“สองคู่หูดูโอ้ป๊าม๊าหวงลูกสาว” อิซึกิเล่นมุกไม่ฮาแถมยังพาสองคนที่โดยโยงไปลงในมุกคำแบบนั้น ถลึงตาใส่ เจ้าตัวเลยรีบปิดสมุดพกพาลงกระเป๋ากางเกงด้วงพลัน

“ว่ามาคางามิ ถ้าตอบไม่สวยนายได้จบตรงนี้แน่!!!!” ริโกะขู่

“ไม่ได้ทำอะไรจริงๆโค้ช!!!ผมก็แค่ทำตามที่รุ่นพี่แนะนำพาคุโรโกะไปเดินชมงานตามปกติ..แต่เดี๋ยวก่อนนะ?”  คำโต้แย้งชี้แจ้งความบริสุทธิ์ลดระดับเสียงลงในช่วงท้ายประโยค คิ้วสองแฉกมุ่นลงพร้อมกรอกตาขึ้นฟ้านึกขึ้นได้ถึงอะไรบางอย่าง  “ตอนนั้นมีอยู่ช่วงนึง..ผมไปซื้อนมปั่นให้คุโรโกะพอกลับมาเธอก็หายตัวไป”

“ไอ้เจ้าบ้างามิ!!!นายปล่อยผู้หญิงตัวเล็กๆให้เดินคนเดียวในงานเหรอยะ!!!!!” กำปั้นพุ่งเข้าเกือบปะทะกลางหน้าคมเข้ม ดีที่อิซึกิพุ่งเข้ามาล็อคแขนไว้ทันพร้อมกับมิโตเบะพุ่งเข้ามาแสตนบายจับตัวหนุ่มแว่นทรงรี

“ก็ยัยนั้นหายตัวไปนี่…ครับ!!ผมก็วิ่งตามหาทั้งงาน..จน…เอ่อ…” คางามิเฉหลบตา ชะงักปากไว้ทัน เลือกที่จะข้ามเรื่องที่ไปพบเจอคิเสะโดยบังเอิญในงาน มือแกร่งยกขึ้นมาแตะริมฝีปากหนาได้รูป…ริมฝีปากเล็กอิ่มชมพูระเรื่อนิ่มครั้นแนบจูบ กดแน่นไม่คิดปล่อย

 

 

“อย่าไป..ได้ไหม..คางามิจจิ..”

“อย่าเมินฉันไปอีกคนจะได้ไหม?”

 

คำพูดนั้นกรอกลับเข้ามาในหัว..ตาสีอำพันกลมโตสั่นไหวอย่างน่าประหลาด เขาอ่านไม่ออกและก็ตกใจมากที่อีกฝ่ายเล่นจู่โจมเข้ามาแบบนั้น…หากแต่คางามิกลับไม่ได้ใส่ใจ ในหัวของเขานึกห่วงใยเพียงคุโรโกะ เท็ตสึยะ ร่างสูงสะบัดหัวไล่ความคิดเหล่านั้นพุ่งเป้าตรงไปยังเรื่องราวของเงาลวงตาแทน

“ก็ไปเจอบนเนินเขาหลังศาลเจ้า คุโรโกะอยู่กับผู้ชายแปลกๆคนนึง” คางามิ ไทกะเล่าจนมาถึงเหตุการณ์สำคัญ คิ้วสองแฉกก็ยิ่งมุ่นเป็นปมจนเกิดรอยย่นตรงหว่างคิ้วไปใหญ่

“ผู้ชายแปลกๆ” ฮิวงะกับริโกะสงบลง พูดทวนคำคนเล่าเรื่อง

“ผู้ชายผมสีแดงกับตาสองสี…หรือตาสีเดียวก็ไม่รู้..ผมอาจจะตาฝาดก็ได้เพราะตอนนั้นก็มืดมากด้วยเขารู้จักชื่อผมและก็บอกว่า ‘หวังว่าจะเจอกันที่วินเทอร์คัพ’  ส่วนคุโรโกะก็เอาแต่ร้องไห้ ผมถามอะไรก็ไม่ยอมตอบเลยได้แต่นั่งอยู่ข้างๆปล่อยให้คุโรโกะสงบไปเอง…ครับ”  ใบหน้าคมเล่าต่อทั้งสีหน้าเคร่งเครียด ตาสีเพลิงสั่นไหวยามได้เห็นเด็กสาวร่ำไห้เสียใจ

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับคุโรโกะกันแน่?

 

 

“ผมสีแดง..ตาสองสี…ท่าทางแบบนั้นเหมือนเคยได้ยินที่ไหนนะ?”  โค้ชสาวจับคางพยายามนึกความรู้สึกคับคล้ายคับคลาบางอย่างแต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

“จะใครก็ช่างเท่านี้ก็ได้ข้อสรุปแล้ว คนที่ทำให้คุโรโกะเป็นแบบนี้คงไม่พ้นผู้ชายคนนั้น” ฮิวงะ จุนเปย์กล่าวสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น “ไม่ว่าจะเป็นใคร ผู้ชายคนนั้นรู้จักคางามิแถมยังพูดถึงวินเทอร์คัพ ฉันคิดว่าเราต้องได้เจอเขาเร็วๆนี้แน่”

 

“นั่นแปลว่าชายผมแดงนั่นต้องเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลที่ผ่านอินเตอร์ไฮน์มาเหมือนพวกเรา”

 

 

 

.

.

.

 

“ดีจริงๆเลยนะที่คุโรโกะจังกลับมากับพวกเราแบบนี้ ชินจังนี่ร้ายกาจไม่เบา ที่กันฉันให้ห่างเพราะตัวเองจะจีบล่ะสิท่า”

“ไร้สาระจริงทาคาโอะ ปั่นต่อไปเงียบๆซะ”

“คร้าบๆ ชินจังงงง”   ซาเล้งไม้เชื่อมต่อกับจักรยานขับเคลื่อนไปตามท้องถนนในพื้นที่สำหรับปั่นจักรยาน ด้วยความแปลกประหลาดจึงกลายเป็นที่เตะตาผู้คนต่างๆมากมาย ทำเอาหญิงสาวผมสีฟ้าตัดสั้นชี้ยุ่งอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนชายโรงเรียนเซย์รินรู้สึกอับอายขึ้นมาตะหงิดๆ จนอยากย้อนเวลากลับไปปฏิเสธคำชวนของมิโดริมะ ดวงหน้าหวานไร้อารมณ์ทำเป็นก้มหน้าก้มตาหยิบหนังสือกลเม็ดเคล็ดลับโชงิเล่ม 4 ขึ้นมาอ่าน อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องรับรู้ว่าการที่ตัวเองหลวมตัวมานั่งซาเล้งกับหนุ่มแว่นผมสีเขียวมันน่าอายแค่ไหน

 

“ทาคาโอะ นายเข้าไปซื้อซาลาเปาไส้หมูแดงมาให้ฉันที”

“เห!!!ทำไมต้องฉันล่ะ!!!”

“เพราะนายเป่ายิงฉุบแพ้ฉัน 3 ครั้งยังไงล่ะ”  มิโดริมะดันแว่นไม่ยี่หระว่าเพื่อนร่วมทีมตำแหน่ง point guard จะบุ้ยปากเซ็ง รถซาเล้งชะลอความเร็วจอดสนิทหน้าร้านสะดวกซื้อริมถนน ทาคาโอะลงจากจักรยานก่อนจะเข้าไปในร้านเจ้าตัวหันมาถามสาวผมฟ้าที่นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ

“คุโรโกะจังจะอะไรไหม?”

“ไม่ดีกว่าค่ะทาคาโอะคุง”

“งั้นเอาเป็นขนมจีบไหม ยินดีซื้อให้และมอบให้ด้วย” ทาคาโอะขยับตายิงมุกมาแบบไม่ทันตั้งตัว มิโดริมะตวัดตาถลึงดุใส่คนหนุ่มขี้เล่นอารมณ์ดี ยิ่งเห็นสีหน้าไม่พอใจของคนตัวสูงเขาก็ยิ่งหัวเราะร่าเสียงดังซะจนน่าหมั่นไส้เหลือหลาย  นัยน์ตาสีเขียวหลังแว่นทรงเหลี่ยมมองตามหลังคนหนุ่มผมสีดำแสกกลางเดินหายเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้ว เลื่อนกลับมายังเด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกระบะซาเล้ง  เธอรู้ตัวว่ากำลังถูกจับจ้องจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตา

“เธอไปเจออาคาชิมาใช่ไหม?” มิโดริมะถาม

“เขาเล่าให้มิโดริมะคุงฟังเหรอคะ” คุโรโกะพยายามข่มน้ำเสียงไม่ให้สั่น แสร้งทำเป็นนิ่งเฉยไม่รู้สึกรู้สาอะไร

“เปล่าหรอก หมอนั่นไม่ได้เล่าอะไร..ฉันแค่คาดเดาจากที่พวกเธอไปเที่ยวเกียวโตกัน”  เสียงทุ้มเว้นวรรคครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “คุโรโกะรู้ใช่ไหมว่าอาคาชิที่เธอเจอ ‘ไม่ใช่อาคาชิคนเดิม’ ที่พวกเรารู้จักอีกแล้ว”

 

 

“อาคาชิ เซย์จูโร่ คนนั้นที่เธอรู้จักตายไปแล้ว..ผมจะไม่สนใจอะไรอีกนอกจาก ‘ชัยชนะ’ ”  

 

 

เสียงทุ้มเรียบนิ่งเปี่ยมอำนาจชวนโหยหา เอ่ยเอื้อนออกมาในระยะประชิดหลังแสงพลุลาลับฟ้าไป…ในความมืดมิด ใบหน้าคมคายหล่อเหลาล้อมด้วยเส้นผมสีแดง ดวงเนตรคู่คมที่เคยทอดมองมาอย่างอ่อนโยนกลายเป็นสายตาเย็นชา ที่ไม่ว่าจะมองลึกเข้าไปเท่าใดก็หาได้มีเศษเสี้ยวเดิมของ ‘อาคาชิ เซย์จูโร่ คนเดิม‘ แม้แต่นิด ดังก้องขึ้นมาชัดเจนทุกถ้อยคำไม่มีวันลืม

 

 

‘จักรพรรดิ ‘ ผู้ทิ้งหัวใจของ  ‘เจ้าชาย’  ลงสู่ห้วงมหาสมุทรสุดลึกล้ำ

 

“ฉันทราบค่ะว่าอาคาชิคุงมี 2 คน” มือพับปิดหนังสือวางลงบนตัก ดวงตาสีฟ้ากลมโตหลุบมองชื่อหนังสือที่หยิบยืมมาจากคนอื่น…หนังสือเกี่ยวกับการเล่นโชงิ งานอดิเรกของชายที่เธอหลงรักจนหมดหัวใจ  “ถึงอย่างนั้น..ฉันก็ยังเห็นแต่ภาพเขายืนอยู่เบื้องหน้า”

