[Fic KnB][Akakuro]ดวงใจเจ้านาง(side storyนางไททัน)//บทก่อนกาล4


[Fic Kuroko no Basket ft. attack on titan]
ดวงใจเจ้านาง

Paring  : Akashi x Kuroko

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

บทก่อนกาล 4

 

 

เรือแจวลำน้อยลอยละล่องไปตามสายแม่น้ำทอดยาว ดวงเนตรสีดำฝ้าฝางมองซ้ายทีขวาทีชื่นชมป่าดงดิบขนาบเส้นทาง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองเทือกเขาสูงใหญ่สูงต่ำเป็นคลื่น หากเปรียบกับแดนใต้แล้วไซร้ เทือกเขาเหล่านี้ก็เสมือนเกลียวคลื่นท้องทะเล

 

“เถิงแล้ว ถิ่นแดนของหมู่เฮา”

 

สถานที่แห่งนี้คือแดนเหนือยิ่งใหญ่อันไกลโพ้น ที่เรียกขานกันว่า ‘อาณาจักรล้านนา’  

 

เรือค้าขายลำน้อยเข้าเทียบท่าฝั่งตลาดริมแม่น้ำปิง หนึ่งในสายน้ำต้นกำเนิดจากเทือกเขาสูงที่ไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอันยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การเดินทางรอนแรมผ่านวันคืนอันแสนยาวนานร่วม 3 อาทิตย์ ในที่สุดพ่อค้าวัยกลางคนก็กลับมาถึงบ้านเกิดเมืองนอน ผูกเชือกยึดเรือไว้กับเสาไม้ให้แล้วเสร็จ จึงก้าวเท้าขึ้นเหยียบแผ่นไม้กระดานบนท่า กระชับย่ามวิ่งแทรกผ่านผู้คนในตลาดริมแม่น้ำปิงในช่วงเพลาใกล้เที่ยงวัน  โดยที่มือหยาบกำจดหมายฉบับน้อยที่รับมั่นว่าจะส่งให้ถึงปลายทางโดยแลกกับ 1 เฟื้องจากสาวชาวเชียงตุงผมสีแดงอมน้ำตาลไหม้

 

อ้ายจงส่งหื้อเถิงมือเจ้านครเชียงตุง เมื่ออ้ายแอ่วไปเถิงจงอู้ไปว่าจากเจ้านางน้อย

 

“เฮ้ย!!!ประเดี๋ยวก่อน!!!ตั๋วคือไผ เถิงได้ล่นมาคุ้มหลวง ” ทหารยามหนุ่มทั้งสองวางหอกกั้นบานประตูไม้สักสลักลายวิจิตรงดงามบนรั้วปูนทาสีขาวสูง พ่อค้าแหงนหน้ามองพระราชวังทำจากไม้สักงามทั้งหลังขนาดใหญ่โตโอฬารกว่าบ้านเรือนในเมืองทุกหลัง โดยเฉพาะลวดลายสลักฝีมือจิตรกรเลื่องชื่อบนแท่นเสายกตัวเรือน

 

เรือนไทยเบื้องหน้าที่ถิ่นพักอาศัยขององค์พระเจ้าอยู่หัวเมืองเชียงตุง หนึ่งในดินแดนอันยิ่งใหญ่แห่งล้านนา

 

 

“เปิ้นมีสาสน์สำคัญต้องหื้อท่านเจ้า”

“สาสน์?” นายทหารทวนคำทั้งสีหน้าฉงนงุนงง มองพ่อค้าที่ลุกลี้ลุกลนยื่นจดหมายฉบับน้อยส่งมาให้

“จากเจ้านางน้อย”

 

.

.

.

 

ในเพลาต่อมาจดหมายฉบับนั้นเข้าไปอยู่ในมือบุรุษร่างสูงเรือนผมสีดำเข้มสวมแว่นตาทรงรีสั่งตัดจากชาวฝรั่ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเป็นปมยามได้เห็นถ้อยคำที่ตวัดเขียนด้วยหมึกที่ค่อนข้างเลือนตามกาลเวลาจนมาถึงบรรทัดสุดท้าย เจ้านครเชียงตุงพับจดหมายวางลงบนแท่นโต๊ะเตี้ยข้างพระที่นั่ง เอนกายพิงเบาะถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าทำเอาเหล่าข้าราชบริพารคนสนิทพากันเป็นห่วงเสียยกใหญ่  “ใจความจากเจ้านางน้อยเป็นจะใด๋ท่านเจ้าหลวง”

“บ่ดีนัก”  เจ้าหลวงฮิวงะตอบสั้นๆ

“ท่านอ้าย เปิ้นกึ๊ดบ่ขึด พระยาอาคาชิบ่ดีอย่างไผต่อไผอู้กัน เพื่อความซว่างอกซว่างใจ๋ของหลาน ในฐานะที่เปิ้นเป๋นอุ้ยจาย เปิ้นอยากให้ท่านอ้ายกึ๊ดหนัก พาเจ้านางน้อยเหินกลับเชียงตุงเถิด ”

บุรุษร่างสูงเรือนผมสีดำอมน้ำเงินยาวคลอเคลียลำคอล้อมหน้าคมเข้มโดยเฉพาะคิ้วหนาเด่นชัดทรงเสน่ห์ พูดเจรจาให้พี่ชายที่ประทับอยู่บนที่บังลังค์สูงสุดแห่งเมืองเชียงตุง เมืองที่รุ่งเรืองเปี่ยมอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอาณาจักรล้านนาได้ใคร่ครวญตัดสินใจพารัชทายาทเพียงหนึ่งที่ถูกส่งไปแดนไกลเพียงลำพังกลับมา เจ้าผู้ครองนครดันแว่นขึ้นสันจมูกถอนหายใจอีกระลอก เปลี่ยนท่านั่งมาเหยียดหลังตรง

 

“เจ้านางน้อยต้องอยู่กรุงรัตนโกสินทร์ เปิ้นเสียใจ๋ด้วยฮานามิยะ” คำตอบนั้นทำเอาน้องชายอ้าปากค้างตกตะลึง

“ต..แต่…”

“คุโรโกะเป๋นลูกเปิ้น จำต้องเสียสละเพื่อบ้านเมืองและพระยาอาคาชิเป็นยอดป้อจาย เปิ้นวางใจ๋ฝากลูกสาวได้กว่าไผทั้งหมด แม้นว่าทั้งสองบ่ชอบใจกันก่ตาม”

 

 

 ภาระที่จำต้องแลกกับยศฐาสูงศักดิ์คือไร้ซึ่งอิสรภาพ..จำต้องเสียสละเพื่อดินแดน เพื่อความเป็นเอกราช

เมื่อเจ้านครยืนกรานที่จักมิพาดอกไม้สูงศักดิ์กลับคืน ผู้คนจึงพากับเงียบปากน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี

 

 

ปึง!!!

 

จอกสุรากระแทกลงโต๊ะไม้อย่างแรงจนน้ำเมาสีใสกระเฉาะเลอะโต๊ะไม้ในร้านมั่วสุมย่านโลกีย์นามว่าแดนลับแลแห่งเชียวตุง สตรีสาวผู้รับใช้เปลือยอกเผยเนินนูนอิ่มกับยอดเกสรนารีสีชมพูเย้ายวนชะงักมือที่กำลังรินสุราเลอรสในจอกของบุรุษเรือนผมสีสีดำอมน้ำเงินยาวคลอเคลียลำคอ ดวงหน้าคมเข้มแดงก่ำไปด้วยฤทธิ์เหล้าแต่นั่นก็หาได้น่าพรึงพรันเท่าดวงเนตรสีฟ้าอ่อนวาวโรจน์

“จะใด๋ต่อดีท่านเจ้าฮานามิยะ เจ้านางน้อยไปไกลเถิงกรุงรัตนโกสินทร์ จักทำการอันใด๋ก็ลำบากแต๊”

