[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part39[รีไรท์]

[Fic Kuroko no Basket] Kuroko no love

Paring : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Kuroko no love 39

 

 

นัยน์ตาสีมรกตหลังแว่นทรงเหลี่ยมกรอบดำจ้องมองหิมะโรยราจากผืนฟ้าช่วงเช้าสายๆในวันหยุด ความหนาวเย็นโอบล้อมรอบกายจนเกิดไอเย็นจนสีขาวพ่นลมออกจากปากหนาได้รูปทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ทั้งที่เปิดฮีทเตอร์เพิ่มความอบอุ่นให้กับห้องรับแขกเสื่อทาทามิกว้างใหญ่ติดที่เจ้าของบ้านนั้นดันเปิดประตูอ้าทิ้งเอาไว้รับลมหนาวเข้ามา

 

“นัดฉันมาแต่เช้าเพื่อมาดูนายซักตุ๊กตาเนี่ยนะ อาคาชิ..”

 

มิโดริมะละสายตาลงมายังคนหนุ่มร่างสูงมาตรฐานชายทั่วไปนั่งอยู่บนระเบียงนอกประตูบานเลื่อนง่วนอยู่กับการซักตุ๊กตากระต่ายสีขาวมอมแมมในกาละมังสีฟ้าขนาดพอประมาณใส่น้ำตีฟองฟอด เขามองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของอดีตกัปตันชมรมบาสเก็ตบอลสมัยอยู่ร่วมทีมที่เทย์โควขยับไหวไปมาทุกครั้งที่ออกแรงขยี้ถูสิ่งสกปรกตามตัวตุ๊กตาเช่นนั้นตั้งแต่เช้าจนตอนนี้มือซีดเปื่อย

 

“เครื่องซักผ้าก็มีทำไมไม่ใช้กัน”

“ฉันอยากซักด้วยมือตัวเอง”

 

คำตอบของอาคาชิทำเอามิโดริมะปวดเศียรเวียนเกล้า..ยิ่งมองอาการคนที่เมลมาขอให้มาหาถึงเกียวโตในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ควรจะนอนพักผ่อนอยู่บ้านดูรายการดวงของหมอดูฟันธงชื่อดังแท้ๆ กลับต้องมาดูบุรุษผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นจักรพรรดิซึ่งตกลงจากบังลังค์กลับคืนเป็นเจ้าชายดั่งเดิมอมทุกข์ซักตุ๊กตาเมโลดี้ที่ผู้หญิงทิ้งลงถังขยะไม่สนสภาพอากาศ เขาก็ยิ่งรู้สึกสลดใจ..

 

 

 

ในฐานะที่เป็นเพื่อนทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง…เห็นแบบนี้ก็ยิ่งลำบากใจไม่แพ้เจ้าของเรื่อง

 

 

“อาการคุโรโกะคุงเป็นยังไงบ้าง?” เสียงทุ้มสุขุมเอ่ยถามเพื่อนเรือนผมสีเขียว มิโดริมะสะดุ้งเล็กน้อยก่อนกลับมาวางท่าทีเคร่งขรึมเช่นเคย ปลายนิ้วดันแว่นขึ้นสันจมูกอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง

“ดีขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเริ่มจับช้อนส้อมกินข้าวเองได้บ้างแล้ว ทางครอบครัวคุโรโกะยังไม่ยอมให้เธอออกจากบ้านเลยเห็นว่ากลัวเผลอโหมงานใช้มือทำเรื่องหนักๆ”  หลังได้ฟังคำอธิบาย อาคาชิ เซย์จูโร่ยังคงเงียบ…เงียบไม่เปิดปากอะไรซักคำ เงียบเสียจนคู่สนทนาหวั่นใจระคนสงสัยว่าร่างสูงคิดอะไรอยู่    มิโดริมะมองชายผมแดงที่ชะงักนิ่งไปพักนึงแล้วก้มหน้าก้มตาหยิบแปรงขนนุ่มตักฟองผงซักฟอกถูคราบสีเทาดำบนดวงหน้าขาวของเจ้ากระต่ายสวมฮู้ทแดงต่อเฉยเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

 

 

.

.

.

 

 

แคร้ง!!!!

 

ถ้วยชาจัสมินวางลงบนถาดรองสีขาวเข้าชุด ปลายนิ้วเรียวสวยปล่อยจากหูจับขึ้นมาทัดผมสีทองขึ้นหลังหูประดับต่างหูสีเงินดวงเนตรสีอำพันสวยละสายตาจากชาร้อนหอมกรุ่นช้อนสบตาคู่คมสีมรกตที่นั่งอยู่หัวโต๊ะร้านกาแฟสตาร์บัคในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งนึงของโตเกียวเช่นเดียวกับสมาชิกรุ่นปาฏิหาร์ยอีกสามคนได้แก่ มุราซากิบาระ อาโอมิเนะ โมโมอิ

“อาคาชิจจิน่าสงสารจริงๆ คุโรโกจจิก็เหมือนกัน” คิเสะ เรียวตะ ถอนหายใจหลังได้ฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจากปากมิโดริมะ

“ก็ไม่แปลกที่จะซึมหนักขนาดนั้น เกิดมาเป็นคุณชายเดินพรมแดงหล่อๆทำอะไรก็สำเร็จมาทั้งชีวิต แข่งบาสแพ้ต่อด้วยสาวปฏิเสธ ครอบครัวอีกฝ่ายก็ปิดกั้น โดนซะบ้างก็ดี”  อาโอมิเนะ ไดกิ พูดจาแทงใจหนุ่มผมแดงที่ไม่ได้โผล่หัวมาอยู่ร่วมการนัดพบปะ ณ สถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกับเจ้าของฉายาเงาลวงตา  โมโมอิตวัดตามองค้อนเพื่อนชายสมัยเด็กก่อนจะหยิกแรงเข้าที่ต้นขาเสียจนคนผิวสีร้องเสียงหลง พอหันไปทำตาขวางใส่ก็เจอดวงเนตรกลมโตสีชมพูถลึงมองดุปรามทำให้เขาต้องปิดปากเงียบ

“อาคาจินหมดสภาพงั้นเหรอ อยากเห็นจังแหะ” มุราซากิบาระ อัตสึชิ ตัดเค้กนมสดประดับสตอเบอรี่ชิ้นโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆเป็นชิ้นที่ห้า  มิโดริมะส่งสายตาปรามดุใส่เด็กโข่งแต่เจ้าตัวกลับเมินเฉยไม่สนใจแล้วยกมือเรียกพนักงานสั่งเค้กคัสตาร์ดเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นซะอย่างนั้น พอเห็นว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะตักเตือนเขาจึงถอนหายใจแล้วหันไปถามหญิงสาวเรือนผมสีชมพูยาวสลวย

 

“ล่าสุดที่ไปเยี่ยมคุโรโกะท่าทีเป็นยังไง?”

“เท็ตสึคุงสภาพจิตใจก็น่าจะดีขึ้นเหมือนเดิมจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนๆเดียวกับที่นอนซึมเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเลยล่ะ”

 

โมโมอิเล่าให้ทุกๆคนที่นั่งรายล้อมโต๊ะสตาร์บัค ดวงเนตรสีชมพูหลุบมองมอคค่าร้อนบนโต๊ะ..ผิวน้ำสีน้ำตาลเข้มสะท้อนใบหน้าตัวเองที่ฉายสีหน้ากังวลใจออกมาเห็นได้ชัด

 

“เท็ตสึคุยเรื่องบาสและเรื่องอื่นๆได้ แต่ไม่พูดถึงอาคาชิเลยแม้แต่นิด”

 

 

 

ในช่วงเวลาสั้นๆไม่มีทางที่คนเราจะสามารถตัดใจได้ขาดสนิท

แต่คนอย่าง ‘คุโรโกะ เท็ตสึยะ’ เป็นคนหัวแข็ง

ยิ่งถ้าได้พูดออกไปย่อมเป็นการตัดสินใจที่กลั่นกรองออกมาดีแล้ว แม้ว่าวิธีนั้นจำต้อง ‘ฝืน’ ก็ตาม

 

 

“บางที..ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปอาจจะดีกว่าก็ได้นะ…” จู่ๆ โมโมอิ ซัทสึกิพึมพำออกมา ทุกคนหันไปมองสาวผมชมพูที่ก้มหน้าลงต่ำพร้อมเลิกคิ้วสูงฉงนสนเท่ห์ ทันใดนั้นดวงหน้าหวานน่ารักล้อมเส้นผมสีชมพูยาวเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างสดใสจนแก้มปริ โบกไม้โบกมือหัวเราะร่าเริง  “ล..ล้อเล่นน่ะ!!! เห็นทุกคนเครียดกันก็เลยอย่างทำให้ฮาไง ฮะๆ”

“โมโมจจิล่ะก็ ตกใจหมดเลย”  นางแบบสาวผมทองยาวสลวยดัดลอนยกมือทาบอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกระลอก

“…ฉันเห็นด้วยกับซัทสึกิ”  นอกจากโมโมอิแล้วอาโอมิเนะดันเออออตาม ชายร่างสูงเรือนผมสีน้ำเงินยกกาแฟดำดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนลุกจากเก้าอี้ ล้วงหยิบแบงค์พันเยนวางไว้บนโต๊ะกาแฟทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำเอาทุกคนที่นั่งประชุมหารือกันถึงกับอ้าปากค้าง   “ฉันเบื่อที่จะต้องมาทนดูคนหนีปัญหา  อีกอย่างฉันก็มั่นใจต่อให้เท็ตสึไม่มีอาคาชิ เธอก็อยู่ได้”

 

 

หัวใจของเด็กหญิงแกร่งกล้ายิ่งกว่าใคร  ในฐานะอดีตอัศวินแห่งแสงที่เคยสาบานว่าจะพิทักษ์ปกป้องรู้ดี

รักแรกของเขาไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น

 

 

 

“ยัยลูกหมากลับ”

“อ..เอ๋!!อาโอมิเนจจิ!!!ฉันยังกินไม่หมดเลยนะ”  มือแกร่งคว้าต้นแขนอรชรฉุดดึงนางแบบสาวให้ลุกจากเก้าอี้พาลากเดินออกไปจากร้านเฉยชิบ ไม่คิดแม้แต่จะร่ำราเพื่อนสมัย ม.ต้น  โมโมอิ ซัทสึกิถอนหายใจเฮือกใหญ่เธอรีบดื่มมอคค่าที่เริ่มเย็นชืดจนหมดวางเงินลงกับโต๊ะบอกลาชายหนุ่มอีกสองคนคว้ากระเป๋าสะพายทีชมพูลุกออกไปจากร้านเช่นกัน..

