[Fic Reborn](all69,10069) Lost you //Part9

 

[Fic Reborn] Lost you

Paring  :  All69

Rate    : Nc-21

Story   : blood_hana

เรื่องนี้เขียนนานแล้วตั้งแต่บลัดอยู่ ม.5 สมัยนั้นหื่นมาก ถถถถถถถถ

ภาคต่อของฟิค The Game (10069)

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

Part 9

 

 

แสงอาทิตย์สาดส่องจากหน้าต่างกระทบเข้ากับร่างบางที่หลับใหลบนฝูกนอน ในห้องที่ตกแต่งเป็นเรือนญี่ปุ่นเข้ากับรสนิยมของเจ้าชองห้อง มุคุโร่ลมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า มองแสงอาทิตย์อัสดงร้อนชวนแสบตาพร้อมๆกับมุ่นคิ้วอย่างแปลกใจ -ทำไม-

 

ร่างบางค่อยๆยันตัวขึ้นมานั่ง ดวงตาสองสีมองร่างกายของตนที่เต็มไปด้วยผ้าผันแผลใหม่และกลิ่นยาคลุ้งกว่าเก่า

 

ใบหน้าสวยเหยียดยิ้มเพราะรู้ว่าคนที่จัดการทำแผลให้ใหม่ แถมยังเสื้อผ้ายูกาตะสีขาวปกปิดกายและที่นอนนี้คงไม่พ้นฝีมือของเมฆาผู้ดุดันนั้น “คุณนี้ปากไม่ตรงกับใจเลยนะครับ ฮิบาริ” มุคุโร่ลุกจากที่นอนก้าวเดินไปยังห้องน้ำในตัวห้องนอนของเรือนผมดำ เพื่ออาบน้ำชำระร่างกายที่บอบช้ำอย่างหนักหน่วง

 

 

.

.

.

 

“รุ่น10ครับ” เรือนผมสีเงินสั้นคลอเคลียคอระหงส์ เรียกร่างเล็กบนเก้าอี้นวมสีดำ

นัยน์ตาสีมรกตมองเจ้าของผมสีน้ำตาลยาวสลวยในชุดสูทเข้ารูปสีดำไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง คิ้วเรียวมุ่นลงก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย พร้อมโบกมือผ่านไปมาหน้าดวงหน้าหวาน “รุ่น10ครับ รุ่น10…”

 

 

สึนะยังคงนั่งนิ่งไม่ตอบรับมือขวาอย่างเขา ร่างเพรียวจึงตัดสินใจตะโกนแหกปาก “รุ่น10ครับ!!”

“หะ…หา!!!!!!” คนตัวเล็กสะดุ้งโหยง ก่อนหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าเคืองๆ

“โกคุเทระคุง ตกใจหมดเลย!” เสียงบ่นโวยวายของสึนะ ทำให้โกคุเทระก้มหน้าลงอย่างสำนึกทันที “ขอโทษครับ ผมเรียกรุ่น10ตั้งหลายรอบ.แต่รุ่น10เหมือนไม่ได้ฟังก็เลย…” สึนะเห็นท่าทางหงอยลงทันตาของผู้พิทักษ์วายุ จึงเกิดความรู้สึกผิดที่ตัวเองไปพาลใส่โกคุเทระ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของคนตรงหน้าแท้ๆ

“ขอโทษนะ..โกคุเทระ..พอดีฉันรู้สึกเพลียๆนะ..ขอฉันอยู่คนเดียวซักพักเถอะ” ชายผมเงินมองนายของตนอย่างครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจทำตามคำขออีกฝ่ายโดยดี

 

 

 

 

ประตูห้องทำงานผู้ดำรงตำแหน่งนภาปิดลง นัยน์ตาสีเขียวหันมามองประตูห้องอยู่นาน เผื่อว่าวองโกเล่รุ่นที่ 10จะเปลี่ยนใจให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แต่เมื่อไม่มีเสียงหวานเรียกหา ขาเพรียวจึงเลือกก้าวเดินออกไป

 

“!!!!!!!!!!!!” โกคุเทระสะดุ้งตกใจกับมือปริศนาที่เข้าปิดปากเขา ร่างบางออกแรงดิ้นสุดตัวจนหลุดจากพันธนาการของคนลึกลับ แล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้าอีกฝ่ายพร้อมด่าทออย่างไม่ใยดี

“ไอ้บ้าเบสบอล!!!เล่นบ้าอะไรของแกว่ะ!!” โกคุเทระตวาดใส่ชายร่างสูงผมสีดำสนิท เจ้าของแหวนพิรุณแห่งวองโกเล่ “ก็…เห็นนายท่าทางไม่ดี เลยตามมาดูอะ” โกคุเทระเบ้หน้าใส่ และพูดน้ำเสียงหงุดหงิด

“แต่ก็ไม่เห็นต้องเล่นบ้าๆอย่างงี้เลยนี้หว่า” เจ้าคนตัวดีฉีกยิ้มพร้อมหัวเราะร่า จนเรือนผมสีเงินอดไม่ได้ที่จะปวด

ขมับกับไอ้ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวจนเกินไปของยามาโมโตะ

 

 

“ว่าแต่มีเรื่องอะไรงั้นหรอ” เสียงทุ้มเปล่งถาม โกคุเทระถอนหายใจยาวพร้อมเอนหลังพิงกำแพง มือเรียวลวงกระเป๋าหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ “รุ่น10นะซิ ดูเหม่อๆชอบกล..เหมือนกับมีเรื่องกลุ้มใจอยู่”

ควันสีเทาลอยขึ้นจากปลายมวนติดไฟ   ก่อนจะปะปนหายไปในอากาศ ทิ้งเพียงกลิ่นฉุนๆแสบจมูกไว้

ยามาโมโตะถอนหายใจ มือแกร่งของตนถือวิสาสะดึงเอาบุหรี่ในปากอีกฝ่ายออกมาก่อนจะโยนลงพื้นและใช้เท้าขยี้ทิ้ง “เฮ้ย!!!!บุหรี่ฉัน!!”

