[S.Fic K][Sarumi] ทิศทาง

[S.Fic K] ทิศทาง

Paring  : Saruhiko x Misaki , SaruMi

Rate    : PG-13

Story   : blood_hana

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

ความสัมพันธ์ของเราสองคนไปในทิศทางใด?

ความรู้สึกเราสองคนบรรจบลงที่ตรงไหน?

และพวกเรา ‘อยู่ในฐานะอะไร’

 

ลมหนาวพัดผ่านหลังคริสต์มาสอันแสนเลวร้าย ประกายความหวังดับมอดเมื่อแผ่นศิลาถูกแคลนสีเขียวช่วงชิง บัดนี้แสงตะวันแห่งการเริ่มต้นใหม่ทอแสงประกายเจิดจ้าอีกครั้งด้วยแผนการทำลายศิลาที่ต้องแลกกับดายเดโมเครสของราชาลำดับที่หนึ่ง

 

..ชีวิตของทุกคนเดินหน้าต่อ..

อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันวานราวกับความฝัน

 

 

            “ฉันจะลองกลับไปคิดดู วิธีคุยกับคนบ้าให้เข้าใจ”

            “เออ!!ไว้ว่างๆ เรามาคุยกันให้เยอะๆเลยนะ!!!!”

บทสนทนาในสถานการณ์หวิดตายของฟุชิมิ ซารุฮิโกะ กับภารกิจลับที่รู้กันเพียงสองคนกับราชันย์ลำดับที่สี่ผู้เป็นเจ้าของแคลนสีน้ำเงิน แคลนแห่งกฎหมายและคำสั่งที่หมายมั่นจัดสังคมให้อยู่ในกรอบระเบียบอันแสนสงบสุข สำหรับเขาแล้วแคลนจะเป็นเช่นไร อุดมการณ์เหล่านั้นจะบัญญัติไว้อย่างไร  ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาซักนิด

สำหรับชายหนุ่มคนนี้แล้ว..สิ่งที่สนใจมีเพียงเจ้าของคำพูดที่เชื้อเชิญให้มาพูดคุยกัน เป็นสาเหตุให้คนความดันเลือดต่ำยอมตื่นเช้าขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว สวมเสื้อผ้ากับโค้ทสีดำคาดิแกนที่ดูดีที่สุดในตู้ ส่องกระจกซ้ำๆทุกมุมทั้งซ้ายขวาหน้าหลังว่าทรงผมที่เซทจนเข้าทรงนั้นดูดีพอที่จะออกไปข้างนอกหรือไม่  ก่อนจะเอื้อมไปหยิบ PDA บนโต๊ะหัวเตียงเปิดอ่านเมลที่ส่งตรงมาจากคนที่ขาดการติดต่อไปนานเกือบ 3 ปีเต็ม…

 

‘เจอกันที่เกมส์เซนเตอร์ ห้ามสายนะเฟ้ย!!!

ยาตะ มิซากิ : 098-xxx-04xx

 

“จิ๊” เดาะลิ้นเป็นนิสัยแก้ไม่หาย ทว่า..เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าริมฝีปากยกยิ้มละมุนหาได้สอดคล้องกับน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจ

 

            ..รำคาญใจอย่างเต็มใจ..

 

เกมส์เซนเตอร์ยังเปิดให้เหล่าเด็กเกรียนวัยน้อยใหญ่ได้เข้ามาท้าประลองความสามารถและสนุกสนานไปกับเครื่องเล่นแม้ในช่วงหยุดยาวเทศกาลใต้ผืนฟ้าสีครามที่โปรยปรายไปด้วยหิมะเบาบาง อากาศหนาวจนลมหายใจของคนหนุ่มร่างสูงสวมแว่นกลายเป็นควันสีขาว นัยน์ตาสีขี้เถ้าหลังแว่นกรอบทรงเหลี่ยมสีดำสอดสายตามองไปยังถนนทางเท้าที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินกวักไกว่..ยังไร้ซึ่งวี่แววของผู้นัดหมาย……

 

                ตึก!!!ตึก!!!ตึก!!!!