 

 

…การประชุมหารือล่มไม่เป็นท่า…

 

 

มิโดริมะ ชินทาโร่ อ้าปากเรียกรั้งคนทั้งสามแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เขาหันกลับไปมองคนตัวสูงเรือนผมสีม่วงยาวสไลด์คลอเคลียรับเค้กจากพนักงานเสริฟ์ชิ้นใหม่พอดี เจ้าตัวหยิบช้อนกาแฟตักเนื้อคัสตาสต์เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆที่เหลืออยู่อีกคนที่ดูจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ซักอย่าง   “เฮ้อ…พวกเราเข้าขากันไม่ได้จริงๆสินะ”

 

 

สัตว์ประหลาดยังไงก็เป็นสัตว์ประหลาด อำนาจพลังที่แกร่งเกินไปยากจะรวมฝูงอยู่ถ้ำเดียวกัน

 

 

“ไม่หรอกมิโดจิน”  คนที่เอาแต่กินมาตั้งแต่ก้นติดเก้าอี้เปิดปากพูดอีกครั้ง ร่างสูงเรือนผมสีม่วงซอยสไลด์ตักชิ้นเค้กเข้าปากคำโตครั้งสุดท้ายแล้ววางช้อนลงบนจานเค้กว่างเปล่า ปากหนาเคี้ยวไปมาจนกลืนลงคอก่อนจะล้วงหยิบเอามือถือฝาผับสีม่วงเปิดหน้าขึ้นดูรูปถ่ายตั้งหน้าจอ..รูปถ่ายคนสามคนประกอบไปด้วยตัวเองอยู่ตรงกลางขนาบซ้ายขวาด้วยชายหนุ่มร่างสูงน้อยกว่าเรือนผมสีแดงและหญิงสาวเรือนรางจืดจางที่แทบไม่ทันสังเกตเห็นหากไม่มองดีๆ ทั้งสามคนสวมหูมิกกี้เม้าส์สีดำยืนอยู่หน้าปราสาทหินแฟนตาซีในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์

 

 

ผ่านมาแล้ว 1 ปี…นับจากวันนั้น ก่อนแยกย้ายไปเนื่องด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน

 

 

“ถึงจะน่ารำคาญ แต่เพราะมีคุโรจินพวกเราถึงกลับมานั่งรวมกัน” มุราซากิบาระเหม่อมองรูปถ่ายรูปนั้นด้วยแววตาเฉื่อยชาที่ไม่อาจคาดเดาความคิด ก่อนจะพับฝามือถือลงทันก่อนนัยน์ตาสีเขียวหลังแว่นทรงเหลี่ยมจะสังเกตเห็นแล้วหยิบเอานมปั่นเฮเซลนัทขึ้นมาดูดต่อไม่บันยะบันยังความหวานที่ร่างกายได้รับ   “เหลือแค่อาคาจินคนเดียวเท่านั้น…”

“อ่า…อยู่ที่ตัวอาคาชิแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป”  มิโดริมะยกมือลูบหน้าเหนื่อยหน่ายใจ

 

 

เรื่องระหว่างคนสองคน สัญญาระหว่างคนสองคน

ที่ทำได้คือยืนมองห่างๆเท่านั้น

 

 

.

.

.

 

รถลีมูซีนสีดำคันหรูขับเคลื่อนไปตามท้องถนนเส้นเดินผ่านกองหิมะที่ตระกองขนาบซ้ายขวาและบ้านสองชั้นก่อสร้างรูปทรงค่อนข้างคล้ายคลึงกันในรูปแบบสถาปัตยกรรมประยุกต์ญี่ปุ่นกับตะวันตกแบบโมเดริ์นได้อย่างลงตัว ความเร็วลดเริ่มชะลอลงเรื่อยๆและหยุดสนิทที่หน้าบ้านหลังเดิมที่เขาดั้นด้นมาเมื่อสองวันก่อน  ประตูเปิดออกโดยคนขับรถเขาจึงขยับตัวก้าวลงจากรถดวงเนตรสีแดงทับทิมคู่คมสะท้อนป้ายชื่อบ้านบนเสาข้างๆรั้วติดเอาไว้ว่า ‘คุโรโกะ’ ก่อนจะกลับมาจดจ้องที่ออดหน้าบ้าน จังหวะที่นิ้วกำลังจะกดปุ่ม

 

“โฮ่งๆ”

 

เสียงเห่าก้องกังวานดังจากในตัวบ้าน อาคาชิหลุบตาลงไปมองที่พื้นก็พบกับเจ้าลูกหมาขนปุยสีดำขาวอยู่ในบ้าน อุ้งเท้าเล็กๆปกคลุมขนสีขาวทั้งสี่เท้าเดินมาเกาะรั้วบ้าน ช้อนตาสีฟ้าขึ้นมองเขา อาคาชิถึงกับตะลึงไปชั่วขณะยามพิศมองเจ้าลูกหมาตัวนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนย่อตัวลงไปนั่งจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตของสัตว์ตัวเล็กๆตรงหน้า

“ชื่อเบอร์สองงั้นเหรอ…มิน่าล่ะ..เหมือนคุโรโกะคุงเลยนะ” เขามองป้ายชื่อบนปลอกคอสีแดงแล้วหันมาสบตาหมาน้อย มือแกร่งยื่นเข้าไปหมายจะลูบหัวเจ้าลูกหมาพันธุ์ไซบีเรียฮัสกี้สะดุ้งหดคอขนแผงคอกับด้านหลังตั้งขึ้นแสดงให้เห็นสัญชาติญาณหวาดระแวง ปลายจมูดสีดำขยับฟุดฟิดๆไปมามองมือหนาที่สอดลอดเข้ามาในช่องรั้วก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ๆ

 

“!!!!!!!!”

 

อาคาชิชักมือกลับแทบไม่ทัน เจ้าเบอร์สองกัดมือเขาเต็มแรงจนได้เลือด เสียงร้องของเขาทำให้คนที่อาศัยในบ้านวิ่งออกจากสวนด้านหลังมาดูสวนทางกับลูกสุนัขวิ่งหนีหายเข้าไปในพุ่มไม้เสียแทน

“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“ม..ไม่เป็นไร…ครับ..”  คนหนุ่มเรือนผมสีแดงสั้นชี้ยุ่งหน่อยๆกัดฟันข่มความเจ็บตอบคำถามอีกฝ่าย ใบหน้าคมคายเงยหน้าขึ้นช้าๆ เมฆาเคลื่อนคล้อยผ่านเผยยามเช้าสายๆ แสงสว่างส่องกระทบร่างเรือนรางที่ไม่อาจเห็นได้วินาทีแรกหากไม่สังเกตให้ดี ดวงตาคู่คมเบิกกว้างตกตะลึงสะท้อน..ร่างโปร่งบางเรือนผมสีฟ้ายาวทักเปียไว้ข้างๆพาดไหล่ซ้ายดวงหน้าหวานจืดชืดหาได้โดดเด่นขาวสะอาดสะอ้านดั่งกระเบื้องเคลือบกับดวงเนตรสีเดียวกัน

 

 

เหมือน…เหมือนมากแต่ไม่ใช่…

 

 

“คุณ…คือ..คุณแม่ของคุโรโกะคุง?”

“อาคาชิคุง..สินะ?”  มารดาของเด็กสาวจับคางพิจารณามองคนหนุ่มผมแดงที่ยืนขึ้นเต็มความสูง อาคาชิเลิกคิ้วสูงฉงนสงสัยเขาพยายามอ่านสีหน้าความคิดของอีกฝ่ายแต่ก็อ่านไม่ออก จนกระทั่งตาสีฟ้ากลมโตหลุบลงมามองมือของเขาที่ได้แผลจากคมเขี้ยวลูกหมาเฝ้าบ้านของเธออยู่นานแล้วก็…กระตุกยิ้มออกมา

 

 

..อะไร?

 

 

“วันนี้เบอร์สองคงซุกซนไปหน่อย ทั้งที่ปกติไม่กัดใครแท้ๆขอโทษด้วยนะจ้ะ ” คุณนายคุโรโกะอุทานยกมือทาบแก้มส่ายหัวไปมา ขาเพรียวใต้กระโปรงยาวสีเขียวตองเดินไปเปิดประตูรั้วเล็กๆแล้วผายมือให้เด็กหนุ่มทั้งรอยยิ้มอ่อนโยนเป็นมิตร

“เข้ามาก่อนสิ เดี๋ยวน้าทำแผลให้”

“……”  อาคาชิตาค้างไม่คิดว่าในที่สุดเขาก็สามารถเข้าไปในบ้านของอีกฝ่ายได้ ใบหน้าคมเงยหน้ามองหน้าต่างชั้นสองที่เป็นห้องนอนของคุโรโกะ เท็ตสึยะ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกจนเหงื่อซึมมือ รู้สึกประหม่าจนแทบคุมร่างกายที่สั่นเอาไว้ไม่อยู่

 

 

คุโรโกะคุง…ฉันจะได้เจอเธอแล้วสินะ…

 

 

“เท็ตสึยะนั่งรถออกไปตามนัดหมอกับพ่อที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าแล้วจ้ะ“ หน้าคมคายอ้าปากเหวอค้างมองคุณแม่ของอีกฝ่ายฉีกยิ้มหวานจนตาหยี…คนหนุ่มผมแดงรีบตีหน้านิ่งขรึมไม่พูดตอบอะไรโดยที่แก้มสากร้อนวาบอับอายที่โดนอ่านใจเช่นนี้ขณะเดียวกันก็แอบโล่งอกหลังจากทำใจเสียตั้งนานเตรียมรับคำด่าจากนายคุโรโกะ  ได้แต่เงียบปล่อยให้อีกฝ่ายยกมือป้องปากหัวเราะในลำคอเบาๆ เดินนำเข้าบ้าน

 

“นั่งรอตรงนี้นะ เดี๋ยวน้าไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาให้”

 

คุณนายคุโรโกะเดินหายออกไปจากห้องรับแขกทิ้งผู้มาเยือนไว้กับโซฟาสีเขียวหม่น อาคาชิกุมมือที่ได้รับบาดเจ็บจากหมากัดเอาไว้เงยหน้าสำรวจมองบ้านหากเทียบกับบ้านของเขาแล้วเรียกได้ว่าค่อนข้างเล็กมากทีเดียว แต่กลับได้กลิ่นอายอบอุ่นอบอวลไปทั้งบ้านตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาข้างใน   สายตาคู่คมสะดุดเข้าไปตู้ชั้นวางทำจากไม้มะฮอกกานีตั้งอยู่ข้างทีวีตั้งกรอบรูปถ่ายครอบครัวหลายรูปเอาไว้..ทั้งรูปแต่งงานของสามีภรรยาคุโรโกะขนาบด้วยปู่ย่าตายาย จนมาถึงที่ทั้งสองมีพยานรักเป็นลูกสาวตัวน้อย…เขาไล่ตามองรูปถ่ายทารกผิวขาวแก้มแดงตาสีฟ้ากลมโตแล้วก็อดยิ้มนึกเอ็นดูเสียไม่ได้ ยิ่งมองลำดับการเติบโตในแต่ละช่วงอายุของหญิงสาวผู้เป็นที่รักรอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้นพร้อมกับหัวใจที่พองโตเรื่อยๆ

 

 

..เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ไม่เหมือนเราซักนิด…

 

 

กระทั่ง…นัยน์ตาคู่คมหยุดยังรูปถัดไปเป็นช่วงอายุราวๆ 10 -11 ขวบ คุโรโกะ เท็ตสึยะไว้ผมยาวถึงเอวเส้นผมชี้กระดกยุ่งไปเนื่องด้วยเส้นผมหนาแข็งกระด้างตามกรรมพันธุ์สวมเดรสสีชมพูอ่อนสายเดี่ยวถือลูกบาสเก็ตบอล…

 

 

 

ลูกบาสลูกนั้นที่ทำให้เราสองได้พบเจอ

ลูกบาสลูกนั้นที่เธอตัดสินใจทิ้งพร้อมกับตุ๊กตาเมโลดี้

 

 

มือแกร่งหยิบกรอบรูปถ่ายรูปออกมาดูให้ชัด…ปลายนิ้วแตะลงบนรูปภาพของเด็กสาววัยเด็กลากไล่ไปตามใบหน้าหวานจืดจางไร้อารมณ์จนถึงริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อยเพียงแค่มุมปาก เหม่อมองนึกย้อนถึงวันคืนที่ผ่านๆมาตั้งแต่ได้พบเจอครั้งที่สนามบาสกลางแจ้ง

 

 

เวลา 10 ปีที่เราสองต่างรอคอยที่จะทำให้สัญญาเป็นจริง…ช่วงเวลานั้นเธอเติบโตมาอย่างไรผ่านอะไรมาบ้าง

ไม่เคยได้คุยเรื่องเหล่านี้เลยซักครั้ง..