 

พอจะโวยวายคนตรงหน้ากลับต้องหยุดชะงัก เมื่อใบหน้าคมคายที่มีแต่รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“ปัญหาบางอย่าง บางครั้งก็ต้องการความเงียบเป็นตัวแก้นะ” ยามาโมโตะกระชับสายแบกดาบคู่กาย ขายาวก้าวเดินเข้ามาใกล้ร่างเพรียวก่อนจะใช้วงแขนแกร่งโอบไหล่อีกฝ่าย

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกนา…ปล่อยสึนะไว้บ้างก็ดีให้เขาอยู่เงียบๆอย่างที่เขาต้องการสักพักเถอะ”

 

 

โกคุเทระพ่นลมหายใจแรงแสดงความไม่พอใจ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่คิดเถียงคนที่สูงกว่าตน “แต่…”

ศอกแหลมเข้ากระทุ้งท้องยามาโมโตะเต็มแรง พร้อมถลึงตาใส่

“อย่ามาเนียนกับฉัน!!!ไอ้บ้า!!!” โกคุเทระปล่อยมืออีกฝ่าย ก่อนจะสะบัดตัวเดินหนีไปไกล ทิ้งยามาโมโตะที่นั่งจุกงอไว้โดยไม่เหลียวมามองแม้นิดเดียว

 

 

 

 

 

 

-คุณคิดอะไรอยู่กันแน่นะ คุณฮิบาริ…- ร่างบางเท้าคางริมหน้าต่างห้อง ตากลมโตเหม่อมองก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยใต้ท้องฟ้าสดใส

 

 

“มีแค่นี้ใช่ไหม?

 

 

คำพูดเต็มไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ไม่พอใจ ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท พาลเอาน้ำตาที่กลั่นไว้ไหลออกมาในที่สุด “ทำไม…”

 

 

เย็นชาเหลือเกิน…

 

 

 

 

“ทำไมกันครับ..คุณฮิบาริ…”

 

 

 

 

ทั้งๆที่การกระทำของคุณ…

 

มันแสดง..ว่าคุณเองก็รู้สึกเหมือนกับผม…..

 

 

 

 

“ผมไม่เข้าใจคุณเลยจริง…”

 

 

 

 

ถ้าไม่รัก…เช่นนั้นแล้วจะมาให้ความหวังทำไม?

 

 

.

.

.

 

ก๊อกๆ

 

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้น มือบางรีบยกขึ้นมาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างลวกๆ ก่อนจะขานรับให้คนด้านนอกเข้า

ประตูห้องเปิดออก ตามด้วยแม่บ้านสาวชุดเมดก้าวเข้ามาพร้อมเสื้อนอกสีดำที่ถูกรีดอย่างดีพับจัดเก็บใส่ในถุงพลาสติกใส “ดิฉันนำเสื้อที่นายท่านสั่งให้รีดมาให้ค่ะ” แม่บ้านวางเสื้อลงบนโต๊ะรับแขกอย่างเบามือ ก่อนจะโค้งลาผู้เป็นนายอย่างสุภาพและเดินจากไป

 

 

ดวงหน้าหวานมองเสื้อนอกของชายหนุ่มมาดขรึมด้วยแววตาสับสน “คุณฮิบาริ”

เสื้อที่อีกฝ่ายคลุมตัวให้เขาตอนนำร่างเขาออกมาจากโลงศพ เสื้อที่มอบความอบอุ่นล้นหลามให้ทั้งกายและใจ

 

สึนะลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินไปหยิบสูทนอกสีดำของเมฆาขึ้นมามองอยู่นานสองนาน ใบหน้าหวานที่ท้อแท้แปรเปลี่ยนเป็นความกล้าขึ้นมาอีกครั้ง สึนะสูดลมหายใจลึกๆ พร้อมบอกกับตัวเอง “ลองดูซักตั้งก็แล้วกัน”

 

 

 

เรือนผมสีน้ำตาลเดินตามทางมาเรื่อยๆจนถึงอาณาเขตตึกผู้พิทักษ์เมฆา ตึกที่สร้างในรัศมีห่างไกลจากตัวตึกอื่นๆอยู่มาก ตามนิสัยของเจ้าของตึกที่ไม่ชอบการรวมกลุ่มและสุงสิงกะใคร

 

ถ้าให้พูดกันแล้วตึกของเมฆานั้นน่าจะเป็นเรือนญี่ปุ่นขนาดใหญ่มากกว่าที่จะเป็นตึกฐานประจำการสูงใหญ่อย่างที่ผู้พิทักษ์คนอื่นเขาเป็นกัน