“หยุดปากคิงเสีย!!ฮาฮู้!!! “ เสียงทุ้มตวาดดุดันใส่นายทหารองค์รักษ์ผู้ติดตาม  ทำให้เหล่าทหารประจำเมืองเชียงตุงจำต้องเงียบปากเสีย  ทว่า..ฝีเท้าที่ย่างก้าวเข้ามามากกว่าหนึ่ง กำลังเดินตรงมายังโต๊ะของชนชั้นสูงที่แฝงตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาทำให้เหล่าทหารทั้ง 3 รีบผุดลุกขึ้นจากโต๊ะ จับดาบในมือให้มั่นพร้อมชักออกจากฟักทุกเมื่อ

“วางดาบลง นั่นสหายฮา” ฮายามิยะยกมือปรามทหารองค์รักษ์ ดวงตาของทหารทั้งสามมองบุรุษ 2 นายสวมชุดคลุมสีเทาตุ๋นซอมซอเก็บซ่อนใบหน้าเอาไว้ กลิ่นหอมฉุนแปลกเหมือนเปลือกไม้ผสมปนเปกับเครื่องหอมบางอย่างทำเอาพวกเขามุ่นคิ้วฉงนงุนงง จนกระทั่งบุคคลทั้งสองนั่งลงบนโต๊ะฝั่งตรงข้ามพระอนุชา กลิ่นหอมนั่นยิ่งลอยเตะจมูกชัดเจนยิ่งจนแน่ใจว่าคือสิ่งใด

 

“คิงบ่ควรใจ๊ทานาคาในเชียงตุง บ่ฮู้ดอกรึว่าเป๋นเครื่องหอมฮู้ว่าสูเขาคือพม่ารามัญ”

“ฮ่าๆ เครื่องหอมจะอี้เป๋นคุ้นชินของบ้านเมืองเปิ้น คงยากหากจักเลิกใจ๊”  ผ้าคลุมเปิดออกเผยดวงหน้าขาวนวลด้วยแป้งจากเปลือกไม้ทานาคาบดผสมกลิ่นหอม เรือนผมสีดำห่อด้วยผ้าโพกทบหลายชั้นสีน้ำเงินครามประกอบกับแต่งกายเลียนแบบชาวล้านนา แฝงเร้นกายเข้ามาในแดนแห่งนี้ได้อย่างราบรื่นไร้การตรวจสอบด้วยอำนาจจากบุรุษที่กำลังดื่มสุราหัวเสียเบื้องหน้า

 

“อีกบ่นาน เชียงตุงแห่งนี้ต้องใจ๊ทานาคาตามพม่ารามัญ…เมื่อเจ้านางน้อยอภิเษกกับท่านเจ้าฟ้าของหมู่เฮา”

 

สิ้นเสียงทุ้มระรื่นพูดภาษาล้านนาแปร่งๆ นั่นทำเอาพระอนุชาฮานามิยะขนลุกชัน ยิ่งดวงตาหยีเล็กยิ้มตลอดลืมขึ้นเผยเนตรสีนิลคมกริบดั่งอสรพิษร้ายมากเล่ห์ยิ่งทำเขาหวั่นใจหนักขึ้นไปกว่าเก่า “ท่านเจ้าฮานามิยะเป๋นคนหลวก  เปิ้นกึ๊ดนักว่าท่านเจ้าเข้าใจ๋ เมื่อพม่ารามัญรวมเป็นหนึ่งกับล้านนา เพลาอั้นท่านจักได้เป๋นเจ้าผู้ครองนครเชียงตุงและหมู่เฮารวมท่านเจ้าจักยกทัพตีกรุงรัตนโกสินทร์ยึดแดนสยามไว้ในมือ”

“ฮาฮู้ นายกองอิมาโยชิ..”

ทิ้งท้ายด้วยข้อสัญญาลับที่ทำไว้กับเหล่าพม่ารามัญ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนที่ชาวพม่าทั้งสองลุกออกไปจากร้านเหล้า มัวแต่ตะลึงงึนงันกับคำขู่ที่องค์พระเจ้าอยู่หัวแห่งแดนพม่าฝากฝังผ่านนายกองทหารผู้มากเล่ห์กลนำข่าวมาบอก ฮานามิยะปัดกวาดสุราบนโต๊ะร่วงตกพื้นแตกกระจายเสียงดังจนเป็นที่สะดุดสายตาแก่ผู้คนในร้านเหล่า มือแกร่งกำจอกเหล้าแน่น..แน่น..และแน่นจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆเศษกระเบื้องทิ่มตำมือจนโลหิตไหล

 

 

อำนาจอันยิ่งใหญ่ในอีกมิช้านาน ความใฝ่ฝันอยากขึ้นนั่งบนบังลังค์จำต้องดับเมื่อตนเป็นเพียงพระอนุชาเท่านั้น

แต่วิธีการเช่นนั้นจำต้องแลกกับกุญแจดอกสำคัญเพียงหนึ่ง ‘เจ้านางคุโรโกะ

 

 

ทันใดนั้น..ในความมืดมิดแสงสว่างจุดประกายขึ้นในหัว เจ้าฮานามิยะแสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา ตาสีอ่อนกวาดมองสาวโสเภณีทั้งหลายในสถานที่แห่งนี้จนกระทั่ง..ดวงตาคู่นี้สะดุดเข้ากับสตรีเรือนผมสีไพลินสั้นกุดกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดถูโต๊ะไปมา จากรูปร่างหน้าตาประกอบกับการแต่งตัวแล้วไซร้ หญิงสาวผู้นี้เป็นเพียงทาสรับหน้าที่ทำความสะอาด แต่ทว่า..สีผิวที่คมเข้มค่อนไปทางดำแดงขนาดใส่ชุดผ้าไหม้ราคาถูกตัวโคร่งยังเห็นสัดส่วนโค้งเว้างดงามทรมานหัวใจเหล่าบุรุษนัก ติดที่เนื้อตัวสกปรกมอมแมมท่าทางโสโครกมิได้อาบน้ำมาหลายวันจึงเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์เสียแทน

 

จับแต่งเนื้อตัวซักเล็กน้อยน่าจักใช้การได้

 

“คิงไปตามกับเจ้าของร้านมา ฮาต้องการคุยเกี่ยวกับแม่ญิงผู้อั้นและกำชับว่าห้ามเปิดปากบอกไผต่อไผว่าฮาเรียก”  นายทหารโค้งรับคำสั่งลุกจากเก้าอี้เข้าไปหาเจ้าของร้านที่เป็นสตรีวัยกลางคนรุ่นใหญ่ยืนนวยนาดยิ้มรับแขกพลางสูบกระบอกฝิ่นพวยพุ่งเป็นควันโขมง  พระอนุชาหนุ่มยกยิ้มพอใจโดยที่มิยอมละสายตาจากสาวนางนั้นแม้แต่เพียงเสี้ยววินาที

 

.

.

.

 

ก๊อกๆ

 

เสียงเคาะประตูทำให้คนหนุ่มเรือนผมสีแดงสั้นละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะ ร่างสูงพ่นลมหายใจแรงเบื่อหน่ายแล้วกลับไปใจจดใจจ่อไปตัวหนังสือในเอกสารต่อ  “ข้างานยุ่ง ไม่อยากพบเจอใคร”

หลังออกคำสั่งประตูกลับเปิดโพล่งทันที พระยาหนุ่มสมญานามไร้พ่ายตวัดสายดุดันมองคนที่กล้าบ้าบิ่นพังประตูเข้ามาหน้าตาเฉยทั้งที่เจ้าของห้องหาได้อนุญาต  ตาสีแดงคมกริบสะท้อนร่างสูงโปร่งเรือนผมสีเขียวในชุดเสื้อแขนยาวติดกระดุมเงินสีม่วงเข้มผูกผ้าคาดเอวสีเทากับโจงกระเบนสีเดียวกับผ้าคาด ยืนมุ่ยหน้าไม่พอใจใส่เขา

“ผ่านมา 3 อาทิตย์ ใจคอเจ้าจักอุดอู้อยู่เพียงในเรือนเท่านั้นหรือ”

“ข้ามีงานเอกสารมากมายที่จำต้องตรวจตรา ทั้งรายงานสืบกบฏเมืองจันจากหลวงบุรินทร์ รายงานปราบโจรค้าฝิ่นของขุนไกร และอื่นๆอีกมากในกองทหารสังกัดข้า เจ้าก็เห็นนี่” พระยาอาคาชิวางปากกาขนนกลงกับโต๊ะที่ก่ายกองไปด้วยเอกสารมากมายจริง มิโดริมะสหายสนิทตั้งแต่สมัยเยาว์วัยมองเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ

 

“คิดว่าข้ามิรู้ทันเจ้าหรืออาคาชิ เจ้าเจตนารับงานมาให้เยอะเพื่อที่จักเลี่ยงหน้าที่ดูแลเจ้านางคุโรโกะ”

“ข้ามิได้เลี่ยง!! ข้างานเยอะ!!”

