[Fic KnB][Akakuro]ดวงใจเจ้านาง(side storyนางไททัน)//บทก่อนกาล3

 

[Fic Kuroko no Basket ft. attack on titan] ดวงใจเจ้านาง

Paring  : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

บทก่อนกาล 3

 

 

กาลเวลาเลยผ่านเปลี่ยนสีสันท้องฟ้ากลายเป็นสีดำยามราตรี  ทั้งที่เงียบสงัดกลับมีฝีเท้าที่ย้ำก้าวขึ้นบันไดไม้สักกระแทกเสียงดังรุนแรงบอกโทสะ ประตูทางเข้าเรือนเปิดโพล่งรุนแรงพร้อมการกลับมาของเจ้าของเรือน ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มประดุจคมดาบแลดูหัวเสียมากจนเห็นรอยย่นตรงกลางระหว่างหัวคิ้วชัดเจน นัยเนตรสีแดงดั่งอัญมณีทับทิมตวัดมองเหล่าบ่าวไพร่วัยกลางคนที่กำลังเช็ดถูโต๊ะไม้ในโถงกลางสำหรับรับแขก เพียงแค่สายตาดุดันถลึงมองพวกนางทาสพากันอกสั่นขวัญแขวนหยุดการกระทำทุกอย่างนั่งพับเพียบค่อมตัวก้มหน้างุดๆหวาดหวั่นว่าจะไปกระทำการอันใดให้นายเหนือหัวไม่พอใจ

“ไสหัวลงไปจากเรือนให้หมด!!!”   สิ้นคำสั่งทั้งเสียงทุ้มเกรี้ยวกราด เหล่าข้าทาสบริวารทั้งหลายรีบลุกจรลีวิ่งวิ่งหนีลงจากเรือนโดยพลัน เหลือเพียงบุรุษสมญานาม ‘บุรุษไร้พ่าย’ ยืนอยู่เพียงลำพัง  พระยาอาคาชิขบฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน เหวี่ยงกระแทกดาบคู่ใจลงกับโต๊ะไม้ตามด้วยกระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ประจำของตน

 

 

อารมณ์เดือดดาดที่โดนย้อนแย้งยังคงค้างคาจากตลาดมาถึงเรือน

นับเป็นครั้งแรกที่มีคนริอาจพูดจาโอหังเช่นนี้เข้าใส่ ที่สำคัญ..เป็นเพียงสตรีเพศอ่อนแอจากแดนเหนืออันไกลโพ้น

 

 

“เป็นเพียงสตรีชาวล้านนา ต่อให้มียศฐาเป็นถึงเจ้านางก็เป็นเพียงบุตรสาวพวกหัวหน้าบ้านนอกคอกนาก็เท่านั้น ริอาจทำตัวยโสโอหังใส่ข้า!!!” มือหยาบกระด้างจากการจับดาบโรมรันในสงครามมานับต่อนับกำแน่นแล้วทุบลงกับที่เท้าแขน  อกร้อนรุ่มดังเปลวเพลิงแผดเผาด้วยความโมโหโกรธา ไม่ว่าเวลาจักผ่านไปนานเท่าใด น้ำเสียงเยือกเย็นไร้ซึ่งอารมณ์กับดวงหน้าจืดชืดหาไร้ซึ่งสิเน่หาชวนหงุดหงิดยังคงติดอยู่ในหัว

 

ประเดี๋ยวก่อน!!? เจ้านางเช่นนั้นรึ?

 

พลัน!!ดวงเนตรคู่คมเบิกโพล่งนึกขึ้นได้ถึงบางสิ่ง ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเลศนัย  “โห..ข้าลืมไปได้เยี่ยงไรกัน”

“ข้าจักบีบเจ้าเสียจนมิอาจทนไหว จนต้องร่ำร้องอยากหนีกลับบ้านนอกให้ดู”

 

.

.

.

 

“เจ้านางน้อยกึ๊ดดีหรือก๊ะ?” สาวใช้คางามิถามย้ำอีกครั้ง คำตอบที่ได้คือใบหน้านิ่งไร้อารมณ์ของเจ้านางไร้วิญญาณที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งพยักหน้าช้าๆ คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้เหล่าสาวใช้ทั้งสามถอดถอนใจ อิซึกิสาวใช้นางในผู้ได้รับเลือกให้ปลอมตัวเป็นเจ้านางคุโรโกะอยู่ในชุดผ้าไหม้สีขาวกับผ้าถุงสีฟ้าอ่อนถักทอละเมียดละไมมองจดหมายในมือหยาบของเพื่อนนางในเรือนผมสีแดงอมน้ำตาลไหม้ชี้ฟูก่อนเหลียวหน้ามามองเจ้านางตัวจริงในชุดสาวใช้ล้านนาสีดำ

“เจ้านาง…”

“หากปี่อิซึกิอู้ให้เปิ้นเปลี้ยนใจ๋ เปิ้นโขดปี่แต๊”

นางในผู้เป็นถึงสาวงามแห่งล้านนากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกกระจายออกจากร่างเล็กบอบบางแล้วไซร้ก็คิดว่าหากมิอยากถูกโกรธดั่งคำขู่ก็จงเงียบปากเสียจักเป็นการดี

 

 

หากพระธิดาแห่งเชียงตุงเอื้อนเอ่ยแล้วไซร้ นั่นแปลว่าได้ตัดสินใจอย่างแน่ชัดหาใช่ความโลเลเพียงชั่วครู่ยาม

 

 

ด้วยเหตุนี้เหล่าสตรีชาวล้านนาทั้งสี่จึงเดินออกจากห้องหับรับรองในพระราชวัง การแสดงแอบอ้างยังคงดำเนินต่อไปดั่งเช่นวันก่อนๆเหมือนดั่งเคย นางในอิซึกิในคราบพระธิดาแห่งเชียงตุงเดินนำหน้าเยื่องย่างไปบนทางเดินทอดยาวใต้หลังคาเชื่อมระหว่างตัวตัวเรือนในรั้ววัง ส่วนเจ้านางตัวจริงปะปนกับโคกาเนะและคางามิ ก้าวเดินตามหลังอิซึกิอย่างนอบน้อมสมบทบาทที่แลกเปลี่ยนกันไว้ก่อนขบวนจะเคลื่อนไปถึงกรุงรัตนโกสินทร์เมืองหลวงแห่งสยามจนกระทั่งเมื่อถึงปลายทางแยก นางในคางามิจำต้องแยกตัวออกไปทำภารกิจพร้อมกับจดหมายน้อยในมือที่ได้รับสั่งให้สำเร็จลุ่ลวง จังหวะที่พวกนางกำลังจะเดินต่อหมายไปพักผ่อน ณ ศาลาริมสระบัวขาวในรั้ววัง เสียงทุ้มสดใสติดค่อนไปทางแหลมจริตกร้านเกือบเหมือนสตรีเพศดังทักทายทำให้พวกนางจำต้องชะงักหยุดนิ่ง

“สวัสดียามเช้าจ๊ะเจ้านางน้อย”

“ส..สวัสดียามเช้าเจ้า ท่านพระยาเรโอะ ท..ท่านพระยาอาคาชิ” เจ้านางจำแลงรีบนึกคำภาษากลางในหัวกล่าวสวัสดีทักทายทหารกล้าแห่งสยามผู้มียศเป็นถึงพระยาทั้งสองทั้งเสียงตะกุกตะกัก พระยาทั้งสองเดินเข้ามาโค้งทักทายซึ่งเจ้านางจำแลงก็หาได้คุ้นชินเอาเสียเลย พอเผลอทีไรแทบจะทรุดลงไปกราบขอขมาบุรุษทั้งสอง ยังดีที่เจ้านางตัวจริงล่วงรู้ทันจึงคว้าจับต้นแขนแล้วบีบแรงเตือนสติไว้

“เจ้านางสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะขอรับ ดูซีดเซียวชอบกลนัก” พระยาอาคาชิพิศมองดวงหน้าสะสวยแบบชาวเหนือของอีกฝ่าย

“อ..เอ่อ..อากาศร้อนน่ะเจ้า ท..ทางล้านนาอากาศเย็นกว่านี้นัก เลยมิคุ้นชินเจ้า”

“ถ้าเช่นข้าก็สบายใจ นึกว่าเจ้านางคุโรโกะกลัวอะไรบางอย่างที่รัตนโกสินทร์เข้าให้” พูดจบก็ตวัดตาไปยัง…สตรีร่างเล็กเรือนผมสีฟ้ามวยรวบไว้ใต้ผ้าโพกสีดำฉับพลัน  ขณะเดียวกันทางฝ่ายคุโรโกะก็จ้องเขม็งกลับไปหาได้เกรงกลัว จ้องกันไปมาไม่วางตาจนอิซึกิกับโคกาเนะพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หวาดเสียวว่าจะความลับแตกเข้าให้

 

 

..ที่แย่ยิ่งกว่าคือความรู้สึกของเจ้านางน้อยที่มีต่อพระยาอาคาชิ จักเรียกว่า ‘เลวร้าย’ ก็มิแปลก…

 

 