 

-บรรยากาศยังเงียบป่าช้าไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ- ดวงหน้าหวานยิ้มแห้งๆกับนิสัยเกลียดการสุมหัวไม่เคยเปลี่ยนของ

ฮิบาริ   แม้ว่าในตึกผู้พิทักษ์แต่ละคน ต้องมีลูกน้องใต้สังกัดไม่ต่ำกว่า 300 คน โดยลูกน้องจะอยู่ร่วมตึกกับนายของตนตามลำดับตำแหน่งหน้าที่

 

แต่สำหรับตึกเมฆา เจ้าตัวกลับบอกว่าไม่ต้องการ ด้วยเหตุผลเพียงว่า เกลียดการสุมหัว

สุดท้ายกว่าจะเกลี่ยกล่อมกันได้ก็เกือบทำเอาเหล่าวิศวกร สถาปนิก รวมถึงตัวเขาเองเกือบเป็นศพคาทอนฟาไปแล้ว

 

ผลสรุปคือ จะมีการสร้างตึกสำหรับลูกน้องใต้สังกัดเมฆาแยกไว้ต่างหาก ห่างจากรัศมีตัวตึกแม่ไประยะ 5 กิโลอย่างต่ำ ทำให้พื้นที่โดยรอบๆของตึกเมฆากว้างกว่าตึกผู้พิทักษ์อื่นๆเป็นพิเศษ

 

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลมองค้างอยู่ที่ตึกเมฆา หรือเรียกว่าเรือนฮิบาริ(พวกลูกน้องเขาเรียกกันอย่างงั้น)

มือบางกอดเสื้อสูทสีดำห่อพลาสติกไว้แน่น ริมฝีปากเรียวพูดพึมพำให้กำลังใจกับตัวเอง

“แค่เอาเสื้อไปคืน ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก…” สึนะสูดลงหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าของตัวเองให้กลับมาก่อนขาเพรียวก้าวเดินไปข้างหน้า มุ่งสู่ในตัวเรือนญี่ปุ่นขนาดใหญ่

 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กเดินตามเส้นทางมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดลงอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนของชายรุ่นพี่

 

-เอาว่ะ มาถึงขั้นนี้แล้ว- สึนะสูดลมหายใจลึกอีกครั้งและรวบรวมความกล้าไปยังมือที่สั่นระริกเปิดประตูบานเลื่อน

 

.

.

.

 

 

 

ครืด!!!!!!!!

 

.

.

.

 

 

 

 

“คุณวองโกเล่..” ประตูบานเลื่อนนั้นกลับเปิดออกก่อนที่มือสึนะจะจับบานเลื่อน นัยน์ตาสีน้ำตาลมองร่างตรงหน้าที่เปิดประตูจากในห้องนอนฮิบาริ “มุคุโร่!!?”

 

ร่างสูงเพรียวผมสีน้ำเงินยาวสลวยถึงกลางหลัง ใบหน้าสวยประกอบกับดวงตาอัญมณีต่างสีทำให้งดงามยิ่งกว่าอิสตรีใดๆเสียอีก

 

แต่ถึงจะงามเพียงใด สิ่งที่ทำให้สึนะตะลึงนั้นไม่ใช่ตรงนั้น หากเป็น…

 

การที่อีกฝ่ายอยู่ในห้องนอนชายผมดำ ในสภาพชุดยูกาตะสีขาวบาง

ทรงผมหลุดลุ่ย และ…

 

รอยจุดแดงตามผิวเนื้อเนียนนุ่ม

 

 

“มาที่นี้มีอะไรรึเปล่าครับ..” เสียงหวานของมุคุโร่ดังขึ้น เรียกสติที่เลื่อนลอยของสึนะให้กลับมา

ดวงหน้าหวานมีสีหน้าเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพยายามแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวกับสิ่งที่สามารถคาดเดาได้ตรงหน้า “อะ…เออ..ฉันเอา..สะ..เสื้อมาคืนคุณ..ฮิ.ฮิบารินะ”

 

นัยน์ตาสองสีมองเสื้อสูทนอกสีดำเคลือบพลาสติกอยู่นาน ก่อนจะฉีกยิ้มลึกลับตามแบบฉบับของตนให้อีกฝ่าย

“ฮิบาริเขาไม่อยู่หรอกครับ ผมตื่นมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว…” คำพูดของเรือนผมสีน้ำเงิน แทงใจดำของร่างเล็กเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวย นัยน์ตากลมโตฉายแววสั่นระริกจวนจะร้องไห้อย่างชัดเจนอย่างชัดเจน

ใช่ว่ามุคุโร่จะไม่รู้ว่านภาแห่งวองโกเล่มีความรู้สึกพิเศษให้กับเมฆาผู้หยิ่งทระนง

 

 

แต่ทว่า…

เขาเองก็ไม่เคยคิดที่จะปิดบังความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเขากับฮิบาริตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

 

และก็ไม่เคยคิดแคร์ด้วยซ้ำหากใครล่วงรู้

.

.