“ก็ได้ๆ เจ้างานเยอะ”

 

หนุ่มร่างสูงเรือนเขียวสวมแว่นตายกมือยอมแพ้กับอีกฝ่ายที่นึกตะเบ็งเสียงดังลั่นไปถึงใต้ถุนชั้นล่าง ดังเสียจนเหล่าทาสสะดุ้งตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า   เขาขี้เกียจจักโต้เถียงให้มากความเพราะรู้ดีว่าสหายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัยมีนิสัยเอาแต่ใจ หมายมั่นเอาชนะ  หากรู้จักผิวเผินจะเห็นว่าท่านพระยาไร้พ่ายยอดบุรุษที่ใครต่อใครเล่าขานกันว่าเป็นชายหนุ่มแสนสุภาพบุรุษ อ่อนน้อมถ่อมตน  ใครเล่าจะรู้..ตัวตนแท้จริงช่างเป็นคนที่หยิ่งผยองในความคิดของตนนัก…เถียงให้ตายเดี๋ยวก็หาเรื่องมางัดจนชนะได้อยู่ดีนั่นแล…

 

 

สาเหตุหลักจริงๆ คงมิแคล้วละอายใจที่ต้องไปพบหน้าบ่าวไพร่หน้าจืดผู้นั้น..

 

 

หมอหลวงถอนหายใจอีกระลอก ยังไม่ยอมก้าวเท้าออกไปจากห้องทำงานอีกฝ่าย ร่างสูงขยับเท้าเดินฉับๆมายืนหน้าโต๊ะทำงานบดบังแสงตะวันยามเช้าสาดส่องให้ความสว่างในห้องหับแล้วถือวิสาสะกวาดเอกสารทั้งหมดม้วนเก็บไปเฉยฉิบ ไม่สนสีหน้าดุดันของอีกฝ่ายพร้อมทั้งชิงพูดก่อนอย่างรวดเร็วถึงสาเหตุการบุกขึ้นมาถึงเรือนในวันนี้

“แต่เห็นทีครานี้เจ้าคงต้องหยุดมือจากงานเอกสารเหล่านี้เสีย องค์พระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้เจ้าเข้าเฝ้าโดยด่วน”

 

.

.

.

 

ท้องฟ้ายามสาย แสงตะวันเจิดจ้าในช่วงปลายฤดูร้อนสาดส่องเข้าผ่านทางหน้าต่างบานใหญ่เปิดกว้างรับลมเย็นกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป  ไม่นานนักประตูไม้สลักลวดลายวิจิตรงดงามปรากฏเสียงเคาะสามครั้ง ดึงสติบุรุษร่างสูงโปร่งบนเก้าอี้นวมราคาแพงขานรับอนุญาต บานประตูเปิดออกช้าๆโดนนายทหารองค์รักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องสองนาย ตามด้วยการมาเยือนของบุรุษร่างสูงโปร่งเรือนผมสีแดงสั้นสวมชุดเสื้อแขนยาวสีน้ำตาลตัดประณีตกับโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้มก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าพร้อมโค้งเคารพอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้องพิธีรีตองนัก หลานห่างๆของเรา” อีกฝ่ายโบกมือน้อยๆ ทำให้คนหนุ่มยืดตัวเต็มความสูง นัยน์ตาสีแดงปรายมองกระดานหมากรุกที่ตั้งเรียงตัวหมากรอไว้บนโต๊ะ เขาเลือกเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม..ฝั่งของหมากตัวสีดำที่เตรียมพร้อมออกโรมรันในศึกบนกระดานที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

“จักให้กระหม่อมเดินก่อนหรือพระองค์เดินก่อนขอรับ” เขาถามผู้ที่เรียกตัวให้มาเข้าเฝ้าเพื่อมาเล่นหมากรุกด้วยกัน

“วันนี้เราขอเดินก่อนก็แล้วกัน”   บุรุษผู้เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินขยับเดินตัวม้าสีขาวไป 4 ช่อง  อาคาชิจับคางครุ่นคิดมองหมากทหารม้านิ่งนานครู่หนึ่งแล้วจึงวางมือลงบนตัวเบี้ยเล็กๆขยับเดินไปข้างหน้า 1 ช่อง

 

กึก!!!กึก!!!!

 

 

หมากรุกสีขาวดำผลัดกันเดินไปตามช่องตาละครั้ง  กระจัดกระจายอย่างมีแบบแผนทั้งรุกรับและหลอกล่อให้เข้าตาจน เสียงลมหายใจพ่นแรงดังจากฝ่ายเจ้าของพระราชวังโอฬารแห่งนี้เป็นที่บ่งบอกให้รู้ว่า ใครเป็นต่อใครกำลังจักกุมชัย มือใหญ่กุมอำนาจอันใหญ่ยิ่งที่สุดและแบกรับชีวิตผู้คนชาวสยามเอาไว้ตัดสินใจหยิบเรือเดินไปกินม้าสีดำของอีกฝ่าย พลัน!!นั่นเป็นการล่อลวงของพระยาอาคาชิ คนหนุ่มผมแดงหยิบโคนใหญ่ขึ้นหน้า 3 ตารุกฆาตขุนสีขาวทันที

“เราโดนรุกแล้วรึเนี่ย เฮ้อ…”  บุรุษผู้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินถอนหายใจ แล้วขยับมือดึงขุนถอยกลับมา

“หามิได้ขอรับ นี่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้น พระองค์ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะรุกฆาตกระหม่อม” พระยาอาคาชิยิ้มสุภาพ

“เราเองก็คิดเช่นนั้น..จักว่าไปนับตั้งแต่เจ้านางคุโรโกะเดินทางมาถึงที่นี่ เพลานี้เจ้าคิดเห็นเช่นไรกับนาง” วัตถุประสงค์แท้จริงขององค์พระเจ้าอยู่หัวในการเรียกพบครานี้เป็นไปตามที่อาคาชิคาดการณ์ไว้ เขาเก็บความขุ่นเคืองใจไว้ให้ลึกและเสแสร้งคลี่ยิ้มละมุนละไมตอบกลับชายผู้ที่เป็นต้นเรื่องราวของการพบเจอระหว่างเขาและเธอ

 

“กระหม่อมคิดเห็นว่าเจ้านางคุโรโกะมีรูปโฉมที่งดงาม กริยาอ่อนช้อยและสุภาพอ่อนโยนนัก”

 

ช่างเป็นผู้หญิงที่จืดชืด ไร้รสชาติ ปากดีแล้วยังหัวรั้นยิ่งนัก  เขาก่นด่าในใจเงียบๆสวนทางวาจาที่เปล่งไปเชิงชื่นชม

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เราค่อยโล่งใจเสียหน่อย..นึกว่าพระยาอาคาชิรู้สึกมิชอบพอเจ้านางคุโรโกะเสียอีก” องค์พระเจ้าอยู่หัวส่งเสียงหัวเราะร่วนพออกพอใจ  สวนทางกับพระยาหนุ่มที่ใครต่อใครยกให้เป็นถึงยอดบุรุษแทบจะยี้หน้าหนีมะรอมมะร่อ ใจอยากโต้แย้งนักว่าหาได้ชอบพอสตรีผู้นั้นและหาได้มีความคิดอยากตบแต่งกับหญิงสาวผู้นี้ต่อให้ฐานันดรสูงส่งเป็นถึงพระธิดาแห่งเจ้านครเชียงตุง เมืองอันยิ่งใหญ่มากอำนาจที่สุดแห่งล้านนาก็ตามที