 

 

ภาพของเด็กชายผมแดงวัย 5 ขวบหน้าแป้นบาสที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นกว่าใคร

 

 

“จากวันนั้นจนถึงตอนนี้ 10 ปีอันยาวนาน ฉันก็ไม่เคยคิดเสียดายเวลาซักครั้งเพราะว่าฉันได้เลือกเขาแล้ว” มือยกขึ้นวางทาบอกซ้าย…หัวใจดวงนี้ยังคงเต้นแรงและยังเต้นอยู่ต่อไปแม้ว่าจะโดนทำร้ายจิตใจจนบอบช้ำแค่ไหนก็ตาม

“เธอกับฉันเราไม่ถูกกันจริงๆ” มิโดริมะพ่นลมหายใจแรง ชักสีหน้าไม่พอใจ

“ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วงความรู้สึกฉัน มิโดริมะคุงใจดีกว่าที่คิดนะคะ” คุโรโกะยิ้มบาง คำชมเหล่านั้นเรียกริ้วสีแดงบนแก้มสากจนเจ้าตัวสะบัดหน้าพรืดไปทางอื่น แสร้งทำเป็นดันแว่นมองดูวิวรอบๆที่มีแต่ตึกแถวการค้าและผู้คนเดินสวนไปมาบนฟุตบาท

“ฉันก็แค่ทำตามดวงชะตาเท่านั้นล่ะ” มิโดริมะกล่าวด้วยเสียงขึงขัง การสนทนาของทั้งสองจบลงเมื่อทาคาโอะวิ่งกลับออกมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมกับซาลาเปาไส้หมูแดงตามรายการที่อีกฝ่ายสั่งเอาไว้ แล้วกลับไปขึ้นขี่จักรยานปั่นลากซาเล้งออกไปตามท้องถนนทอดยาวเบื้องหน้า

 

จนในที่สุดซาเล้งก็มาจอดสนิทอยู่บ้านของเด็กสาวเพียงคนเดียวที่ร่วมโดยสารมาด้วย

 

“ถึงบ้านคุโรโกะจังแล้วครับบบ แบบนี้ต้องลงไปกราบสวัสดีคุณพ่อ…โอ๊ย!!!!!” คนขี้เล่นโดนตัดบทด้วยแมวนางกวักลัคกี้ไอเทมในมือมิโดริมะเขกลงกลางศีรษะ  คุโรโกะกระพริบตามองชายผมดำแสกกลางลงไปนั่งกุมหัวร้องครางๆหงิงๆ ด้วยหน้าตายไร้อารมณ์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่อาสามาส่ง

“ขอบคุณทาคาโอะคุงกับมิโดริมะคุงมากนะคะที่มาส่ง” สาวผมฟ้ากล่าวขอบคุณคนหนุ่มต่างโรงเรียนทั้งสอง

“บอกแล้วไงว่าก็แค่เสริมโชคในดวงของฉัน” มิโดริมะดันแว่นตอบทั้งเสียงหมิ่นเหม่ตามนิสัย

“จริงๆแล้วดวงชะตาราศีกุมภ์ต่างหากที่บอกว่าต้องอยู่ใกล้ราศีกรกฏถึงจะโชคดี” ทาคาโอะยังไม่เข็ดเงยหน้ามากระซิบบอกคุโรโกะ คนผมเขียวหันไปแยกเขี้ยวใส่คนไม่เจียมตัวแม้แต่น้อย point  guard แห่งชูโตคุผิวปากทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินล้วงกระเป๋ากลับไปแสตนบายรอที่จักรยานซาเล้ง

 

จังหวะที่มิโดริมะกำลังจะขึ้นไปนั่งบนกระบะท้ายรถซาเล้ง เสียงหวานเรียบนิ่งดังขึ้นทำให้เจ้าตัวชะงักเหลียวหน้ากลับมา

 

“มิโดริมะคุงเล่นบาสสนุกไหมคะ?” คำถามจากปากมือส่งเงาลวงตา อดีตเพื่อนร่วมทีมเทย์โควตลอดเวลา 3 ปีที่ได้พบเจอ ผ่านความสุขสันต์ ผ่านเสียงหัวเราะ กระทั่งน้ำตาในวันสุดท้ายก่อนจากลาที่เขาเองก็ไม่ได้อยากเป็นส่วนหนึ่งในแผนการบ่อนทำลายโอกิวาระ ชิเงฮิโระ เพื่อนสมัยเด็กของคุโรโกะในรอบชิงชนะเลิศแม้แต่นิด

 

นั่นเพราะมิอาจขัดคำสั่งจักรพรรดิได้

 

“หน้าที่ของฉันก็แค่ชู้ตลูกเท่านั้น จะไปสนุกได้ยังไงล่ะ” คำตอบดูเหมือนเย็นชาเหลือหลายจากชายผู้เป็นหนึ่งในรุ่นปาฏิหาร์ยที่ได้รับสมญานามว่า ‘ศาตราวุธแห่งจักรพรรดิ’  สำหรับคนที่รู้จักกันมาอย่างดี..คำตอบที่ได้เรียกรอยยิ้มน้อยๆบนดวงหน้าที่แทบไม่เคยแสดงสีหน้าใดๆออกมาให้เห็น

“ฉันจะทำให้ทุกคนกลับมาสนุกไปกับบาสอีกครั้ง รวมถึงอาคาชิคุงด้วยค่ะ”  คุโรโกะกอดหนังสือกลเม็ดเคล็ดลับโชงิเล่ม 4 ไว้แนบอกตามด้วยคำพูดทิ้งท้ายที่ทำเอามิโดริมะถึงกับตาโต

“แล้วฉันจะคอยดูว่าคำพูดอวดดีของเธอจะทำได้จริงรึเปล่า คุโรโกะ” มิโดริมะ ชินทาโร่ กลับมาตีหน้าขรึมดันเข้าไปนั่งซาเล้ง ปล่อยให้มิสึนาริ ทาคาโอะ คู่หูในทีมชูโตคุปั่นจักรยานลากออกไป เด็กสาวจำแลงเป็นชายในเครื่องแบบสีดำแทบฟ้ายืนส่งทิ้งท้ายสองหนุ่มจนลับสายตา กระแสลมพัดผ่านใบหน้าหวานจนเส้นผมสีฟ้ายุ่งพลิ้วไหวตาสีฟ้าเหม่อมองไปยังดวงตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้าทุกครั้งที่เวลาเดินผ่านไป แสงสีส้มแดงสาดส่องฉายฉาบทุกพื้นผิวดูเรืองรอง

 

 

เจิดจ้าและโดดเดี่ยวกว่าสิ่งใด…เจ้าชายได้ชี้นำทางให้เด็กหญิงตัวน้อยหลุดพ้นจากหลุมแห่งความสิ้นหวัง

ถึงคราวที่เด็กหญิงเป็นฝ่ายเข้าไปช่วยเพื่อให้เจ้าชายหลุดพ้นจากคำสาปร้าย

 

 

ปิ๊บๆ

เสียงข้อความเข้ามาในมือถือ คุโรโกะล้วงหยิบโทรศัพท์ฝาพับขึ้นมาเปิดดู เมลส่งตรงมาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคู่หูแสงคนใหม่อย่างคางามิ ไทกะ พิมพ์ด้วยข้อความสั้นๆห้วนๆบ่งบอกถึงนิสัยตรงไปตรงมาอย่างซื่อๆ

 

 

เออ!!!พรุ่งนี้โค้ชบอกว่าให้พวกเราพัก 1 วัน ฟุริฮาตะได้โปสเตอร์จัดแข่งสตรีทบาสก็เลยจะชวนเธอไปเล่นด้วย รีบๆตอบล่ะ

คางามิ ไทกะ

 

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะอ่านก็เข้าใจในทันที คิดแล้วก็อดยิ้มขำนึกถึงความห่วงใยที่เหล่าเซย์รินมีให้เธอเสียไม่ได้ ทั้งที่เมนูการฝึกพรุ่งนี้ก็มี จู่ๆมาให้พักแล้วก็มีกิจกรรมคลายเครียดมาแบบนี้ คงต้องการให้ตัวเธอร่าเริงขึ้นแน่ๆ  โดยเฉพาะ…คนที่ส่งเมลมา  เธอหุบยิ้มลง  ยิ่งนึกถึงท่าทีแปลกๆของอีกฝ่ายในงานเทศกาลฤดูร้อน ก็ยิ่งลำบากใจมากไปกว่าเก่า

 

“เฮ้อ…” คุโรโกะ เท็ตสึยะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์เมลตอบกลับไปตอบรับคำชวนของคางามิ

 

 

.

.

.

 

เสียงผู้คนจอแจแซ่ซ้องไปทุกสารทิศตั้งแต่เดินผ่านซุ้มป้ายงานที่บรรจงเขียนพร้อมประดับตกแต่งด้วยกระดาษหลากสีสันว่า ‘Street Bas-Cup’  ดวงตาสีน้ำผึ้งเล็กเบิกโพล่งเต็มไปด้วยแววตาตื่นตะลึงระคนตื่นเต้นยามได้กวาดมองบรรยากาศรอบๆงานแข่ง ทั้งผู้เล่นที่ร่วมทีมกันเข้ามาในงานหรือบางคนก็มาจับทีมกันเองทั้งๆที่เจอหน้ากันครั้งแรกในงานแล้วพากันไปลงชื่อสมัครที่โต๊ะประชาสัมพันธ์

“คึกคักดีเหมือนกันเนอะ ว่าไหมคุโรโกะ” ฟุริฮาตะชวนเด็กสาวผมฟ้าตัดสั้นคุย เธอยังคงแต่งชุดทะมัดทะแมงแบบผู้ชายด้วยกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดสีขาวพื้นขอโปโลมาร่วมงานแข่งในวันนี้  ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่มีแม้แต่เค้าหญิงสาวซักนิด ออกไปทางเด็กหนุ่มหน้าหวาน

“ขอบคุณฟุริฮาตะคุงมากค่ะที่ชวนฉันมา” คุโรโกะ เท็ตสึยะกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ดวงตาสีฟ้ามองจำนวนสมาชิกในทีมที่เข้ามาร่วมลงชื่อในการแข่งขัน นอกจากเธอ คางามิ และฟุริฮาตะกับเพื่อนอีก2คน นับแล้วก็มีแต่เหล่าปี 1 เท่านั้น

“แล้วพวกรุ่นพี่ล่ะคะ?” หญิงสาวถาม

“เห็นพูดทำนองว่าอยากให้เด็กๆได้ผ่อนคลายน่ะ แหะๆ ถ้างั้น..ฉันไปซื้อของกินเตรียมไว้ก่อน รออยู่ที่นี่นะ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำผึ้งชี้ยุ่งตอบทั้งเสียงสั่นประหม่าตามนิสัยขี้กลัวขี้ตื่นตระหนก  ก่อนแยกตัวไปกับกลุ่มเพื่อนอีก 2 คนเพื่อไปตระเตรียมซื้อเสบียงที่ร้านค้าข้างถนนในงาน ทิ้งคุโรโกะไว้กับ..หนุ่มแสงสว่างดั่งเปลวเพลิงโชดช่วง คางามิ ไทกะ กัน 2 ต่อ 2

 

ตึกตัก!!!!