 

 

 

“อาคาชิคุง” เสียงหวานกระซิบระยะประชิด คนหนุ่มสะดุ้งตกใจรีบวางกรอบรูปคืนที่เดิม หันไปก็พบว่าคุณนายคุโรโกะยืนถือกล่องพยาบาลจ้องมองนิ่งนาน…นานเสียจนเด็กหนุ่มใจคอไม่ดีพอจะอ้าปากขอโทษที่วิสาสะไปแตะต้องของในบ้าน  หญิงวัยกลางคนผมสีฟ้ายาวถักเปียคลี่ยิ้มละมุนเดินไปนั่งที่โซฟาเฉยชิบแล้วเปิดกล่องปฐมพยาบาลหยิบเอาสำลีกับแอลกอฮอล์มาตั้งวางบนโต๊ะรับแขก เขาจึงเดินตามไปนั่งบนโซฟาข้างๆอีกฝ่ายยื่นมือข้างที่โดนกัดเป็นรอยคมฟันลึกจนเลือดออก

“ดีที่เบอร์สองฟันกำลังขึ้นเลยเข้าไม่ลึก” คุณนายคุโรโกะคีบสำลีปุยนุ่มชุบแอลกอฮอล์สีฟ้าจนชุ่ม จิ้มลงบนแผลเข้าอย่างจัง

“!!!!!!!!!!!!!!!!”  ปากหนาได้รูปกัดฟันแน่นกลั้นเสียงร้องเอาไว้ กลั้นเอาไว้ให้ลึกสุดภายใต้มาดเคร่งขรึมทั้งที่ความจริงแทบอย่างชักมือกลับทันทีด้วยซ้ำ ติดที่มือเล็กๆของคุณนายคุโรโกะจับบีบข้อมือเขาแน่นไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ

“อุ้ย!! น้ามือหนักไปสินะ ขอโทษนะจ้ะ”  คุณนายคุโรโกะอุทานทั้งสีหน้าสำนึกผิด แล้วหันมาเช็ดอย่างเบามือแทนทำให้เขาโล่งใจไม่แสบแผลมากปิดท้ายด้วยผ้าก๊อตสีขาวพันรอบๆเอาไว้จนเสร็จสิ้น

“ขอบคุณครับ คุณแม่ของคุโรโกะคุง” เขาโค้งขอบคุณอีกฝ่าย  หญิงวัยกลางคนผมสีฟ้ายาวโบกมือไม่ถือสาอะไรตาสีฟ้ากลมโตขุ่นไปตามอายุพิศมองคนหนุ่มผมแดงที่ยืดกลับมานั่งตัวตรงเหมือนเคย ใบหน้าคมเลิกคิ้วสูงฉงนสนเท่ห์กับอีกฝ่ายแต่ก็เลือกที่จะเงียบรอให้ฝ่ายผู้ใหญ่พูดเสียก่อน

 

“……”

“……”

 

เงียบ…มีเพียงความเงียบปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง เงียบจนบรรยากาศหนาวเย็นอยู่แล้วหนาวเข้าไปกว่าเก่า เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างส่งผ่านมาจากร่างจืดจางวัยกลางคนตรงหน้าถึงกระนั้นเขาก็ยังเลือกที่จะสบตาอีกฝ่ายไม่คิดหนี

 

 

ยอมเผชิญหน้ากับความผิดที่ตนเป็นคนก่อเอาไว้..ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่หลบหนี..

 

 

“อาคาชิคุงรู้สึกยังไงกับเท็ตสึยะ?”  คำถามดังออกจากปากอิ่มเล็กบาง อาคาชิหน้าขึ้นสีเล็กน้อยไม่คิดว่าจะโดนถามอะไรแบบนี้ ทั้งที่คาดว่าน่าจะโดนต่อว่าเหมือนอย่างที่ได้รับจากนายคุโรโกะ

 

 

ตัดสินใจแล้วว่าจะยอมรับความเห็นแก่ตัวอยากได้ในสิ่งที่หาได้สมควรกับบาปที่กระทำลงไป

 

 

“ผมรักเธอครับ”   อาคาชิ เซย์จูโร่ ตอบคำถามอย่างไม่ลังเล ดวงเนตรสีแดงทับทิมสบตาสีฟ้าแววตาเหมือนผู้หญิงที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอดทั้งชีวิตจวบจนถึงเวลานี้    “รัก…จนชีวิตนี้ของผม ไม่อาจรักใครได้อีกแล้วนอกจากคุโรโกะคุง”

 

 

ความจริงที่เก็บเอาไว้ในหัวใจ พรั่งพรู่จากปาก

 

 

“พูดน่ะมันง่ายนะอาคาชิคุง” คุณนายมองเด็กหนุ่มที่เข้ามาขโมยหัวใจลูกสาวไปแล้วก็ทำลายลงอย่างเลือดเย็น เธอจ้องมองคนหนุ่มตรงหน้าสบตาคู่คมสีแดงฉายแววเปี่ยมอำนาจทั้งที่อายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น แววตาสุขุมเหมือนผู้ใหญ่มากกว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง  “น้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอาคาชิคุงจะไม่ทำลูกสาวน้าเสียใจอีก”

“คุณพ่อกับคุณแม่คุโรโกะคุงไม่มีทางเชื่อใจผมในตอนนี้” มือแกร่งกำหมัดแน่น..แน่นจนลืมไปเสียสิ้นว่ามืออีกข้างโดนลูกหมาไซบีเรียฮัสกี้กัดเข้าไปจนได้แผล  ปากหนาเม้มเป็นแนวเส้นแล้วพูดต่อทั้งเสียงหนักแน่น “แต่ผมขอสัญญาด้วยเกียรติตระกูลอาคาชิ  จากวันนี้ไปผมจะไม่ทำให้เธอเสียใจอีก”

 

 

ครั้งนี้จะต้องไม่เหมือนเดิม..ครั้งนี้จะต้องไม่ซ้ำรอยเก่า..

ถึงคราวที่เจ้าชายผู้สูงศักดิ์ต้องลงมือไคว่คว้าเรียกสิ่งสำคัญกลับคืน

 

 

คุณนายคุโรโกะมองดวงหน้าคมคายล้อมเส้นผมสีแดงตัดสั้นหลังจากที่ได้กล่าวความรู้สึกที่มีต่อลูกสาวทั้งหมด..มองดวงตาที่เป็นเสมือนหน้าต่างของหัวใจ คนวัยเดียวกันอาจมองไม่ออกแต่สำหรับสายตาผู้ใหญ่มองเห็นว่าเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่มีความคิดเรื่องรักๆใคร่ๆเหมือนวัยรุ่นทั่วๆไป..

 

 

นี้เหรอ ‘อาคาชิ เซย์จูโร่’ คนที่ทำให้เท็ตสึยะตกหลุมรักได้

 

 

“ได้ยินแบบนี้น้าก็สบายใจ”  เธอเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อทั้งรอยยิ้มบาง “ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเท็ตสึยะนะ”

“ผมทราบครับ” อาคาชิหลุบตามองมองหน้าตักตัวเอง เขาหลับตาครู่หนึ่งแล้วลืมขึ้นสบตาสีฟ้ากลมโต “ผมถึงได้มาที่นี่”

“เวลานี้คงไม่เหมาะ อีกอย่างพ่อเขาทั้งโกรธทั้งเกลียดเรามาก น้าคิดว่าอาคาชิคุงควรกลับไปก่อน”  คำแนะนำของมารดาคุโรโกะ เท็ตสึยะฟังมีเหตุผล แม้อาคาชิจะผิดหวังที่ไม่อาจทำได้ดั่งใจนึกเขาก็จำต้องยอมกัดฟันทำตามคำชี้แนะดังกล่าว ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปยังประตูหน้าบ้านโดยมีคุณนายคุโรโกะมาส่งถึงที่ จังหวะที่มือแกร่งกำลังเอื้อมจับลูกกลอนกลับทิ้งมือลงข้างตัวแล้วหันไปประจันหน้ากับเจ้าของบ้าน

“คุณแม่คุโรโกะคุงก็โกรธผมมากเหมือนกันสินะครับ” เขาถามในสิ่งที่ค้างคาใจ

“โกรธสิ..ไม่มีพ่อแม่คนไหนทำใจเย็นกับคนที่ทำลูกเสียใจได้หรอก” นี่คือคำตอบตรงไปตรงมาแทงเข้ากลางใจอาคาชิ เซย์จูโร่อย่างจังจนชาวาบไปทั้งตัวโดยเฉพาะใบหน้า เขาเองก็รู้สึกผิดไม่จนเผลอตัวก้มหน้าสำนึกผิด ทว่า..เสียงหวานเรียบเอ่ยต่ออีกครั้งทำเอาเจ้าตัวใจเงยหน้าขึ้นมามองเลิกคิ้วสูงประหลาดใจกับประโยคที่คาดไม่ถึงว่าจะดังออกจากปาก  “แต่จะให้น้าโทษอาคาชิคุงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก ลูกสาวน้าเองก็ทำผิดกับอาคาชิคุงเอาไว้เหมือนกัน”

 

 

“อีกอย่าง…ขึ้นชื่อว่า ‘ความรัก’ มักทำให้คนเรากลายเป็นคนไร้เหตุผลเสมอ”

 

 

ประตูปิดสนิทพร้อมกับเงาร่างของคนหนุ่มจากไป เสียงเครื่องยนต์ลีมูซีนขับเคลื่อนออกไปไกลจนเกินกว่าโสตประสาทรับรู้ คุณนายคุโรโกะยกยิ้มน้อยๆหมุนตัวหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องรับแขกเก็บเอาอุปกรณ์เช็ดแผลต่างๆลงใส่กล่องปฐมพยาบาลเรียบร้อยแล้วนำไปเก็บเข้าตู้ยาสามัญประจำบ้านเป็นที่เรียบร้อย

“แววตาพ่อหนุ่มนั่นไม่เลวเลยทีเดียว”  หญิงชราที่แอบดูอยู่ห่างเช่นกันเดินเข้ามายืนข้างๆลูกสะใภ้ตัวตนจืดจาง คุณนายคุโรโกะยกยิ้มน้อยๆพยักหน้าเห็นด้วยกับแม่สามี

“อนาคตข้างหน้าเด็กคนนี้ไปได้ไกลมากแน่ๆ แต่ยังไงความผิดก็ส่วนความผิด..ดีแค่ไหนถ้าไม่ให้อภัยก็ไม่มีทางเป็นไปได้”  เจ้าของเรือนผมสีฟ้ากล่าวทั้งสีหน้าอ่อนล้าที่เก็บซ่อนเอาไว้ ดวงตาสีฟ้ากลมโตเหลือบไปมองรูปถ่ายบนตู้โชว์..รูปลูกสาวตัวน้อยๆถือลูกบาสเก็ตบอลแห่งสัญญาลูกนั้น  คนแก่วัยชราหันไปมองตามแล้วก็ทอดถอนใจเป็นห่วงในความสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวไม่ต่างจากลูกสะใภ้

 

“นั่นสินะ…ผู้ใหญ่อย่างเราก็ได้แต่ยืนมองพวกเด็กๆ อยู่ห่างๆเท่านั้น”

 

 

.

.

.

 

 

 

เอี๊ยด !!!

 

 

พื้นยางรองเท้าบาสสีดำแดงยี่ห้อ Nike เสียดสีพื้นสนามขัดเงาดังก้องชัดในโรงยิมขนาดเล็กๆ วิ่งเข้ามารับลูกส่งจากผู้เล่นหน้าตี๋ผมสีดำก่อนจะออกแรงดังก์ลูกกระแทกลงห่วงทำแต้มไปอย่างงดงาม สิ้นเสียงนกหวีดพวกเขาวิ่งออกจากสนามเข้าแถวเรียงหน้ากระดานรอรับฟังผลการฝึกซ้อมจากปากโค้ชสาวที่วางโปรแกรมเอาไว้

“โดยรวมยังเป็นไปตามเป้าที่ฉันต้องการ ปีหน้าพวกเราจะแกร่งขึ้นจนคว้าแชมป์ทั้งอินเตอร์ไฮน์และวินเทอร์คัพให้ดู!!”

“โอ๊ส!!!”