“ได้ข่าวว่าช่วงนี้พระยาอาคาชิงานยุ่งเป็นพัลวัน จนไม่มีเวลามาพบปะเพื่อสานสัมพันธ์กับเจ้านางคุโรโกะ”  องค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่เว้นวรรคเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมหยิบตัวเรือสีขาวเลื่อนไปตามช่องแนวตั้งกินม้าสีดำของอีกฝ่ายแล้วจึงพูดต่อ “ประกอบกับช่วงปลายฤดูร้อน ลมเย็นกำลังดี เราจึงเห็นควรว่าพระยาอาคาชิควรพาเจ้านางคุโรโกะขึ้นเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ยิ่งช่วงยามค่ำบริเวณป่าต้นลำพูมีหิ่งห้อยจำนวนมาก จักต้องเป็นอะไรที่งดงามและเป็นที่ชื่นชอบของเจ้านางเป็นแน่แท้”

 

 

มิอาจหลีกพ้น บีบบังคับให้จำต้องเกี่ยวพันกับพระธิดาจากแดนบ้านนอกคอกนา

 

 

“ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ กระหม่อมก็มิขัดข้อง” พระยาอาคาชิกลั้นใจพูดออกมา แล้วเดินโคนกระแทกลงกระดานแรงจนโต๊ะสะเทือน องค์พระเจ้าอยู่หัวสะดุ้งไหวเล็กน้อยเลิกคิ้วฉงน  จึงทำให้คนหนุ่มดึงสติกลับมาแสร้งเป็นกระแอมในลำคอพร้อมพูดด้วยเสียงทุ้มสุภาพที่ผ่านการปรุงแต่งมาเป็นอย่างดีมิให้เจือขุ่นที่จักเป็นการแสดงความไม่พอใจออกมา

 

“กระหม่อมรุกฆาตอีกแล้วขอรับ”

 

แต่หาได้รุกฆาตในชีวิตจริงที่จำยอมต้องทำตามคำสั่งของบุรุษที่ตนจงรักภัคดียิ่งกว่าชีวิต สัตย์คำของทหารกล้าที่ต้องรับใช้สนองในสิ่งที่องค์พระเจ้าอยู่หัวก็ตาม เพื่อบ้านเมือง..เพื่อชนชาวสยาม…

 

 

 

แม้นว่าสิ่งเหล่านั้นต้องแลกกับความทุกข์ทรมานใจ จากหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี

 

 

.

.

.

 

 

ฟ้าสางในวันพรุ่ง ที่ท่าเรือพระราชวังได้ทำการตระเตรียมเรือไม้หรูหราขนาดใหญ่ลำยาวถักสานเป็นกระโจมหลังคาคุ้มกันแดดและเม็ดฝนปิดกั้นด้วยผ้าม่านสีขาวมิให้เห็นหน้าค่าตาผู้โดยสารด้านใน   พระยาอาคาชิยืนกอดอกอยู่บนระแนงไม้ริมท่าเรือ มือกำหมัดสลับคลายไปมาอยู่นานหลายชั่วโมง ดวงเนตรสีแดงทับทิมมองดวงตะวันที่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลาที่เลยผ่านไป ก่อนจะสบถคำหยาบเบาๆผินกายมองร่างสูงโปร่งกว่าตนที่ยืนบิดตัวตุ้งติ้งไปมาสนทนากับสาวนางใน 5 คนที่ถูกเลือกให้มาคอยปรนนิบัติรับใช้ระหว่างล่องเรือท่องเที่ยวในวันนี้

“เรโอะ!!”

“จ..จ๋า!!!? มีอันใดรึจ้ะเซย์” พระยาเรโอะวิ่งกลับมาทั้งหน้าตาตื่นหลังได้ยินเสียงทุ้มตะคอกดุดัน เหมือนไปกินรังแตนที่ไหนมา

“เลิกคุยกับนางในเสียที เห็นแล้วน่ารำคาญลูกตา เป็นชายชาติทหารหัดวางตัวสุขุมเสียบ้าง” พระยาอาคาชิตักเตือน พระยาเรโอะยืนตาปริบๆ หันไปสบตาสหายวัยเยาว์ผู้เป็นหมอหลวง มิโดริมะทำทีเป็นเมินหน้าหนีพลางยกนิ้วดันแว่นขึ้นสันจมูกไม่อยากออกความเห็นหรือรับรู้อะไรทั้งสิ้นทั้งปวง

 

 

หงุดหงิดแล้วพาลไปลงกับคนอื่นชัดๆ

 

 

“ช้า..” เสียงทุ้มเจือขุ่นพึมพำในลำคอ “ช้าเช่นนี้คิดจักเล่นตัวรึอย่างไร”

 

 

เสียเวลา เสียการเสียงาน เสียให้หมดทุกอย่างเลยไหมเล่า!!

เพราะเจ้าคนเดียว!! เจ้านางไร้วิญญาณ!!

 

 

“ขอโทษนะเจ้า!!ที่ข้ามาสาย!!” เสียงหวานเรียบเอ่ยร้อนรนใจดังขึ้น  คนหนุ่มผมแดงหันหลังกลับไปมองก็พบกับร่างบางเรือนผมสีดำสั้นเท้าติ่งหูในชุดผ้าไหมสีขาวทับเสื้อคลุมสีฟ้ากับผ้าถุงสีเขียงตองกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมบ่าวไพร่คนสนิททั้ง 3 คน ใครต่อใครพากันจับจ้องหญิงสาวเรือนผมสีดำผู้มีดวงหน้างดงาม ผิวขาวผ่องสมเป็นสาวจากแดนเหนือ หากแต่เนตรสีแดงคมกริบกลับมองเห็นสตรีเรือนผมสีฟ้ามัดมวยซ่อนเก็บไว้ใต้ผ้าโพกสีดำก่อนใคร สวนทางกับที่ใครต่อใครมักไม่เห็นสาวผู้นี้ด้วยตัวตนที่เลือนรางจนแทบจับเค้าไม่ได้

 

“เจ้านางมีบ่าวไพร่ติดตามมา 2 คนสินะขอรับ”

“ 3 เจ้า”

“หวา!!!ข..ขออภัยนัก ข้ามิทันเห็น”

 

ทหารเรือเองก็ยังพึ่งสังเกตเห็นสาวใช้ผมสีฟ้าผู้นี้ พระยาอาคาชิพ่นลมหายใจแรงเบื่อหน่ายเป็นรอบที่ร้อยของวัน เขากวาดตาลอบสำรวจมองใบหน้าจืดชืด..ไม่มีแล้วซึ่งรอยฝกช้ำดำเขียว เวลาที่ล่วงผ่านมาร่วม 3 สัปดาห์คงจักทำให้แผลต่างๆหายสนิทเป็นที่เรียบร้อย ความรู้สึกหนักอึ้งประหนึ่งก้อนหินในอกซ้ายมานานหลายวัน เหมือนถูกยกออกไปทิ้งลงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา

 

 

ค่อยโล่งใจเสียหน่อย…….

ประเดี๋ยวก่อน!!? แล้วเหตุใดข้าจำต้องโล่งอกที่นางปลอดภัยกัน !!?

 

 

“ท่านพระยาอาคาชิ ข้าขออภัยที่ข้ามาสายเจ้า มัวแต่แต่งตัวเสียนานจนเกือบตกเรือ”  อิซึกิเดินตรงไปขอโทษขอโพยอีกฝ่าย

“ข้ามิได้โกรธเคืองท่านดอก เจ้านางคุโรโกะ อีกอย่างก็หาได้สายตะวันขึ้นกลางหัวเสียเมื่อไหร่” อาคาชิทิ้งความสงสัยเมื่อครู่ไปเสีย แล้วหันมาสบตาสีนิลเรียวเล็ก ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ ปากบอกไม่โกรธแต่แอบเหน็บไว้ว่าไม่สายให้ถึงเที่ยงไปเลยเล่า สำหรับบ่าวไพร่อิซึกิ คางามิ และโคงาเนะ คิดไม่ทัน  เว้นคุโรโกะ…เธอรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร แต่ด้วยสถานะตอนนี้จำต้องท่องให้ขึ้นใจว่าเป็นเพียงข้ารับใช้เท่านั้น หาได้เป็นพระธิดาแห่งเชียงตุง

 

 

ที่สำคัญ..การมาสายในคราวนี้เป็นความผิดของข้าเอง

 

 

เจ้านางคุโรโกะตัวจริงปลอมแปลงโฉมเป็นบ่าวไพร่ในชุดผ้าไหมสีดำ เบือนหน้าหนีสายตาอ่อนใจของผู้ติดตามทั้งสาม ที่รู้ดีว่าเปลือกนอกนิ่งสงบเยือกเย็นกำลังเก็บอารมณ์โมโหโกรธาไม่พอใจเอาไว้ข้างใน  หากจักให้พูดว่าเกิดอะไรใยจึงมาช้านั้นต้องย้อนไปเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนหน้านี้

 

.