 

                “อรุณสวัสดิ์ซารุ!!! ข…ขอโทษที่มาสาย!!!!!!!” ลมหายใจขาดห้วงดังแฮ่กๆ ออกมาจากริมฝีปากเล็กบาง พอๆกับขนาดตัวไซส์มินิจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นรูปร่างของบุรุษเพศกำลังยืนเอามือเท้าเข่าหอบหนักหลังจากวิ่งตาลีตาเหลือกมาให้ทันตามนัดหมาย ก่อนที่เขาจะหยัดตัวยืนขึ้นเผยดวงหน้าหวานอ่อนเยาว์โชกเหงื่อเหมือนเด็กมัธยมต้น..ทั้งที่เจ้าตัวอายุปาเข้าไป 20 ปีแล้ว

“จิ๊…สายสวัสดิ์ตั้งหาก นี่ 11 โมงแล้ว เลทมา 2 ชม. กับอีก 40 นาที 32 วินาที”

“ขอโทษๆ ฉันผิดเอง!!ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้!!!”

“หมี่ซากี๊คนผิดคำพูด”

“โฮ่ย!!!อย่าเรียกชื่อต้นฉันด้วยเสียงพิลึกสิวะ!!!!”

“ทำไมจะเรียกไม่ได้ หมี่ซากี้ หมี่ซากี้”

“ไอ้บ้าซารุ!!!!!แกจะกวนประสาทฉันใช่ไหมห่ะ!!!!”

ยาตะ มิซากิ คนตัวดีที่ออกปากขอนัด ทั้งที่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้มาตรงเวลากลับเป็นฝ่ายผิดนัดเสียเอง ฟุชิมิถอนหายใจเหนื่อยหน่ายแล้วจะเลือกเบือนหน้าหนีขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง มือแกร่งเอื้อมไปดึงผ้าพันคอสีดำขึ้นมาจมูกกับปิดปากที่กำลังส่งเสียงแว้ดๆ จนอีกฝ่ายตกใจและเงียบ

“เข้าไปข้างในเถอะ หนาวจะแย่แล้ว” คนร่างสูงกว่าเดินนำเข้าไปในเกมส์เซนเตอร์..สถานที่นัดพบและโดดเรียนเป็นประจำของพวกเขาตั้งแต่สมัยเรียนร่วมชั้นในระดับมัธยมศึกษา ยาตะมุ่นคิ้วหงุดหงิดที่โดนอีกฝ่ายล้อชื่อต้นที่มีความหมายไปในทางหญิงสาว ก่อนจะคลายปมหัวคิ้วออกเมื่อพึงสำนึกได้ว่าเขาตื่นสาย ปล่อยให้ฟุชิมิยืนรอหน้าร้านนานนับ 2 ชม.กว่าๆ

 

การสนทนาระหว่างเพื่อนรักที่ห่างเหินไปนาน

เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม

 

            ทั้งที่บอกว่าให้มาคุยกันเยอะๆ แต่ไหงเงียบเป็นป่าช้าแบบนี้ฟร่ะ!!!!!!!   ยาตะ มิซากิ กู่ร้องในใจ ตาสีอำพันกลมโตจดจ้องมองเกมส์ตู้ House of the dead ฉบับใหม่ล่าสุด ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ไม่เปิดบทสนทนาใดๆทั้งสิ้นทั้งปวง มีแต่เขาที่คอยถามว่าเล่นเกมส์อะไรกันดี แต่อีกฝ่ายกลับให้คำตอบว่า ‘แล้วแต่’  จนยาตะอยากจะแบล็คลิสคำนี้เอาไว้ว่าเป็นอีกคำกวนเส้นประสาทจากชายหนุ่มสวมแว่นหน้าเบื่อโลกคนนี้

“มิซากิระวังตัวซ้าย” ชายหนุ่มเขยิบเอี่ยวตัวมาใกล้จนไหล่ชนร่างเล็ก แล้วเหนี่ยวไกปืนของเล่นยิงหัวซอมบี้หน้าเละกระจุยกลายเป็นเศษเนื้อ พร้อมกับสกอร์ขึ้นเต็ม 100 แต้มของฝ่ายหนุ่มสวมแว่นตาชนะขาดลอยเมื่อเทียบกับคนตัวเล็กที่ทำแต้มไปได้เพียง 55 แต้มเท่านั้น  “กากจริงๆ”

“ไม่กากเฟ้ย!!!ฉันใจลอยนิดเดียวเอง!!!”

“ข้ออ้างสำหรับคนแพ้ อ้างไปยังไงก็แพ้อยู่ดี หมี่ ซา กี้”

“ไอ้ลิง!!!!”

 

..ยังเถียงกันไปมาชวนโมโหเหมือนเคย..