ทุกคนแยกย้ายแยกย้ายไปพักผ่อนหลังจบการซ้อมประจำวันนี้ของชมรมบาสเก็ตบอลแห่งโรงเรียนเซย์ริน คางามิยกคอเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อไคลบนหน้าเดินออกไปหลังโรงยิมที่ก๊อกน้ำสำหรับล้างหน้าชะล้างอาการเหนื่อยล้าทั้งหมดออกไป ดวงตาสีเพลิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใส..แสงตะวันยามบ่ายสองกว่าๆ สาดส่องเริ่มละลายกองหิมะที่เกาะพราวบนกิ่งก้านต้นซากุระอันไร้ซึ่งดอกและใบ

 

 

เหมันต์ยาวนานยังคงอยู่ไม่จากจรไปไหน

 

 

เขาคิดถึงคุโรโกะ เท็ตสึยะ หญิงสาวร่างเล็กผอมบางผู้หาญกล้าเสี่ยงปลอมเป็นชายเข้าร่วมทีมบาสเก็ตบอลโรงเรียนเซย์ริน  ในการแข่งรอบชิงวินเทอร์คัพคุโรโกะได้รับบาดเจ็บจนข้อมืออักเสบ..สิ่งที่น่าปวดใจกว่าคือโรคนี้เมื่อเป็นแล้วต่อให้ผ่าตัดก็ไม่หาย อาการจะเรื้อรังไปตลอดแม้ว่าจะดีขึ้นแล้วก็ตามที่ทำได้คือลดการใช้มือหนักๆนั่นแปลว่าเธอไม่สามารถกลับมาพาสลูกส่งด้วยกำลังเต็มแรงได้อีก

 

 

เผลอๆเล่นบาสแบบปกติทั่วไปจะไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

 

“เฮ้อ…” คางามิถอนหายใจอีกระลอก เดินลากขาไปยังก๊อกน้ำเปิดน้ำเย็นแล้วกวักมือชะล้างหน้าจนสดชื่นก่อนจะเงยหน้าขึ้น

“สวัสดีตอนบ่ายค่ะคางามิคุง”

“ว๊ากกกกกกกกก”  คนหนุ่มร่างสูงร้องตกใจเสียงดังลั่นจนทุกคนในทีมวิ่งกรูกันออกมาหลังโรงยิมทั้งหน้าตาตื่นตกใจ เป็นห่วงว่าอีกฝ่ายไปเจออันตรายอะไรเข้า ไอดะ ริโกะกระพริบตาปริบๆมองร่างเล็กผอมบางที่ยืนหันหลังให้พวกเขา…ตัวตนที่จืดจางเสียจนแทบจับสังเกตไม่เห็นสวมชุดเดรสกระโปรงยาวสีฟ้าทับด้วยเสื้อกันหนาวไหมพรมสีขาวหญิงผมสีฟ้าชี้ยุ่งกระดกไปมาเริ่มปล่อยยาวคลอเคลียคอระหง

“คุโรโกะ!!” ทุกคนร้องดีใจวิ่งเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลัง คุโรโกะ เท็ตสึยะ เด็กสาวขยับยิ้มบางๆให้โค้ชสาวที่พุ่งเข้ามากอดเธอไว้แนบแน่น ก่อนจะเงยหน้าไล่สบตาทุกคนในชมรมและสุดท้ายคือคางามิที่ตั้งสติกลับมาได้

 

“เงียบหายไปตั้งหลายวันนับจากออกโรงพยาบาล เป็นยังไงบ้างเรื่องข้อมือ”

“ดีขึ้นบ้างแล้วค่ะ”

 

ดวงหน้าหวานจืดจางไร้อารมณ์ยิ้มน้อยๆให้เหล่าสมาชิกชมรมบาสเก็ตบอล คางามิสะดุ้งจ้องมองร่างเล็กผมสีฟ้าที่ตัดจนสั้นเริ่มปล่อยยาวรับเข้ากับดวงหน้าให้ดูหวานยิ่งขึ้นจนตอนนี้รู้ในทันทีว่าคู่หูเงาลวงตาคือเด็กผู้หญิงแน่นอน

 

 

น่ารักกว่าเดิมอีก!!

 

 

คุโรโกะรู้สึกตัวว่าโดนมองดวงตากลมโตสีฟ้าเลื่อนมาสบตาเขา พลัน!!แก้มสากขึ้นสีแดงจนต้องรีบเฉหลบตาแล้วกระแอมเสียงในลำคอ “วันนี้ไปหาหมอมาสินะ ทำไมไม่บอกล่ะจะได้ไปรับถึงที่บ้าน”

“ฉันเกรงใจคางามิคุงน่ะค่ะ อีกอย่างคุณพ่ออาสาจะขับรถพาไปหาหมอเองด้วย ไหนๆก็แล้วเลยถือโอกาสมาที่นี่..ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะมาบอกกับทุกคน” หญิงสาวล้วงหยิบเอาซองจดหมายสีขาวในกระเป๋าสะพายยื่นให้ริโกะ โค้ชสาวรับมาพลิกจ่าหน้าซองที่เขียนไว้ชัดเจนว่า

 

 

‘จดหมายลาออกจากชมรม’

 

 

“ทำไมล่ะ?”  โค้ชสาวตาโตตกใจไม่ต่างจากทุกๆคนในทีม  “พวกเราไม่เคยคิดโกรธคุโรโกะเลยซักครั้ง ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นี่”

“นั่นสิ!!อย่าลาออกเลยนะคุโรโกะ” ฟุริฮาตะ โคคิพยายามพูดรั้งเด็กสาวผมสีฟ้ายาวประบ่าเอาไว้และอีกหลายๆคนที่พยายามช่วยกันพูดไม่ให้เด็กสาวลาออกไปจากการเป็นส่วนหนึ่งในชมรมบาสเก็ตบอล ยิ่งเห็นเช่นนี้เด็กสาวก็ยิ่งปวดใจมากขึ้นไปกว่าเดิม ถึงอย่างนั้นเธอก็เลือกที่จะแสร้งทำหน้านิ่งโดยที่ไม่อาจซ่อนความสั่นไหวในดวงตาสีฟ้ากลมโต

“ฉันก็ไม่อยากลาออกจากชมรม ฉันรักทีมนี้..รักเซย์รินมาก” ปากอิ่มเม้มแน่นเป็นแนวเส้น กล้ำกลืนฝืนทนลำคอตีบตันอธิบายต่อถึงสาเหตุการมาหา ณ โรงยิมในวันนี้  “ฉันรู้ว่าทุกคนให้อภัยฉัน ถึงแม้จะอยู่ต่อได้ในฐานะสวัสดิการแต่ฉันก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองที่ทำให้ทุกคนเดือดร้อน…เพราะงั้น…ฉันต้องลงโทษตัวเองในสิ่งที่ทำลงไป นี่คือความรับผิดชอบของฉัน”

“ขอโทษที่เอาแต่ใจจนเรื่องบานปลายและก็ขอบคุณที่ทุกคนให้โอกาสฉันค่ะ”  ร่างเล็กโค้งให้ทีมบาสเซย์ริน…โค้งให้ด้วยความเคารพและวอนขอให้พวกเขายอมรับสิ่งที่เธอเลือกเดิน

 

 

 

เด็กหญิงเลือกที่จะทิ้งทุกสิ่ง สำนึกในบาปที่ตนก่อเอาไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มัวแต่เพ้อฝันในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง…ถึงเวลาที่ต้องตื่นแล้วปล่อยทิ้ง

ทิ้งบาสเก็ตบอล…ทิ้งความฝัน..ทิ้งความหวังที่ไม่มีวันได้มาครองแต่แรก

 

 

ท้ายที่สุดโค้ชสาวผมสีน้ำตาลจำต้องรับการตัดสินใจในครั้งนี้ พวกเขาได้แต่มองตามหลังเด็กหญิงผมสีฟ้าจืดจางเดินออกไปจากชมรมจนลับสายตา คางามิ ไทกะ ก้มหน้าลงต่ำกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้นหลังมือขบฟันกรอดโมโหตัวเองที่ไม่สามารถช่วยเหลืออีกฝ่ายได้ซักอย่าง

 

“เจ็บใจนัก..”

 

 

.

.

.

 

ทุกย่างก้าวเดินในรั้วโรงเรียนตัวตนที่เคยจืดจางจนไม่มีใครจับสังเกตพลิกพันเป็นตรงกันข้าม  ใบหน้าหวานล้อมเส้นผมสีฟ้าเริ่มปล่อยยาวแสร้งทำเป็นนิ่งกับเสียงซุบซิบนินทากับสายตาทุกคนทั้งนักเรียนชายหญิงพากันเพ่งมองมาที่ตัวเองตลอดทางเดินตรงออกไปยังประตูทางเข้ารั้วโรงเรียนเซย์ริน

 

“คนนั้นไง!!ผู้หญิงคนนั้นที่ปลอมเป็นผู้ชายไปแข่งบาส!!!”

“ไม่คุ้นหน้าเลยซักนิด ฉันยังนึกตอนที่ปลอมเป็นผู้ชายไม่ออกเลย จืดจางสมเป็นเงาลวงตาที่เขาร่ำลือกันจริงๆ”

“งั้นแสดงว่าตอนเทย์โควเธอก็น่าจะลงแข่งด้วยสินะ กับรุ่นปาฏิหาร์ยด้วย!!”

 

 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์กับการถูกจ้องประหนึ่งเป็นคนเด่นดังไม่ได้ทำให้คุโรโกะรู้สึกดีขึ้นแม้แต่นิดกลับยิ่งตอกย้ำความผิดของตนให้หนักเข้าไปกว่าเก่า หญิงสาวผมฟ้าหยิบเอาหนังสือนิยายดาร์กแฟนตาซีเล่มเล็กๆขนาดพกพาแสร้งเป็นเดินอ่านไปเรื่อยๆ ทำเป็นไม่สนใจรอบกายจนไปถึงรถฮอนด้า Jazz สีน้ำเงินเข้มจอดรออยู่ข้างหน้า บิดาของเธอลงจากรถเดินอ้อมไปเปิดประตูให้ลูกสาวในฝั่งข้างๆที่นั่งคนขับแล้วจึงเดินกลับไปขึ้นรถอีกฝั่งขับรถออกไปแล่นผ่านกองหิมะสีขาวเปล่งประกายสะท้อนแสงตะวันจางๆช่วงบ่ายของวัน

 

 

หิมะคือความโศกาที่รอละลายหายไปกาลเวลา

 

 

“เมื่อกี๊แม่โทรมาบอกว่าเย็นนี้จะทำโคร็อกเกะและก็มีของโปรดของลูกทั้งนั้นต้องอร่อยๆแน่ๆเลย”  นายคุโรโกะชวนลูกสาวคุยขณะขับรถเดินทางกลับบ้าน ดวงเนตรสีเข้มเหลือบมองลูกสาวถอดแบบมาจากภรรยาไม่มีผิดเพี้ยนจะต่างก็เพียงนิสัยที่เหมือนเขาราวกับแกะที่เอาแต่นั่งเหม่อมองวิวนอกหน้าต่างเงียบๆ  นายคุโรโกะถอนหายใจแล้วกระแอมในลำคอเสียงดังเรียกสติลูกสาวให้กลับมา

“ไม่สบายเหรอคะ คุณพ่อ?”

“เอ่อ..สำลักน้ำลายนิดหน่อยน่ะ”   บิดากลบเกลื่อนไหลตามน้ำอีกฝ่ายที่หันมาสบตาคุยกับเขา ชายวัยกลางคนหันไปตั้งสมาธิจดจ่อกับเส้นทางเบื้องหน้า..เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งแล้วตัดสินใจพูดทั้งเสียงทุ้มเข้มจริงจัง “ลูกตัดสินใจแล้วก็รีบจัดการซะนะ”

 

 

คุโรโกะสะอึกกับน้ำเสียงกึ่งดุของบิดาซึ่งไม่บ่อยนักที่จะเป็นแบบนี้..เนตรสีฟ้ากลมโตละสายตาจากพ่อมายังหน้าจอมือถือฝาพับ  ปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์ไปยังไอคอนเมลที่ถูกส่งมาหลังจากออกจากโรงพยาบาลมีทั้งจากเหล่าเซย์รินทุกคน  คิเสะ อาโอมิเนะ  มุราซากิบาระ   โมโมอิ(ส่งมาทุกวันวันละ 3 เวลา)  มิโดริมะ(ส่งแต่ลัคกี้ไอเทมราศีกุมภ์ในแต่ละวัน) เว้นเพียงเมลจากคนหนุ่มผมสีแดงตัดสั้น หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกช้าๆแล้วเลื่อนไปยังสมุดโทรศัพท์ไล่จนเจอเบอร์ไปเรื่อยๆและหยุดลงที่เบอร์หนึ่ง

 

 

อาคาชิ เซย์จูโร่ : 08X-XXX-XXXX

 

 

ปลายนิ้วโป้งสั่นระริก..โลเลอยู่เหนือปุ่มมือถือเช่นนั้นจนในที่สุดก็ตัดสินกด..หน้าต่างขึ้นจอถามด้วยข้อความสั้นๆราวกับว่าต้องการถามซ้ำสิ่งที่เจ้าของมือถือเลือกตัดสินใจ

 

 

‘คุณต้องการลบเบอร์โทรศัพท์นี้ทิ้ง ใช่หรือไม่?’