.

 

 

เปิ้นบ่ไขล่องเรือไปกับป้อจายนั่น

 

บ่ได้ดอกเจ้านางน้อย หากทำตัวจะอี้ เป๋นการหลึกท่านพระยานะเจ้าบ่าวอิซึกิพยายามพูดกล่อมอีกฝ่าย เธอคลานเข้าไปใกล้แล้วจับมือที่ประสานวางบนตักของอีกฝ่าย  คุโรโกะไม่ชักมือหนีแต่เจ้าตัวเบือนหน้าหนีสายตาบ่าวไพร่ทั้งสามคนที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้น

ก่ดี  สูเขาจักได้ฮู้กันว่าเปิ้นบ่ชอบพระยาอาคาชิ ตั๋วบ่เฮ็ดรึว่าป้อจายนั่นทำอีหยังกับเปิ้น”  เจ้านางคุโรโกะล้มตัวนอนกับเตียง ดึงผ้าห่มคลุมโปงแน่นดื้อดึงปฏิเสธที่จะไม่ไปล่องเรือตามความต้องการอีกฝ่าย อิซึกิอ้าปากค้างอึ้งค้างเช่นนั้นก่อนจะหุบลง เปลือกตาบางปิดแล้วลืมช้าๆหันไปส่งสายตาบางอย่างกับคางามิและโคงาเนะ ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักเดินไปขนาบเตียงซ้ายขวาแล้วกระชากผ้าห่มออก

 

“!!!!!!!”

เจ้านางน้อย สุมมานเต๊อะเจ้า คะเจ้าจำเป๋นต้องทำ โคงาเนะ คางามิ จับตัวเจ้านางน้อยไว้”  สองสาวจับแขนขาสาวผมฟ้ายาวกระเซิงเอาไว้แล้วดึงลากให้ลุกจากเตียงพาเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างกายจับแต่งเนื้อแต่งตัวบังคับให้ขึ้นเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาตามนัดเอาไว้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

.

.

 

คิดแล้วก็น่าโมโหนัก!!!

 

นัยน์ตาสีฟ้าเย็นชาตวัดมองค้อนบ่าวไพร่ทั้งสาม มองจนคางามิกับโคงาเนะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้วแสร้งทำเป็นชมนกชมไม้ ส่วนอิซึกินั้นไซร้จำต้องรับหน้าในฐานะเป็นเจ้านางอยู่ เลยไม่ทันรู้ถึงไอเย็นเยียบแผ่จากร่างเจ้านางไร้วิญญาณตัวจริง หลอนจนทหารเรือแถวนั้นขนลุกเกรียวต้องยกมือลูบต้นแขนไปมา พลางกระซิบคุยกันด้วยอย่างฉงนว่าเหตุใดหนอลมถึงได้เย็นขึ้นมาทันตาในช่วงปลายฤดูร้อนเช่นนี้

 

 

เมื่อมากันครบทุกคนทยอยกันลงนั่งเรือหลวงเป็นที่เรียบร้อย ทหารเรือทั้ง 4 เข้าประจำตำแหน่งขยับไม้พายทันที เรือหรูหราขนาดใหญ่เรียวยาวล่องไปตามสายน้ำที่ทอดยาวเบื้องหน้า..

 

 

เสียงธาราเป็นเกลียวคลื่นดัง จ๋อม…จ๋อม…ทุกครั้งที่ไม้พายขยับ เปรียบเสมือนดนตรีรื่นหูฟังสบายๆ เส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาเลยผ่านย่านบ้านเรือนไปสู่บริเวณสวนไร่ของชาวบ้านที่ปลูกพืชผักผลหมากรากไม้นานาชนิด รวมถึงดอกไม้งามเบ่งบานชูช่อ พร้อมสำหรับตัดไปขายในวันพรุ่ง

 

 

วิถีชีวิตของผู้คนในกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเช่นนี้ดอกรึ เน้นทำมาค้าขายเป็นหลักแหล่ง

 

 

คุโรโกะนั่งพับเพียบอยู่กับท้องเรือ ชะโงกมองซ้ายทีขวาที ตาสีฟ้าเบิกกว้างเล็กน้อยฉายแววแปลกประหลาดใจยามเห็นดอกไม้แปลกตาที่หาได้เคยเห็นในแดนเหนือ รวมทั้งผลไม้แปลกตาโดยเฉพาะ…มะม่วงอกร่องที่พ่อค้ากำลังเก็บเกี่ยวลงตะกร้าใบใหญ่เตรียมขนขึ้นเรือเร่ขายตามแม่น้ำ ถึงจักอยากกินแค่ไหนในเพลานี้บ่าวต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ท่องไว้ว่านายต้องมาก่อนการทำตามใจตัวเองทำให้ความแตกได้ จึงทำได้เพียงเลี่ยงที่จะไม่มองผลไม้น่ากินเหล่านั้น เก็บเอาไว้ในใจว่าหากขึ้นฝั่งเมื่อใดจักนำเงินเบี้ยไปซื้อมาลิ้มลองชิมดูเสีย

จากวิวที่ขนาบซ้ายขวาด้วยบ้านเรือนของชาวบ้าน เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดงป่าดิบทึบทึม เถาวัลย์ไม้เลื่อยขยายกิ่งก้านสาขาพันเกลียววนข้ามไปอีกฝากฝั่งหนึ่งเป็นเหมือนสะพานเชื่อมเขตแดนที่ถูกขวางกั้นด้วยแม่น้ำสายใหญ่ ทางเริ่มคดเคี้ยวเล็กน้อยจนทหาหารหัวเรือต้องหักเลี้ยวประสานงานกับทหารคุมท้ายเรือ  เส้นทางที่เริ่มเดินทางยากขึ้นทำให้ตัวเรือโคลงเคลงบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นน่าตกใจอย่างใด  ลมเย็นพัดผ่านไม่ได้ทำให้ผู้คนบนเรือรู้สึกร้อนแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นเหล่านางในยังเลือกปรนนิบัติโบกพัดเบาๆคลายร้อนให้เจ้านางคุโรโกะที่นั่งประทับบนเก้าอี้เช่นเดียวกับพระยาอาคาชิ พระยาเรโอะ และหมอหลวงมิโดริมะ

 

 

เงียบเงียบเกินไป

 

พระยาเรโอะมองบรรยากาศในเรือหลวง ตั้งแต่ออกจากท่าเรือพระราชวังหาได้มีการสนทนาแต่อย่างใดระหว่างพระยาอาคาชิกับเจ้านางคุโรโกะ โดยเฉพาะน้องชายข้างบ้านที่เอาแต่นั่งกอดอกหลังตรงทอดมองวิวเงียบๆไม่คิดแม้แต่จะสบตาพระธิดาคู่หมั้นของตนซักนิด  ส่วนฝ่ายหญิงสาวก็นั่งตัวเกร็งอ้ำอึ้งจนเหงื่อกาฬไหลย้อย สอดสายตาล่อกแล่กไปทางพระยาอาคาชิทีแล้วก็กลับมามองมือตัวเองที่วางประสานไว้บนตักที ดูก็รู้ว่ากำลังอึดอัดใจไม่น้อย

 

 

ผู้อื่นคิดว่าเจ้านางคุโรโกะซึ่งความจริงคืออิซึกิ กำลังหวั่นใจที่พระยาอาคาชิหาได้เปิดบทสนทนา

ในความเป็นจริง..นางกำลังหวั่นใจที่เจ้านางน้อยตัวจริงนั่งพับเพียบแผ่รังสีทะมึนใส่พระยาอาคาชิที่ทำเมินเฉยนั่นแล..