 

หัวใจเต้นแรงเจียนจะหลุดออกมาจากอกทุกขณะ คางามิประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก พอได้อยู่กัน 2 คน หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นดังเสียจนกลัวว่าคนข้างกายจะได้ยินเข้า เขารีบหันหน้าเบนสายตาจากร่างเล็กๆไปมองบรรยากาศในงานแข่งขันรอบๆตัว สงบจิตสงบใจให้นิ่งเข้าไว้ รวบรวมความกล้าแล้วหันไปประจันหน้าอีกฝ่าย

“ค…ค..คุโรโกะ!!!”

“…..”  ใบหน้าหวานไร้อารมณ์ผินหันกลับมาสบตาเขา …ดวงตากลมโตสีฟ้าเยือกเย็นแต่ทำเอาคนผมสีแดงอมน้ำตาลไหม้หน้าร้อนผ่าวจนเขาเองกลัวว่าสมองจะระเบิดเป็นไอน้ำ

 

โอ๊ยยยยยย บ้าจริง!!!!

 

“เออ!!!ใช่ๆ เมื่อวาน…กลับกับมิโดริมะเป็นไงบ้าง” พยายามคุมเสียงให้ปกติ แต่ผลลัพธ์ดันออกมาทั้งเสียงสั่นทั้งสูงจนคางามิเองยังไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าจะเสียงสูงได้ขนาดนี้

“ได้นั่งซาเล้งก็สบายดีค่ะ” คุโรโกะตอบสั้นๆ โดยเลือกที่จะไม่เล่าถึงบทสนทนาหลักๆ

“น..นั่นสินะ ถึงเจ้าบ้านั่นกับรถจะเพี้ยนๆก็เหอะ” คางามิ ไทกะกระตุกยิ้มแห้งๆ ยกมือเกาศีรษะแรงพยายามคิดหาเรื่องชวนคุย ปกติแต่เดิมคุโรโกะก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วด้วย  ยิ่งต่อเรื่องให้ติดยิ่งยากไปกว่าเก่า ไอ้ตัวเขาเองก็ไร้ประสบการณ์จีบผู้หญิงอีก

 

“คุโรโกะ…เอ่อ..ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม เรื่องวันงานเทศกา..“

“คางามิคุง ฉันสงสัยมาตั้งนานแล้วล่ะค่ะ แหวนนั่นแฟชั่นเหรอคะ”

 

เด็กสาวเปลี่ยนเรื่องสนทนาฉับพลัน พูดแทรกขึ้นมาทำให้คางามิชะงักนิ่ง สายตาเบนลงไปยังสร้อยโลหะที่ร้อยแหวนเงินเกลี้ยงที่เขาสวมใส่ติดตัวเสมอ

“นี่น่ะเหรอ..ไม่ใช่แฟชั่นหรอกแต่เป็นสัญญาน่ะ” คางามิ ไทกะกล่าวทั้งรอยยิ้มอ่อน ซึ่งหาได้ยากจากคนเลือดร้อนบ้าดีเดือดเข้าเส้นเลือด  คุโรโกะเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างประหลาดใจพิจารณาแหวนวงนั้นที่เจ้าของหยิบจับคลำเล่นอย่างทะนุถนอม

“แหวนคู่สินะคะ เห็นซื่อบื้อแบบนี้ร้ายไม่เบา”

“ม..ไม่ใช่เฟ้ย!!!ฉันยังไม่มีแฟน!!!!แล้วซื่อบื้อนี่หมายความว่าไงฟร่ะ!!”  เจ้าของแหวนโวยวายเสียงดังไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่อง คุโรโกะยักไหล่หน้าตายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ คางามิหน้าบึ้งหงำงอพ่นลมหายใจแรงพรืดมือแกร่งกำแหวนไว้แน่น..แน่นจนใครๆก็ดูออกว่าเป็นของสำคัญมากกว่าที่เห็น

“นี่น่ะ..เป็นเหมือนสัญญาระหว่างฉันกับพี่ชาย” เขาตอบทั้งเสียงแผ่วเบา

“พี่ชาย?” คุโรโกะทวนคำเสียงเรียบที่แฝงไปด้วยความฉงนสนเท่ห์

“อา…ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆหรอก เขาสอนให้ฉันเล่นบาสและก็การใช้ชีวิตอะไรหลายๆอย่างในอเมริกาน่ะ” เล่าไปเจ้าตัวก็ยิ้มไป..รอยยิ้มหวนคะนึงถึงความทรงจำ คุโรโกะสัมผัสได้ว่า ต้องวิเศษและมีความสุขมากแน่ๆ

“ดีจังเลยนะคะคางามิคุง” เธอยิ้มบาง

 

 

แต่แล้ว…ร่างสูงกลับหุบยิ้มลง ก้มหน้าเงียบ…เงียบจนน่าใจหาย

 

“…นั่นสินะ”  คำตอบสั้นๆ  แผ่วเบาเหมือนสายลม พอจะถามต่อก็ถูกแทรกด้วยประกาศจากประชาสัมพันธ์ผ่านทางลำโพงที่ติดตั้งบนเสาไฟตามจุดต่างๆในงานให้เข้ามารวมตัวเข้าประจำการแข่งขันตามสนามสตรีทบาสที่ทางเจ้าของงานได้จัดเตรียมเอาไว้ให้หลายจุด  จึงเป็นเหตุให้การสนทนาระหว่างแสงเงาต้องหยุดลง

 

.

.

 

“แฮ่กๆ ตายล่ะ!!มัวแต่เข้าคิวยาวเกือบลืมเวลาแข่งซะแล้ว!!!” ฟุริฮาตะกับแก๊งค์เพื่อนอีก 2 วิ่งหอบถุงขนมกับเครื่องดื่มพะรุงพะรุงวิ่งแทรกผู้คนไปยังจุดนัดพบของทีมเซย์ริน ขณะนั้นเอง เจ้าตัวพุ่งชนกับร่างๆหนึ่งที่เดินออกมาจากโซนร้านขนมปะทะเข้าอย่างจังจนหงายหลังก้นกระแทกพื้น

“โคคิ!!!”  เพื่อนอีกสองคนวิ่งมาทรุดนั่งข้างๆประคองร่างเพื่อนของตน ไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง

“อ่า…เดินให้ระวังหน่อยสิ ฉันยิ่งขึ้เกียจก้มด้วยรู้ไหม” เสียงคางยานขึ้น ทั้ง 3 ค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเงาดำขนาดใหญ่เบื้องหน้า ร่างสูงชะลูดโดดเด่นกว่าใคร วัดแล้วก็เกือบราวๆ 190 เซนติเมตรหรืออาจจะเกือบ 200 เซนติเมตรด้วยซ้ำ เรือนผมสีม่วงปล่อยยาวสไลด์คลอเคลียลำคอทอดมองลงมาด้วยเนตรสีอเมทิสต์ปรือง่วงตลอดเวลา หอบถุงขนมถุงใหญ่ถึง 5 ถุงเดินลากเท้าออกไป ไม่แยแสต่อสายตาตะลึงพรืดอ้าปากค้างของคู่กรณีที่ชนกันเมื่อครู่

“ส…ส…เสาไฟฟ้าเหรอนั้น!!!!”  พวกเขาอุทานในความสูงใหญ่ของชายผมสีม่วงคนนั้นที่เดินเข้าไปปะปนกับฝูงชนเสียแล้ว  ฟุริฮาตะดึงสติกลับมาช่วยกันเก็บของกินที่กระจัดกระจายพื้นมากมาย

 

 

.

.

.

 

อีกฝั่งหนึ่งในเวลาเดียวกันเซย์รินรุ่นพี่ต่างใช้เวลาเหล่านี้ในการเที่ยวในย่านการค้าโตเกียวผ่อนคลาย ฮิวงะ อิซึกิ ริโกะ มิโตเบะและโคกาเนะออกมาจากร้านชาบู หลังจากสำเร็จมื้อเที่ยงกันเป็นที่อิ่มหนำสำราญ  พวกเขาก้าวออกมายิ้มสุขสันต์ที่ได้รับประทานของดี อร่อย ราคาถูกเมื่อเทียบกับที่อื่นๆที่ไป

“เฮ้อ..ชาบูที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าโตเกียวบ้านเราจริงๆล่ะนะ ที่เกียวโตก็ยังสู้ไม่ได้แถมเจอคนพิลึกๆอีก”

“นั่นสินะ…แต่ให้เดาคงเป็นลูกคนรวยเอาแต่กั๊ก คนรักเอาแต่ใจล่ะมั้ง เด็กสมัยนี้ไม่ไหวจริงๆ”

ฮิวงะกับอิซึกิเปรียบเปรยประสบการณ์กินชาบูที่ได้รับมาเมื่อเร็วๆนี้ในการท่องเที่ยว 3 วัน 3 คืนที่เกียวโต  ขณะนั้นเองกัปตันทีมสังเกตว่าโค้ชสาวชะลอเดินลงแล้วหยุดอยู่กับที่ จึงหยุดฝีเท้าลงทำให้คนอื่นๆหยุดตาม

“ทำอะไรน่ะริโกะ?”  ฮิวงะเหลียวมองสาวผมซอยสีน้ำตาลติดกิ๊ฟ

“เขากลับมาแล้วล่ะ”  ริโกะเงยหน้าจากหน้าจอมือถือ ส่งยิ้มตื่นเต้นให้แก่สมาชิกในทีม ทุกคนตาโตตะลึงก่อนจะฉีกยิ้มกว้างดีใจจนเห็นฟันขาว

“นี่มันข่าวดีจนลิงโลดโหนไปมาชัดๆ!!” อิซึกิ ชุนยิงมุกฝืดตบไหล่กัปตันชมรม

“แค่เขากลับมาเซย์รินก็แกร่งขึ้นอีกหลายเท่าแล้ว เนอะ!!มิโตเบะ!!!” โคกาเนะหันไปถามความเห็นหนุ่มร่างสูงคิ้วหนา คนขรึมนิ่งเงียบแทบไม่เคยพูดซักคำพยักหน้าทั้งรอยยิ้มบางเห็นด้วยกับอีกฝ่าย ระหว่างที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวดีที่ได้รับมา จังหวะนั้นเองตากลมโตสีน้ำตาลเหลือบไปเห็นร้านหนังสือที่อยู่ตรงข้ามอีกฝั่งถนน เธอหยุดอยู่กับที่ขมวดคิ้วจ้องร้านนั้นอยู่นาน

“นึกออกแล้ว!!!!”   ริโกะร้องเสียงดัง วิ่งข้ามทางม้าลายไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“เดี๋ยว!!!ริโกะเกิดอะไรขึ้น!!!เฮ้!!!!”  เสียงตะโกนห้ามปรามไปไม่ถึงหูสาวผมซอย ฮิวงะ จุนเปย์ถอนใจแรง แล้วตัดสินใจวิ่งไล่ตามร่างบางเช่นเดียวกับสมาชิกร่วมทีมอีก 3 คนที่เหลือ

 

 

.