“เจ้านางคุโรโกะมีบ่าวไพร่ที่น่าชื่นชม สามารถอ่านหนังสือฝรั่งได้ ข้าประทับใจยิ่งนัก” คำชมเปาะจากปากคนหนุ่มเรือนผมสีแดงสั้นหาได้ทำให้ผู้ถูกชมรู้สึกดีใจ  นางรู้ดีว่าเจตนาในถ้อยคำเหล่านั้นแฝงไปด้วยการจ้องจับผิด

“อุ้ย!!!อิสตรีที่หาใช่ยศชนชั้นสูงอ่านหนังสือฝรั่งได้!!? ช่างน่าประหลาดใจนัก!!!” พระยาเรโอะยกมือป้องปากอุทาน ตัวตนที่เคยจืดจางกลายเป็นที่จับตามองโดยพลัน

“ข้าก็คิดเช่นนั้นท่านพระยา พึ่งเคยเห็นสาวชนชั้นไพร่เรียนเขียนอ่านเป็น บุรุษที่เป็นถึงลูกเจ้าขุนมูลนายบางคนยังมิอาจอ่านหนังสือฝรั่งได้ด้วยซ้ำ..” เสียงทุ้มเข้มเว้นเงียบไปอึดใจหนึ่งแล้วกล่าวต่อด้วยเสียงที่ค่อนข้างกดต่ำลงกว่าเก่าเห็นได้ชัดสวนทางกับสีหน้ายิ้มละมุน  “ยิ่งเป็นสตรียิ่งน่าแปลกใจ เว้นเสียแต่จักเป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

 

 

บรรยากาศเงียบสงัดลงทันตา เงียบเสียจนได้ยินเสียงสายลมเย็นยามเช้าพัดผ่านระหว่างเหล่าสตรีและเหล่าบุรุษ พระธิดาตัวจริงรู้สึกพลาดท่าเสียที นึกโกรธตัวเองยิ่งนักที่เผลอทำตามใจตัวเองจนกลายมาเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายใช้จ้องจับผิดเสียได้ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเป็นแนวเส้น  ทันใดนั้นเองเสียงหวานสั่นประหม่าดังขึ้นทำลายความเงียบงันเหล่านั้นเสีย

“ข..ข้าสอนนางเองเจ้า”  สตรีเรือนผมสีดำตัดสั้นเท่าติ่งหูโกหกใส่บุรุษยศพระยาทั้งสอง “ข้าอยากให้พวกนางได้มีความรู้น่ะเจ้า จึงสอนภาษาฝรั่งให้บ้างในบางครั้ง”

“โอ้!!!เป็นเช่นนี้ดอกรึ!!!ข้าก็ตกใจเสียแทบแย่ เซย์พูดเสียจนข้านึกว่าเจ้านางคุโรโกะกับบ่าวไพร่ผู้นี้สลับตัวกัน คิดแล้วไซร้ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันยิ่งนัก ในเมื่อพระธิดาแห่งนครเชียงตุงงดงามเพียงนี้จักเป็นชนชั้นบ่าวได้เยี่ยงไรกัน คิดเช่นนั้นไหมจ๊ะเซย์” พระยาเรโอะหัวเราะร่วน โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าตัวเดานั้นถูกต้องทุกประการ เจ้านางน้อยตัวจริงได้แต่เก็บความขุ่นเคืองใจในเอาไว้กับคำพูดของพระยากริยาผิดเพศผู้นี้กล่าวหาว่ารูปโฉมของนางหาได้มีความงามน่าเตะตาและยังควรค่ากับชนชั้นข้าทาสบริวารอีก

 

 

เอาเถิดจะโกรธไปก็ใช่เรื่อง ตั้งแต่เล็กจนโตถูกทักสลับตำแหน่งกับอิซึกิจนคุ้นชินเสียแล้ว

ทว่า..ครานี้ต้องขอบใจรูปลักษณ์จืดชืดของตนพ่วงด้วยคำโกหกของอิซึกิได้ช่วยชีวิตเอาไว้

 

 

“ข้าก็คิดเห็นเหมือนกับท่านพระยาเรโอะ  ที่สำคัญไปกว่าคือเจ้านางคุโรโกะช่างน้ำใจงามยิ่งนัก” พระยาอาคาชิเมินสาวเรือนผมสีฟ้าอ่อน หันกลับไปชมเชยสตรีร่างบอบบางเรือนผมสีดำสั้นเท่าติ่งหู  อิซึกิจำต้องแสร้งยิ้มหวานรับคำชมเหล่านั้นแม้ว่าแท้จริงจักเป็นความลวงก็ตาม  ฝีเท้าย่ำเข้ามาใกล้ทำให้การสนทนาของเหล่าหญิงสาวจากเชียงตุงดินแดนหนึ่งในอาณาจักรล้านนากับยอดบุรุษยศพระยาทั้งสองหยุดลงแล้วหันไปมองผู้มาเยือน เป็นสาวงามโดดเด่นมาแต่ไกลเรียกสายตาเหล่าบุรุษที่ผ่านไปมาแถวนั้นให้เหลียวมองจนคอแทบพลิกผัน รวมถึงพระยาอาคาชิกับพระยาเรโอะด้วย  คุโรโกะลอบมองคนหนุ่มทั้งสองโดยเฉพาะเจ้าของเรือนผมสีแดงสั้นแล้วนึกหมั่นไส้รุนแรงใต้ท่าทีสงบนิ่งไร้อารมณ์

 

 

นี่แหละหนา..สิ่งที่เรียกว่าบุรุษเพศ  ต่อให้เป็นถึงยอดบุรุษก็หวั่นไหวกับดอกไม้งาม

 

 

“สวัสดียามเช้าจ้ะแม่เฟื้อง วันนี้แม่เฟื้องยังคงงดงามมิแปรเปลี่ยนสมเป็นสาวงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เลยนะจ๊ะ”

“ท่านพระยาเรโอะก็ชมข้าเกินไปจ้ะ”  แม่เฟื้องยิ้มเอียงอายจนแก้มใสขึ้นสีแดงดั่งลูกตำลึงสุด ถึงกระนั้นคำชมของพระยาเรือนผมดำยาวคลอเคลียลำคอหนา ถึงพระยาเรโอะจะเป็นคนกล่าวทักทาย หากแต่สายตานางกลับชมดชม้อยเอียงอายใส่คนหนุ่มเรือนผมสีแดง ฝ่ายคนหนุ่มยิ้มเล็กน้อยด้วยท่าทีสุขุมทำท่าเหมือนไม่รู้สาทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าหญิงสาวผู้นี้แอบชอบพอตัวเขาอยู่

“เจ้านางคุโรโกะ ข้าขอแนะนำแม่เฟื้องให้ท่านได้รู้จัก นางเป็นหัวหน้านางในของวังขอรับ” พระยาอาคาชิกลับมาสนทนาต่อกับพระธิดาแห่งนครเชียงตุงกับเหล่าคนติดตามที่เกือบจะถูกลืมเลือนเป็นอากาศไปเสียแล้วหลังการปรากฏตัวของสาวงามที่สุดแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  แม่เฟื้องหันหน้ามามองหญิงสาวสูงศักดิ์จากแดนไกลที่ถูกเชิญจากองค์พระเจ้าอยู่หัวให้มาประทับอยู่ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ก่อนจะส่งยิ้มหวานเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพพร้อมย่อตัวถอนสายบัวเคารพอย่างสุภาพนอบน้อม

“หม่อมฉันมีนามว่าเฟื้อง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบเจอกับเจ้านางคุโรโกะนักเจ้าค่ะ”

“จักว่าไปแล้ว ข้าได้ข่าวมาว่าแม่เฟื้องกำลังหาคนมาช่วยงานนางในเพิ่มมิใช่หรือ..ถ้าเป็นเช่นนั้นแม่เฟื้องไม่ลองยืมตัวบ่าวไพร่ของเจ้านางคุโรโกะไปช่วยหน่อยหรือ โดยเฉพาะสตรีผมสีฟ้าผู้นี้สามารถอ่านหนังสือฝรั่งได้จักต้องช่วยงานแม่เฟื้องได้ดีแน่” จู่ๆพระยาอาคาชิเสนอหนทางช่วยเหลือสาวงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่สำคัญยังเจตนาเจาะจงตัวคุโรโกะอีก!!  แม่เฟื้องตะลึงพรืดมองผ่านหลังเจ้านางจอมปลอมไปยังคนติดตามด้านหลัง แล้วละสายตามาส่งสายตาขอความช่วยเหลือกับสตรีเรือนผมสีดำสั้นเท่าติ่งหู  อิซึกิอ้ำอึ้งไม่รู้จักตัดสินใจเช่นไรดีจึงเหลียวมองไปสบตาสีฟ้าไร้อารมณ์ด้วยสายตาเป็นเชิงถามความคิดเห็น

 

ใจจริงไม่อยากให้ไป เนื่องจากว่าหนึ่งในคนติดตามแท้จริงคือพระธิดาแห่งนครเชียงตุง  ทั้งเป็นห่วงและก็ไม่อยากให้ลำบากกับงานบ่าวไพร่ ทว่า…สายตาที่ส่งกลับมานั้น บังคับให้ตอบตกลง

 

 

“ได้เจ้า” อิซึกิจำยอมตกปากรับคำอนุญาตทำตามคำสั่งผ่านสายตาของนายเหนือหัว  โคงาเนะรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมากที่จะปล่อยคุโรโกะไปคนเดียว มือเรียวรั้งจับชายเสื้อผ้าไหมสีดำด้านหลังส่งสายตาอยากให้ตัวเองไปด้วย หากแต่คุโรโกะกลับมุ่นคิ้วส่งสายเชิงดุทำให้คนติดตามเรือนผมสีน้ำตาลจำใจปล่อยมือ

 

นายเหนือหัวจำต้องมีบ่าวไพร่ตามปรนนิบัติรับใช้คอยติดตาม หากโคงาเนะไปด้วยแล้วไซร้จะยิ่งเป็นที่ระแคะระคาย

พระยาอาคาชิช่างเจ้าเล่ห์นัก!!!คิดจะจับอากัปกริยาจากคนของข้า!!!