 

แม้ว่า…จะเป็นนภาสีฟ้าใสที่เขาต้องทำหน้าที่จงรักภัคดีก็ตาม

 

 

 

 

“งั้น.งั้น..ฉันฝาก..มุคุโร่คืนให้.คะ..คุณฮิบาริหน่อยนะ” เสียงใสเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาและสั่นเครือ แม้ว่าร่างเล็กจะแสร้งทำเป็นยิ้มร่าเริงอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เนียนอยู่ดี

 

 

 

เพราะดวงตาสีน้ำตาลนั้นเต็มไปด้วยความเศร้า…

 

 

มุคุโร่ถอนหายใจยาว มือบางบัดผมยาวสลวยไปด้านหลัง ริมฝีปากแดงเหยียดยิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมพูดตอบ

“คึหึหึหึ ผมว่า…คุณคืนให้เขาเองเถอะครับ..เพราะผมเองก็ไม่ได้อยู่กับเขาตลอด 24 ชั่วโมงซะด้วยซิ”

ร่างสูงโปร่งเดินออกจากห้องของเมฆาสวนทางกับบอสแห่งวองโกเล่ โดยไม่กล่าวอำลาหรือใดๆทั้งสิ้น

ทิ้งนภาสีฟ้าใสยืนอยู่หน้าห้องนอนฮิบาริเพียงลำพัง

 

 

ระหว่างทางมุคุโร่ได้เจอกับชายร่างใหญ่คนสนิทของฮิบาริ ใบหน้าสวยฉีกยิ้มยั่วให้อีกฝ่ายเพื่อแกล้งคนร่างใหญ่ตรงหน้า และดูเหมือนว่าจะได้ผลเสียด้วย ทันทีที่หนุ่มผมรีเจนท์สบตาเขาและเห็นรอยยิ้มแบบนั้น ใบหน้าขึงขังกลับขึ้นสีอย่างทันที พร้อมเบนหลบสายตาเขาอย่างจงใจ

 

 

ทั้งสองเดินสวนทางกันโดยไม่เอ่ยทักทายอะไรทั้งสิ้น หลังจากนั้นไปได้ซักระยะ คุซาคาบะอดไม่ได้ที่เหลือบตามองเจ้าของผมสีน้ำเงินยาวสลวยที่อยู่ด้านหลังอย่างอดไม่ได้

 

ทว่า….สายหมอกที่เขาคาดว่าจะไม่รู้กลับหันกลับมามองเขา พร้อมดวงตาสองสีฉ่ำเยิ้ม ริมฝีปากแดงเรื่อเผยอหน่อยๆราวกับจะยั่วเขาให้สติแตก   และแน่นอน…ความคิดอันไม่สมควรแล่นเข้ามายังสมองของหนุ่มใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยการยับยั้งชังใจที่มีมากโขของคุซาคาบะ ชายหนุ่มจึงรีบหันหน้าหนีและก้าวขายาวๆเดินให้ห่างจากสายหมอกแห่งวองโกเล่โดยเร็วที่สุด

 

คนสนิทของเมฆาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่หน้าผาก พร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เกือบไปแล้วเรา…” ขืนยืนสบตาท่านมุคุโร่ต่อไป…มีหวัง…

 

ความคิดบ้าๆเกิดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมเม็ดเหงื่อพุดพรายอกมาตามตัวและใบหน้ามากมายจนผ้าเช็ดหน้าเขาเปียกซับไม่ไหว มันต้องเปียกชุ่มราวกับไปตกน้ำที่ไหนมา

 

 

คุซาคาบะเอามือใหญ่ของตกเขกหัวตัวเองเต็มแรงเรียกสติกลับมา ดวงตาสีดำเล็กหันกลับมามองทางเดินอย่างมีสติอีกครั้ง   “เอ๋!!?”

 

 

ชายผมรีเจ้นท์หยี่ตาเพ่งมองคนแปลกหน้าที่ยืนนิ่งหน้าห้องนอนนายตน

ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพบว่าคนๆนั้นคือ…

 

 

ซาวาดะ สึนะโยชิ….

 

 

ผู้ดำรงตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่ 10!!!

 

 

-ทำไมคุณสึนะถึงมาอยู่ที่นี้..อ๊ะ!!- คุซาคาบะอ้าปากค้างตกใจ ใบหน้าขึงขังหน้าซีดเหงื่อแตกทันที

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์สวนทางกับมุคุโร่ หมายความว่ามุคุโร่พึงออกมาจากห้องคุณเคียว และ…

 

 

สึนะโยชิก็คงจะเห็นแล้ว….

 

 

สึนะรู้สึกถึงการมาเยือนของใครบางคน ดวงหน้าหวานจึงหันมามอง “คุณ..คุซาคาบะ…”

เสียงหวานใสเอ่ยทักทายตามปกติ หากแต่แววตาที่เคยสดใสกลับดูเหม่อลอยชัดเจน

“คุณสึนะครับ…คือ…” ความคิดแก้ตัวแทนนายพุ่งแล่นมา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยพูดอะไร ร่างยางก็ยื่นเสื้อสูทสีดำเคลือบถุงพลาสติกให้ พร้อมกล่าวทั้งรอยยิ้ม “มาพอดีเลย..ฝากให้คุณฮิบาริหน่อยนะ..เผอิญฉันนึกได้ว่ามีธุระ”

 

คุซาคาบะพยายามจะอ้าปากพูด แต่แล้วถุงเสื้อก็ถูกยัดใส่มือเขา พร้อมร่างบางที่วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

 

 

.