.

.

 

 

ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

นกหวีดดังแหลมแสบแก้วหู สิ้นสุดการแข่งขันสำหรับสนามสตรีทบาสเขต A ทีมคว้าชัยคือเซย์รินอย่างไม่ต้องสงสัยด้วยลูกชู้ตการประสานเข้าขาระหว่างแสงเงาที่กลับมาลงตัวอีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงความร่วมมือของฟุริฮาตะเข้ามาช่วยทำแต้มประสานเกมส์ไปอย่างราบรื่น ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดมานั่งปูเสื่อพักอยู่ใต้ต้นเมเปิ้ลขนาดใหญ่ที่เริ่มผลัดสีใบเป็นสีส้มแดงในช่วงปลายฤดูร้อน เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง

“นี่ค่ะคางามิคุง” มือเล็กๆขาวซีดเปิดกระป๋องโคล่าส่งให้ร่างสูง คางามิรับมาดื่มดับกระหายทดแทนปริมาณน้ำในร่างกายสูญเสียออกไปทางเหงื่อ แล้วหันไปเปิดโคล่าให้เพื่อนๆอีก 3 คนที่เหลือด้วยเช่นกัน  ดวงเนตรสีเพลิงแอบชำเลืองมองร่างเล็กผอมบางปลอมเป็นชายได้แนบเนียนในจังหวะที่เจ้าตัวคงไม่รู้ เขาลอบยิ้มออกมาก่อนจะหลุบไปมองฝ่ามือตัวเอง…

 

…สัมผัสลูกบอลที่พาสส่งมา กลับมาเหมือนเดิมแล้ว…

 

“ร่าเริงขึ้นแล้วสินะ” คนผมแดงพึมพำเบาๆ คุโรโกะได้ยินแว่วๆเหมือนอีกฝ่ายพูดอะไรอยู่ เลยหันมาเอียงคอมองอย่างงุนงง คางามิ ไทกะรีบทำเป็นกระดกโคล่าไม่รู้ไม่ชี้ จนอีกฝ่ายละสายตาไปคุยกับกลุ่มฟุริฮาตะต่อ

 

“เฮ้ยๆ ไปดูสนาม B นั่นสิ!!คนๆนั้นสุดยอดจริงๆ!!!”  เด็กวัยรุ่นชายสวมหมวกแก็ปวิ่งกระหืดหอบ ชี้นิ้วบอกเพื่อนๆให้ไปดูการแข่งขันบางอย่างที่ฟังดูแล้วสุดยอดน่าดูชม คางามิเลิกคิ้วสองแฉกขึ้นสูงเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมแข่งสตรีทบาส

“ไปดูกันไหมคะ?”  เจ้าของเรือนผมสีฟ้าสั้นชี้ยุ่งชวน ทั้งหมดพยักหน้าเห็นด้วยเก็บเสบียงขนมและเครื่องดื่มลงถุงพลาสติก ตามด้วยม้วนเสื่อให้เรียบร้อยเดินตามกลุ่มเด็กวัยรุ่น 4 คนนั้นไป บริเวณรอบสนาม B ผู้คนยืนรุมล้อมกันแน่นพอๆกับสนามที่ทีมเซย์รินไปแข่ง พวกเขาต้องคอยเบียดแทรกผ่านฝูงชนไปจนถึงแถวหน้าสุดริมสนาม

 

“นั่นมัน…”  นัยเนตรคู่คมสีเพลิงเบิกโพล่งสะท้อนผลการแข่งของสนามที่ดำเนินไปไม่ถึง 10 นาทีเสียด้วยซ้ำ ทีมฝ่ายตรงข้ามทรุดล้มไปนั่งกับพื้นสนามโดยมีหนึ่งบุรุษยืนเด่นอยู่เหนือผู้อื่น ร่างสูงสมส่วนค่อนกำยำแข็งแรงสวมเสื้อแขนยาวสีม่วงอ่อนคอวี เรือนผมสีดำขลับเงางามลงปรกปิดดวงตาซ้าย เผยเนตรอีกข้างสีนิลคมกับไฝใต้ตาทรงเสน่ห์ ก้อนเมฆเคลื่อนคล้อยพ้นผ่านดวงตะวันยามใกล้เที่ยง แสงอาทิตย์ส่องกระทบวัตถุโลหะบนลำคอหนา. เป็นสร้อยเงินร้อยแหวนเงินผิวเรียบเกลี้ยงหนึ่ง

 

แหวนรูปแบบเดียวกับที่แสงสว่างแห่งเซย์รินถือครอง

 

“ทัตสึยะ”  บุรุษผมสีดำปิดตาข้างเหลียวไปมองตามต้นเสียง ดวงเนตรสีนิลมีไฝใต้ตาเบิกกว้างเล็กน้อยครั้นได้สบสายตากับตาสีเพลิงคู่คมใต้คิ้วสองแฉก

“ไทกะ”  เขาเรียกชื่อต้น..เสียงทุ้มนุ่มละมุนผิดกับฝ่ายตรงข้าม ต่างคนต่างยืนจ้องเงียบนานครู่หนึ่ง…เสียงเชียร์รายล้อมสนามเงียบสงัดทุกสายตาเฝ้ามองสองหนุ่มร่างสูงที่ยืนประจัญหน้ากันและกัน

 

“well well, taiga I’m Surprise to see you again.”  เจ้าของเรือนผมสีดำขลับปรกปิดตาข้างซ้ายขยับยิ้มละมุน ก้าวเดินเข้ามาทักทายด้วยภาษาอังกฤษ ฟังแล้วไหลลื่นถูกสำเนียงราวกับว่าคนๆนี้เป็นคนอเมริกันอย่างไรอย่างนั้น

“Me too, Tutsuya Why did  you comeback  here?”  เช่นเดียวกับคางามิ เขาโต้ตอบไปด้วยสำเนียงอเมริกาเช่นกัน

 

ทั้งสองเริ่มสนทนายาวเป็นคลุ้งเป็นแคล้วด้วยภาษาอังกฤษจนใครหลายคนตามไม่ทัน คุโรโกะมองทั้งสองคนสลับไปมาเธอสังเกตจากสีหน้าคางามิฉายฉาบไปด้วยความลำบากใจบางอย่าง จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าสองคนนี้ต้องรู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดีและกำลังมีปัญหากันอยู่ จึงวิสาสะเดินเข้าไปยืนอยู่ระหว่างคนสองคน

“พูดภาษาญี่ปุ่นได้ไหมครับ?” เนื่องจากอีกฝ่ายไม่รู้จักกัน จึงเลือกใช้คำทักทายแบบผู้ชาย คนผมดำสะดุ้งตกใจหันไปมองเจ้าของเรือนผมสีฟ้าตัวผอมผิวขาวซีด

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!!?”  เขาอุทานเสียงดังกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่น จ้องคนจืดจางที่โผล่มาระยะประชิดโดยไม่รู้สึกตัวซักนิด ฝีเท้าหลายคู่วิ่งเข้ามาสมทบตามหลัง ดวงเนตรสีนิลละสายตาจากเด็กหนุ่มผมสีอ่อนไปยังอีก 3 คนแล้วกลับมาจดจ้องคางามิ

“รู้จักเหรอคางามิ?” ฟุริฮาตะเดินเข้ามาใกล้ๆคางามิพร้อมกระซิบถาม

“อ..อ่า..นี่ ‘ฮิมุโระ ทัตสึยะ ‘ เขาเป็นพี่ชายร่วมสาบานของฉันน่ะ” คางามิ ไทกะ แนะนำให้ทุกคนรู้จักคนหนุ่มผมสีดำขลับหน้าหล่อเหลาดูอบอุ่นอ่อนโยน

 

 

พี่ชายอัศวินแห่งแสงผู้โชดช่วงด้วยอัคคี

 

 

“ฮิมุโระ ทัตสึยะ ยินดีที่ได้รู้จัก หรือว่า..นายคงจะเป็นคุโรโกะสินะ“ ฮิมุโระยกยิ้มละมุนเข้ามาจับมือทักทายคุโรโกะ

“ทำไมรู้จักผมล่ะครับ?” คุโรโกะเลิกคิ้วมองประหลาดใจ ขณะเดียวกันก็ระแวงแคลงใจว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้สถานะของตัวเองหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วตัวตนของเธอคือเด็กสาว

“ฉันได้ยินเรื่องของนายจากคนที่มาจากโรงเรียนเทย์โคว หมอนั่นน่ะรู้สึกจะเป็นหนึ่งในรุ่นปาฏิหาร์ย” สิ้นคำอธิบาย คุโรโกะรับรู้ว่าคนหนุ่มเบื้องหน้าไม่รู้เรื่องเพศเธอเนื่องจากใช้คำพูดแบบชายสนทนาด้วย แต่ที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือการที่เจ้าตัวออกตัวว่าเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลประจำโรงเรียนใดซักแห่งที่มีผู้เล่นตัวสำคัญอย่าง ‘รุ่นปาฏิหาร์ย’ เข้าร่วมทีม

 

 

คนๆนี้…มีบางอย่างที่ไม่ปกติ

 

 

ขณะที่ฮิมุโระหันไปจับมือทักทายกับพวกฟุริฮาตะต่อ คุโรโกะกลับเอาแต่ยืนเงียบนิ่งไม่แสดงสีหน้าใดๆ ลอบมองหนุ่มหน้ามนประดับไฝใต้ตาขวาโปรยยิ้มกันเองไปทั่ว

“คางามิคุง คนๆนั้นมีบรรยากาศแปลกๆค่ะ”

“หมายความว่าไง?”   คิ้วสองแฉกเลิกสูงทันทีที่ได้ยินเสียงกระซิบเย็นเยียบจากปากคู่หูเงาลวงตา

“บรรยากาศรอบตัวฮิมุโระคุงเหมือนรุ่นปาฏิหาร์ยไม่มีผิด”  สิ้นคำตอบ คางามิถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับไปมองคนหนุ่มผมสีดำ ซึ่งเจ้าตัวก็ทักทายเสร็จพอดี ขายาวก้าวตรงมายืนอยู่หน้าคางามิ ไทกะ  คนผมสีแดงอมน้ำตาลไหม้ชี้ฟูสะดุ้งเมื่อได้สบตาสีนิลเรียวคมจ้องตรงมา

 

 

ไอเย็นยะเยือกแผ่กระจายรอบตัวเช่นนี้เหมือนกับตอนที่เจอมิโดริมะ คิเสะ และอาโอมิเนะครั้งแรก!!!