 

 

คล้อยหลังแม่เฟื้องเดินจากไปพร้อมกับเจ้านางตัวจริงในคราบบ่าวไพร่คนติดตาม เหลือเพียงเจ้านางจอมปลอมกับสาวใช้ที่เหลืออีกหนึ่งคือโคงาเนะ  ส่วนพระยาเรโอะก็แยกตัวไปภารกิจของตนต่อทิ้งพระยาอาคาชิที่ดูจะว่างงานในช่วงเพลานี้

“อากาศยามเช้าในวันนี้ช่างสดใส หากมิเป็นการรังเกียจอันใด เจ้านางคุโรโกะช่วยเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าจักได้หรือไม่ขอรับ”

ถึงจะไม่รู้เท่าทันจุดประสงค์แน่ชัดจากพระยาหนุ่มเรือนผมสีแดงสั้นผู้นี้นัก อย่างไรเสีย ณ เวลานี้เธอคือ ‘เจ้านางคุโรโกะ’  ต้องสวมรอยเป็นพระธิดาของเจ้านครเชียงตุงหนึ่งในอาณาจักรล้านนาอันยิ่งใหญ่แห่งแดนเหนือ การกระทำการใดๆสามารถส่งผลถึงชื่อเสียงของเจ้านางได้ การปฏิเสธคำเชิญชวนโดยเฉพาะจากปากคู่หมั้นนั้นคงจะดูไม่ดีนัก

“ได้เจ้า”  จึงจำใจต้องตอบตกลงเดินเคียงคู่ชายหนุ่มเรือนผมสีแดงสั้นเจ้าของสมญานามบุรุษไร้พ่าย

 

 

.

.

.

 

 

ปึก!!!!!!

 

กองตะกร้าใส่มะรุมจำนวนมากวางกระแทกลงหน้านางในชาวล้านนา คุโรโกะปริบตามองฟักมะรุมก่อนจะหยิบขึ้นมาพิจารณาครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ามองแม่หญิงเฟื้องที่ยืนเท้าสะเอวค้ำหัวอยู่ในเรือนรองรับนางในที่ใครต่อใครหลายคนง่วนอยู่กับการตระเตรียมอาหารชาววังส่วนหนึ่ง บางส่วนก็หันไปเย็บปักทักร้อยและบางส่วนกลับจับกลุ่มคุยกันเบียดเบียนหน้าที่การงานคนอื่นๆเสียอย่างนั้น

“นี่คืองานของเจ้า ฝานมะรุมทั้งสามตะกร้านี้ให้เสร็จสิ้นก่อนเที่ยง อย่าได้ชักช้าเสียล่ะ” สั่งเสร็จก็หันไปนั่งสมทบกับกลุ่มนางในที่เอาเปรียบไม่ยอมทำงานทำการซึ่งมีด้วยกันหกคน ไม่วายส่งสายตามามองพร้อมหันกลับไปหัวเราะคิกคัก

 

“แม่เฟื้องเอาอีกแล้ว..เจตนาแกล้งกันเห็นๆ ฟักมะรุมใช่ว่าปลอกกันได้ง่ายๆเสียที่ไหน”

“น่าสงสารชาวล้านนาผู้นั้นนัก ไอ้เราจักไปช่วยนางก็คงมิได้ แค่งานตัวเองก็มือยุ่งเป็นพัลวันแล้ว”

“ความสวยเอาหน้านั่นแล ต่อให้เราไปฟ้องว่าแท้จริงแม่เฟื้องอู้งานก็หาได้มีใครเชื่อ”

 

นางในคนหนึ่งกระซิบกระซาบนินทาหัวหน้านางในกลับกลุ่มเพื่อนที่จงรักภัคดีพลางขยับมือเนาผ้าเตรียมเย็บปักถักร้อยให้ทันกำหนดการ ต่างคนต่างส่ายหน้าระอาใจกับนิสัยเสียที่ซ่อนเอาไว้ใต้รูปโฉมงดงามหยดย้อยจนทำให้เหล่าบุรุษหลงเสน่ห์ไม่ว่างเว้นในแต่ละวัน จนถึงขั้นฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงสตรีผู้นี้ก็มีมาแล้ว  คุโรโกะนั่งอยู่ ณ จุดห่างไกลจากคนอื่นถึงกระนั้นก็ยังได้ยินคำนินทาถึงแม่เฟื้อง สาวงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้มีใบหน้าสวยคมดั่งมนต์สะกด ดวงตาสีดำดั่งลูกกวางกับเส้นผมสีดำเข้มยาวสลวยเงางาม ผิวพรรณขาวผ่องดั่งแตงร่มใบมองไหนจะรูปร่างโค้งเว้าๆได้สัดส่วนตรงตามสตรีที่พึ่งควรมีทุกประการ ยิ่งเห็นอากัปกริยาฉอเลาะยามสนทนากับเหล่าบุรุษเมื่อครู่นั้น ยิ่งทำให้รู้ว่าสตรีผู้นี้เอาตัวรอดจากการอู้งานไปวันๆได้เยี่ยงไร

 

 

“เฮ้อ…”  คิดไปก็ปวดหัว  หาใช่เรื่องที่เธอจำต้องใส่ใจ มือขาวนิ่มหยิบเอามีดมขึ้นมาเก้ๆกังๆ จ่อฟักมะรุมนานสองนานก่อนจะค่อยๆฝานออก  ซึ่ง..เหนียวมาก พอปลอกออกก็เปลือกก็หลุดออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

“แม่เฟื้องข้าเคยได้ยินว่าพวกล้านนาเป็นพวกเชื่องช้าเหมือนวัวเคี้ยวเอื้องก็มิปาน แล้วแบบนี้งานจักเสร็จก่อนเที่ยงดอกรึ”

“ข้ามิสนดอกแม่แย้ม ถ้าช้าก็เป็นความผิดของนาง มิใช่ของข้าแต่อย่างใด คิกๆ เจ้ารู้อันใดไหม วันนี้ข้าพบเจอเจ้านางคุโรโกะแล้ว ช่างดู อืดดดดอาดดดดด ยืดดดดดยาดดดดดดด มากกกกกกกกกกกก เลยยยยยยย”

“ต๊าย!!แม่เฟื้องก็พูดเข้า ไปว่าเจ้านางเดี๋ยวมีบ่าววิ่งแจ้นไปฟ้อง เอ..หรือจะเดินยืดดดดดดดยาดดดดดดดไปฟ้องกัน”

กลุ่มนางในล้อเลียนชนชาติกำเนิดของสาวล้านนาเจตนากระแทกวาจาใส่เห็นได้ชัด คุโรโกะเมินเสียงหัวเราะร่วนสนุกสนานหันมาใจจดใจจ่อกับหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับมา ไม่คิดแม้แต่จะให้ค่าความสนใจคำพูดคนเหล่านี้  แต่แล้วเสียงล้อเลียนเบนเปลี่ยนเป้าหมายไปเมื่อมีใครบางคนเดินโซเซขึ้นเรือนมาทั้งในสภาพเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้าจนสไบสีชมพูแนบเนื้อ

 

“มาแล้วเหรอแม่ฟุริฮาตะ ตายแล้ว!!!เจ้าไปทำการอันใดมาเนื้อตัวถึงได้เปียกโชกเหม็นไปหมด!!!”

“ข…ข้ากำลังซักผ้าตามที่แม่เฟื้องบอก แต่แล้วก็..พลัดตกคลองหลังเรือนน่ะจ้ะ” นางในเรือนผมสีน้ำตาลสั้นตัวเปียกจนหัวลีบอธิบายทั้งเสียงอ้อมแอ้ม

“เจ้านี่มันสะเพร่านัก  รีบไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมาร้อยมะลิต่อด้วย”

“เอ๋!!? แต่นั่นงานของแม่เฟื้อง มิใช่หรือจ๊ะ?”

“เจ้าไม่อยากเป็นเพื่อนกับข้าแล้วหรือจ๊ะ?”

 

หญิงงามถลึงตาดุใส่สาววัยสะพร่าง ฟุริฮาตะสะดุ้งโหยงตัวสั่นกลัวก้มหน้างุดหลบสายตาส่ายหน้ารัวๆ แล้ววิ่งกลับเข้าไปในเรือนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ โดยมิทันสังเกตเห็นว่ากลุ่มแม่เฟื้องแอบหัวเราะกัน

“นังหัวฟูช่างโง่เขลาเสียจริง  โดนถีบตกน้ำยังมิรู้ตัว”  เป็นการกลั่นแกล้งในหมู่นางใน ช่างน่าสงสารสตรีผมสีชมพูผู้นั้นนัก คุโรโกะมุ่นคิ้วไม่ค่อยพอใจกับการกระทำของหญิงสาวกลุ่มนี้ที่รุมรังแกสาวผมสีน้ำตาลราวกับเป็นตัวตลกก็ไม่ปาน แต่ก็ยังเลือกที่จะเมินเฉยไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวให้มากความนัก

 

.