 

 

ความเงียบงันไร้ซึ่งเสียงใดๆ  บ่งบอกให้รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ต้องทำด้วยหัวใจของตัวเอง ..ความปรารถนาอันเด็ดเดี่ยวที่หากกระทำแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก

 

 

ลบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอาคาชิ เซย์จูโร่ ให้ออกไปจากชีวิต คุโรโกะ เท็ตสึยะ

ลบเจ้าชายให้ออกไปจากหัวใจ

 

 

เธอกดตอบ ‘ตกลง’  ไปแล้วจ้องมองเบอร์ของอีกฝ่ายถูกลบทิ้งหายไปจากเมมเมอรี่โทรศัพท์มือถือ  คุโรโกะพับฝามือถือลงวางกับโต๊ะ หลุบตาลงมองข้อมือขาวพันด้วยผ้ายืดสีเนื้อทั้งสองข้างลูบไปมาเบาๆ อาการข้อมือดีขึ้นมากแต่ยังปวดแปล๊บเป็นระยะตอนถือของหนักหรือฝืนข้อมือหักงอองศามากไป  บิดาที่ทำเป็นนิ่งขับรถลอบมองแล้วยกยิ้มพอใจก่อนจะเอื้อมมือไปกดเปิดวิทยุฟังเพลงคลอเบาๆ พร้อมฮัมเพลงอารมณ์ดีไปตลอดทาง

 

 

 

 

“หนึ่งอาทิตย์!!!? บอสครับ!!ผมส่งตัวแทนไปไม่ได้เหรอครับ?”

 

มื้อเย็นแสนสุขของครอบครัวคุโรโกะดูเหมือนจะไม่สุขอีกต่อไป ทันทีที่โทรศัพท์จากประธานบริษัทโทรเข้าเครื่องมนุษย์เงินเดือนเช่นนายคุโรโกะ ชายหนุ่มวัยกลางคนลุกออกไปคุยเจรจากับเจ้านายของตนนอกห้องรับประทานอาหารที่เชื่อมติดกับห้องครัวจากการสดับฟังน้ำเสียงหัวหน้าครอบครัวอ่อนลงเรื่อยๆนั่นแปลว่าผู้ชนะการถกเถียงครั้งนี้เป็นปลายสายอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

ปิ๊บ!!!

 

มือถือตัดสายเก็บลงเข้ากระเป๋ากางเกงแสลตสีเข้ม ชายวัยกลางคนเดินหัวเสียเข้ามากระแทกก้นนั่งลงกับเก้าอี้ประจำของตน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่สบตาฉายแววครุ่นสงสัยของภรรยาสาวเรือนผมสีฟ้าถักเปียนั่งติดกับลูกสาวอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เอียงคองุนงงไม่ต่างกัน

“ท่านประธานส่งผมกับทีมงานไปประชุมสัมมนาที่โอกินาว่า”  นายคุโรโกะถอนใจเฮือกใหญ่อีกระลอก “อุตส่าห์บอกที่ทำงานแล้วแท้ๆว่าอยากขอเวลาอยู่ดูแลลูกเรา”

“ใจเย็นค่ะคุณ เท็ตสึยะเองก็หยิบจับอะไรได้มากขึ้นแล้ว ฉันกับคุณแม่ก็ยังอยู่ดูแลเธอ”  นางคุโรโกะยิ้มบางหันไปมองลูกสาวพยายามใช้มือประคองช้อนส้อมค่อยๆเขี่ยตักอาหารเข้าปาก บิดาหันไปมองหน้าลูกสาวเพียงคนเดียว..มองดวงหน้าหวานไร้อารมณ์กำลังส่งยิ้มน้อยๆให้เขา

 

“ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ หนูจะไม่ฝืนใช้มือหนักๆแน่ค่ะ”

“แต่…”

 

“ไม่เอาน่าทาเคชิ ไว้ใจหลานหน่อย” คุณย่าละริมฝีปากจากขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบใส่ชาร้อน ส่งเสียงแหบพร่าดุปรามลูกชายตัวเองที่ทำตัวเป็นคุณพ่อประคบประหงมลูกสาวยิ่งกว่าไข่ในหินกว่าเดิมหลายเท่าตัว ประกอบกับสายตาดุปรามในดวงเนตรสีฟ้าของภรรยาจึงต้องจำใจนั่งคอตกหยิบตะเกียบคีบโคร็อกเกะในจานเข้าปากเคี้ยวเงียบๆ

 

 

.

.

 

ด้วยเหตุนี้บ้านคุโรโกะจึงมีผู้อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คนไปตลอดจนกว่าจะครบอาทิตย์   ร่างเล็กบางแต่งเสื้อคอเต่าสีครีมทับโค้ทตัวหนาสีฟ้ายาวเป็นเดรสถึงเข่าขาผอมเล็กบางสวมถุงน่องสีดำรัดรูปเตรียมพร้อมสำหรับไปหาหมอตามนัดทุกวันเสาร์ เธอสำรวจร่างกายตัวผ่านเงาสะท้อนบนกระจกไม่ขาดตกบกพร่องอะไรแล้วจึงก้าวลงบันไดไปยังห้องรับแขก

 

“คุณแม่ค่ะ หนูพร้อ……”

 

ดวงหน้าหวานตกตะลึง..ดวงเนตรสีฟ้าเบิกกว้างจ้องมองคนที่กำลังนั่งบนโซฟาซึ่งไม่ใช่สมาชิกในครอบครับ เขารับรู้ว่าเธอมายืนอยู่ที่ขอบประตู ใบหน้าคมคายหล่อเหลาล้อมเส้นผมสีแดงตัดสั้นชี้ยุ่งหน่อยๆผินหันมาสบตาเธอ

 

“อรุณสวัสดิ์คุโรโกะคุง”

 

คุโรโกะหน้าชาวาบคาดไม่ถึงว่าจะได้พบ ‘อาคาชิ เซย์จูโร่’ นั่งหน้าสลอนอยู่ในห้องรับแขก..แถมยังนั่งคุยกับแม่และย่าหน้าตาเฉย คุณนายคุโรโกะละสายตาจากเด็กหนุ่มผมแดงมายังลูกสาวพร้อมส่งยิ้มหวานเอ็นดู “มาพอดีเลยเท็ตสึยะ อาคาชิคุงเขามาเยี่ยมพ่อที่โตเกียวเลยแวะเอาของฝากมาให้ด้วย..ขอบใจมากนะจ้ะสำหรับฟุมันจู นี่ของขึ้นชื่อที่เกียวโตเลย”

“ว่างๆถ้าคุณแม่คุโรโกะคุงกับคุณย่าคุโรโกะคุงสะดวกผมจะพาทัวร์เกียวโตนะครับ”  อาคาชิคลี่ยิ้มสุภาพให้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่รับถุงขนมฟุมันจู..ขนมทำจากแป้งสาลีไส้ถั่วแดงกวนห่อด้วยใบไผ่ขนาดใหญ่ เป็นขนมดั้งเดิมจังหวัดเกียวโตแต่โบราณสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

“จริงด้วยสิ..ไหนๆก็แล้วเท็ตสึยะจังต้องไปหาหมอตามนัดด้วย อาคาชิคุงช่วยไปส่งหลานให้หน่อยได้ไหม?”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมยินดีอย่างยิ่ง”

หญิงชราออกปากขอฝากฝังพาหลานสาวเพียงคนเดียวให้คนหนุ่มเรือนผมสีแดงชี้ยุ่ง คุโรโกะ เท็ตสึยะ อ้าปากจะแย้งก็ไม่ทันทั้งสองฝ่ายตกลงกันเองเสร็จสรรพไม่ถามความเห็นคนป่วยซักนิด เธอเม้มปากแน่นตีหน้านิ่งเรียบเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองในใจเอาไว้

 

 

…และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องนั่งอยู่เบาะหลังรถลีมูซีน…

 

 

เครื่องปรับอากาศเปลี่ยนจากแอร์เป็นฮีทเตอร์ให้ความอบอุ่นภายในรถ..คนขับรถเหลือบตาดูกระจกรถสะท้อนตัวลูกชายเจ้านายของตนนั่งกอดอกเงียบๆอยู่ข้างเด็กสาวเรือนผมสีฟ้าชี้ยุ่งไม่เป็นทรงเริ่มไว้ยาว..ตั้งแต่ขับออกจากบ้านคุโรโกะมาจนถึงเส้นทางสามแยกใจกลางกรุงโตเกียวที่แน่นขนัดไปด้วยรถราคนทั้งสองยังไม่ยอมเปิดปากพูดคุยกันเลยจนเขาเหงื่อโชกหน้า รู้สึกได้ถึงแรงกดดันแผ่กระจายออกมา..โดยเฉพาะหญิงสาวตัวเล็กๆหน้าตายไร้อารมณ์

 

 

เงียบ..เงียบเกินไปแล้ว…

 

 

อย่าว่าแต่คนขับรถเลย..แม้แต่อาคาชิเองก็หวั่นใจไม่ต่างกันเพียงแต่เขาแสร้งทำนิ่งขรึมไม่สะทกสะท้าน ถึงจะแอบขี้โกงที่โทรไปไปใช้อำนาจเส้นสายทางตระกูลอย่างลับๆบีบดึงบิดาของอีกฝ่ายออกไปจากบ้านเพื่อหาหนทางเข้าถึงตัวเด็กสาว ทว่า..ถ้าไม่ทำเช่นนี้ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่มีวันไปถึงตัวคุโรโกะได้

 

 

เรียนรู้การหยิบใช้ด้านมืดเข้ามาเพื่อเป้าหมายที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นแก่ตัวอันน่าละอาย

 

 

“มิโดริมะบอกว่าคุโรโกะคุงหยิบจับช้อนส้อมกินข้าวเองได้แล้ว หมั่นทำกายภาพบำบัดแบบนี้ต้องหายเร็วแน่ๆ”  เขาเลือกที่จะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาทั้งรอยยิ้มละมุน ทว่า…ไร้เสียงตอบกลับจากเด็กสาวเธอไม่แม้แต่หันมาสบตาเขาด้วยซ้ำเอาแต่นั่งเหม่อมองวิวนอกหน้าต่างหรืออีกทีอาจจะเบือนหน้าหนีไม่อยากคุยกับเขาก็เป็นได้…

“อากาศหนาวๆแบบนี้กินชาร้อนกับฟุมันจูเป็นอะไรที่ยอดนิยมของเกียวโตเลยล่ะ ฉันว่าคุณแม่คุโรโกะคุงกับคุณย่าคุโรโกะคุงต้องชอบแน่ๆ คุโรโกะคุงเองก็ลองชิมดูนะ”   อาคาชิยังเลือกที่จะพูดต่อแก้เก้อเขิน กลบเกลื่อนความปวดหนึบในหัวใจใต้รอยยิ้มสุขุมนุ่มลึก ไฟจราจรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวคนขับรถขยับเกียร์ออโต้เหยียบคันเร่งขับรถออกไปทำให้เขาจำต้องจบการสนทนาเพียงฝ่ายเดียวไว้เพียงเท่านี้

 

.

.

 

พวกเขามาถึงหมอทันเวลานัดพอดิบพอดี อาคาชินั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินในห้องโถงประชาสัมพันธ์สำหรับคอยคิวและรองรับญาติสนิทมิตรสหายให้นั่งรอ..เขานั่งรอคอยให้คุโรโกะทำการกายภาพบำบัดข้อมือกับนักกายภาพบำบัดที่ขึ้นตรงภายใต้การดูแลของหมอ นัยน์ตาสีแดงมองผ่านเข้าไปในห้องกระจกแผนกกายภาพบำบัด..มองดูร่างเล็กๆเรือนผมสีฟ้านิ่วหน้าเจ็บพลางฟังคำแนะนำของนักกายภาพบำบัดสาวที่คอยบีบนวดตามจุดบนข้อมือ….