 

 

“ไหนๆก็แล้ว วันนี้มาตัดสินผลแพ้ชนะที่ค้างคาไว้ในอเมริกากันดีกว่าไทกะ”  คำท้าทายดังออกจากเสียงทุ้มนุ่มระรื่นหู คางามิกำหมัดแน่นก้มหน้าเฉสายตาหลบคนผมสีดำขลับ

“ทัตสึยะ..ฉันว่าเรื่องนี้…”

“นายยังจะยึดติดกับสัญญาพี่น้องไร้สาระนั่นอีกเหรอ”  พลัน!!!คำพูดแปรเปลี่ยนเป็นท่าทีเย็นชาสุดขั้ว คางามิเบิกตาโพล่งตื่นตกใจ มือยกขึ้นมากำแหวนที่ร้อยใส่สร้อยคอเอาไว้ ปากหนาเม้มแน่นเป็นแนวเส้น ขบฟันจนกรามขึ้นสัน

“ฉันไม่เคยคิดว่าไร้สาระ นายคือพี่ชาย…”

“แต่ตอนนี้ฉันไม่ต้องการเป็นพี่ชายนาย ถ้าคิดจะวัดผลแพ้ชนะต้องตัดสายสัมพันธ์นั่นทิ้งไปซะ!!” ไอเย็นยิ่งก่อเค้าปะทุจากตัวคนหนุ่มร่างสูงผมสีดำปรกตาข้างหนึ่ง กดดันบุรุษบ้าดีเดือดคลั่งบาสเข้าสายเลือดให้ต่ำลงจนเขาได้แต่ก้มหน้าลง ไม่อยากจะยอมรับความเจ็บปวดในใจเหล่านั้น

“เราสองคนไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว” ฮิมุโระเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อทั้งสีหน้าเย็นชา “ไทกะ ถึงเวลาที่นายควรตื่นจากความฝันลมๆแล้งๆนั่น!!!”

 

.

.

.

 

6 ปีก่อน  นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา

 

 

ท้องฟ้าสีครามกับก้อนเมฆลอยอ้อยอิ่ง แหงนมองจนคุ้นชิน…ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งเดียวที่เหมือนประเทศบ้านเกิดเมืองนอนที่เรียกว่า ญี่ปุ่น…หากแต่คางามิ ไทกะ วัย 10 ขวบ จำต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่ที่เข้ามาประจำสาขาในอเมริกา มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมใหม่ๆ เพื่อนต่างชาติต่างภาษาและต่างวัฒนธรรม

“ 3 เดือนแล้วเรายังไม่ได้เพื่อนซักคนเลย”  คางามิ ถอนหายใจเฮือกใหญ่สะพายเป้สีดำเดินทอดน่องไปตามฟุตบาทหลังจากเลิกคลาสเรียนในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง เขายังคงเดินไปโรงเรียนคนเดียว กลับบ้านคนเดียว  เหม่อมองท้องฟ้าทุกวี่ทุกวันได้แต่หวังว่าซักวันจะได้ออกไปจากประเทศบ้าบอเหล่านี้

 

ไม่อยากที่จะมองตึกสูงบ้านช่องที่แปลกตาไม่เหมือนที่ญี่ปุ่นซักนิด ก็แค่ใช้ชีวิตไปวันๆให้จบๆ

 

 

ปึก!!!!

 

ปลายเท้าสวมรองเท้าพละชนเข้ากับลูกบอลกลมสีส้มแดงอิฐรอยคาดสีดำ 4 เส้น เด็กชายผมแดงอมน้ำตาลไหม้ขมวดคิ้วสองแฉกก้มลงไปเก็บขึ้นมาพิจารณามองถี่ถ้วน

“ลูกบาส?”

“Hey!!! Give me back  my ball”  คนฝรั่งผิวสีแทนถัดเดธร็อคโบกมือตะโกนเรียกเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่มาอยู่เพียงแค่ 3 เดือนยังไม่คุ้นชินหูก็ได้แต่ถือบอลเอียงคองุนงง จนเหล่าเด็กอเมริกันเหล่านั้นมองตากันปริบๆ กระทั่ง..เด็กชายคนหนึ่งที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาในแก๊งค์เล่นบาสที่สนามกล้างแจ้งพูดคุยอะไรกันซักอย่าง ก่อนจะวิ่งเข้ามาหา

“นายคนญี่ปุ่นสินะ ฉันญี่ปุ่นเหมือนกัน” เด็กชายเรือนผมสีดำปรกตาข้างซ้าย เผยเนตรสีนิลกลมโตประดับไฝใต้ตาด้านขวา

“อ..เอ่อ…?” คางามิตกใจ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนที่มีคนอื่นพูดภาษาบ้านเกิดกับเขานอกจากพ่อแม่

“ทางเราคนขาดพอดีนายเข้ามาเล่นด้วยกันสิ” คำเชิญชวนเหล่านั้นสร้างความโลเลใจแก่เด็กชายผมสีเพลิง นัยน์ตากลมโตสีแดงเพลิงกระพริบปริบๆ สบตาสีนิลตรงหน้าก่อนจะมองผ่านไปยังชาวอเมริกาที่ยืนรออยู่ใต้แป้นบาส

 

“ต..แต่ฉันเล่นไม่เป็น” คางามิปฏิเสธเสียงอ้อมแอ้ม

 

 

หมับ!!!!

 

“ไม่เป็นไร ฉันจะสอนนายเอง ฉันฮิมุโระ ทัตสึยะ แล้วนายล่ะ?” มือเล็กขาววิสาสะคว้าจับข้อมือคนผิวสีน้ำผึ้งกร้านแดด แล้วลากวิ่งเข้าไปในสนามบาส  คางามิมองรอยยิ้มละมุนอบอุ่นอ่อนโยนที่ส่งผ่านตรงมา..ความรู้สึกที่เคยแห้งเหี่ยวในดวงใจราวกับได้รับน้ำเย็นเข้ามาเติมเต็มหล่อเลี้ยงให้ชุ่มช่ำ

“ไทกะ..คางามิ ไทกะ”

 

 

และนั่น…คือจุดเริ่มต้นบาสเก็ตบอลของ ‘คางามิ ไทกะ’

และนั่น…ทำให้เขารู้สึกว่าอเมริกาไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด

 

 

“นายเองก็เล่นเก่งนี่ไทกะ มีแววใช้ได้เลยนะ” ฮิมุโระ ทัตสึยะ กล่าวชมหลังจากที่ทุกคนเล่นบาสเสร็จ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน ท้องฟ้าสีครามแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงยามเย็น เด็กชายชาวญี่ปุ่นสองคนเดินไปท้องถนนเงาร่างทอดยาวลงฉายฉาบบนพื้นทุกย่างก้าวที่เดินไปเบื้องหน้า

“แหะๆ ขอบใจทัตสึยะ”  ในเวลาสั้นๆ พวกเขาทั้งสองสนิทกันอย่างรวดเร็วจนสามารถเรียกชื่อต้นได้

 

 

ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของคางามิ ไทกะ ไม่เคยโดดเดี่ยวอีกต่อไปในมหานครกว้างใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฮิมุโระ ทัตสึยะ ได้สอนทุกๆสิ่ง ทั้งการปรับตัว การเข้าหาเพื่อน สังคมอเมริกา เรื่องทั่วไปอีกมากมาย

รวมถึงเรื่องบาสเก็ตบอลที่เราสองรักยิ่งและใฝ่เรียนรู้จนถึงกับไปขอให้ผู้ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งสั่งสอนให้

 

 

“นี่ทัตสึยะ ฉันต้องขอบใจนายหลายๆอย่างมากเลยนะ”  จากเวลานั้นที่พบเจอครั้งแรก ผ่านมาแล้ว 2 ปี พวกเขาอายุ 12 ปียังคงเดินกลับบ้านด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แม้ในตอนนี้จะเป็นฤดูหนาวจนหิมะโปรยปราย ทุกพื้นที่ปกคลุมไปด้วยสีขาว เกล็ดน้ำแข็งโรยราจากผืนฟ้า เขาสองคนก็ยังคงเล่นบาสในโรงยิมสาธารณะแล้วก็กลับบ้านด้วยกันทุกครั้ง

“ทำไมจู่ๆมาพูดแบบนี้ล่ะ ไทกะ” ฮิมุโระหัวเราะในลำคอ เสียงของชายผมดำเริ่มทุ้มแตกหนุ่มแล้วในขณะที่คางามิยังใสก้องกังวานเหมือนเดิม คางามิยกนิ้วสวมถึงมือไหมพรมสีแดงเลือดหมูถูจมูกแดงโร่ไปมา เบนหน้าหนีหลบตาสีนิลที่เริ่มเรียวคมพร้อมกับแก้มที่ขึ้นสีแดงเลือดฝาด

“ก็นายสอนอะไรหลายๆอย่างนี่…จนบางทีฉันก็คิดว่าถ้ามีพี่ชาย..ก็คงจะเหมือนนายล่ะมั้ง” คำพูดเปรียบเปรยออกมาอย่างตรงไปตรงมาและใสซื่อทำเอาฮิมุโระอึ้งไปชั่วขณะ ตาสีนิลมองปริบๆ ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา

“ข..ขำอะไร!!!!”

“ข..ขอโทษนะไทกะ..แค่คิดว่านายนี่..น่ารักจริงๆ ฮ่าๆ”  ไม่บ่อยที่ฮิมุโระจะหัวเราะออกมา คางามิพองแก้มป่องไม่พอใจเข้าไปใหญ่ที่เห็นว่าคำพูดจากใจของเขากลายเป็นเรื่องขบขัน คนผมสีดำเริ่มรู้ตัวว่าคงไม่เหมาะหากจะหัวเราะต่อไปจึงรีบกระแอมกลั้นเสียงหัวเราะเหล่านั้นไว้ ตีขรึมก่อนที่คนตรงหน้าจะโกรธและงอนเขาไป  ตาสีนิลสะดุดเข้ากับแผงร้านริมถนนแห่งหนึ่งเจ้าตัวรีบวิ่งไปยังร้านนั้นแล้วกลับมาหาคนที่ทำท่าจะงอนจริงจัง

 

“ไทกะ ยื่นมือมาสิ”

“จะแกล้งอะไรอีกล่ะ คราวที่แล้วนายเอาลูกหมามาใส่มือฉัน ฉันยังเคืองไม่หายนะ!!”

“เอาน่า..ไม่แกล้งอะไรแบบนั้นแล้ว เชื่อใจฉันสิ”

“……..”