.

 

เวลาผ่านไปสองสามชั่วโมงแล้ว กองดอกมะลิจำนวนมากมายมหาศาลอยู่ในกระจาดหน้าสาวผมสีน้ำตาลสั้นชี้ฟูในชุดสไบสีน้ำเงินกับผ้าถุงสีเขียวซึ่งผลัดเปลี่ยนมาใหม่ นางนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ไม่ห่างไกลจากเจ้านางคุโรโกะตัวจริงซึ่งแต่งกายในชุดผ้าไหมสีดำของบ่าวไพร่อิซึกิกำลังนั่งพับเพียบฝานฟักมะรุมที่ลดหลั่นไปเพียงแค่ครึ่งตะกร้าแรกเท่านั้น

“มองหน้าข้าตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว มีอันใดหรือเจ้า?” คุโรโกะไม่อาจทนไหวที่จะแสร้งนิ่งทำเป็นไม่รับรู้ว่ากำลังถูกอีกฝ่ายจับจ้องอยู่  ใบหน้าจืดชืดผินไปสบตาสีน้ำผึ้งจุดเล็กเปล่งประกาย นางคลี่ยิ้มซื่อๆแล้วเขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆโดยไม่ลืมหยิบเอากระจาดมะลิมาด้วย

“อ..เอ่อ..ข้าชื่อฟุริฮาตะนะจ้ะ”

“ข้ารู้จักชื่อเจ้าตั้งแต่แม่เฟื้องเรียกเมื่อครู่แล้วเจ้า” คุโรโกะตอบหน้าตาย

“น..นั่นสินะจ้ะ แหะๆ เจ้าชื่ออะไรดอกรึ?” แม่หญิงฟุริฮาตะถาม

“…อิซึกิ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะจ้ะแม่อิซึกิ วันนั้นที่เจ้านางคุโรโกะเสด็จมาเยือนข้าก็ไปเข้าดูด้วยนะจ้ะ เจ้านางงดงามมาก..ข้าคิดว่างามกว่าแม่เฟื้องเสียอีก ข้าอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง จักว่าไปแล้วตัวจริงเจ้านางเป็นคนเช่นไรหรือจ้ะ”  คำถามซื่อๆเปี่ยมไปด้วยความประทับใจในรูปลักษณ์ของพระธิดาแห่งเชียงตุงตัวปลอม ทำเอาเจ้านางตัวจริงหน้าชาไม่น้อย ถึงกระนั้นก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ เธอหันมาพยายามใช้มีดออกแรงฝานเปลือกฟักมะรุมต่อ

 

“เป็นสตรีที่ใครต่อใครไม่อยากเชื่อสายตาว่าจักเกิดในชนชั้นสูง ทั้งจืดจาง เรือนลาง และถูกใครต่อใครเรียกลับหลังว่า ‘เจ้านางไร้วิญญาณ’ ”

“ไร้วิญญาณ? เจ้าล้อเล่นกับข้ารึเปล่า เจ้านางออกจะงดงามชวนสะกดใจบุรุษทั้งนั้น”

“สิ่งที่เจ้าเห็นอาจมิได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด แม่ฟุริฮาตะอย่าคาดหวังอันใดนักเลยเจ้า”

 

คุโรโกะตอบปัดตัดบทสนทนาเพียงเท่านี้ ฟุริฮาตะเงียบปากลงแต่ก็เพียงชั่วครู่ยามเท่านั้น จู่ๆสาวเรือนผมสีน้ำตาลสั้นฟูฉวยหยิบมีดและฟักมะรุมในมือของเธอไปเสียอย่างนั้น  “เจ้าปลอกผิดวิธีจ้ะ ข้าจักสอนให้เจ้าต้องเริ่มตัดส่วนหัวแบบนี้ก่อน”

ดวงหน้าจืดจางมองสาวตาจุดที่วิสาสะเสนอตัวเข้ามาสอนการปลอกมะรุมอย่างถูกวิธีให้ เพียงเวลาสั้นๆเปลือกที่ทั้งเหนียวและแข็งถูกลอกออกไปเหลือเพียงฝักสีขาวอมเขียวนวลทันตาเห็น คราวนี้ฟุริฮาตะยื่นมีดกลับคืนให้อีกฝ่ายได้ลองทำดู คุโรโกะพยายามจดจำสิ่งที่อีกฝ่ายสอนแล้วลงมือทำตามถึงจะไม่ได้รวดเร็วเท่าสตรีผมสีน้ำตาลสั้นนัก แต่ก็ปลอกได้อย่างง่ายดายกว่าที่กระทำมาก่อนหน้านั้นหลายเท่าตัว  “ข้าทำได้แล้ว..ง่ายกว่าที่คิดเสียอีกนะเจ้า”

“อื้ม!! จะว่าไปแล้วมือของเจ้าแดงถลอกไปหมด เดี๋ยวข้าจักพันผ้าให้จ้ะ” มือเรียวค่อนหยาบจับมือขาวซีด มาพิจารณาดูรอยแดงถลอกพลางหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวพันรอบๆฝ่ามือแก้ขัดกันเจ็บไปพลาง  ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับมือของสาวใช้ล้านนาที่นุ่มนิ่มมาก..นิ่มจนฟุริฮาตะมุ่นคิ้วฉงน   “แม่อิซึกิมือนิ่มมากจ้ะ ไม่ค่อยได้ทำงานบ้านเรือนดอกรึ?”

“ข้าหมั่นดูแลรักษาผิวมือด้วยดอกคำฝอยน่ะเจ้า”  เจ้าของเรือนผมสีฟ้ารีบดึงมือตัวเองกลับมา โกหกหน้าตายใส่อีกฝ่าย โชคดีที่หญิงสาวตรงหน้าค่อนข้างจะเป็นคนที่ดูซื่อๆ เลยหลงกลพยักหน้าเชื่อคำพูดของเธอ  ฟุริฮาตะกลับไปหมายจะร้อยมาลัยต่อแต่แล้วกระจานดอกมะลิถูกฝ่าเท้าของนางในหนึ่งในกลุ่มแม่เฟื้องเตะกระเด็นจนดอกมะลิดอกน้อยกระจายพื้น

 

“อุ้ย!!ขอโทษจ้ะแม่ฟุริฮาตะ ข้าตาไม่ดีเลยไม่ทันสังเกตเห็น”  ขอโทษไม่ว่าเปล่ายังเอาเท้าเหยียบมาลัยสิบอันที่พึ่งร้อยเสร็จไปก่อนหน้า ทั้งเหยียบทั้งขยี้จนเละเทะไม่มีชิ้นดี

“ข้าต้องขอโทษแทนแม่ยิ้มด้วยจ้ะ นางสายตาไม่ดีเท่าไหร่ แม่ฟุริฮาตะร้อยมาลัยเก่งที่สุดในพวกเราแล้ว ทำใหม่ทันอยู่แล้วจริงไหมจ้ะ เจ้าต้องไม่อยากให้เพื่อนรักเช่นข้าต้องโดนองค์พระราชชนนีตำหนิติเตียนที่มิได้นำมาลัยไปถวายใช่ไหมจ้ะ” แม่เฟื้องรีบวิ่งปรี่เข้ามาทำทีเป็นห้ามทัพ แล้วยังกำชับจิกหัวใช้งานหญิงสาวผมสีน้ำตาลฟูอีก

“ม…ม…ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวฉันร้อยใหม่ ห..ให้นะจ้ะ” เสียงใสกังวานสั่นเครือ มองซากดอกไม้ที่ยับเยิน สิ่งที่หลังคดหลังงอนั่งทำนานสองนานพังทลายไม่มีชิ้นดีและอีกไม่นานก็ต้องนำส่งให้องค์พระราชชนนีคู่ขวัญขององค์พระเจ้าอยู่หัวนำไปถวายบนหิ้ง แม่เฟื้องเหยียดปากกระจับได้รูปยกยิ้มพอใจ ส่งสายตาแสร้งเวทนาแล้วเดินเชิดจากไปพร้อมกลุ่มของนาง

 

 

ปึก!!!