 

 

ข้อมือเล็กๆนั่น..ต้นเหตุเพราะเรา…

 

 

อาคาชิหลุบตามองมือทั้งสองข้างของตนที่วางไว้บนตัก..มือข้างนึงที่ขึ้นรอยแผลเป็นตกสะเก็ดจากคมเขี้ยวลูกสุนัขตัวน้อยนั้นเขายังเจ็บ แล้วคุโรโกะ เท็ตสึยะ เล่า…ต้องทนเจ็บแค่ไหนตลอดการแข่งในรอบชิงจวบจนวันนี้

 

 

เกลียดตัวเองเหลือเกิน..เกลียดที่ทำร้ายคนที่รักมากที่สุดเพื่อ ‘ชัยชนะ’

ประตูห้องแผนกกายภาพบำบัดเสร็จสิ้น อาคาชิลุกจากเก้าอี้เข้ามาดักรออีกคน คุโรโกะเงยหน้าขึ้นสบตาสีแดงทับทิมไม่พูดไม่จาอะไร เดินผ่านหน้าตาเฉยไปนั่งอยู่บนเก้าอี้รับรองกลางห้องโถงรอเข้าคิวตรวจหยิบเอาผ้ายืดในกระเป๋าสะพายสีขาวมาพัน..มือเล็กๆฝืนขยับขยับนิ้วพันผ้ายืดทบรอบข้อมือพร้อมติดกลัดยึดแต่ก็หลุดทุกครั้ง เป็นเช่นนี้ซ้ำๆไม่สำเร็จซักทีจนคิ้วเรียวขมวดมุ่นหงุดหงิด

“ฉันทำให้”  เสียงทุ้มดังขึ้นระยะประชิด ดวงหน้าไร้อารมณ์ล้อมเส้นผมสีฟ้าสัมผัสได้ว่าเงาร่างสูงยืนค่อมหัวมองอยู่เช่นนั้นแล้ววิสาสะนั่งลงข้างๆ มือใหญ่หยาบของบุรุษยื่นตรงมา  ไม่มีการตอบรับ…ไร้วี่แววส่งมือตอบ…จนอาคาชิจำต้องฉวยจับแขนอีกฝ่ายออกแรงเพียงเล็กดึงมาหาตัว เขารู้ว่าอีกฝ่ายขืนแรงไม่ยอม แต่ก็ไม่คิดสนใจแถมแย่งเอาผ้ายืดไปอีก

“อย่าดื้อสิ” เสียงทุ้มดุเบาๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรทำเช่นนั้น…เด็กหนุ่มเรือนผมสีแดงถอนหายใจ บรรจงพันผ้าสีเนื้อรอบข้อมือเล็กๆทั้งสองข้างเอาไว้อย่างเบามือจนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย หากแต่มือแกร่งยังคงจับข้อเล็กๆไว้เช่นนั้นไม่คิดปล่อย

 

 

อยากสัมผัส…ไออุ่นจากร่างกายเธอ…จนแน่ใจว่าจะไม่จากไปไหน

 

 

“คุโรโกะคุง…ฉัน….”   ปลายนิ้วยาวค่อยๆเลื่อน..สัมผัสผิวหยาบผ้ายืดลากไล่ไปเรื่อยๆจนเกือบถึงมือเล็กๆสองข้างที่เขามอบความหวังไว้บนมือนี้ให้เป็นมือพาสลูกที่ซ่อนเร้นกายใต้เงาเรือนลางบนสนาม…

 

 

อยาก…กุมมือเด็กหญิงเอาไว้..

 

 

 

 

RRRRRRRRRRRR

 

เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำเข้ารูป อาคาชิดึงสติกลับมารีบปล่อยมืออีกฝ่ายแล้วล้วงไปหยิบไอโฟน 6 ขึ้นมาดูพบว่าคนที่โทรหาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเพื่อนร่วมทีมราคุซันคนสนิทอย่างมิบุจิ เรโอะ

“เดี๋ยวฉันมานะ”  อาคาชิ เซย์จูโร่ ลุกจากเก้าอี้เดินปลีกไปคุยโทรศัพท์กับเพื่อนร่วมทีมด้านนอก ทิ้งเด็กสาวเรือนผมสีฟ้านั่งอยู่เพียงลำพัง…คุโรโกะ เท็ตสึยะก้มหน้าลงต่ำจนผมปรกดวงหน้าหวานไม่เห็นสีหน้าค่าตา ปลายนิ้วเล็กๆขยับเลื่อนมาแตะผ้ายืดบนข้อมือก่อนจะวางมือทาบทับเอาไว้  เธอกัดปากแน่นจนห้อเลือดลุกจากเก้าอี้ฉับพลันคว้ากระเป๋าสะพายสีขาวทันที

 

.

.

 

“เข้าใจล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปดูให้ ขอบใจมากมิบุจิ”  อาคาชิ เซย์จูโร่ กดวางสายลงหลังจบการสนทนาเกี่ยวกับการฝึกซ้อมของทีมที่เขาฝากฝังงานไว้ให้รองกัปตันทีมอย่างมิบุจิคอยดูแลไปก่อนวันนี้ ขายาวก้าวเดินเข้ามายังห้องโถงเนตรสีแดงเบิกกว้างไม่เห็นร่างเล็กบอบบางนั่งอยู่รอบนเก้าอี้ เขารับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องวิ่งไปถามประชาสัมพันธ์ว่าคุโรโกะหายไปไหน

 

 

มิสไดเร็กชั่นหนีไปแล้ว!!!!

 

 

.

.

.

 

หิมะเริ่มโปรยปรายร่วงหล่นจากบนฟ้า  กาลเวลาที่ผ่านพ้นยาวนานเสียจนฟ้าเปลี่ยนสีเป็นสีครามเข้มยามพลบค่ำยังปกคลุมโดยเมฆาสีเทาควันบุหรี่หนาทึบที่บดบังดวงตะวันตั้งแต่เช้าตรู่จวบจนบัดนี้   ไอเย็นรอบกายที่รังแต่จะเพิ่มความเหน็บหนาวเรื่อยๆเสียจนไหล่เล็กๆสั่นไหว มือยกขึ้นมาป้องปากพ่นลมหายใจรดเกิดควันขาว

 

 

ตึก…ตึก…ตึก…

 

 

รองเท้าบูธหนังสีน้ำตาลหุ้มข้อเท้าสูงยืนอยู่บน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง คุโรโกะทอดมองสนามเด็กเล่นเก่าๆที่ปล่อยทิ้งให้รกร้างจนหญ้ารกชัด ล้อมรั้วตะแกรงเหล็กขึ้นสนิมสีน้ำตาลแดง เธอยืนบนพื้นสนามแตกระแหงเป็นรอยร้าว..ยืนอยู่อีกฝากฝั่งสนามที่มีเส้นครึ่งสนามสีหลุดลอกขีดไว้จางๆ นัยน์ตาสีฟ้าช้อนมองแป้นบาสขึ้นสนิมเก่าครึก

 

 

10 ปีที่แล้ว…กับสถานที่แห่งนี้..ที่ๆเราพบกัน

 

 

“แฮ่กๆ”  ลมหายใจถี่หอบกับฝีเท้าย่ำเหยียบเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ..ใกล้จนคุโรโกะรับรู้..ไม่สิ..เธอรู้อยู่แล้วว่าคนๆนั้นจะต้องมายังที่แห่งนี้ไม่ช้าก็เร็ว..

 

 

 

10 ปีที่แล้ว..เด็กหญิงตัวน้อยยืนร้องไห้อยู่หน้าแป้นบาสนี้กับลูกบาสเก็ตบอล

 

 

“คุโรโกะคุง..”  เสียงทุ้มเอ่ยเรียกนามหญิงสาวผมฟ้า  เขายืนพักเหนื่อยรอคอยลมหายใจถี่แรงค่อยๆลดลงจนกลับเป็นปกติ มือแกร่งเช็ดเหงื่อบนหน้าที่โชกชุ่มไปด้วยความเหนื่อยและตื่นตระหนก แยกกับคนขับรถวิ่งวุ่นตามหาในที่ๆคุโรโกะน่าจะไป…จนสุดท้ายก็นึกขึ้นได้  ดวงเนตรสีแดงทับทิมสะท้อนร่างเพรียวบางสมโค้ทเดรสสีน้ำเงินเข้มภายใต้หิมะที่โปรยปรายหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอยืนอยู่ที่ตรงนั้น..หน้าแป้นบาสในวันวานแห่งความทรงจำ

 

 

10 ปีที่แล้ว..เด็กชายก้าวเท้าเข้ามามอบความหวังเปรียบดั่งดวงตะวันบนฟากฟ้า

 

 

เจ้าของนามหันหน้ามามองร่างสูงเรือนผมสีแดง…เขายืนอยู่ที่ตรงนั้น..เหมือนวันวานและก้าวเท้าเข้ามาในสนามหยุดเท้าลงบนพื้นที่ครึ่งสนามอีกฝั่ง ดวงเนตรสีแดงคู่คมสบเข้ากับดวงตาสีฟ้ากลมโตไร้อารมณ์ เกล็ดหิมะสีขาวเกาะพราวบนเส้นผมสีอ่อนจางเช่นเดียวกับโค้ทสีน้ำเงินตัวหนา

 

 

10 ปีที่แล้ว..เด็กหญิงและเด็กชายได้สบสายตากันครั้งแรก ณ  สนามบาสกลางแจ้งแห่งนี้

 

 

“อาคาชิคุง”  ในที่สุด..เด็กสาวก็เอ่ยปากคุยกับเขา..ริมฝีปากอิ่มซีดลงจากความหนาวเหน็บยืนตากหิมะนานเกือบสามชั่วโมงต่อเนื่องกัน  หัวใจของคนหนุ่มผมแดงกระตุกวาบหลังได้สดับฟังเสียงหวานเรียบไร้อารมณ์ที่หวนคะนึงเป็นที่สุด ยิ่งมายืนอยู่สนามแห่งนี้เขายิ่งรู้สึกประหม่าเสียจนเผลอกลืนน้ำลายลงคอ

 

 

10 ปีที่แล้ว..สัญญาระหว่างเราสองเกิดขึ้นที่แห่งนี้…

 

 

 

“พอเถอะค่ะ” 

อาคาชิเบิกตาโพล่ง เนตรคู่คมสีแดงทับทิมสั่นไหวแรงจนเห็นได้ชัดจ้องมองดวงหน้าหวานล้อมเส้นผมสีฟ้าชี้ยุ่งปล่อยยาวคลอเคลียลำคอระหง..มองหญิงสาวที่ยังคงยืนนิ่งไม่แสดงสีหน้าใดๆ จ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้า..ดวงตากลมโตที่เขารักที่จะสบมองทุกครั้ง

 

 

ไร้ซึ่งความโลเล..ไร้ซึ่งความสับสน

 

 

คุโรโกะ เท็ตสึยะ จ้องมองชายผมแดงเริ่มมีหิมะเกาะพราวไม่ต่างกัน..มองดวงหน้าคมคายที่ก้มต่ำหลบสายตาเธอเข้าใจความหมายถึงคำที่หญิงสาวพูดออกไป ความเงียบโรยตัวระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงเสียงสายลมหนาวพัดผ่านระหว่างเราอื้ออึงตัดขาดจากทุกสิ่งรอบกาย  ร่างบางสูดลมหายใจลึกแล้วผ่อนออกช้าๆจนเกิดไอขาวคลุ้ง ปลายเท้าขยับหันไปยังทางเข้าสนามบาสขยับก้าวเดินออก

 

หมับ!!!!