 

 

“ม..เมื่อครู่ข้าเห็นชะนีปีนป่ายกระโดดจากต้นโมกด้วยจ้ะ”  คนหนุ่มเรือนผมสีดำยาวคลอเคลียลำคอตัดสินใจเปิดบทสนทนาด้วยการชวนทุกคนบนเรือชมธรรมชาติอันน่ารื่นรมย์ ณ ลุ่มแม่น้ำแห่งนี้  ได้ผล!!บรรยากาศทะมึนเหล่านั้นคลายตัวออกไปเสียแล้วสิ้น พระยาอาคาชิละสายตาที่ไม่รู้ว่ามองสิ่งใดอยู่ไปมองชะนีตัวนั้น มันกระโจนโอบอุ้มลูกน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนเกาะกิ่งไม้ใหญ่ โผล่หน้ามองสบตาผู้คนเล็กน้อยแล้วก็ผลุบหัวหลบซ่อนหลังกิ่ง

“ดูขี้อายนะเจ้า”  อิซึกิคุยโต้ตอบกับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเอ็นดูชะนีแม่ลูกคู่นั้น  พอมองเลยขึ้นไปบนยอดต้นมะขามก็พบเข้ากับรังนกกระจาบโผบินคาบอาหารมาป้อนลูกน้อยที่พากันส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วเสนาะหูเสมือนดนตรี

“มาล่องเรือเช่นนี้หากขุนฮายามะขึ้นเรือด้วย คงได้มีการแต่งกลอนแน่จ้ะ คิดเช่นนั้นหรือไม่เซย์”

“อืม”  พระยาอาคาชิขานรับสั้นๆ เท่านั้น แล้วก็เงียบไปดั่งเคย

“หากพูดถึงบทกลอน เจ้านา— เอ่อ..ข้าหมายถึงอิซึกิแต่งเก่งมิแพ้ใครเช่นกันนะเจ้า”  สิ้นคำกล่าว คุโรโกะซึ่งสวมรอยเป็นบ่าวไพร่นามอิซึกิหันขวับมามองอิซึกิตัวจริงที่ดันพูดอะไรไม่ทันคิดให้รอบคอบเผลอเล่าความสามารถส่วนตัวเสียอย่างนั้น ที่สำคัญไปกว่าคือ บทกวีหาใช่เรื่องที่สตรีควรยุ่งเกี่ยว..การบอกเล่าเช่นนี้ทำให้ทุกสายตาหันมามองสาวผมฟ้าเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าตะลึงพรืด ส่วนพระยาอาคาชิทำเพียงปรายตามองนิ่งๆเท่านั้นพอเนตรสีฟ้าสบตอบ..ตาสีแดงกลับเสมองไปทางอื่นเสียอย่างนั้น

 

 

หลบหน้าข้าหรือ?

 

 

“น่าประหลาดใจนัก นอกจากอ่านภาษาฝรั่งเป็นยังแต่งบทกวีได้  ข้ารบกวนแม่อิซึกิแต่งให้พวกเราฟังทีจ้ะ”  คำขอทั้งสายตาปริบๆจากชายหนุ่มผมดำผิดเพศ ทำเอาคุโรโกะเหนื่อยใจนัก ถึงอย่างนั้นเธอแสร้งเป็นสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้สึกอะไร พยักหน้าตอบรับคำขอเหล่านั้นที่หมายเจตนาเพียงต้องการหาความรื่นเริงให้เกิดขึ้นบนเรือหลวง  ดวงหน้าจืดชืดหลับตาครุ่นคิดบทกลอนครู่หนึ่ง..แล้วลืมตาขึ้นช้าๆพร้อมเปล่งวาจาร้อยเรียงประโยคสัมผัสสูงต่ำเป็นท่วงทำนอง

 

ล่องเรือหลวงปลายร้อนท่องธารา   เจ้าพระยานามนี้อันยิ่งใหญ่

สมตามยศบุรุษกล้าเหนือเกินใคร       พาตรอมใจอิสตรีทั่วทุกแดน

หนึ่งบุรุษอ่อนโยนดั่งสายน้ำ         ชวนหลงกล้ำกรายใจมิแร้งแค้น

หนึ่งบุรุษเก่งเกินใครจักทดแทน        หล่อสุดแสนแดงปะหลิ้งหน้าวอกเอย

 

หลังจบบทกลอนไพเราะเสนาะหู เหล่าสาวชาวล้านนาทั้งสามพากันหน้าซีดเผือกโดยพลัน ต่างฝ่ายต่างมองกันกะลกกะลน คาดไม่ถึงว่าเจ้านางคุโรโกะจะใช้คำหยาบภาษาล้านนาใส่เข้าไปในบทกลอน  พระยาอาคาชิถลึงตาดุดันตวัดมองเจ้าบทกลอนเมื่อครู่ ถึงจักแปลไม่ออกมาประโยคท้ายสุดหมายถึงสิ่งใด ก็พอคาดเดาได้ถึงความหมายค่อนแย่เป็นแน่

 

“เจ้าพูดอะไร”

“ข้าเพียงแต่แต่งกลอนตามที่พระยาเรโอะขอเจ้า”

“เจ้าด่าข้าเป็นบทกลอนด้วยภาษาล้านนาใช่หรือไม่!!!”

 

มิโดริมะคว้าจับต้นแขนแกร่งอีกฝ่าย บีบแน่นเตือนสติคนที่โกรธจนหน้าแดง ส่วนพระยาเรโอะรับคว้าจับบ่าอีกข้างบีบแน่นๆให้สงบอารมณ์เข้าไว้

“อยากให้ใครต่อใครลือว่าพระยาอาคาชิรังแกผู้หญิงเช่นนั้นรึ!! ใจเย็นเสียอาคาชิ”   พระยาหนุ่มสมญานามบุรุษไร้พ่ายฮึดฮัดไม่พอใจ สลัดแขนหลุดจากมือของสหายคนสนิทที่กระซิบเตือนทั้งเสียงเข้มดุดัน มิโดริมะกับเรโอะเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีสงบลงแล้วก็ลอบถอนหายใจโล่งอก……เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น จนกระทั้งปากหนาได้รูปขยับ…

 

อิสตรีเปรียบเสมือนบุษบา   ชู่ช่อคิดเชยหาคู่ชีวี

ล่องธาราเจ้าพระยาเป็นสุขขี    ช่างโชคดีเป็นบุญยิ่งเกินใคร

ไฉนเล่าใยนางจำต้องหลอก    เล่นกลับกลอกลดตัวเป็นบ่าวไพร่

หรือดำริคิดใคร่อยากลองใจ   เศร้าทรวงในข้าเห็นเพียงดอกหญ้า

 

ทะมึนหนัก…ทะมึนและอึกครึมเข้าไปกว่าเดิม  เจ้านางคุโรโกะหน้าขึ้นเป็นสีแดงเข้มหลังได้สดับฟังบทกลอนโต้กลับมาจากปากพระยาอาคาชิ  มือบางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อที่ถูกหยามหน้าดูถูกว่าเป็นเพียงดอกไม้ไร้ค่าน่าสังเวช คางามิผุดลุกจากที่นั่งชี้หน้าใส่ตามนิสัยอารมณ์ร้อนทันท

“กล้าดีเยี่ยงไรถึงได้พูดจาโอหังเช่นนี้!!!”

“เหตุใดข้าถึงพูดมิได้ ในเมื่อแม่อิซึกิเป็นเพียง ‘บ่าวไพร่’ ดอกหญ้าก็เหมาะสมกับนางแล้วนี่”  อาคาชิกอดอกโต้ตอบหน้านิ่ง ไม่แยแสหน้าแดงก่ำจนเส้นเลือดปูดขึ้นขมับสาวทรงโต คางามิกัดฟันกรอดขยับเท้าเตรียมพุ่งเข้าไปง้างมือหมายจักตบหน้าหล่อเหลา โคงาเนะเห็นท่าไม่ดีรีบกอดเอวจับรั้งอีกฝ่ายเอาไว้

 

“หยุดเดี๋ยวนี้!!!หยุด!!!!”