.

.

 

“ฮึก….” ร่างบางวิ่งออกจากเรือนฮิบาริ จนกระทั้งกลับมายังห้องนอนของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะสติของเขาตลอดที่วิ่งมามีเพียงแค่การกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

“ทำไม..ฮึก..ทำไม…” สึนะทรุดลงกับเตียง ใบหน้าหวานติดสวยซุกกับหมอนนุ่มและร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง

 

 

คำถามที่เคยสงสัย  

 

กลายเป็นคำตอบที่แสนปวดร้าว

 

 

 

 

 

“คุณฮิบาริ…ทำไมกัน..ฮึก..ทำไม..” ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับเข็มนับพันทิ่มลงที่หัวใจ และความรู้สึกเหมือนถูกทรยศต่างถ่าโถมใส่ร่างบางพร้อมๆกัน ทำให้เรือนผมน้ำตาลทรมานเหมือนตายทั้งเป็น

 

 

แท้จริงแล้ว….

 

 

เมฆานั้นรักสายหมอก

 

 

หาใช่นภาอย่างเขา…

 

 

 

.

.

.

 

 

“ท่านมุคุโร่” เสียงหวานของสตรีดังขึ้นจากข้างหลัง โรคุโด มุคุโร่ในชุดคลุมสีดำ กางเกงขายาวเข้ารูปสีเดียวกับเสื้อโค้ทและรองเท้าบูทสีดำ หันกลับมามองหญิงสาวผู้เป็นร่างให้เขาสิงสถิตสมัยถูกขังในคุกวินดีเซ่

“มีอะไรหรือครับ โคลม” ดวงตาสีไวโอเลตกลมโตข้างเดียวหลุบต่ำลงอย่างเศร้าสร้อย

“ท่านมุคุโร่ จะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือค่ะ” ชายหนุ่มผมสีอำพันยาวสลวยรวบไว้กลางหลังอย่างลวกๆ นิ่งเงียบ ก่อนจะหันมามองสาวผมทรงเดียวกับเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ วันนี้ผมแค่ไปที่นั้น”

 

 

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาสองสีของผู้ที่เทิดทูนยิ่งชีวิต ก่อนจะยิ้มอย่างโล่งใจ “งั้น…รีบๆกลับมานะค่ะ”

มุคุโร่ยิ้มตอบ ชายหนุ่มชุดดำหมุนตัวเดินออกไปจากตึกสายหมอก

 

โคลมมองแผ่นหลังที่เธอเคยพักพิงและมั่นใจว่าแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องเธอและทุกๆคน

 

 

หากแต่บัดนี้กลับดูอ่อนแอและน่าสงสาร

 

 

 

นัยน์ตากลมโตสีม่วงข้างเดียวหลุบมองลงที่มือเล็กๆทั้งสองข้างของเธออย่างเศร้าสร้อย

 

 

…มือของเธอที่ไม่สามารถทำอะไรให้ชายที่ตนรักได้เลย…

.

.

ไม่ได้..แม้แต่จะ..ซับน้ำตา

 

 

 

 

“ท่านมุคุโร่….”

 

 

 

 

ท้ายสุดแล้ว…

 

ใครกัน.ที่สามารถซับน้ำตาของสายหมอกผู้ซ่อนเร้นนี้ได้

 

 

 

 

.

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

รถไฟฟ้าจอดลงเทียบสถานีสนิท ประตูรถเลื่อนเปิดออกอัตโนมัติพร้อมกับจำนวนผู้โดยสารมากกมายแห่กรูกันออกกันจากขบวนรถเป็นโขยง

 

ใบหน้าสวยราวอิสตรีเองก็เป็นหนึ่งในผู้โดยสารนั้น นัยน์ตาต่างสีคู่งามสอดสายตามองผู้คนโดยรอบอย่างขบขัน

มีทั้งสีหน้าร้อนรน   เฝ้ารอ เร่งรีบ และอีกมากมาย…

 

เรือนผมสีเงินเลิกสนใจสีหน้าท่าทางและบรรยากาศรอบตัว ก่อนจะใช้ขาเพรียวใต้กางเกงสีดำเข้ารูปเดินออกไปนอกสถานีสู่จุดมุ่งหมายที่ตัวเองจะไป

 

พื้นที่ย่านการค้าเขตไกลจากแทบตัวเมืองใหญ่ของนามิโมริแม้จะไม่คึกครื้นเท่าศูนย์การค้าใจกลางเมือง

แต่ก็นับว่ามีข้าวของมากหน้าหลายตา และผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มาจับจ่ายใช้สอย หรือเดินเที่ยวเล่นกัน

 

 

กรุ๊งกริ๊ง!!!

 

เสียงกระพรวนหน้าร้านดอกไม้แห่งหนึ่งดังขึ้น ทำให้เจ้าของร้านละจากการจัดดอกไม้มายิ้มรับขับสู้กับลูกค้า

“ยินดีต้อนรับครับ” ชายหนุ่มอายุราวๆ25-26ปี กล่าวทักทาย ใบหน้าคมคายหล่อเหลาใช้ได้ฉีกยิ้มอารมณ์ดี

มุคุโร่ยิ้มตอบกลับ นัยน์ตาสองสีมองเหล่าดอกไม้หลากหลายชนิดที่กำลังแข่งกันบานสะพรั่งด้วยแววตาอ่อนโยน

จนเจ้าของร้านที่มองอยู่เผลอหน้าแดงกับท่าทางแบบนั้น

 

“สวย..”