 

ฝ่ามือใหญ่คว้าจับมือเล็กๆเอาไว้..จับทั้งมือที่สั่นไหว รั้งร่างเล็กบอบบางเอาไว้ไม่ให้ไปไหน อาคาชิก้มหน้าลงต่ำมองมือเล็กๆที่เขารั้งจับเอาไว้..ข้อมือขาวที่ถูกพันด้วยผ้ายืดสีเนื้อตอกย้ำให้รู้ถึงผลลัพธ์ในวันนี้

 

 

..ผลของการกระทำ…

 

 

“อย่าไป”  เป็นครั้งแรกที่อาคาชิอ่อนแอลงได้ขนาดนี้..เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเอ่ยคำวอนขอ..เขาบีบมือเล็กๆเอาไว้แน่นมือกอบกุมสัมผัสเย็นเยียบบนฝ่ามือน้อยๆที่ยื่นเข้ามาหมายเข้าฉุดดึงให้ลุกจากบังลังค์หลงผิดสู่ชัยชนะจนลืมไปว่าหัวใจหลักของบาสเก็ตบอลในสัญญาวันวานคืออะไร

 

“ได้โปรด..อย่าไปจากฉัน”

 

ปลายนิ้วเล็กขยับนิดๆ หน้าคมคายเงยหน้าขึ้นทั้งสีหน้าอ่อนล้าไม่อาจแสร้งนิ่งขรึมได้อีกต่อไป…อาคาชิส่งสายตาร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวแทบขาดใจ แต่เธอกลับค่อยๆออกแรงขืนดึงมือช้าๆ ในขณะที่เขาพยายามยื้อจับเอาไว้ทั้งที่ปรารถนาอยากดึงร่างตรงหน้ามากอดเอาไว้

 

 

มือที่หยิบยื่นหมายฉุดดึงขึ้นจากความหลงผิด เวลานี้กำลังจะ ‘จากไป’

 

 

คำขอที่ไม่มีวันเป็นจริงใต้ผืนฟ้าแห่งฤดูเหมันต์ คำตอบที่ได้คือแรงดึงมือออก..มือเล็กเลื่อนออกไปจากมือหยาบ…ทีละนิด…ทีละนิด…จนหลุดจากการจับกุมทิ้งไว้เพียงสัมผัสสุดท้ายคือปลายนิ้วเย็นชืดพร้อมกับร่างเล็กที่เดินจากไปทิ้งเขาไว้เพียงคนเดียวในสนามบาสเก็ตบอลที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

 

.

.

.

 

เหล่าคนใช้ยืนเรียงแถวขนาบซ้ายขวาโค้งต้อนรับเจ้านายที่เดินทางกลับมาสู่เกียวโตในช่วงเวลายามดึก อาคาชิ เซย์จูโร่เดินตัวลอยไม่ได้ยินเสียงกล่าวต้อนรับจากคนรับใช้ในบ้าน แม้แต่เสียงเรียกของพ่อบ้านอะไรซักอย่างเขาก็ไม่ได้ยิน ได้แต่ใจลอยเดินโงนเงนกลับเข้าไปในห้องนอนกว้างหรูหรา ตาสีแดงคมกริบเหม่อมองเพียงสิ่งเดียวที่เห็นคือตุ๊กตาเมโลดี้ที่ซักจนสะอาดเอี่ยมอ่องบนเตียงกว้างไซส์คิงสี่เสาหรูหรา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังลูกบาสเก่าๆสีหม่นเกือบดำตั้งวางบนโต๊ะทำงาน..มือแกร่งหยิบลูกบาสลูกสัมผัสผิวสากครั้นได้จับกลับยวบยุบตามแรงไม่อัดแน่นไม่สามารถให้ความรู้สึกพอดีมือได้

 

 

บอลที่ไม่ได้อัดลม ปล่อยทิ้งไว้ตามกาลเวลา

 

 

“ฮะ…ฮะๆๆๆ” ปากหนาเค้นหัวเราะออกมา..ระเบิดหัวเราะขำขันออกมาในห้องสี่เหลี่ยมมืดมิดไร้ซึ่งแสงไฟ ร่างสูงเอนกายพิงประตูทิ้งร่างตัวเองไถลลงไปนั่งชันเข่ากับพื้นกอดลูกบาสเก็ตบอลเอาไว้  ยิ่งผ่านไปนานเสียงอันน่าสังเวชเริ่มแผ่วเบาลงเหลือเพียงรอยยิ้มแสยะ  สัมผัสสุดท้ายที่รับรู้คือน้ำตาแห่งความโศกาที่หลั่งริน ชิบ

 

 

10 ปีต่อมา..คือการจุดจบสัญญา…

 

 

TBC

++++++++++++++++

 

 

++++++++++++++++

 

 

ฉบับรีไรท์แล้วค่ะ คาดว่าน่าจะเหลืออีกแค่ 2 ตอนสุดท้ายล่ะมั้ง ฮาา

เรื่องรวมเล่ม knl มีเรื่องจะแจ้งเตือนล่วงหน้า ด้วยจำนวนหน้า word ที่หนามากจนไม่แน่ใจว่าภาคนึงจะอัดไหวเล่มเดียวไหม  มีแนวโน้มว่าอาจจะ ภาค ม.ต้น แบ่งเป็น2เล่ม และภาค ม.ปลาย 2 เล่ม ทั้งนี้ทั้งนั้นขอบลัดจัดหน้าให้เรียบร้อยก่อนนะคะแล้วจะมาแจ้งอีกทีว่าสรุปจะขาย 2 เล่มหรือ 4 เล่ม

 

ถ้า 4 บลัดคงต้องวาดปกเพิ่มอีก 2 ปก ฮะๆ /พราก

ลงแฟนอาร์ตค่ะ

 

 

@koufukukira
603111_293431764113994_2620478076822705705_n
11745437_293431767447327_4371331817285084682_n

22 thoughts on “[Fic Kuroko no Basket][Akashi x Kuroko]Kuroko no love//Part39[รีไรท์]

  1. อาคาชิเจ้าเล่ห์จนน่าหมันไส้จริงๆค่ะ สงสารโมโมอิ เชียคู่กับมุคคุงแทนจะผิดไหมเนี่ย555
    ปล.มิโดริมะห่วงคุโรโกะ หรือหวงทาคาโอะกันแน่นะ
    ปลล.ป๋ามาซาโอมิจะมีบทอีกไหมคะ

  2. เจ๊บลัดปล่อยผีอีกแล้ว !! อาแป๊ะร้านขายลักกี้ไอเทม ตายไปแล้ว ?? / ที่แน่ๆ อาคาชิจิคนดีสุดหล่อ ! สู้ๆน่ะเจ้าค่ะ ง้อคุโรโกะจิคืนไปให้ได้น่ะ !!
    เจ๊บลัดก็ด้วย ! สู้ๆ จะรออ่านตอนจบ ฟิค เรื่องแรกที่อ่านแล้วติดใจ จนตามมาเรื่อยๆ บางครั้งก็สงสัยว่า คนแต่งหายไปไหน ตายหรือยัง หรือโดนแฟนคลับโรคจิคลักพาตัวไป ^_^ / บอกตรงๆ ช่วงแรกๆอัพช้ามากๆ แต่ก็ตามอ่านเรื่อยๆ เหมือน bloody complex ^_^

    • นั่นคนละฟิคแล้วค่ะ 5555 ตอนแรกอัพช้าเพราะเราแบ่งเวลาไปอัพบลัดดี้กับซาตานด้วย เดี๋ยวเราจะรีไรท์ใหม่นะ อะไรๆก็อาจจะเปลี่ยนไป

  3. ถถถถถถ ให้ความร่วมมือกันดีมาก โค้ชซานาดะก็เอากับเขาด้วยยยย

    โค้ชจะเปลี่ยนจากไม่เอาความว่ามีเด็กผู้หญิงปลอมตัวมาทำเป็นซีรี่พบรักกันในชมรมบาสเทย์โคแทนรึเปล่าคะ5555555 อารมณ์แบบ คนอื่นดราม่ากติกา แต่เทย์โคบอก อั๊วะจะเอาโรแมนติกดราม่าปั๊ปปี้เลิฟ ใครจะทำไม

    เท่านี้อาคาชิก็บาลานซ์สองบุคลิกตัวเองได้แล้วสินะ ดีๆ ทีนี้ก็เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองแล้วก้าวต่อไปข้างหน้าได้สักที ส่วนน้องก็เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว จบแบบสมจริงหน่อยเพราะกติกายังไงก็คือกติกา แต่เราก็ยังมีความสุขกับมันได้อยู่

    แต่งานนี้ถ้าโมโมอิจะมีแฟนนี่ต้องผ่านด่านหลายด่านเลยนะเนี่ย ยิ่งด่านอาโฮ่นี่โหดสุด ในอนาคตนี่เห็นอาโฮ่ทำตัวเป็นพ่อตาหวงลูกสาวจนโมโมอิต้องไปร้องไห้ซบอกคิเสจจี้ว่าจะทำยังไงดีแน่ๆ(แต่ดีไม่ดีคิเสจจี้นี่ช่ำชองในวงการบันเทิงเจอคนหลายรูปแบบจะสแกนหนักกว่าอาโฮ่อีก)

    งานนี้เคลียร์กับมาซาโอมิซังยาวแน่ๆ แต่เจ้าตัวก็คงแฮปปี้ที่ลูกชายกลับเป็นเหมือนเดิมแถมได้ลูกสะใภ้ตรงตามที่อยากได้อีก

    ถึงจะทำให้เสียใจในหลายๆอย่าง แต่ถ้าเราเป็นคุโรโกะแล้วลองมองผู้ชายแต่ละคน ถ้าเอาแบบรักจริงหวังแต่งเราก็เลือกอาคาชิอ่ะ เพราะผ่านอะไรมาด้วยกันแล้วเห็นข้อดีข้อเสียของกันและกันแล้ว บวกกับที่อาคาชิมีบุคลิกของผู้นำครอบครัวด้วย คือนอกจากจะรักแล้วมันมีความมั่นคงในชีวิตแล้วเป็นที่ปรึกษาเราได้ อยู่ด้วยแล้วสบายใจหน่อย

    • มาซาโอมิจะมีบทอีกทีในตอนพิเศษค่ะ ส่วนโมโมอิมิเนะก็ห่วงใยในฐานะเพื่อนสนิทกึ่งๆพี่ชายน้องชาย เราจะรีไรท์ตอน 39 ใหม่ค่ะ ฉะนั้นเราขอโละตอนที่ลงเวลานี้ออกก่อนนะเท่าที่พลอตแล้วเตรียมใจนิดนึงนะคะว่าอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

      ถึงอาคาชิจะทำอะไรเสียใจหลายอย่าง ขณะเดียวกันเขาก็ทำดีกับน้องหลายอย่างฟิคนี้อาจจะแสดงให้เห็นแค่มุมน้อง แต่ถ้าตามทวิตที่โรลอาคาชิจะรู้เลยว่าท่านแคร์น้องมากนะ โปรไฟล์ท่านดีเริ่ดสุดแล้วล่ะ ถ้าอยากได้แฟนแบบมีที่ปรึกษาคอยแนะนำคอยดูแล ท่านก็เหมาะสมในจุดนี้ ความมั่นคงนี่วางใจได้เลยว่ามั่นคงแน่นอน

  4. อ่านเพลินไปนิด กะลุ้นอยุ่ว่าท่านจะโผล่มาตอนไหน ค่าตังแพงใกล้
    จบได้อีกนะเนี่ย ชิๆๆ แต่แบบว่าอาศัยความร่วมมือจากทุกคนสินะท่าน
    เจ้าเล่ห์ได้อีก สงสารซัทจัง รู้ทั้งรู้ว่าน้องใคร รู้ว่าเป็นไปไม่ได้กะยังรักน้อง
    ซึ้งจริงๆๆ ส่วนเด็กโข่งเนี่ยไม่คืดว่าจะมีมุมแบบนี้กะเขาได้ด้วย แบบว่า
    นั่งปลอบใจสาวเนี่ย ฮ่าๆ แต่แอบ ฮา พวกรุ่นปาฎิหาร์ หาข้ออ้างจะมาน้อง
    แต่ละคน เหตุผลเกินคาดจริงๆ แต่พี่เขียวก็หวงน้องสมกะเป็นพี่ชายแสนดีอ่ะนะ
    พอน้องกลับไปเป็นร่าง ญ แล้วน่าร๊ากขึ้นอีกหลายเท่าจนความจืดจางที่เหมือน
    เป็นเกาะกำบังตัว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยอ่านะ ขนาดทาคาโอะยังคิดจะจีบน้องแต่
    คงไม่ผ่านด่านพี่เขียวแน่ๆ กร๊ากๆๆ แต่ก็คิดอยุ่นะว่าน้องคงต้องลาออกจากชมรม
    อ่ะนะ มือก็ดันเป็นแบบนั้นไปแล้ว จะให้กลับมาเทพอย่างเดิมเป็นไปไม่ได้แล้วสิ
    นะ ความผิดท่านล้วน เชอะๆๆ รับผิดชอบให้ได้ตลอดชีวิตเลยนะท่านน้องเขา
    อุตส่าห์เหมือนจะให้อภัยแล้วมั้งนะ กร๊ากๆๆๆ ไว้รอลุ้นบทส่งท้ายค่ะ มาๆๆช่วย
    เคาดาวเหลืออีก 1 ตอนสินะค่ะ คริ คริ