 

พระยาเรโอะตะคอกเสียงดังห้ามปรามความโกลาหลบนเรือจนโคลงเคลง ทหารเรือพยายามประคองเรือมิให้พลิกคว่ำ สถานการณ์เพลานี้ย่ำแย่ประหนึ่งเกิดเมฆฝนตั้งเค้า พร้อมเกิดพายุโหมกระหน่ำด้วยหยาดเม็ดฝนที่กำลังร่วงหล่นกระทบผิวกายในไม่ช้า

 

แปะ..แปะ..

 

เห็นไหมเล่า..ไม่ทันขาดคำ สิ่งที่เรโอะคิดก็เป็นจริง…..เอ๋!!?

 

 

ครื้น!!!!!!ครื้น!!!!!!

 

 

“เอาเรือจอดเทียบฝั่งเร็วเข้า!!!”

“ท่านพระยา!!ข้าคุมเรือมิได้!!!!”

 

พายุโหมกระหน่ำ ห่าฝนตกหนักจนผิวน้ำในสายแม่น้ำเจ้าพระยาก่อตัวเป็นลูกคลื่นรุนแรง ตาสีทับทิมเบิกโพล่งตกตะลึงแหงนหน้ามองท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาครึ้ม ประกายแสงฟ้าแลบสีขาวสว่างวาบ ตามด้วยเสียงร้องสั่นสะเทือน

 

 

เปรี๊ยง!!!!!

 

 

.

.

.

 

 

“แค่กๆ”

 

ร่างบอบบางโก่งตัวไอสำรอก เนื้อตัวเปียกม่อล่อกม่อแลกจนเสื้อผ้าไหม้สีขาวแนบเนื้อ อิซึกิหายใจหอบโยนก่อนจะใช้เรี่ยวแรงที่มีดันตัวเองขึ้นมานั่งทั้งที่หายใจหอบหนัก เหลียวหลังไปมองแม่น้ำเจ้าพระยาปั่นป่วนจากพายุฝนที่ตั้งเค้ากะทันหัน ปากอิ่มสั่นระริกแหงนมองท้องฟ้าสีเทาครึ้ม ประกายแสงฟ้าผ่าสว่างวาบตามด้วยเสียงร้องสนั่นลั่น

 

 

เปรี๊ยง!!!!

 

 

“กรี๊ด!!!!!!”

“ใจเย็นจ้ะเจ้านางคุโรโกะ!!!”

ร่างบางผิวขาวซีกเปียกโชกหวีดร้องบ้าคลั่ง ยิ่งตัวเองถูกใครมิรู้รวบคว้าไหล่เอาไว้ นางยิ่งหวาดผวา อีกฝ่ายจึงตัดสินใจทำสิ่งที่บุรุษไม่ควรทำคือการกระชากดึงเข้ามากอดแน่น …กอดและกดศีรษะอีกฝ่ายให้ซุกแนบอกที่เปียกโชกไม่แพ้กัน

“ข้าเรโอะเองจ๊ะเจ้านางคุโรโกะ ตั้งสติจ้ะเจ้านางน้อย!!!” เสียงทุ้มหวานแปรเปลี่ยนเป็นตะคอกดุดันแข่งกับเสียงฟ้าร้อง หญิงสาวในอ้อมแขนค่อยสงบสติอารมณ์ลงและหยุดนิ่ง ดวงหน้าหวานสวยเจิ่งนองน้ำตาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาสบตาสีเข้มคู่งามใต้ขนตาแพยาวมากกว่าบุรุษโดยทั่วใบ

 

“ท..ท่านพระยาเรโอะ? ”

 

อิซึกิสะดุ้งตกใจเมื่อฝ่ามือแกร่งประคองพวงแก้มใสแล้วใช้ปลายนิ้วโป้งปากเช็ดน้ำตาเบาๆ เกลี่ยไปมาเช่นนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ร่างบางรู้สึกหวิวในช่วงอก..หวิวจนหวั่นใจยามเห็นแววตาสั่นไหวบางอย่างบนหน้าคมคายติดหวานของบุรุษผิดเพศ  และยิ่งใจร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร้อนรุ่มในอกซ้ายทั้งที่ร่างกายเปียกปอนสายฝนจนหนาวเหน็บเมื่อหน้าคมคายโน้มใบหน้าลงมา..

“ท่านพระยาเรโอะ!!ข้าเจอแม่เดือนแล้วขอรับ!!!”  ทหารเรือยศจหมื่นทั้งสองวิ่งเข้ามา ทำให้ทหารหนุ่มหน้าสวยได้สติถอยผละไปก่อนที่นายทหารทั้งสองกับนางในทั้งห้า จักมาเห็น เขารีบแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนเสยผมเปียกน้ำขึ้นทัดหูมิให้ระเกะระกะ ส่วนผู้แอบอ้างเป็นพระธิดาแห่งเชียงตุงยืนตัวแข็งทื่อสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่…

 

 

ท่านพระยากำลังจะ..จูบข้าเช่นนั้นรึ?

เป็นไปมิได้..ท่านเป็นพวกผิดเพศนี่!?

 

 

“เจ้านางน้อย!!!”  เสียงเพรียกเรียกหาสถานะปลอมแสนคุ้นหู  อิซึกิจึงลืมข้อสงสัยขยับขาวิ่งถลาไปหาต้นเสียงโผเข้ากอดสหายชนชั้นบ่าวไพร่ที่ติดตามมาจากแดนไกลแน่น..กอดจนหายใจช่วยกันปลอบโยนกันและกัน

“โชคดีหลายที่หมู่เฮาบ่เป็นหยัง แล้วเจ้านางน้อยอยู่ไส?”  เธอกระซิบถาม

 

 

เงียบ..ไร้ซึ่งคำตอบ…อิซึกิมองตาคนทั้งสองที่เปียกโชกน้ำไปมา

โคงาเนะส่ายหัวช้าๆ ส่วนคางามิหันหน้าหนีกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด…

 

 

“เจ้านางน้อย…”   อิซึกิมือสั่นลมแทบจับ มือขยำแขนเสื้อสหายชนชั้นบ่าวทั้งสองแน่นจนยับยู่ น้ำตาที่หยุดไหลเมื่อครู่ไหลรินอีกคราจนตัวสั่นเท้า

“ยังหาตัวอาคาชิไม่พบอีกรึ!!!?” หมอหลวงมิโดริมะตะคอกเสียงดัง นายทหารเรือยศจหมื่นทั้ง 4 ส่ายหัวแรง โค้งขออภัยหมอหลวงกับพระยาเรโอะด้วยความสำนึกผิด

“ข..ขออภัยขอรับ พวกข้าแยกหาไปจนสุดทางแล้วก็หาได้พบเจอเค้าร่างของท่านพระยาอาคาชิ บางทีอาจจะโดนกระแสน้ำพัดหายไปเกยฝั่งที่ไหนซักแห่ง ทำเช่นไรต่อไปดีขอรับท่านพระยาเรโอะ ท่านหมอมิโดริมะ”

 

พระยาเรโอะลูบหน้าแรง ด้วยฝนฟ้าที่ตั้งเข้ารุนแรงทำให้เรือเสียหลักพลิกคว่ำ ตาสีเข้มไล่มองจำนวนผู้คนที่ยังเหลือรอดขึ้นฝั่งมาด้วยกัน ขาดเพียงพระยาอาคาชิกับบ่าวชาวล้านนาผมสีฟ้า  ในเพลานี้ผู้ที่จำต้องคุมคำสั่งกลายเป็นหน้าที่ของเขาไปเสียแล้ว คนหนุ่มกอดอกเงยหน้ามองสายฝนที่ยังตกไม่มีท่าทีจะหยุด ท้องฟ้ามืดสนิทจนมิอาจล่วงรู้ว่าเพลานี้กี่ยามแล้ว

“พาเจ้านางคุโรโกะกับนางในกลับไปส่งที่วังเสียก่อน แล้วจงไปเตรียมกำลังทหารออกตามหาพระยาอาคาชิกับแม่อิซึกิ”