 

หน้าอกหน้าใจของแม่เฟื้องชนเข้ากับบางสิ่ง ดวงตาสีดำดั่งลูกกวางหลุบมองต่ำก็พบเข้ากับหญิงสาวแดนไกลตัวเล็กยืนขวางทางอยู่

“เจ้าควรจักเลิกรังแกแม่ฟุริฮาตะเสีย นี่เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง” เสียงหวานเรียบกดต่ำเย็นเยียบใส่ เธอมิอาจทนเฉยเมยได้อีกต่อไปกับการกระทำน่ารังเกียจของสาวงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้นี้

 

 

มากเกินไปแล้ว..มากเกินจะทนไหว

 

 

“เจ้าพูดอันใด ข้าน่ะหรือแกล้ง?  แม่ฟุริฮาตะตกปากรับคำทำงานแทนข้าเองและข้าก็มิได้รังแก แม่ยิ้มเองก็มิได้ตั้งใจ ซึ่งก็ขอโทษไปเรียบร้อยแล้วแล้ว”   ปลายนิ้วเรียวยาวจรดหน้าผากลาดมนหลังปอยผมสีฟ้าออกแรงจิ้มแรงจนอีกฝ่ายหัวโงนเงน

“อย่ามาใส่ร้ายข้านังไพร่ล้านนา  เจ้าคิดว่าการเป็นสาวใช้ของเจ้านางคุโรโกะคู่หมั้นคู่หมายท่านพระยาอาคาชิแล้วจักทำชูคอไม่สนใจกฎเกณฑ์นางในของที่แห่งนี้ได้หรือ จะบอกอะไรให้เอาบุญ แม่เฟื้องผู้นี้ตั้งหากที่จะได้เป็นคู่ชีวิตของท่านพระยา จำใส่หัวแล้วคาบข่าวไปบอกนายเหนือหัวของเจ้าด้วย!!”  คำประกาศกร้าวบอกให้รู้ว่าหัวใจของสตรีผู้นี้หมายมั่นจะมอบให้ใครไปเสียมิได้นอกจากยอดบุรุษแห่งสยาม

 

 

“เข้าใจแล้วเจ้า..”  คุโรโกะกล่าวทั้งเสียงเรียบเย็น เรียกรอยยิ้มกระหย่องเหนือชัยบนดวงหน้าสะสวยล้อมเส้นผมสีดำยาวสลวย หากแต่ประโยคหลังที่ตามทำเอาเธอถึงกับหน้าชา “แม่เฟื้องช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามจนใครๆต่างก็หลงใหล  รู้จักใช้เสน่ห์กับหน้าตาสะสวยเหล่านั้นเพื่อเอาหน้าและโลมเลียลำแข้งใครต่อใครได้อย่างช่องชำนาญ จักมีสตรีใดทำได้เยี่ยงแม่เฟื้องอีกเล่า ท่านพระยาอาคาชิก็คงจักชอบพอใจดอกไม้งามเช่นแม่เฟื้องเป็นแน่แท้เจ้า”

ช่างเป็นวาจาร้ายกาจที่ทำเอาสาวเจ้าผู้ถูกด่าถึงกับหน้าแดงก่ำโมโหโกรธาอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก เหล่านางในคนอื่นๆรวมถึงเพื่อนในกลุ่มของนางเอง ถึงกับก้มหน้าขำคิกคักสะอกสะใจ ก่อนจะโดนสายตาลูกกวางน้อยถลึงตาใส่เสียงหัวเราะจึงเงียบกริบ  พอทุกอย่างดูสงบลง คุโรโกะจึงเมินเฉยเดินกลับไปยังกองตะกร้าฟักมะรุมที่ยังเหลืออยู่

 

 

 

หมับ!!!!

 

“พูดจาโอหังใส่ข้าแล้วคิดว่าจักเดินสะบัดก้นไปง่ายๆดอกรึ!!!!”  ฝ่ามือเรียวกระชากต้นแขนใต้ชุดผ้าไหมสีดำแขนยาวเข้ามาแล้วตบแรงจนร่างเล็กกลิ้งหลุนล้มทับกองตะกร้ามะรุม ลานทำงานของนางในกลายเป็นสมรภูมิรบ หลายคนพากันยกงานของตนวิ่งหนีหลบจ้าละหวั่น ส่วนมากไม่มีใครกล้าหือกับแม่เฟื้องเอาแต่กลัวตัวสั่นงก ๆ บ้างก็เข้ามาทำตัวมุงดูอย่างสนุกสนานที่ได้เห็นการตะลุมบอน

“ย..อย่าจ๊ะแม่เฟื้อง!!อย่าทำร้ายแม่หญิงอิซึกิ!!!!”

“ไสหัวฟูๆของเจ้าไปไกลเสียนังโง่!!!”   สาวงามซึ่งบัดนี้โดนความโกรธเข้าครอบงำ ได้ใช้เท้าถีบสตรีเรือนผมสีน้ำตาลฟูจนกระเด็นหัวกระแทกเสาจนทรุดล้มลงไปกองกับพื้น  เหล่านางในคนอื่นๆเห็นท่าไม่ดีเสียแล้วจึงพยายามเข้าไปช่วยหยุดยั้งการวิวาท หากแต่กลับโดนกลุ่มสหายของแม่เฟื้องผลักดันให้ถอยไปห่างๆ ปล่อยให้สาวงามคร่อมร่างสาวใช้จืดจางจิกหัวตบซ้ายขวาจนสาแก่ใจ   แม่หญิงฟุริฮาตะขยับตัวเล็กน้อยทั้งหัวอื้ออึงไปหมดจากแรงกระแทกดังกล่าว ดวงตาสีน้ำผึ้งแสบตาซ้ายไปหมดเหมือนมีอะไรไหลเข้าตา ครั้นเอามือแตะขมับที่ปวดหนึบดูก็พบกับโลหิตสีแดงไหลริน

“ล..เลือด….” ฟุริฮาตะปากสั่นระริก หวาดกลัวจับใจจนทำอะไรไม่ถูก ดวงเนตรสีน้ำผึ้งมองไปรอบๆลานนางชลมุนวุ่นวายแล้วตัดสินใจกัดฟันรวบรวมแรงกายที่มีลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปจากเรือน

 

 

.

.

.

 

 

“นั่งชมสระบัวจากศาลาแห่งนี้ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัยก็งดงามมิเคยเปลี่ยนเลยนะขอรับ”

“ข้าก็คิดเห็นเช่นเดียวกับท่านพระยาอาคาชิเจ้า”

“อากาศยามเช้า สายลมโชยอ่อน จุดตรงนี้ช่างเงียบสงบควรค่าแก่การปลีกวิเวกมาอ่านหนังสือยิ่งนัก”

“จ..เจ้า”

 

บทสนทนาแทบนับคำได้ระหว่างพระยาอาคาชิกับนางในอิซึกิที่จำต้องสวมรอยเป็นพระธิดาของเจ้านครเชียงตุง ดำเนินไปอย่างเนิบนาบ ค่อนไปทางถามไถ่เรื่องดินฟ้าอากาศเสียมากกว่า ดวงตาเรียวหยีเล็กสีนิลเหลือบมองหน้าคมคายครึ่งซึกของคนหนุ่มผมแดงที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมระเบียงศาลา  ตลอดเวลาที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกันนางสัมผัสได้ว่าว่าอีกฝ่ายช่างสุภาพบุรุษ เก่งกาจมากความสามารถทั้งสติปัญญาและการรบ รวมทั้งยังรูปงามคมเข้ม  ดูแล้วก็มิน่ารังเกียจแต่อย่างใดควรจักปลื้มใจเสียด้วยซ้ำที่ได้ชายผู้นี้เป็นคู่หมั้นคู่หมาย

 

 

ถึงจะน่าหวาดหวั่นตรงที่เป็นคนช่างสังเกตจนเกือบเผลอคิดว่าล่วงรู้ความลับเสียแล้ว กระนั้นก็มิน่าเป็นเหตุน่าขุ่นเคืองใจ

ไม่เข้าใจความคิดของเจ้านางน้อยเอาเสียเลย เหตุใดหนอถึงได้ตั้งป้อมมิชอบกัน?

 

 

“เจ้านางคุโรโกะผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้ออารียอมสละเวลาสอนหนังสือบ่าวไพร่ แสดงว่าโดยปกติเจ้านางชื่นชอบการอ่านหนังสือเช่นนั้นหรือขอรับ”

“ใช่เจ้า ข้าชื่นชอบการอ่านเป็นอย่างยิ่ง” อิซึกิตอบไปตามความจริงที่ว่านายเหนือหัวรักใคร่การอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นกิจกรรมของบุรุษเพศมากกว่าจะมาสนใจงานเย็บปักถักร้อยหรือชื่นชมดอกไม้ไปวันๆ  อาคาชิพยักหน้าแล้วผินกายมามองสตรีเรือนผมสีดำสั้นเท่าติ่งหูที่นั่งประสานมือเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ในศาลา ปากหนาได้รูปยกยิ้มมุมปากก่อนจะขยับพูดชวนสนทนาต่อ

“ถ้าเป็นเช่นนั้น  เจ้านางคิดเห็นเช่นไรกับเรื่อง Pride & prejudice  ขอรับ”

“เอ๋!?”   เสียงหวานอุทาน เลิกคิ้วสูงฉงนงุนงง อาคาชิขยับเท้าเดินเข้ามาใกล้ร่างบอบบางในชุดผ้าไหมชนชั้นสูงแล้วกล่าวถามย้ำอีกครั้งทั้งเสียงทุ้มนุ่ม ผิดกับดวงเนตรสีทับทิมคมกริบจ้องเขม็งเข้าไปในดวงเนตรสีนิลสวย..จ้องจนหญิงสาวชาวล้านนาขนลุกซู่จำต้องยกมือมาลูบต้นแขนใต้เสื้อผ้าไหมแขนยาวไปมา

“อ..เอ่อ..”

“เจ้านางคุโรโกะที่เป็นถึงผู้สอนชนชั้นไพร่ จักต้องมีการตีความบทประพันธ์ที่แตกฉานเป็นแน่ ข้าจึงอยากจะรู้ความคิดเห็นว่าท่านคิดเช่นไรกับเนื้อหาของหนังสือที่ผู้ติดตามผมสีฟ้าผู้นั้นจ่ายเบี้ยซื้อมา”

 

 

ซ….ซวยแล้วไหมเล่า!!!!!!!!!!