    • เดี๋ยวไปรีไรท์ใหม่ค่าตัวท่านไม่แพงแล้วล่ะ เด็กโข่งก็มีมุมนี้ค่ะถ้าอ่านแล้วจับจุดถูกจะรู้ว่ามุคคุงชอบๆโมโมะนะ น้องจืดจางไม่ได้เพราะออกข่าวปลอมตัวเป็นชายนี่แหละ ต้องรอซักพักจนกว่าข่าวซาลงถึงตอนนั้นก็กลับมาจืดจางเหมือนเดิม น้องไม่สามารถกลับไปเทพได้เหมือนเดิมหรือจะกลับได้รึเปล่า รออ่านรีไรท์ใหม่ดูค่ะ

  5. แบบว่ามาอ่าน๊อตรีไรท์ลล่ะดราม่ากว่าเดิมป่ะเนี่ยต่ท่านกะสมควรโดนละนั้น
    รู้สึกว่าเบอร์สองจะงับมือท่านเอาคืนให้เจ้านายตัวเองสินะ กร๊ากๆๆๆ กะนะ
    แต่ดูเมือนทท่านอยากรับผิดชอบน้องอยู่นะ แต่น้องกลับตัดใจไปแล้วงี้สินะที่
    เขาเรียกว่าคนอกหักอ่ะ หุหุโดนตัดสัมพันธ์ได้อย่างโหดร้ายมาก ควรจะสงสาร
    ท่านสินะ แต่บังเอิญว่าอยู่ทีมน้อเสสารไม่ลงอ่านะ ฮ่า ไว้จะรอรวมเล่มอีกทีล่ะกัน
    นะจ้าบลัดซัง

    • รีไรท์ฉีกของเก่ากระจายเลย55 แทบจะเขียนใหม้หมด เราใส่ให้สมเหตุสมผลสุดล่ะ เบอร์2แอบเอาคืนท่าน5555 ท่านอยากรับผิดชอบน้องค่ะติดที่น้องบอกไม่ต้องการ ตบมือไม่ดังแล้ว
      ฉากตัดไม่ต้องพูดมากเน้นการกระทำลูกเดียวปกติคู่นี้ไม่ค่อยพูดมากด้วย เล่นแววตาไม่ก็พูดสั้นๆเป็นนัยยะตลอด แทงกลางใจพระเอกคุงไป

  6. เม้นต์ๆๆๆ อีกรอบ ! อาคาชิจิควรจะไป ฉีดยากันพิษสุนัขบ้าก่อนเลย ^_^
    คุณพ่อคุโรโกะจิไปประชุม ! แผนอาคาชิจิแน่ๆ
    แถมเข้าทางคุณแม่กับคุณย่าอีก ฉลาดมากๆ !

    ป.ล. เข้าเรื่องเลย ^_^
    เสนอว่าฟิครวมเล่มเรื่องนี้ ถ้ามีแฟนอาร์ตที่เจ๊บลัดวาดเอง มาเป็นรูปประกอบ / เท่าที่เคยวาดหรือเจ๊บลัดจะใจดีวาดเพิ่ม ^_^ / คงจะเป็นรวมเล่มที่น่าจดจำและน่าสะสมสุดๆๆ รับไว้พิจารณาด้วยน้าเจ้าค่ะ ^_^
    แด่ 1 ปีที่เปิดมาเจอ และ 1 ปีที่โผล่มาตามอ่าน ^_^

    • โดนหมากัดสินะ5555 ใช่ค่ะอาคาชิแอบใช้เส้นสายดึงพ่อออกก่อนจะได้เข้าหาน้องได้ แฟนอาร์ตลงในรวมเล่มนี่คงไม่ไหวอ่ะค่ะ ตอนนี้จำนวนหน้าหนาพอตัวเลย

  7. ถึงจะอ่านตอนรีไรท์แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมนะว่านอกจากจะสงสารคุโรโกจจิ เราก็สงสารอาคาชิจจิด้วย ถึงปกติเราจะเข้าข้างผู้หญิงมากกว่าแต่รอบนี้ก็สงสารฝ่ายชายมาก

    คือเราอาจจะมองในมุมมองที่ต่างกับมิเนะ เพราะพูดกันตามตรงว่าเหล่าตลกหกช่าก็ทำร้ายกัปตันของตัวเองในหลายๆอย่างเหมือนกัน (นอกจากที่จะทำร้ายคุโรโกจจิแล้ว)เพราะอาคาชิมีทุกอย่างยกเว้นความรัก มีเงิน เก่ง มันก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่ใครๆคิดกัน แม้แต่ในคุโรบาสเองก็รู้สึกได้ว่าอาคาชิไม่เคยยิ้มได้จากใจจริงไม่เคยมีความสุขจริงๆ ในขณะที่เพื่อนตัวเองไปสังสรรค์เฮฮา แต่ตัวเองต้องมาโดนขังกับงานที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตไปเรื่อยๆ ไม่ต่างจากฆ่าตัวตายทางอ้อม

    น้องกับเพื่อนๆยังโชคดีที่ต่อให้ผิดหวังจากบาสแต่ก็ยังมีอย่างอื่นที่คอยประคับประคอง แต่ท่านนี่อารมณ์แบบ แพ้ก็ถูกตอกย้ำ ทำดีก็เสมอตัวเพราะคนก็ชอบบอกว่าก็เป็นอาคาชิก็ต้องทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่ อันนี้เราอ่านแล้วน้ำตาแทบไหลเพราะมีคนเคยทำกับเราแบบนั้นจริงๆแล้วมันโคตรเจ็บแต่พูดอะไรไม่ได้เลย(แต่เราไม่เคยทำร้ายร่างกายชาวบ้านนะ) เราเลยอินกับพาร์ทอาคาชิโอเรชิมากกว่าคนอื่น

    พอมาอ่านรอบนี้เราก็โอเคกับมันนะ ฉันเจ็บ เธอเจ็บ(แต่โบคุชิก็เกรียนไปนะ บางอย่างเราก็ไม่เห็นด้วย) แล้วก็ก้าวต่อไปข้างหน้า เลิกงี่เง่าได้แล้วทั้งคู่ อ่านแต่ละทีอยากจะตบหัวทั้งสองคนมาก อาคาชิก็ต้องขอโทษคุโรโกะที่ไปทำให้เค้าเจ็บทั้งร่างกาย เจ็บทั้งจิตใจ แล้วคุโรโกะก็ต้องขอโทษอาคาชิด้วยที่ทำให้อีกฝ่ายเสียใจแทบตายขนาดนั้น

    เอาตรงๆอ่านรอบนี้จากที่ชอบอาโฮ่มิเนจจิกับคิเสจจี้นี่เริ่มกลายเป็นเฉยๆไปละ คืออย่าลืมนะว่าทั้งสองคนก็มีส่วนมากที่ทำให้คนเค้ากลายเป็นแบบนี้ อย่างน้อยอาโอมิเนะก็ควรจะขอโทษอาคาชิเพราะไปทำเค้าขนาดนั้น ไม่โดนตัดเพื่อนก็บุญแค่ไหนแล้ว

    ตอนแรกเฉยๆกับมิโดริมะตอนนี้กลายเป็นชอบเขียวกับม่วงมากที่สุดเพราะมองอะไรในมุมกว้างๆกว่าคนอื่น กลายเป็นคนที่มีเหตุผลที่สุดถ้าเทียบกับตัวละครอื่นๆในเรื่อง(ถึงจะบ้าดวงกับขนมไปหน่อยก็เถอะ)

    • ทุกคนในเรื่องนี้น่าสงสารหมดค่ะ อาโอมิเนะผิดที่ทำกับอาคาชิแบบนั้นจริงค่ะ แต่จะให้ไปญาติดีสนิทใจกับคนที่เคยเป็นคนในดวงใจรักแรกแถมแฟนเก่าคิเสะอีก มันก็กระไรๆอยู่ ความเป็นจริงถ้าเจอแบบนี้ก็ติดใจอยู่ดีถึงจะซอฟลงมาบ้างก็แฝงควสมหมั่นไส้ ที่สำคัญอาคาชิไปนั่งซึมในขณะที่มิเนะเลือกสู้(ผิดวิธี)ตอนจีบน้อง มันเลยอดหัวเสียไม่ได้ว่า นี่เหรอคนที่เราพยายามเอาชนะ
      อาคาชิเป็นคนดีนะ เป็นพวกชอบปิดทองหลังพระทำแล้วไม่พูด ท่านนี่ล่ะดูแลปกป้องห่วงน้องตลอดเวลา ขนาดเป็นโบคุชิจิตสำนึกก็ยังปกป้องน้องเสมอ แต่ก็มีด้านมืดคืออยากชนะอยากกดคนรักให้ยอมรับตัวเองให้หมดโดยไม่ดื้อ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นความผิดของท่านที่ได้รับบทเรียนและต้องแก้ไขเรียนรู้กันไป
      น้องเองก็เสียใจ ทำไมน้องตัดใจ ทำไมน้องใจแข็งคำตอบอยู่ตอน40ค่ะ มิโดริมะกับมุคคุงมองกว้างกว่าก็เพราะส่วนนึงสนิทกับอาคาชิมากกว่าอีก3คนที่เหลือด้วย เลยแคร์ทั้งอาคาชิทั้งคุโรโกะ อีกฝั่งจะออกแนวโอนเอนไปทางคุโรโกะมากกว่า

  8. แต่โดยรวมแล้ว ในบรรดาฟิคทั้งหมดในนี้ก็ชอบเรื่องนี้ทั้งหมดนะ เพราะตัวละครไม่มีดีเกินไปหรือเลวเกินไป สีเทาๆดี ตัวละครหลายๆตัวไม่ค่อยหลุดเท่าไหร่ ถึงอยากจะจับพระนางเรื่องนี้มาเขย่าๆหัวว่าจะซึน จะงี่เง่า จะง้องแง้งไปไหนก็เถอะ แต่โดยรวมก็สนุกดีอ่ะ

  9. รีไรทท์ใหม่แล้วววว//ว่าจะมาเม้นตั้งนานแล้วค่ะแต่ไม่ได้แตะคอมซักที =____=^
    ฉีกกรอบของเก่าหมดเลยค่ะ..แต่แลสะใจดี(??)
    ดูเจ็บปวดทั้งสองคน(ฮา) นานๆทีจะได้อ่านในมุมมองของท่านบ้างปกติจะอ่านแต่มุมมองน้องตลอด

    อยากเปิดเพลงนี้ให้นายน้อยมากค่ะ //โปรดดอย่าปล่อยมือฉัน~อย่าจากไปไหนเลย~//หลบกรรไกร

    ตามต่อค่ะอีกสองตอนจบ ;—; จะจบแล้วเหรอ??น้องกลับมารักท่านเร็วๆเถอะค่ะ

    • ฉีกกระจายเลย55555 หลังๆจะได้อ่านมุมท่านบ้างล่ะ เพราะท่านมาง้อแล้ว จริงๆมุมมองท่านแบบละเอียดทั้งหมดจะอยู่ในตอนพิเศษนะซึ่งจะอยู่ในรวมเล่มเท่านั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s