 

 

 

“ หือม์??” มุคุโร่ละสายตาจากดอกไม้มายังเจ้าของร้านเมื่อได้ยินคำพึมพำบางอย่างจากปากเจ้าของร้าน

ใบหน้าคมขึ้นสีมากกว่าเก่า ก่อนจะรีบทำหน้าที่ค้าขายด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก “อะ…เออ..จะรับดอกไม้อะไรดีครับ”

เรือนผมสีน้ำเงินยิ้มกว้างลึกลับมีเสน่ห์ให้อีกฝ่ายพร้อมหัวเราะในลำคอ

ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองดอกไม้อีกครั้ง “ผมไม่ค่อยรู้เรื่องดอกไม้เท่าไหร่..แต่ก็อยากจะซื้อ..”

คำพูดกำกวมของคนตรงหน้า ทำเอาชายหนุ่มวัย 26 ปีถึงกับฉงน แต่ก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออีกฝ่าย

“งั้นรอสักครู่นะครับ…” เจ้าของร้านหายตัวไปในกองดอกไม้หลังร้านอยู่นานสองนาน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับช่อดอกไม้ชนิดนึงที่ทำให้ร่างเพรียวถึงกับหุบยิ้มลง

 

“งั้นเป็นดอกกล้วยไม้สีขาวดีไหมครับ..ช่วงนี้กระแสมาแรงมากเลยนะครับ..แทนความหมายของรักบริสุทธิ์”

ยื่นช่อดอกกล้วยไม้ขาวให้อีกฝ่าย แต่สีหน้าของลูกค้าที่ดูไม่พอใจทำให้เขาถึงกับสะอึก

“ขอดอกอื่นแทนได้ไหมครับ….ผมไม่ชอบดอกกล้วยไม้..โดยเฉพาะ..” ร่างบางชักสีหน้าดุก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นผิดกับเสียงหวานๆและสุภาพอย่างที่เคยได้ยิน “ดอกกล้วยไม้สีขาว…”

 

 

เจ้าของร้านหนุ่มรีบตีโพยตีพายขอโทษเป็นการใหญ่ และรีบไปเปลี่ยนดอกไม้ตามคำสั่งของลูกค้าคนสวยที่ทำหน้าเป็นยักษ์ไปแล้ว   มุคุโร่มองแผ่นหลังของเจ้าของร้านที่หายไปในกองดอกไม้อย่างหงุดหงิด ก่อนจะเบนสายตามามองยังช่อดอกกล้วยไม้ขาวที่ชายหนุ่มหยิบมาให้เขาบนเคาท์เตอร์คนขาย

 

ตาสองสีลึกลับดูสั่นระริกทันที ก่อนจะรีบหลบสายตาจากช่อดอกไม้ตรงหน้าด้วยสีหน้าแดงเรื่ออย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

 

 

 

.

.

 

ชายผมสีน้ำเงินยาวสลวยเดินมาเรื่อยๆตามเส้นทางที่เริ่มกลายเป็นพื้นป่าที่ถูกตัดแต่งทางเดินไว้สำหรับชาวบ้านแถวๆนั้น จนถึงสถานที่เป้าหมายของตนที่ตั้งไว้แต่แรก

 

 

อาคารตึกสองชั้นอย่างง่ายๆ ประดับด้วยสัญลักษณ์ไม้กางเขนบนกำแพงหน้าประตู พื้นที่โดยรอบเป็นสวนอย่างง่ายๆ เบื้องหลังอาคารเป็นที่รวมสุสานของคนตาย

 

 

 

โบถส์…นั้นคือสถานที่ที่เขาตั้งใจจะมา…

 

ไม่ใช่เพราะเชื่อในตัวพระเจ้า

 

หากแต่มาหาใครบางคน..

 

 

 

ร่างเพรียวมุ่ยหน้ามองมือทั้งสองข้างที่ว่างเปล่าอย่าง ทั้งที่ตั้งใจว่าจะซื้อดอกไม้มาให้แท้ๆ แต่กลับเจอเรื่องหงุดหงิดเข้า เขาเลยออกมาจากร้านโดยไม่บอกไม่กล่าวเจ้าของร้านผู้เป็นต้นเรื่องให้เขาหัวเสีย..

 

 

มุคุโร่ถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่ายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ มือเรียวใต้ถุงมือดำออกแรงผลักประตู

ไม้เก่าๆขนาดใหญ่ให้เปิดออก แสงสว่างจากพระอาทิตย์ส่องลงมายังในอาคารจากหน้าต่าง สะท้อนรูปพระเยซูบนไม้กางเขนให้สว่างพร่าจนดูเลื่อมใส และร่างของชายชราสูงอายุในชุดนักบวชสีดำยืนสวดมนต์อยู่หน้ารูปปั้นบุตรพระยะโฮวา

 