               “จิ๊!!”   ฟุชิมิจิ๊ปากพร้อมพึมพำหงุดหงิดในเบาๆกับตัวเองในระหว่างที่รอคนตัวไปวิ่งออกไปซื้อโคล่ามาดื่มหลังเล่นเกมส์ในเกมส์เซนเตอร์จนหนำใจยาตะ ร่างสูงนั่งเอกเขนกกับเก้าอี้ม้านั่งหน้าร้านเกมส์เซนเตอร์ เขานั่งเอกเขนกกับเก้าอี้ม้านั่ง นับเวลาถอยหลังรอให้เพื่อนสนิทสมัยมัธยมต้นกลับมา ดวงเนตรสีเข้มหลังแว่นกรอบเหลี่ยมหลุบมองรูปถ่ายบน PDA ในไฟล์ลับที่เก็บไว้..ในนั้นมีแต่รูปแอบถ่ายของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอมแดงซอยคลอเคลียลำคอระหงครั้งสมัยยังสนิทสนมกลมเกลียวเป็นสหายที่ร่วมอุดมการณ์เมื่อ 4 ปีก่อน

 

            “เพื่อนสนิทกันก็ต้องเก็บรูปกันไว้บ้าง แกเองก็เก็บรูปฉันไว้บ้างด้วยใช่ไหม”

            “ไม่มี”

            “ซักใบก็ไม่มีเหรอ”

            “ไม่”

 

เขายกยิ้มสมเพชตัวเองที่ตอบปฏิเสธคำถามในอดีต..มือแกร่งยกขึ้นมาลูบหน้าเบาๆ สัมผัสแก้มที่ร้อนผ่าวยามนึกถึงความทรงจำในวันนั้น  “ขืนบอกว่ามี แล้วเห็นแต่รูปแบบนี้..คนบ้าอย่างมิซากิได้ตกใจกันพอดี”

 

หัวใจของเขาก้าวเดินทางไปไกลเกินกว่านั้น..ไกลกว่าอีกฝ่ายมากโข

 

“ซารุฮิโกะ” โคล่าในมือโยนลงมารับเข้าสู่มือแกร่งพอดิบพอดีพร้อมกับแมคเบอร์เกอร์  ตาคู่คมมองมื้อกลางวันของวันนี้สลับกับคนตัวเล็กบางเดินหิ้วถุงเบอร์เกอร์ของตัวเองกับโคล่าของตนมานั่งข้างๆ พร้อมกับแกะห่อกระดาษก่อนจะอ้าปากกัดเบอร์เกอร์เนื้อย่างคำโตเคี้ยวตุ้ยๆจนแก้มป่อง  “ไอ่อินอ่ะ อั้นเอี้ยงเอง (ไม่กินล่ะ ฉันเลี้ยงเอง)”

“เคี้ยวให้หมดแล้วค่อยพูดก็ได้นะมิซากิ ใครเห็นเดี๋ยวก็หลงคิดว่านายอายุ 13 กันพอดี”

“ฉัน 20 แล้วเฟ้ย!!! 20 ก่อนแกอีก!!!”

“อ้า..แต่หมี่ซากี๊ยังดูเด็กจนใครเห็นก็นึกว่าเป็นเด็กน้อย ก็ห่างกันกับฉันตั้ง 11 เซนนี่นะ”

“พูดแบบนี้กวนประสาทเรื่องส่วนสูงใช่ไหมหา!!!!”

“รู้ด้วยเหรอ ฉลาดขึ้นนะมิซากิ”   หลังจากนั้นก็มีเสียงโวยวายพ่นออกจากปากเล็กๆ ชายหนุ่มผมสีควันบุหรี่จ้องมองดวงหน้าหวานขมวดคิ้วเป็นปมไล่ลงมายังดวงเนตรสีอำพันกลมโต จมูกน้อยโด่งรั้น กับริมฝีปาก..สีชมพู..เขาเงียบ..เลือกที่จะเงียบเอาไว้แล้วเขยิบตัวเข้าประชิดคนที่วีนแตกอยู่ ด้วยความที่ตัวสูงใหญ่กว่าประกอบกับทิศทางแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องมาทางด้านหลังทำให้เงาร่างของเขาทางทับคนตัวจนหมดสิ้น

“เศษขนมปังติดแก้ม” ปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยพวงแก้มใสแล้วหยิบเอาเศษขนมปังออก ร่างเล็กชะงักนิ่ง เงียบปากลง ตากลมโตกระพริบปริบๆ ต่างฝ่ายต่างสบตากันเนิ่นนานจนอกซ้ายของชายหนุ่มสวมแว่นตาเต้นส่ำ….

หรือว่า..