 

คางามิมองใบหน้าเริ่มเรียวคมกำลังจะเติบโตเป็นหนุ่มในไม่ช้า และก็เริ่มเป็นที่จับตาของสาวๆ อย่างโลเลใจ จนในที่สุดก็เลือกที่จะเชื่ออีกฝ่ายยอมยื่นมือไปให้ ฮิมุโระจับมือซ้ายแล้วบรรจงสวมแหวนเงินเกลี้ยงไปในนิ้วนาง

“นี่น่ะเป็นแหวนสลักชื่อฉันกับไทกะเอาไว้ เป็นสัญญาของเราสองพี่น้อง” ฮิมุโระโชว์มือซ้ายที่สวมแหวนรูปแบบเดียวกันเอาไว้

“จากนี่ไปไทกะคือน้องชายของฉัน ”

 

 

สัญญาแห่งสายสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘พี่น้อง’ สอดคล้องด้วยแหวนคู่ที่มีเพียง 2 วงเท่านั้น

จะไม่มีวันตัดขาดจากกันแน่นอน

 

 

 

กาลเวลาเลยผ่านจากไปนับจากนั้นเพียง 1 ปีต่อมา พวกเขาต่างเติบโตพลัดกันเล่นบาสทีมเดียวกันบ้าง บางครั้งก็อยู่ฝ่ายตรงข้ามแข่งสตรีทบาส พลัดกันแพ้พลัดกันชนะ ผลคะแนนของเราสองสถิติตีเสมอกันมาตลอด..และในตอนนั้นเองที่คางามิเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่เขากลับบ้าน ฮิมุโระเริ่มขอแยกกลับไปคนเดียว จากครั้งแรกเริ่มมีครั้งสอง..พอนานวันเข้าก็เริ่มหายห่าง

 

จนคืนวันนึง…ฮิมุโระได้โทรมานัดเจอข้างนอกที่สนามสตรีทบาส

 

“ยิ่งนานวัน..นายเองก็ยิ่งจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะพี่ชายฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว” ฮิมุโระมีท่าทีเคร่งเครียด เขาดูไม่เหมือนพี่ชายคนเดิมที่เต็มไปด้วยหัวใจอบอุ่นอ่อนโยน สายตาสีนิลจ้องตรงมาที่หนุ่มร่างกายกำยำที่ไล่ความสูงจนมาทัดเทียมเขา และตอนนี้ก็มีเสียงที่แตกหนุ่มเหมือนกัน

“ฉันอยากตัดสินผลแพ้ชนะกับนาย ฉันเป็นพี่จะให้น้องมาเก่งกว่าพี่ไม่ได้”

 

 

ศักดิ์ศรีคำว่าพี่ค้ำคอ…คางามิ ไทกะ ไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฮิมุโระคิดมากเรื่องนี้อยู่ตลอด

 

“เดี๋ยวสิ!!!ฉันไม่ได้อยากแข่งกับ…”

 

 

ฝุ่บ!!!!!

 

ลูกบาสเก็ตบอลชู้ตลงห่วงไปแล้ว 1 ลูกทำคะแนนไป 1 แต้ม ด้วยฝีมือของชายผมสีดำปรกตาข้างซ้าย

“ถ้านายไม่แข่งเราก็ไม่ต้องมาคุยกันอีก” นี่คำประกาศท้ารบ คางามิ ไทกะ ไม่อยากเลิกสายสัมพันธ์เหล่านี้ ไม่อยากตัดขาดกับเพื่อนที่แสนดี พี่ชายที่แสนดี คนที่สอนสั่งเขาในทุกสิ่งดูแลเขาในทุกด้าน

 

คนที่เปลี่ยนมุมมองเขาต่อโลกต่างแดนนี้…ที่ทำให้เขารักจนไม่อยากจากไปไหน

 

คำตอบที่ได้คือการยอมรับคำท้า เข้าตัวต่อตัวครั้งแรกอย่างจริงจังระหว่างคางามิกับฮิมุโระ…ทั้งสองต่างทำคะแนนสูสีกันจนในนาทีสุดท้ายของเวลากำหนดการแข่ง คางามิกำลังจะเป็นต่อในการทำแต้มครั้งต่อไป  …หากแต่..ภาพสะท้อนของเด็กชายผมดำที่เข้ามาชักชวนเขาเล่นบาส ทุกๆเหตุการณ์กรอกรับราวกับเทป ในทุกๆความทรงจำที่ได้ร่วมเดินกันมา

 

ไม่อยากเสียพี่ชายไป

 

 

 

 

ผัวะ!!!!!

กำปั้นต่อยปะทะแก้มจนร่างสูงล้มลงไปนั่งกองกับพื้น ตามด้วยแรงกระชากคอเสื้อให้เข้ามาประชิดใบหน้ามนเกรี้ยวกราด

“นายอ่อนข้อให้ฉัน!!นายทำแบบนี้ได้ไง!!!”

“ฉัน..ฉันขอโทษ”  คางามิก้มหน้าสำนึกผิด เขาปล่อยให้ฮิมุโระได้ชัยชนะไป เป็นชัยชนะที่ไม่ได้มาด้วยความสามารถของพี่ชายร่วมสาบาน บุรุษผมสีเข้มยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ มือแกร่งกำแน่นจนคอเสื้ออีกฝ่ายยับยู่ คางามิหลับตาปี๋แน่นคิดว่าอาจจะโดนอีกหมัดเป็นการสั่งสอน

 

แต่ก็เปล่า..ฮิมุโระปล่อยมือจากเขาแล้วกระชากสร้อยเงินที่ร้อยแหวนไว้ออกจากคอ ขึ้นมาชูต่อหน้า

 

“ครั้งหน้าฉันกับนายเราจะดวลกันอีก คราวนี้จะไม่มีคำว่าพี่น้องกันอีก!!!”

 

 

 

นั่นคือการสนทนาครั้งสุดท้ายระหว่างพี่น้องร่วมสาบาน…คางามิ ไทกะ ไม่ได้ไปตามสัญญา ด้วยเรื่องงานทำให้พ่อแม่ต้องรีบย้ายสาขากลับมาญี่ปุ่น เขาจึงต้องบินออกจากอเมริกากะทันหัน ไม่มีแม้แต่คำล่ำลาให้กับ ฮิมุโระ ทัตสึยะ

 

 

.

.

.

 

 

“จากวันนั้นก็ 3 ปีแล้วสินะ ที่เราไม่ได้เจอกัน..คราวนี้คงจะได้กระจ่างกันไปเสียที”  ไม่รู้ว่าดวงชะตาเป็นใจหรืออย่างไร ทีมสตรีทบาสคู่ต่อไปที่จะต้องเข้าแข่งขันกลายเป็นทีมของฮิมุโระกับคางามิ  การต่อสู้ที่คนหนุ่มผู้มีชื่อของเปลวเพลิงพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดได้ถึงเวลาที่จะต้องตัดสิน!!!

 

“ถึงขนาดตัดความสัมพันธ์พี่น้อง เพื่อชัยชนะเนี่ยเหรอครับ ฮิมุโระคุง”  คุโรโกะทนฟังต่อไปไม่ไหว แทรกพูดขึ้นมากลางบทสนทนาระหว่างสองพี่น้องที่ต่างเล่าถึงอดีตของพวกเขา..อดีตที่คางามิไม่เคยคิดบอกเล่าให้ใครแล้วเก็บซ่อนมันไว้เบื้องหลังมาตลอด   “แบบนั้นน่ะ มีความสุขแน่เหรอครับ”

 

 

บาสเก็ตบอลที่ทำทุกอย่างเพื่อ ‘ชัยชนะ’ เช่นเดียวกับบาสขององค์จักรพรรดิ

 

 

คำถามยิงเข้ากลางใจหนุ่มผมสีดำปรกตาข้างซ้าย ฮิมุโระกระตุกยิ้มเย็น “ชัยชนะคือตัวแปรตัดสินทุกอย่าง”

“ถ้านี่คือคำตอบก็ของคุณ ผมก็ได้แต่เสียใจ..เพราะว่า..ผมกับคางามิคุงจะชนะให้ดูครับ” คุโรโกะ เท็ตสึยะ กล่าวทั้งเสียงเรียบนิ่งแต่เปี่ยมไปด้วยจิตใจอันแรงกล้า ปรารถนาที่จะสั่งสอนให้ชายตรงหน้าได้รู้ซึ้งถึงสิ่งที่ต้องสูญเสียไปกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

 

 

บาสเก็ตบอลอันผิดเพี้ยน…ชัยชนะที่ต้องแลกด้วยหยาดน้ำตาผู้อื่น เธอไม่ต้องการเห็นมันอีกแล้ว!!!

 

 

“โฮ่ย!!คุโรโกะ!!!”  คางามิจับไหล่ผอมบาง กระซิบปรามอีกฝ่าย ทว่า..เด็กสาวกลับเงยหน้าขึ้นมายิ้มบางให้

“ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราสองคนร่วมกันต้องชนะแน่”  คำสัญญาที่เงาลวงตาให้ไว้ ผู้เป็นแสงที่กำลังไขว่เขว้ถึงกับตะลึงราวกับไม้ยันที่รั้งไม่ให้เขาล้มลงไป คางามิปริบตามองสาวจำแลงกายเป็นชายผมฟ้าก่อนจะคลี่ยิ้มมาดมั่นหันกลับไปประจันหน้ากับคนหนุ่มผู้เป็นพี่ชายร่วมสาบาน   ฮิมุโระอ่านสีหน้าแววตาเหล่านั้นออก เขายิ้มพอใจแล้วกลับไปประจำตำแหน่งของตน

 

สองพี่น้องยืนประจันหน้าซึ่งกันและกันโดยมีเส้นครึ่งสนามขีดคั้นกลางไว้ เวลานับถอยหลังไปทุกวินาที  ดวงตาสีนิลสบเข้ากับตาสีเพลิงไม่มีใครยอมใคร..และไม่คิดว่าจะมีใครอ่อนข้อด้วยเช่นกัน

“ครั้งนี้หวังว่าจะไม่ใจอ่อนอีกแล้วนะไทกะ” ฮิมุโระย้ำเสียงกดต่ำ

“เออ!!!”  คางามิขานรับตอบเสียงห้วน

 

 

ปี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

 

บอลโยนลอยขึ้นฟ้า ทั้งสองกระโดดขึ้นชูแขนยืดให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งคือ ‘ลูกบาสเก็ตบอล’

 

 

หมับ!!!!

 

“น…นั่นอะไรกัน!!!”

“สูงเป็นบ้า!!!”