 

 

ร่างบางหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เหงื่อซึมมือจนชื้นแฉะ ดวงเนตรคู่งามกลอกไปมาล่อกแล่กหันไปสบตามองโคงาเนะที่กำลังนั่งพับเพียบบนพื้นก็หาได้ช่วยหาคำตอบเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ  และความเป็นจริงคือพวกนางอ่านภาษาฝรั่งไม่ออกแม้แต่นิด ต่างคนต่างอ้ำอึ้งพูดไม่ออกได้แต่กลืนน้ำลายก้อนแล้วก้อนเล่าลงคอ

“เจ้านางคุโรโกะ ท่านเงียบเช่นนี้แปลว่า..มิได้อ่านหนังสือเรื่องนั้นรึขอรับ”

“อ..อ่านเจ้า เอ่อ..ข้าอ่านไปนิดหน่อยน่ะเจ้า ยังมิได้อ่านไปมากเท่าใดนัก จึงมิอาจให้คำตอบท่านพระยาได้ในเพลานี้น่ะเจ้า”

“น่าแปลกนะขอรับ ข้ามีสหายชื่นชอบการอ่านหนังสือคนหนึ่ง โดยนิสัยแล้วหากได้ซื้อหนังสือเล่มใหม่จักต้องรีบอ่านไปอย่างมากก็สามถึงสี่บท”  พระยาอาคาชิหรี่ตามอง

“เจ้านางน้อยรู้สึกเหนื่อยเพลียจากการแปลกถิ่นน่ะเจ้า ก็เลยต้องการเพลาในการปรับตัวซักเล็กน้อยจึงยังมิพร้อมที่จักอ่านหนังสือ ยิ่งเป็นหนังสือฝรั่งยิ่งต้องใช้เวลามากโขในการแปลความน่ะเจ้า”  นางในโคงาเนะรีบช่วยสหายแถโดยพลัน ไม่รู้ว่าจักช่วยได้มากน้อยแค่ไหน สีหน้าของพระยาอาคาชิยังคงเรียบนิ่งเฉยชาเช่นเคย โดยเฉพาะดวงเนตรคมกริบสีแดงคู่คมฉายแววนิ่งไม่ไหวติ่ง..นิ่งจนอ่านไม่ออก

“เช่นนั้นรึ ข้าคงจักละลาบละล้วงเจ้านางคุโรโกะมากไป ขออภัยด้วยขอรับ” พระยาอาคาชิโค้งขอโทษอีกฝ่าย

“มิเป็นไรเจ้า ข้ามิได้ถือโทษโกรธท่านพระยาแต่อย่างใด”  อิซึกิยิ้มแหยๆ ในใจแทบกรีดร้องหวาดผวานักจนต้องล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อผุดพรายตามใบหน้า  โคงาเนะหันหน้าออกไปลอบถอนหายใจโล่งอก จังหวะนั้นตาสีน้ำตาลสังเกตเห็นเค้าร่างของสตรีวิ่งโซซัดโซเซหมายตรงมายังศาลาริมสระบัวแห่งนี้

 

 

แต่แล้วจู่ๆกลับล้มพับไปกลางทาง!!

 

 

“มีคนล้มเจ้า!!!” นางร้องเสียงหลงทำให้สองหนุ่มสาวหันไปมองตามทิศทางดังกล่าว พวกเขาพลุนพลันลุกไปสมทบกับสาวใช้นางในโคงาเนะที่วิ่งออกไปประคองร่างสตรีนางในผู้นั้นลุกขึ้นมา โลหิตสีกาชาดไหลรินจากขมับซ้ายหยดแล้วหยดเล่าจนนางต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าในสาปเสื้อผ้าไหมสีดำประคบซับรอยแผล  “หัวแตกเสียด้วย ข้าจักเรียกหมอหลวงให้นะเจ้า”

สาวใช้นางในเรือนผมสีน้ำตาลฟูปรือตาฟืนความเจ็บมองไปยังสตรีในชุดผ้าไหมชั้นสูง นางตาเบิกโพล่งพุ่งถลาเข้าไปกอดขาอีกฝ่ายทันที  “จ..เจ้านางคุโรโกะ  ก..เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ช่วยอิซึกิด้วยเจ้าค่ะ!!”

“อิซึกิ?”  สตรีผมดำเลิกคิ้วงุนงงเล็กน้อย จักช่วยทำไมในเมื่อนางก็ยังยืนอยู่นี่  เป็นปกติดีทุกประการ…ประเดี๋ยวก่อน..ไม่สิ..

“เจ้านา— อุ๊บ!!ข้าหมายถึงเกิดอะไรขึ้นกับอิซึกิ!!?”  อิซึกิทรุดนั่งคุกเข่าบีบต้นแขนนางในเมืองหลวง เขย่าถามทั้งเสียงร้อนรน

“เพลานี้อิซึกิกำลังถูกรุมทำร้ายโดยกลุ่มแม่เฟื้องเจ้าค่ะ ช..ช่วยด้ว….” สิ้นคำกล่าวสาวนางในผู้นี้เป็นลมสลบลงคาพื้นสนามหญ้า โคงาเนะหวีดร้องเสียงดังลั่นตกใจ ส่วนอิซึกิหน้าซีดเผือดปากสั่นระริกยกมือขึ้นปิดปากแน่น ดวงเนตรสีนิลเบิกโพล่งตื่นตระหนก

 

 

เจ้านางน้อยโดนรุมทำร้าย!!!!!

 

 

“รีบไปกันเถิดขอรับ  ข้าจักไปช่วยด้วยอีกแรง”  พระยาอาคาชิวางมือแตะไหล่สัมผัสได้ถึงร่างกายสั่นเท้าของอีกฝ่าย อิซึกิพยักหน้าหงึกหงักแล้ววิ่งออกไปโดยมีพระยาอาคาชิวิ่งตามไปด้วยทิ้งให้โคงาเนะดูแลนางในผมสีน้ำตาลอมน้ำผึ้ง  ดวงหน้างามของหญิงสาวเรือนผมสีดำสั้นเท่าติ่งหูซีดเผือดมองไปเพียงทางเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่ห่วงพะวงเพียงเจ้านางตัวจริงที่โดนปล่อยทิ้งให้เจอเรื่องเลวร้ายอันไม่สมควร จึงมิทันสังเกตเห็นสีหน้าของบุรุษไร้พ่ายที่ใครต่อใครต่างเยินยอสรรเสริญ

 

 

กำลังยิ้มกระหย่องพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

 

 

.

.

.

 

“เป็นเยี่ยงไรบ้างเล่านังล้านนาบ้านนอกคอกนา ยังจะปากดีอยู่อีกหรือไม่” แม่เฟื้องกระชากผมสีฟ้าอ่อนที่ปล่อยยาวสยายหลุดจากผ้าโพกสีดำ กระเซอะกระเซิงจนไม่เหลือเค้างามใดๆ ยิ่งดวงหน้าหวานเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือบนแก้มซ้ายขวาเด่นหร่า ริมฝีปากอิ่มห้อเลือดจนมุมปากยังคงปิดสนิท ดวงตาสีฟ้ากลมโตนิ่งสนิทไม่ไหวติ่งเหมือนเดิม สายตาสงบไร้ซึ่งการหวาดกลัวเข้าไปกวนขุ่นอารมณ์อีกฝ่ายหนักไปกว่าเก่า

“ดูถ้าจักไม่สำนึก ได้…เห็นทีข้าคงจักต้องทำรอยแผลบนหน้าจืดชืดของเจ้า”  แม่แย้มรีบจรลีคีบเอาถ่านร้อนในเตาเผาออกมาส่งยื่นให้แม่เฟื้องรับต่อ ดวงเนตรสีฟ้าที่เคยนิ่งสนิทเบิกโพล่งมองถ่านร้อนที่จ่อขู่ตรงหน้า

 

“ข้าจักให้โอกาสสุดท้าย กราบเท้าขอโทษข้าดีๆ หรือจักต้องการมีรอยแผลเป็นประทับบนแก้ม!!”

“……….”

 

ไม่มีคำพูดคำจาใดๆหลุดออกจากคนสะบักสะบอม  มีเพียงท่าทีเยือกเย็นสงบนิ่งชวนขนลุก อย่างไรก็ตามแม่เฟื้องสะอึกครั้นได้สบตาสีฟ้ากลมโต..ดวงเนตรที่ส่งสายตาบางอย่างมาให้

 

 

สายตาเวทนาอดสู นังไพร่ล้านนาผู้นี้คิดดูถูกข้า!!!

 

 

“ได้!!แล้วเจ้าจักได้เห็นดีกัน!!!” ถ่านร้อนพุ่งตรงไปหมายนาบแก้มทันที!!

 

 

 

 

ผัวะ!!!!

แคร้ง!!!!!!!!!