“ไม่ได้เจอกันตั้งนานเชียวนะ ลูกมุคุโร่…” พระวัยชราค่อยๆหันกลับมามองเรือนผมสีน้ำเงินอย่างช้าๆพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนโยน “ครับ หลวงพ่อเทรส” มุคุโร่ขานตอบอย่างสุภาพ ร่างเพรียวเดินเข้ามาในตัวโบสถ์หาชายชราร่างอ้วนกลมผู้แสนอ่อนโยน ร่างสูงเพรียวโค้งเคารพอย่างสุภาพก่อนจะเงยขึ้นพร้อมรอยยิ้มลึกลับเหมือนทุกครา

 

 

“มาที่นี้มีเรื่องทุกข์ใจอะไรรึเปล่า…” สาธุคุณเทรสเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ริมฝีปากแดงเหยียดยิ้มตามแบบฉบับของตนก่อนจะตอบกลับ “คึหึหึ..ผมแค่มาเยี่ยมหลวงพ่อเท่านั้นเองครับ”

 

 

มุคุโร่ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ยาวสำหรับให้คนเข้ามาสวดมนต์หรือทำพิธีทางศาสนา ใบหน้าสวยมองตัวโบสถ์โดยรอบพลางยิ้มขึ้น “คึหึหึหึ โบถส์ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ หลวงพ่อ..”

หลวงพ่อชราหัวเราะเบาๆ ใบหน้าใหญ่ยิ้มแย้มอ่อนโยนให้กับเรือนผมสีน้ำเงินยาวสลวย

“สถานที่สำหรับพระผู้เป็นเจ้า ขอแค่มีความศรัทธราและทำให้มนุษย์สบายใจ นั้นก็เพียงพอแล้ว..”

 

เจ้าของดวงตาต่างสีมองหลวงพ่อร่างท้วม ด้วยแววตาขำๆกับคนที่ศรัทราในสิ่งที่ไม่เคยหยิบยื่นช่วยเหลือมนุษย์

 

 

 

ครั้นเยาว์วัย เขาเคยเชื่อในพระเจ้า

 

วอนขอให้ช่วยเขาออกไปจากขุมนรกของเหล่ามาเฟียแสนชิงชัง..

 

สุดท้าย….เหลือเพียงตัวเขาเองที่ต้องดิ้นรน

 

 

 

ด้วยมือและเท้าทั้งคู่ที่มี…

 

ด้วยตัวของเขาเอง…

 

.

.

 

 

“สีหน้าลูกไม่แจ่มใส เหมือนวันแรกที่หลวงพ่อเจอลูก” หลวงพ่อเทรสเอ่ยถามขึ้น ใบหน้าสวยแดงเรื่อ นัยน์ตาสองสีหลุบต่ำลง “ผมเอง…พยายามแล้ว..แต่..”

 

 

เราไม่สามารถลืมเลือนความทรงจำนั้นได้..

 

 

กับเหตุการณ์สามวัน ที่เขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง

 

 

…เซ็กส์…

 

 

…ความปรารถนา…

 

 

…ตัณหา…

 

 

…กามรมณ์…

 

 

 

และ…

.

.

 

…ความรัก…

 

 

 

 

วันสุดท้ายเขาต่อสู้กับจิตใจอาลัยอาวรณ์ของตัวเอง ใช้หอกที่แสนภาคภูมิใจทิ่มแทงตัวเองหลายต่อหลายครั้ง

โลหิตสีแดงไหลพรูพรั่งออกมาเจิงนอง ส่งกลิ่นคาวคลุ้งหอมหวานไปทั่วผืนป่า ขาเพรียวที่อ่อนแรงยังกระเสือกกระสนเดินต่อไป หากแต่น้ำตานั้นไหลรินจนออกเป็นสายโลหิต

 

 

 

ฝืนความปรารถนาอันแท้จริง…

 

ว่าตนไม่สามารถห่างจากอ้อมกอดเทวดาตนนั้นได้..

 

 

 

 

 

โครม!!!

 

 

ร่างเพรียวล้มลงไปนอนกับพื้น ด้วยลมหายใจรัวริน นัยน์ตาสองสีปรือลงอย่างอ่อนล้า

ประกอบกับร่างกายที่อ่อนแรงจนมิสามารถขยับแขนขาได้อีกต่อ

 

 

 

เหลือเพียงรอความตายให้มาพรากจากความทรมาน

 

 

 

 

 

.

.

.

 

แสงสว่างส่องกราดหน้าเขาจนรู้สึกร้อน เปลือกตาบางค่อยๆลืมขึ้น ก่อนจะหยี่มองเมื่อพบว่าแสงนั้นคือดวงอาทิตย์ผ่านเพดานเบื้องบนเป็นกระจกสีลวดลายทางศาสนาที่เขาเคยนับถือครั้นเยาว์วัย

 

 

 

…พระเจ้า…

 

 

 

 

“ฟื้นแล้วหรือลูก” เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ตัวเขา มุคุโร่เบือนหน้าจากเพดานหันมาปรับตามองประตูห้องที่เปิดออก   ร่างท้วมของชายชราวัย 60 กว่าๆ ในชุดนักบวชสีดำ ใบหน้าอ้วนกลมฉีกยิ้มอบอุ่นให้อย่างเมตตา

 

“พระ?” มุคุโร่ยันกายขึ้นอย่างช้าๆ แต่แล้วความเจ็บแปล๊บของแผลตามตัวก็พุ่งเข้ามาจนเขาต้องทรุดไปนอนกับเตียงเดี่ยวสีขาว ตามด้วยเสียงร้องคราง “อย่าพึ่งขยับ..แผลลูกยังไม่หายดี” หลวงพ่อรีบวิ่งปรี่เข้ามารั้งร่างบางไว้ มือหนาทาบวางลงบนหน้าผากลากมน “ลูกมีไข้จากพิษแผลด้วย…นอนหลับก่อนเถิด” เสียงทุ้มอบอุ่นดังปลอบประโลม   มุคุโร่ปรือตาลงอย่างว่าง่าย ก่อนจะปิดตัวลงและเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

 

 

 

.