“คนนั้น…คนที่เราชนกันเมื่อตอนนั้นนี่!!!”  ฟุริฮาตะร้องตกใจเสียงสั่น เช่นเดียวกับทั่วทั้งสนามที่ต่างพากันอ้าปากค้าง ร่างสูงชะลูดเดินบุกเข้ามากลางสนามไม่แยแสสายตาดุปรามกรรมการ หยิบจับบอลไปอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกระโดดซักนิด คางามิเงยหน้ามองคนปริศนาที่เข้ามาแทรกการต่อสู้ระหว่างเขากับฮิมุโระเข้า ตาสีเพลิงเบิกกว้างตกตะลึงกับความสูงใหญ่เหล่านั้นที่แทบจะต้องแหงนหน้ามอง

 

“มุโระจินอยู่นี่เอง ตามหาซะทั่ว..อย่าลืมสิว่าโค้ชสั่งไม่ให้ออกกำลังช่วงนี้นะ”  คนผมสีม่วงยาวซอยสไลด์คลอเคลียต้นคออ้าปากหาวหวอดๆ เดินถือถุงมันฝรั่งทอดกรอบลากขามาหาฮิมุโระ

“พอดีว่าคนขาดน่ะอัตสึชิ ก็เลยเข้ามาสนุกนิดหน่อยจะว่าไปฉันเจอเพื่อนนายด้วยนะ”  ฮิมุโระกล่าวทั้งรอยยิ้มชี้นิ้วไปยังคนตัวเล็กเรือนผมสีฟ้าที่จ้องเขม็งไม่วางตา ดวงเนตรสีอเมทิสต์ปรือง่วงเฉื่อยชาเหลือบมองไปตามทิศทางชี้นำ เขาขยับยิ้มเอื่อยเดินลากเท้าเข้ามาแล้วตะปบมือขนาดใหญ่ขยี้ลงบนเส้นผมสีฟ้าสั้นไปมา

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคุโรจิน ยังตัวเล็กเหมือนเดิมเลย”  มุราซากิบาระ อัตสึชิทักทาย

“ไม่ได้เจอกันนานเช่นกันครับ มุราซากิบาระคุงแล้วก็เลิกจับผมซักทีครับ!!”  ถึงอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอคือเด็กสาวมาตั้งแต่สมัยเทย์โคว แต่ก็เลือกที่จะพูดคำแบบผู้ชายเพื่อปกปิดสถานะตัวเองในที่สาธารณะ  ร่างเล็กปัดมือทิ้งชักสีหน้าไม่พอใจแทนที่เจ้าของเรือนผมสีม่วงจะรู้สึกผิดกลับยิ้มชอบใจแล้วพูดทั้งเสียงยืดยาวเฉื่อยชา

 

“อา…คุโรจินโกรธซะแล้วยังซีเรียสเรื่องผมเหมือนเดิมเลยนา”

“มุราซากิบาระคุงก็เฉยชาเหมือนเดิมครับ”

“อื้อ…คุโรจินใจร้ายอีกแล้ว” มุราซากิบาระพูดงึมงำ แล้วก็หันไปสนใจแกะถุงเลย์หยิบมากินเคี้ยวกรุบกรับหน้าตาเฉยไม่สนว่าพื้นที่นี้เป็นสนามแข่งห้ามเอาของกินเข้ามาซักนิด

 

“หมอนี่ใครกัน?” คางามิเข้ามาถามคู่หู คุโรโกะขมวดคิ้วมองคนหนุ่มตัวสูง 190 เซนเกือบจะ 200 เซนด้วยซ้ำ  เธอพ่นลมหายใจแรงแล้วกล่าวต่อทั้งเสียงเจือหงุดหงิดพลางยกมือจัดแต่งทรงผมที่ชี้ยุ่งฟูหนักให้เข้าที่เท่าที่จะทำได้

มุราซากิบาระคุง เป็นตำแหน่ง center ของพวกเราสมัยเทย์โคว เขาคือ ‘รุ่นปาฏิหาร์ย’ อีกคนครับ” สิ้นคำตอบทุกคนในทีมเซย์รินอ้าปากค้างตกตะลึงหันไปมองคนเฉยชาที่กินขนมจนหมดถุงแล้ว เจ้าตัวก็ยังยกซองขึ้นมาเทกรอกใส่ปากซะอย่างนั้น

 

“รุ่นปาฏิหาร์ยไม่มีแบบปกติบ้างรึไงนะ หมอนี่เด็กโข่งชัดๆ”  ฟุริฮาตะหัวเราะแห้งๆ มองคนผมม่วงที่เดินเมินไม่สนโลก ไม่สนด้วยว่ากรรมการจะเข้ามาด่ากราดยังไง แถมยังแบมือขอขนมแลกเปลี่ยนกับการออกไปนอกสนามอะไรเถือกนั้นอีก

“มุราซากิบาระคุงเป็นคนที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการเล่นบาสอย่างแท้จริง แทบไม่ต้องฝึกก็ทำได้ดีทุกอย่างส่วนเรื่องอื่นไม่เอาอ่าวและก็มีนิสัยเฉื่อยชาต่อทุกสิ่ง”  คุโรโกะอธิบายเว้นวรรคไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เพราะแบบนั้นผมกับเขา เราสองคนก็เลยมีเรื่องเถียงกันบ่อยๆน่ะครับ”

 

 

คนขยันซ้อมเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ฝัน กับ คนที่มีมันอยู่ในมือแล้วไม่คิดทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

 

แปะ…แปะ…

 

หยดน้ำโปรยปรายรวมเม็ดร่วงหล่นมาจากฝากฟ้า จากเล็กๆกลายเป็นสายฝนขนาดหนักทั่วพื้นที่ ส่งผลให้สนามแข่งลื่นเกินกว่าจะดำเนินการแข่งได้ จึงต้องหยุดลงเพียงเท่านี้ ฮิมุโระเงยหน้ามองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีเทาดำ หยดน้ำฝนร่วงกระทบใบหน้าจนเปียกปอนก่อนก้มมาจ้องมองน้องชายร่วมสาบานที่ยังไม่ยอมละสายตาจากเขา..

“น่าเสียดายนะ ดูเหมือนว่าจะยังไม่ถึงเวลาของเรา” ฮิมุโระยิ้มเย็น

“พวกนายเองก็ผ่านวินเทอร์คัพมาเหมือนกันสินะ เราต้องได้เจอกันอีกแน่!!!” คางามิ ไทกะ พูดทั้งเสียงดุดัน

“ก่อนจากกัน..ฉันจะให้อะไรบางอย่างกับนาย ในฐานะที่ไทกะเป็นน้องชายของฉัน”  มือแกร่งแบตรงมายังหนุ่มตัวสูงใหญ่เป็นพิเศษโดยที่ไม่ชายตามามอง มุราซากิบาระเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วส่งบอลให้ ฮิมุโระจับบอลให้กระชับมือแล้วตั้งท่าจะชู้ต

 

“!!!!!!!!!!!!”  ร่างสูงกระโดดตัวลอยหวังว่าจะปัดลูกชู้ต ทว่า…กลับลอยผ่านทะลุมือลงห่วงฝั่งเซย์รินไปอย่างง่ายดาย

 

 

เป็นไปได้ยังไง!!เมื่อกี้เรามั่นใจว่าปัดได้แล้วนี่!!!!

 

 

“ลาก่อนไทกะ หวังว่าเราจะได้แข่งกันในวินเทอร์คัพนะ”  ฮิมุโระบอกลาเดินออกไปยังนอกสนามคว้ากระเป๋าสะพายสีขาวม่วงปักชื่อโรงเรียนไว้ด้วยภาษาอังกฤษว่า YOSEN (โยเซน)

 

 

ชื่อทีมของโรงเรียนป้อมปราการแข็งแกร่งที่สุดที่มีเอซถึง 2 คน

 

 

“น่าเบื่อชะมัดเลยมุโรจิน ไม่เข้าใจจะพยายามแข่งกันไปทำไมนักหนา เพราะถึงยังไงฉันก็ชนะอยู่แล้ว” มุราซากิบาระอ้าปากหาวหวอดๆจนน้ำตาเล็ดบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนร่วมทีม  ฝีเท้าที่กำลังเดินตามหลังอีกฝ่ายถูกขวางกั้นด้วย ร่างเล็กผอมบางปลอมเป็นชาย เจ้าตัวแหงนหน้าขึ้นสบตาสีอเมทิสต์แววตาปรอยจวนเจียนปิดตลอดเวลา

“มุราซากิบาระคุง ตอนนี้ก็ยังคิดว่าบาสน่าเบื่ออีกเหรอครับ”  คุโรโกะถามทั้งเสียงเรียบนิ่งเย็น  เข้ากระตุกต่อมน้ำโหอีกฝ่าย

“คำถามนี้อีกแล้วนะคุโรจิน ก็รู้อยู่ว่าฉันไม่ชอบ!!” เนตรคู่คมวาววับเรืองราวเช่นสัตว์ป่า ดุดันน่าสะพรึงจนคนรอบๆพากันขนลุกซู่ ในขณะที่คุโรโกะกลับยืนจ้องตอบไม่ยี่หระ ไร้ซึ่งความกลัวใดๆ

 

 

“ฉันเกลียดสายตาของคุโรจินแบบนี้ที่สุด ซักวันฉันจะขย้ำเธอให้ตายคาสนามคอยดู”  ปลายนิ้วชี้ตรงไปดวงเนตรกลมโตสีฟ้าฉายแววแนวแน่เด็ดเดี่ยวไม่คิดยอมแพ้  ไม่ว่าจะครั้งไหนก็สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่ได้เสมอมา ปากหนากระแทกเสียงกรรโชกไว้ในถ้อยคำข่มขู่ก่อนจากลากัน   ทิ้งไว้แต่เพียงสายฝนที่โหมกระหน่ำพร่ำบอกว่ายังไม่ถึงเวลาอันควรที่จะเริ่มเปิดศึกอันยิ่งใหญ่นี้

 

 

‘ฮิมุโระ ทัตสึยะ’  จอมเวทย์ผู้เยือกเย็นดุจวารีฤดูเหมันต์

‘มุราซากิบาระ อัตสึชิ’ ป้อมปราการแห่งยักษา  

คือคู่ต่อสู้อันน่าหวาดหวั่นที่จะพบเจอในอนาคตอันใกล้นี่!!!

 

 

.

.

.