 

คีบคีบกับถ่านร้อนโดนปัดกระเด็นกลิ้งหลุนไปกับพื้น  เหล่านางในบนเรือนร้องตกใจเสียงดังพากันยกมือปิดปากตะลึงพรืด คนที่ตกใจหนักสุดคงมิพ้นสาวงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ริมฝีปากอิ่มอ้าปากค้างมองเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า บุรุษร่างสูงที่ใครต่อใครต่างเรียกขานด้วยความสรรเสริญในความสามารถ ใช้ดาบที่ยังมิได้ชักจากฟักปัดคีบคีบถ่านหลุดกระเด็นออกไป

 

“ท…ท่านพระยาอาคาชิ…”

 

แม่เฟื้องเสียงสั่นเครือ นางหน้าแดงก่ำทั้งตกใจและอับอายสภาพของตน จากสตรีเรียบร้อยเยื่องย่างสง่างงามสมคำร่ำลือที่เหล่าบุรุษพากันเยินยอในความงดงาม เพลานี้นั่งถกผ้าถุงคร่อมร่างสตรีชาวล้านนา มือจิกถึงเส้นผมคนด้านใต้แสดงกริยาบ้าคลั่งเหมือนสัตว์ป่า

“สูเขาออกไปมะเดี่ยวนี้พวกจักง่าว!!!”  เสียงหวานตะคอกลั่นเป็นภาษาล้านนา ผลักนางในคนงามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จนล้มกระเด็นไปล้มพับกับพื้น แม่เฟื้องหยัดกายขึ้นถลึงตาเสมือนลูกลูกกวาง ครั้นเห็นว่าคนที่กระทำการดังกล่าวเป็นพระธิดาของเจ้านครเชียวตุง ดวงหน้าสะสวยจำต้องหน้าถอดสีอีกระลอกแล้วเป็นฝ่ายหลุบตาเสียแทน

 

“บ่ฮู้ดอกรึว่าแม่ญิงผู้นี้เป๋นไผ!!!ตั๋วบ่ฮู้รึว่าแม่ญิงผู้นี้เป๋นเถิง…”

“ปี่อิซึกิ!!!!!”

 

ผู้บาดเจ็บร้องปรามเสียงดัง มือเรียวเล็กขยำแขนเสื้อผ้าไหม้สีขาวชนชั้นสูงเอาไว้ กำแน่นจนยับยู่ดึงสตินางในที่จำต้องสวมรอยเป็นเจ้านางได้สติกลับมา ดวงเนตรสีนิลหลุบมองคนในอ้อมแขนยิ่งเห็นตาสีฟ้าฉายแววอ่อนล้าจ้องเขม็งดื้อรั้น จึงจำใจยอมเงียบปากลง แล้วพยุงร่างบอบบางให้ลุกขึ้น   พระยาอาคาชิฟังภาษาล้านนาไม่ออก คิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กพยายามจะแปลถ้อยคำเหล่านั้นที่พอคาดเดาได้ว่าคงเป็นคำพูดเกรี้ยวกราดแน่  กระนั้นเพลานี้จักใช่เรื่องมาจับผิด  เขาเข้ามาคว้าจับต้นแขนบอบบางใต้เสื้อผ้าไหมสีดำของนางในชาวล้านนา แสดงน้ำใจช่วยสตรีผมสีดำสั้นเท่าติ่งหูประคองร่างบอบบางให้ทรงตัวยืนขึ้น

“ข้าจักนำทางพาไปหาหมอหลวงให้เองขอรับ”

แทนที่จักรับน้ำใจ เจ้าตัวกลับสลัดแขนปฏิเสธการจับกุมจากมือหนาหยาบกระด้าง ตาสีฟ้ากลมโตจ้องเขม็งดื้อรั้นใส่บุรุษผมสีแดง อาคาชิจ้องตอบนิ่ง..นิ่งเสียจนบรรยากาศในเรือนนางในเย็นยะเยือกราวกับฤดูเหมันต์   และแล้วบรรยากาศทะมึนเหล่านั้นโดนทำลายโดยการมาของนายทหารยศหมู่สามคนที่ได้รับคำฟ้องร้องจากโคงาเนะ  ปรี่เข้ามาจัดการปัญหาวิวาทที่เกิดขึ้นบนเรือนนางใน  แม่เฟื้องโดนจับกุมคุมตัวโดยพลันตามด้วยพวกพ้องที่ร่วมมือกันก่อเหตุในรั้วในวัง  สาวงามยังมิยอมแพ้สลัดดิ้นจนหลุดจากการจับกุมพุ่งเข้าไปเกาะชายโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้มของทหารยศสูงศักดิ์

“ท่านพระยาอาคาชิช่วยข้าด้วยเถิด ข..ข้ามิได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้..ท่านพระยา…”  คำวอนขอทั้งดวงตาสีดำดั่งลูกกวางที่สะกดใจบุรุษมานับต่อนับ น่าสมสารที่ดวงตาคู่นี้มิอาจใช้การได้กับบุรุษไร้พ่าย  อาคาชิปรายมองสตรีคนงามครู่เดียวแล้วก็เมินหนีไปเสียสิ้น  พร้อมขยับขาออกแรงก้าวเดิน สลัดหญิงสาวทิ้งให้นายหมู่จับลากเข้าขังเพื่อดำเนินการสอบสวนการกระทำอุกอาจในรั้วในวังซึ่งนับว่าเป็นความผิดมหันต์  เข้าไปรวมสบทบสตรีทั้งสองจากล้านนานำทางไปยังที่พำนักของหมอหลวงประจำพระราชวัง

 

 

.

.

.

 

 

 

ผ้าพันแผลทบสุดท้ายพันรอบแขนขวาที่จำต้องเข้าเฝือก หมอหลวงมิโดริมะสำรวจมองอาการผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างถี่ถ้วนเป็นครั้งสุดท้ายจนแน่ใจแล้วจึงสรุปอาการดังกล่าวของหญิงสาวเรือนผมสีฟ้าปล่อยยาวสยายชี้ฟูกระเซิงหาเค้างดงามใดๆ

“ข้าได้ให้ยาบำรุงและยาทาแก้ฟกช้ำแล้ว ส่วนแขนขวานั้นมีอาการข้อเคล็ดจำต้องเข้าเฝือกซักอาทิตย์จึงจักหาย”

“บ่าวขอบพระคุณท่านหมอมิโดริมะมากเจ้า ที่ให้ความช่วยเหลือบ่าว” คุโรโกะโค้งขอบคุณอีกฝ่าย อิซึกิซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงเกือบหลุดไปห้ามปรามการแสดงท่าทีเคารพต่อผู้น้อยกว่า  ยังดีที่เธอตั้งสติได้ทันไม่ผลีผลามกระทำการใดๆแล้วเลือกที่จักแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย   หมอหนุ่มเรือนผมสีเขียวขยับดันแว่นตาที่สั่งทำจากชาวฝรั่งขึ้นสันจมูกครางรับคำขอบคุณในลำคอสั้นๆก่อนลุกออกไปจากห้องทิ้งให้เหล่าสาวชาวล้านนาได้อยู่เพียงลำพังในห้องพักผู้ป่วย

 

 

ปัง!!

 

 

ประตูไม้สักเปิดอีกครั้งและปิดตัวสนิทลงด้วยมือแกร่งหยาบของบุรุษผู้ดำรงตำแหน่งหมอหลวง เขาพ่นลมหายใจแรงเหลือบมองบุรุษร่างสูงผมสีแดงยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ด้านนอกด้วยท่าทีเงียบขรึมเช่นทุกครา

“ข้าคิดว่าครานี้เจ้าเล่นแรงไป อาคาชิ”  มิโดริมะตำหนิสหายคนสนิทตั้งแต่สมัยเยาว์วัย “หากเจ้าไปถึงช้าแม้เพียงก้าวเดียว ใบหน้าของนางอาจจักต้องมีรอยแผลเป็นจากถ่านร้อนไปตลอดชีวิต”

“……..”

“ข้าคิดว่าเจ้าควรเข้าไปขอโทษ—“

“ข้าไม่จำเป็นต้องขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้น”  เสียงทุ้มกดต่ำแทรกหมอหลวงโดยฉับพลัน ไม่คิดจักรับฟังใดๆทั้งสิ้น วงแขนที่กอดอกแน่นทิ้งลงข้างกายคว้าหยิบเอาดาบคู่ใจที่วางพิงไว้กับผนังขึ้นมาถือ “ใครกันแน่ที่ผิด ใครกันแน่ที่ริอาจหลอกลวงก่อนกัน  ในเมื่ออยากเป็นบ่าวไพร่นัก  ข้าก็ทำให้นางได้รู้ซึ้งว่าหน้าที่ของไพร่ต้องทำตัวเช่นไร”

“เฮ้อ….”  มิโดริมะส่ายหัวระอาใจมองแผ่นหลังกว้างแกร่งของสหายครั้นเยาว์วัย เขารู้ว่าอีกฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าสตรีที่โดนรุมทำร้ายแท้จริงแล้วคือเจ้านางคุโรโกะ คู่หมั้นคู่หมายตัวจริงที่เจ้าตัวจำต้องตบแต่งเป็นคู่ชีวิตดั่งที่องค์พระเจ้าอยู่หัวต้องการเพื่อรวมอาณาจักรล้านนากับกรุงรัตนโกสินทร์เข้าให้เป็นปึกแผ่นด้วยกันและต้องการฉีกกระชากหน้ากากจอมลวงเหล่านั้นออก

 

 

เพียงแต่วันนี้เขามิอาจทำใจเข้าข้างในสิ่งที่สหายกระทำ

 

 

ร่างสูงเรือนผมสีแดงสั้นเดินไปตามทางเดินปูอิฐแดงทอดยาวเชื่อมต่อเรือนรับรองต่างๆในพระราชวัง ข้ามผ่านทหารยศน้อยที่เดินสวนผ่านแล้วหยุดโค้งเคารพอย่างไม่คิดแยแส ในหัววนเวียนคิดขุ่นเคืองใจยามนึกถึงแววตาสีฟ้าใสกลมโตที่สบตาเขาในเพลานั้น

 

 

แววตาดื้อรั้น ทระนงตน หาได้มีความคิดที่จักยอมแพ้

 

 

“โดนหนักเช่นนั้น ยังจักปากแข็งอีก” มือหนากำดาบไว้แน่น…เขาไม่คิดว่าเรื่องจักบานปลายถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่าเกือบทำให้หญิงสาวหน้าจืดไร้วิญญาณผู้นั้นเสียโฉมไปเสียแล้ว ถ้าหากวิ่งเข้าไปใช้ดาบปักถ่านร้อนไม่ทัน  เรื่องจักต้องเลวร้ายกว่านี้เป็นแน่

“เป็นสตรีที่ดื้อด้านเสียจริง!!!”