.

 

เวลาผ่านไปราวๆสองเดือน เรือนผมสีน้ำเงินไพลินปล่อยสยายออกมาพลิ้วตามสายลมเบาๆ นัยน์ตาสองสีคู่งามมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอยจากม้านั่งในสวนหย่อนใจของโบสถ์

 

ฉึบ!!!

 

ฝีเท้าคนเดินเข้ามาจากเบื้องหลัง เรียกสติร่างบางให้หันกลับมามอง พอรู้ว่าเป็นใครใบหน้าสวยจึงฉีกยิ้มไมตรีให้

“หลวงพ่อนี้เอง…ผมนึกว่าใครซะอีก” หลองพ่อเทรสยิ้มกว้าง ร่างท้วมเดินเข้ามาใกล้อีกฝ่ายและทรุดลงนั่งข้างๆ

ดวงตาหยี๋เล็กทอดมองท้องฟ้ายามเช้าเช่นเดียวกับมุคุโร่

 

 

เสียงใบไม้เสียดสีเสมือนคนตี นกนาๆชนิดส่งเสียงร้องขับขาน และสายลมพัดพากลิ่นหอมอบอวลเหล่าหมู่ดอกไม้   ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อยากลุกออกจากสถานที่สงบทางใจแบบนี้

 

“จะไปแล้วซินะ..” เสียงทุ้มแหบๆเปิดสนทนา มุคุโร่เหยียดยิ้มตอบกลับ

“มันถึงเวลาแล้ว..ชีวิตที่สงบสุขแบบนี้ ไม่เหมาะกับคนอย่างผมหรอก” เรือนผมสีน้ำเงิน ยืนขึ้นแล้วเดินออกไป

“แต่ใจลูกก็ปรารถนาความสงบสุขไม่ใช่หรือ” หลวงพ่อชราตอบกลับโดยสายตาไม่ได้ละจากท้องฟ้ายามเช้า

 

 

ขาเพรียวหยุดลง ตาสองสีฉายแววสั่นระริก ขนตาแพยาวปิดสายตาอัญมณีต่างสีก่อนจะลืมขึ้นด้วยแววตาลึกลับเช่นทุกครา “ผม….ยังมีเรื่องต้องทำ”

 

 

นกว่าจะลืมคุณได้…ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม…

 

 

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ หลวงพ่อ…” มุคุโร่กล่าวขึ้นแล้วเดินจากไป ในชุดในชุดสีดำดั่งเช่นวันแรกที่เขามาพักรักษาแผลที่โบสถ์แห่งนี้ ถุงมือหนังกำหอกคู่ใจ บัดนี้มันไม่ใช่ความภาคภูมิใจของเขาอีกแล้ว

 

 

ความหมายของการมีตัวตนหอกในวันนั้น…

 

ไม่ใช่เพราะบังเอิญหรือสะเพร่า…

 

แต่เพราะนภาสีเลือดรู้…ว่าเขาไม่อาจหันอาวุธเข้าทำร้าย

 

 

 

 

เย้ยหยั่น…สายหมอกเร้นลับ..

 

แสดงชัยชนะของนภาจอมปลอม…

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

มุคุโร่มองใบหน้าครึ่งซีกของหลวงพ่อยืนสวดมนต์พึมพำด้วยแววตาสงบและสบายใจ ถึงแม้ว่าดวงตาคู่นี้มักจะซ่อนเร้นอารมณ์อยู่เสมอๆ แต่พอได้มายืนที่โบสถ์แห่งนี้ ยืนอยู่ต่อหน้าพระชราที่ช่วยชีวิตเขา ดูแลเขาอย่างเมตตา

 

หน้ากากซ่อนอารมณ์ได้เริ่มเปิดแง้มออกมา แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม…

 

 

 

แอ๊ดดดดดด

 

 

เสียงประตูไม้เก่าคร่ำเครื่อเปิดกว้าง พร้อมเสียงฝีเท้าผู้มาเยือนใหม่ ประจวบกับเวลาสวดมนต์เสร็จพอดีของ

สาธุคุณเทรสจึงหันกลับไปมองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “กลับมาแล้วหรอลูก…”

 

“ครับหลวงพ่อ…” เสียงทุ้มนุ่มปริศนาตอบกลับ

 

กลิ่นกายของคนมาเยือนลอยเข้าเตะจมูกชายเจ้าของตาต่างสีไม่เข้าคู่ เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้เขาต้องหันกลับไปมองผู้มาใหม่

 

“!!!!!!!!”ตาสองสีเบิกกว้างถึงที่สุด ดวงหน้าหวานที่มักซ่อนอารมณ์ชักสีหน้าตกตะลึง ริมฝีปากบางสั่นระริกก่อนจะขยับพูดเบาๆ “คุณ……”

 

 

TBC

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s