 

สายฝนตกกระหน่ำไปทุกหนทุกแห่งในโตเกียว หยาดละอองฝนสาดเข้ามาปะทะกระจกร้านหนังสือแล้วไหลลงตาแนวลาดตั้งฉาก เงาสะท้อนกระจกใสคือร่างของเด็กสาวผมสีน้ำตาลซอยสั้นติดกิ๊ฟพยายามค้นหานิตยสารบางฉบับในร้านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย

“ดูนี่สิ!!มิยาบิจังอย่างแจ่มเลยอ่ะ น่ารักดีเนอะ!!!” โคกาเนะหยิบนิตยสารวัยรุ่นขึ้นปกโดยนางแบบสาวผมสั้นสีน้ำตาลสวมชุดเดรสแขนกุดโพสถ่ายอยู่ในร้านกาแฟน่ารักๆเข้ากับบรรยากาศและวัยเป็นอย่างมาก มิโตเบะพยักเห็นดีเห็นงามในความน่ารักเหล่านั้น

“มิยาบินี่ใครกัน?” อิซึกิเลิกคิ้วสงสัย ชะโงกหน้ามามองนางแบบไม่คุ้นหน้าคนนี้

“นางแบบวัยรุ่นหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงในเวลานี้ไงล่ะ ช่วงนี้นะมีแต่หน้าใหม่ๆทั้งนั้นแถมน่ารักสุดๆอีกด้วย และก็นี่!!มารุโกะจังก็กำลังดังเลย เห็นว่าจะมีละครเวทีด้วยนะ!!!”  นางแบบรุ่นใหม่ที่โคกาเนะพูดถึงดูแล้วล้วนวัย ม.ต้นด้วยกันทั้งนั้น อิซึกิเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าพวกเธอดูน่ารักสดใสสมวัยน่าจับตามองเป็นอย่างมาก

“จะว่าไป…พอลองดูแผงนิตยสารดีๆ หมู่นี้คิเสะไม่ค่อยได้ขึ้นปกเลยแหะ” โคกาเนะหันไปกวาดมองหมวดนิตยสารในร้านหนังสือ ฉบับล่าสุดที่นางแบบสาว คิเสะ เรียวตะ ขึ้นถ่ายคือ KAWAII ฉบับ 4 เดือนที่แล้วเห็นจะได้

“งานหดตดหายหรือเปล่า มุกนี้ต้องจดไว้!!”  อิซึกินึกมุกฝืดของตนออกก็รีบหยิบสมุดขึ้นมาจดมุกไม่ฮาพาเพื่อนงงลงยิกๆ ฮิวงะมองสามหนุ่มที่เอาแต่คุยเรื่องผู้หญิง แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ ใบหน้าคมสวมแว่นทรงรีเหลียวมองหญิงสาวผมซอยที่ยังไม่ตอบจุดประสงค์แท้จริงที่จู่ๆนึกเข้าร้านหนังสือกะทันหันแบบนี้

 

 

“เจอแล้ว!!!!!!!!!”

 

ในที่สุดสิ่งที่ ไอดะ ริโกะ ตามหามานานก็มาอยู่ในมือเธอ   นิตยสารที่หญิงสาวควานหาคือสัมภาษณ์นักกีฬาบาสเก็ตบอลรุ่นใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นนิตยสารชื่อดังระดับพระกาฬที่เรียกว่า หากทีมไหนได้เข้าไปอยู่ในนิตยสารนี้ล้วนมีสิทธิ์ได้เป็นตัวเต็งนักกีฬามืออาชีพในอนาคต  ฉบับที่เธอหาค่อนข้างผ่านมาหลายเดือนแล้วจึงเสียเวลาในการไล่ค้นอยู่นาน หญิงสาวคลี่เปิดผ่านเร็วๆจนไปถึงหน้าที่เธอกำลังตามหา  ทุกคนละจากสิ่งที่ทำเข้ามาล้อมวงสาวผมซอย ทุกสายตามองตรงไปยังภาพถ่ายนิ่งการแข่งขันรอบอินเตอร์ไฮน์ที่ผ่านมาของทีมหนึ่ง ทุกคนสวมยูนิฟอร์มสีขาวแถบฟ้า ตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษ

“จำได้ไหมที่เจ้าบ้างามิบอกไว้ ชายผมสีแดงตาสองสีที่ว่ากับสถานที่ๆพวกเราไปคือเกียวโต ที่นั่นเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนึงที่มีประวัติการคว้าถ้วยชนะเลิศสูงที่สุดโรงเรียนนั้นคือ ‘ราคุซัน’ ”  ริโกะกล่าวทั้งเสียงเย็น ปลายนิ้วชี้กระแทกลงไปร่างสูงสมส่วนตามมาตรฐานชายญี่ปุ่นทั่วไป แต่กลับได้สวมเสื้อเบอร์ 4 ซึ่งเป็นตำแหน่งกัปตัน จากมุมกล้องเห็นได้ชัดว่าผู้ถ่ายต้องการเน้นคนๆนี้เป็นพิเศษ

 

“และปีนี้ราคุซันได้ 1 ในรุ่นปาฏิหาร์ยเข้าไปร่วมทีม ซึ่งคนๆนั้นก็เป็นถึงกัปตันของรุ่นปาฏิหาร์ย”

“ห่ะ!!หัวกิลล์สัตว์ประหลาด!!!!!!”

“อิซึกิ!!!อย่าพึ่งเล่นมุกตอนนี้!!!”  กัปตันเซย์รินเอ่ยปรามทั้งเสียงระอาใจ นอกจากไม่ฮายังพาเครียดหนักกว่าเดิมอีก

“อย่าบอกนะว่า..โคตรอภิมหาสัตว์ประหลาด..ผ..ผ่านมาวินเทอร์คัพด้วย”  โคกาเนะยังจะอุตส่าห์เล่นมุกต่อให้อีกทั้งเสียงสั่นเครือ หน้าซีดเหงื่อแตกโชก แค่ทุกวันนี้เจอรุ่นปาฏิหาร์ยแต่ละคน กว่าจะชนะก็เลือดตาแทบกระเด็น คนนี้เป็นถึงกัปตันทีมต้องเก่งอีกหลายเท่าตัวแน่

 

 

น่าสงสารที่เซย์รินต้องทำใจยอมรับสภาพว่า..สิ่งที่โคกาเนะกลัวมากที่สุดคือความจริงที่ต้องเผชิญ

 

 

ริโกะเม้มปากเป็นแนวเส้น เท่านี้ข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแปลกๆของคุโรโกะก็ไขกระจ่าง  เธอเลื่อนนิ้วไปชี้ตัวอักษรพิมพ์ชื่อนามสกุลคันจิไว้ในรายการสัมภาษณ์เอาไว้ เคาะสองสามทีจนแน่ใจแล้วอ่านออกเสียงชื่อของบุรุษปริศนาคนนั้น

 

 

“ชื่อของเขา คือ อาคาชิ เซย์จูโร่” 

 

 

TBC

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++

 

เรื่องชาบูถ้าใครตามที่เราโรลอาคาชิใน @blood_hana จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้นกัน 5555

ตอนนี่ท่านหายหัวไปเลย บทวันนี้ เหยี่ยวเขียวและพี่มุโระกับน้องเสือเยอะซะมากกว่า

ท่านจะโผล่แว่บๆตอนหน้าค่ะ ตอนหน้าจะกลับมาเจอฉากแข่งอีกแล้ว เฮ้ออออออ

นับถอยหลังท่านตัดผม…คิดว่าน่าจะตัดตอนที่ 30 นี่ล่ะ

 

ลงแฟนอาร์ตล่ะ

 

@LadyVanilaBaka

11139425_282645085192662_7543201895118316862_n

 

 

@ZymeiiPark

10338340_282671971856640_2779383727046204104_n

 

 

@MMMixxa

11071935_282521441871693_6046323934283579752_n

 

@ploy_4242

11146217_282519671871870_2658207464309757847_n17730_282519661871871_6966933900104235052_n

 

ไปก่อนนะคะ บายจ้า

12 thoughts on “[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part28

  1. อ่านตอนนี้แล้วแบบว่า ถ้าบลัดซังไม่บอกแพรริ่งไว้ว่าเป็นท่านกับน้องนะ
    ซีนนี้ทำให้เข้าใจว่าตัวเอกของเรื่องคือคู่ทัตสึยะกับคางามิแล้วนะนั้น ก็ว่า
    ไปนั้น กร๊ากๆ ก็แบบว่าจะไม่คิดแล้วนะเนี่ย กร๊ากๆๆ แถมยังมีอดีตความหลัง
    ของสองคนนี้ด้วยอ่ะ แต่ดูๆๆไปแล้วน้องจะงานเข้าถ้าต้องเจอะกับทีมนี้อ่ะเนี่ย
    จะผ่านไปได้ไหมนะ แล้วกว่าจะได้ไปถึงท่าน น้องได้ลากเลือดก่อนแน่ๆรุยงิ ฮ่า
    แต่แหมๆๆ แอบ ฮ่า มิโดริมะคุงนะ ห่วงน้องที่ไปเจอท่านมาเลยอ้างดวงไปงั้นง่ะ
    จริงๆ ก็แคร์น้องอยู่สินะนั้น ปากแข็งจริงอะไรจริง ชอบบอกว่านิสัยเข้ากะน้องไม่
    ได้ยังงั้นอย่างงี้ มีข้ออ้างตลอด หุหุ

    • ตอนนี้แทบยกให้เป็นน้ำแข็งไฟเลยล่ะ ทีมโยเซนมีเอซ2คน แถมมุคคุงก็ไม่ธรรมดา ไหนจะต้องเจอมิเนะอีกรอบ เรียกว่าระบมกันไปหลายชั้น มิโดริมะเป็นเหมือนพี่ชายห่วงน้องสาวยังไงอย่างงั้น ปากซึนเข้าไปงั้น จริงๆใส่ใจอยู่นะ ทั้งท่านทั้งน้องรวมถึงคนอื่นๆด้วย

  2. คีจังจะเป็นอะไรไหมนะ เป็นห่วงจัง ใจไม่ดีเท่าไหร่เลยแฮะ
    และตอนนี้อยากรู้จังว่าไฮจังจะกลับมามีโมเม้นต์อะไรกับคิเสะอีก ในเมื่อคีจังไม่ได้เป็นคนแย่งตำแหน่ง แต่น่าจะเป็นคนทำให้ไฮจังออกจากชมรมไป

  3. ฉายามุราซากิบาระจิเนี่ย — แปลกๆน่ะ ป้อมปราการแห่งยักษา. ~~ น่าจะเป็นทหารเทพยักษ์อ่ะน่ะ
    รุ่นพี่อิสึกิ สามหาวสุดๆ มาว่าเค้างานหดได้ไงล่ะ
    แค่กำลังหาร่างทรงที่เหมาะสมกับการส่งไปลงสนามต่างหาก ก็แข่งบาสชายนี่นา จะให้เค้าปลอมไปเล่นก็คงไม่ได้อ่ะน่ะ.
    ตอนต่อไป รบกวนด้วยน่ะเจ๊บลัด
    ป.ล. บานเย็นสมควรเป็นกระเทย !!

    • เป็นยักษ์ที่เป็นเสมือนเฝ้าเมืองอ่ะ อิสึกิใบ้บางอย่างมาน่ะ 5555 ช่วงนี้คิเสะต้องฝึกซ้อมหนักถึงไป wc ไม่ได้ก็ซ้อมรอปีหน้า ปล.นี่ทำไมทำงี้555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s