สิ้นคำสั่งนายทหารทั้ง 4 จรลีรีบไปตั้งเรือหลวงที่เกยตื้นขึ้นมาถัดไปไม่ไกลหนัก เนตรสีเข้มทอดมองสายน้ำเชี่ยวกราก..แม่น้ำเจ้าพระยาอันยิ่งใหญ่เป็นศูนย์รวมผู้คนให้แห่แหนเข้ามาทำมาค้าขาย เป็นความยิ่งใหญ่แห่งแดนสยาม

 

 

ขณะเดียวกันก็ดุร้าย คร่าชีวิตคนมานับไม่ถ้วน

 

 

“ข้าขอวิงวอนต่อคุณพระคุณเจ้า เทพไททั้งหลาย ได้โปรดคุ้มครองพระยาอาคาชิกับแม่อิซึกิให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงด้วยเถิดจ้ะ”

 

 

 

TBC

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

ตอนนี้เขียนยากสุดแล้ว ตรงที่พูดเหนือเยอะแถมยังแต่งกลอน

ฮืออออออออออออ โคตรหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ เหมือนเดิมค่ะ คำเหนือไหนผิดบอกด้วยเด้อ

 

ลงแฟนอาร์ตค่ะ

 

@koufukukira

11224517_303773146413189_4235814752738309789_n

12049499_303773149746522_6201199709799374762_n

 

@MMmixxa

11013250_293362690787568_2937699976621492655_n

 

ไปก่อนนะคะ บายจ้า

 

12 thoughts on “[Fic KnB][Akakuro]ดวงใจเจ้านาง(side storyนางไททัน)//บทก่อนกาล4

  1. เวลาผ่านไป(ตอนนึง)นายน้อยก็ยิ่งซึนซึนแล้วยังโกหกแล้วยังปากแข็งอีกก็ห่วงน้องไม่ใช่เรอะคนที่ซึนแล้วน่ารักมีแค่มิโดรินคนเดียวเท่านั้นค่ะท่าน
    น้องน่าร้ากกโกรธก็ยังน่ารัก มิโดรินน่ารัก เรโอะฉวยโอกาสอ่ะ
    ฮานะยันได้แต่บทร้ายๆอ่ะผู้หญิงคนนั้นคือมิเนะรึเปล่าคะ?
    พ่อน้องคือใครเหรอคะ?
    ป.ล.ขอบทพี่รุ้งหน่อยเถอะค่ะเอามาตบเกรียนท่าน

    • ท่านเป็นห่วงพ่วงรู้ตัวว่าทำผิดด้วย ติดที่ปากแข็งมาดเยอะอยู่
      น้องโกรธจริงจังมาก เล่นซะโดนตบขนาดนั้นเลย 55555 พี่ชุนเกือบโดนเรโอะฉกฉวยแล้วววว
      สาวคนนั้นคือมิเนะจ้า และพ่อน้องก็คือฮิวงะค่ะเทียบศักดิ์คือเจ้าเมืองเชียวตุงหรือราชาเมืองเชียงตุงค่ะ ส่วนพี่รุ้งไม่มีบทค่ะ

  2. ท่านเจ้าขา เป็นห่วงน้องก็บอกมาา อย่าทำซึน 555
    เรโอะเน้แอบฉวยโอกาสอิสึกิ แอบเขินแทน
    บทหน้าขอให้น้องลับฝีปากกับท่านหนักๆเลยนะคะ (ตอนนี้หมั่นไส้ท่านมากก)
    เป็นกำลังใจให้นะคะพี่บลัด พี่บลัดสู้ๆ

    • ท่านในตอนนี้รู้สึกผิดด้วยและก็เริ่มห่วงนิดๆล่ะ ติดที่ไม่ยอมรับนี่ล่ะ ฮาาาา
      เรโอะเน่เกือบแล้ววว อิสึกิเงิบไป
      บทหน้านั้นจะได้ลับไหม ท่านยังทำตัวหน้าหมั่นเช่นเคย

  3. เพิ่งจะมาอ่าน ;—-; เสียใจที่มาช้าค่ะ

    โอ้ยยยฟิคนี้ท่านน่าหมั่นไส้มากกว่า knl ในทวิตอีกค่ะ!!!

    เป็นฟิคแดงดำที่อ่านแล้วสะใจมากค่ะ 555 น้องก็แสบท่านก็แสบกัดไปกัดกันมาลุ้นค่ะว่ากำเนิดหลวงรีไวล์มาได้อย่างไร555..((ชักไม่สงสัยว่าท่านหลวงรีไวล์นี่ได้ความเตี้ย //โดนฆ่า//นิสัยมาจากใคร(เอาด้านเสียๆของพ่อแม่มาหมดอีเอเลนรับกรรมไป))
    คิดว่าเรื่องที่แล้วท่านซึนท่านเบียวหนักแล้วนะ….มาเรื่องนี้เหมือน X10 เท่า!!!! ท่านคะคนที่ซึนแล้วน่ารักมีแต่พี่แว่นเขียวเท่านั้นนะคะท่านทำแล้วน่าหมั่นไส้ค่ะ //หลบกรรไกร (สมัยนั้นมีกรรไกรป่ะวะ?)

    เห็นมิเนะสาวนี่..ไม่วายเสร็จฮิมาโยชิใช่มั้ยคะ?5555

    อร้ายยยอ่านแล้วท่านนี่ปากแข็งอ่ะค่ะ…ตอนแรกบอกว่าไม่สนด่าว่าเขาหน้าจืดหยิ่งผยอง(แล้วตัวเองล่ะ?)ไปๆมาๆสายตาของท่านก็มองแต่น้องมีแต่น้องในหัวและเอร้ยยยย!!!
    แต่ประเด็นนี่คะแนนด้านบวกที่น้องมีต่อท่านนี่..น่าจะติดลบนะคะ555

    แอบหวังได้มั้ยคะว่าที่ท่านหายไปนี่เพราะว่าไปช่วยน้องไม่ให้น้องจมน้ำ =////=

    ##รอค่ะมาไวๆนะคะฟิตนี้ชอบพอๆกับThe satan กับ BC เลย ((แต่ละแนวนี่…))

    • และแล้ว knl ก็มีคนโดนหมั่นไส้แรงกว่าล่ะ ฮาาาาาาาาาาาาาา
      เป็นฟิคที่น้องก็แรง ท่านก็แรง ต่างคนต่างรู้ทันความคิดกัน กัดไปกัดมาไม่ยอมแพ้ ดื้อทั้งคู่
      คุณหลวงได้แต่นิสัยดื้อๆมาหมดเลย อื่นๆฮันซี่เอาไปหมด ฮาาาาา เรื่องนี้ท่านทำตัวภายนอกภาพโอเรชิมาก ลึกๆในใจเป็นคนหลงตัวเองรุนแรง ถถถถถถ สมัยนั้นคิดว่าไม่มีกรรไกรนะ

      มิเนะสาวจะเสร็จใครต้องรอดูกันไปค่ะ

      ท่านปากแข็ง ทิฐิเยอะอีก คะแนนน้องที่มีต่อท่านตอนนี้มีแต่ติดลบทุกขณะจิต ฮาาาาา

  4. ขอโทดนะคะ ไม่ทราบว่าคิเสะจะโผล่มาเป็นคนหาปลาคู่กับอีสาสขายเหล้ามิเนะรึเปล่าคะ -*-
    ถ้าไม่มีนางจะไปคู่กับใครล่ะเนี่ย คางามิก็แปลงเพศเป็นแม่หญิงไปซะล่ะ หรือจะมีไอ้เห็ดสดจอมขอโทด? ช่างเถอะ
    มาแต่งต่อเร็วๆนะฮัฟ

    มาอ่านเรื่องนี้รู้เลย รีไวล์ได้ยีนส์ด้อย(สูงน้อย)มาจากไผ๋
    น่าสงสารแท้//โดนอาคาชิจระเข้ฟาดหางใส่

    มาอัฟเร็วๆนะจ้ะ ไม่งั้นจะบุกปล้ำที่บ้าน

    • 5555555 คิเสะเป็นคนขายปลาเหรอ นึกภาพคนหล่อขายปลา มิเนะจะมีคู่ไหมหรือยังไง รอลุ้นจ้า

      รีไวนอกจากเตี้ย ยังดื้อจากพ่อแม่อีก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s