 

 

.

.

.

 

 

ช่วงเวลาเดียวกัน ณ ห้องพักผู้ป่วยเหลือเพียงหญิงสาวเรือนผมสีฟ้าอ่อนยาวกร่อมเตียงได้รับการหวีแต่งทรงผมจากโคงาเนะที่เดินกลับเข้ามาสมทบหลังจากส่งนางในฟุริฮาตะถึงมือหมอหลวงอีกท่านหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย คุโรโกะกลั้นใจประคองขันเงินใส่ยาน้ำผสมดื่มเข้าไปฝืนตัวเองกลืนรสขมเฝื่อนเหล่านั้นลงลำคอระหงก่อนจะส่งขันคืนให้อิซึกิ

“ปี่อิซึกิจะอู้จะใด๋กับเปิ้น”

“เปิ้นบ่อยากปลอมตัวเป๋นเจ้านางน้อย บ่อยากหื้อเจ้านางน้อยเจ๊บตัวจะอี้ สุมาเต๊อะเจ้า”  ดวงเนตรสีนิลเรียวเล็กคลอเบ้า ขอบตาร้อนผ่าวจนตาแดงก่ำ มิอาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป มือเรียวสั่นระริกลูบพวงแก้มใสช้ำเป็นรอยแดงไปมาเบาๆ ตั้งแต่เล็กจนโตนางเป็นคนดูแลปกป้องหญิงสาวผู้นี้ในฐานะบ่าวไพร่ที่ติดตามมา รักใคร่และเอ็นดูเสมือนน้องสาว คอยทะนุถนอมไม่ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอบ มาวันนี้กลับต้องมาเห็นนายเหนือหัวที่รักยิ่งโดนรุมทำร้ายจนช้ำทั้งตัว แม้จักไม่หลุดสีหน้าเจ็บปวดใดๆหรือแม้แต่น้ำตา นางรู้ดีว่าพระธิดาของเจ้านครเชียงตุงต้องรู้สึกกลัวนางในผู้นั้นอยู่ไม่มากก็น้อย

“ปี่อิซึกิจ๊ะไปกึ๊ดนัก เปิ้นเลือกด้วยตัวเปิ้นเอง  อย่างน้อยวันนี้เปิ้นก็ฮู้ว่าเปิ้นกึ๊ดดีที่เขียนจดหมาย” เจ้านางคุโรโกะมองเงาสะท้อนของตัวเองผ่านกระจก รอยมือแดงบนแก้มทั้งสองข้าง มุมปากช้ำจนห้อเลือดเป็นสีม่วงแดง ยังมิรวมอาการร้าวระบมบนหนังหัวเนื่องจากถูกจิกทึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้รู้ดีว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

 

“หากเปิ้นเผยตัว ป้อจายนั่นจักชนะ“

 

 

.

.

.

 

ฝนฟ้าตั้งเค้าเมฆไปทั่วกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านทั้งหลายพากันเก็บข้าวของที่วางแพขายในตลาดเข้าหลังคาจาก ผู้ที่ยังออกเดินตลาดจับจ่ายใช้สอยวิ่งกันจ้าละหวั่นหาที่หลบฝน บางคนจูงลูกเด็กเล็กแดงมาด้วยเมื่อเห็นหยาดฝนร่วงหล่นก็รีบอุ้มลูกขึ้นแล้วเอามือป้องมิให้เม็ดฝนลงศีรษะลูกน้อยแล้วรีบวิ่งหาที่หลบโดยพลัน  สาวใช้นางในคางามิในชุดชาวล้านนาที่ค่อนข้างสะดุดแปลกตาคนทั่วไปนักรีบวิ่งไปยังท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังจะพายแล่นออกไปจากฝั่ง

“ประเดี๋ยวก่อนอ้าย!!!ประเดี๋ยวก่อน!!!!”  นางตะโกนเรียกพ่อค้าชาวล้านนาที่พายเรือจากเหนือลงมาค้าขายในเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ พอเห็นว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน พ่อค้าจึงชะงักไม้พายลงรออีกฝ่าย

“แม่ญิงมีอิหยังก๊ะ?”

“อ้ายแอ่วไปเชียงตุงให้เปิ้นที” คางามิมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีทหารใดอยู่เดินตรวจตราแถวนี้ จึงล้วงหยิบเอาจดหมายในกระดาษสาที่พับเรียบร้อยใต้สาปเสื้อผ้าไหมสีดำส่งยืนให้พ่อค้าพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งเฟื้องพร้อมกำชับทั้งเสียงกระซิบ

 

“อ้ายจงส่งหื้อเถิงมือเจ้านครเชียงตุง เมื่ออ้ายแอ่วไปเถิงจงอู้ไปว่าจากเจ้านางน้อย”

 

 

 

TBC

 

 

 

++++++++++++++++++++++

ยังยืนยันคำเดิม ผิดเหนือตรงไหนบอกด้วยนะ ยากจริงๆ

ตอนนี้แพลนจะมาอัพเรื่องนี้ต่อแล้วค่ะ

 

แฟนอาร์ต

@CWitoonphan

12039321_303385976451906_2598760573886603034_n

 

Kamin Vichaya

10386361_270287183095119_2288872652648855986_n

ไปก่อนนะคะ บายจ้า

8 thoughts on “[Fic KnB][Akakuro]ดวงใจเจ้านาง(side storyนางไททัน)//บทก่อนกาล3

    • น้องหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก ดื้อพอกันเลยคู่นี้ ถ้าเสียโฉมจริงท่านพระยาก็จะรับผิดชอบ ท่านเองก็รู้สึกผิดอยู่ในใจแต่ปากแข็งไม่ยอมรับ

  1. เฟื้องต้องโดนจับโดยโขลน ไปให้คุณท้าวศรีสัจจาลงโทษเจ้าค่ะเพราะเป็นคนดูแลความสงบของฝ่ายใน
    แต่กิริยาแบบนี้เนี่ย ปลดไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างเจ้าค่ะ
    ส่วนเจ้านางคุโรโกะต้องไปหัดทำครัวกับคุณท้าวอินทรสุริยาสอนทำกับข้าวเครื่องคาวหวานและให้คุณท้าววรจันทรอบรมมารยาทชาววังแบบภาคกลาง. เจ้าค่ะ ^_^

  2. ข้อมูลบางส่วนมาจากเรื่อง สุริโยไท เจ้าค่ะ ^_^
    ส่วนเรื่องคุณท้าวทั้งหลายมาจาก wiki เจ้าค่ะเพราะของอยุธยากับกรุงเทพสมัย ร.1-ร.3 ตำแหน่งราชทินนามอาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
    ตะพุ่นหญ้าช้าง คือ คนที่โดนปลดจากศักดิ์นาไปเป็นคนเกี่ยวหญ้าให้ช้างกิน ประมาณว่าเป็นทาส เจ้าค่ะ

  3. มาต่อแล้วคิดถึงเปิดรอทุกวันเลย
    เฟื้องจะมีบทอีกมั้ยคะรักน้องสงสารน้องไม่อยากให้น้องเจ็บตัวอ่ะ
    มิโดรินน่าร้ากกเปลี่ยนพระเอกเลยได้มั้ย(ท่านซึนแข่งกับเพื่อนเหรอคะ)
    น้องส่งจดหมายหาใคร โฮ่?คีจัง?มุคคุง?ใครๆก็รักน้องทั้งนั้นแหละแต่เดาว่ามุคคุงก็เป็นเพื่อนท่าน
    ขอถามเรื่องคุโรโนะเลฟจะรีปรินท์มั้ยคะเพราะอยากได้มากแต่ไม่ได้อยู่ในไทย

    • ต้องรอดูกันไปว่าแม่เฟื้องจะมีอะไรอีกไหม น้องก็ตกใจไม่คิดว่าจะโดนตบเหมือนกัน ท่านกับมิโดรินแทบแข่งกันซึนแล้วล่ะ 555 น้องส่งจดหมายหาพ่อน่อ ส่วนรีปริ้นจะเปิดเดือนตุลาพร้อม ม.ปลายค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s