“เออ!!!!มีสวนสัตว์เปิดใหม่แถวนี้ด้วยนะ ไปดูกันเหอะ!!!” ยาตะ มิซากิ พลุนพลันลุกขึ้นจากม้านั่งวิ่งนำไปเบื้องหน้าไม่รีรอถามความเห็นเขา ฟุชิมิถอนหายใจลุกขึ้นเดินตามหลังด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายใจ

 

ก็เป็นแบบนี้มาตลอด ซื่อบื้อและโง่ไม่เปลี่ยน..

 

 

“ดูนี่สิซารุ อูฐล่ะ!!!อูฐ!!!” ยาตะ มิซากิ ชี้นิ้วไปยังอูฐในรั้วไม้สูง โหนกนูน 2 โหนกบนด้านหลังทำเอาคนตัวเล็กตื่นตาใจ ในขณะที่คนที่โดนบังคับลากมากลอกตาเหนื่อยหน่าย ฉงนสงสัยว่าเหตุใดอูฐตัวนั้นถึงเรียกความสนใจอีกฝ่ายได้ ที่มากกว่านั้นคือรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง

 

เป็นแค่อูฐแท้ๆ น่าสนใจกว่าเขาอีก!!ไอ้สัตว์เนื้องอกบนหลัง!!!!

 

มือเผลอล้วงคอเสื้อเข้าไปเกาแผลเป็นตรงอกไปมา เกาจนติดเป็นนิสัย..รอยแผลไหม้ที่ไม่มีวันจางหาย ทำลายความภาคภูมิใจของอีกฝ่าย ทำลายตราโฮมุระที่คนๆนี้คลั่งไคล้จนลืมเลือนเขาไปนานหลายปี ตอนนี้ตราสัญลักษณ์เปลวเพลิงนั่นหายไปพร้อมพลังแล้ว แต่ยังคงทิ้งไว้ซึ่งรอยแผลเป็นในวันวาน บอกย้ำถึงเรื่องราวระหว่างเราที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

“อูฐเป็นสัตว์เดินทางในทะเลทรายใช่ไหม” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลซอยถาม ฟุชิมิเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วเดินไปใกล้รั้ว และหยุดอยู่ข้างๆคนตัวเล็กที่เอาแต่จ้องมองอูฐน่าโง่ขยับขาเดินไปมาในสถานที่จำลองเป็นพื้นทรายให้เหมือนที่ๆมันจากมา

“ใช่ อูฐสายพันธุ์ใกล้เคียงกับม้านั่นล่ะ แต่ด้วยสภาพอากาศถิ่นกำเนิดเป็นทะเลทรายเลยทำให้ขนตาของมันยาวเป็นพิเศษและซ้อนด้วยกัน 3 ชั้นและสามารถกักเก็บน้ำไว้ในโหนกนูนนั่น ทุกวันนี้ก็ยังเป็นพาหนะชั้นดีที่เหมาะกับการเดินทางของคนแถวทะเลทรายอยู่ จะบอกว่าเป็นสัตว์ที่เดินทางได้ไกลและทนทานมากที่สุดเลยก็ว่าได้” ฟุชิมิอธิบายไขข้อสงสัยให้ โดยที่คนฟังก็พยักหน้าหงึกหงัก

“อดทนทั้งที่ทะเลทรายแย่ขนาดนั้นเนี่ยนะ สุดยอด!!”

“อืม..”

 

ไร้ซึ่งร่มเงาของต้นไม้ ไร้ซึ่งผืนน้ำชุ่มช่ำ ลำคอแห้งผากไปถึงผิวจนแสบร้อนไปหมด

เส้นทางสุดแสนทรมาน

 

“งั้นไปขี่อูฐกัน!!”

“หา? พูดอะไรบ้ามิซากิ ใครเขาจะให้…ขี่….”  ปลายเสียงแผ่วเบาลง ดวงตาสีเข้มหลังแว่นทรงเหลี่ยมเห็นซุ้มขี่อูฐที่คนตัวเล็กชี้นิ้วไปไม่ไกลจากคอกอูฐมากนัก รู้ตัวอีกที..ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ แนวหน้า scepter 4 หัวหน้าหน่วยพิเศษที่ใครต่อใครยำเกรงต้องมานั่งขี่อูฐ!! ไอ้สัตว์!!ขนตายาว 3 ชั้น ไอ้เนื้องอกขึ้นหลังที่เขาต้องฝืนทนนั่งบนนั้นเป็นเพื่อน ยาตะ มิซากิ ซึ่งกำลังควบอูฐอีกตัวเดินในลู่วิ่งที่ทางสวนสัตว์เตรียมไว้ให้

 

ให้ตายเหอะ!!ขายหน้าชิบ!!!!!

 

“เดินเร็วๆหน่อยสิวะ ชักช้าจริงซารุ!!!”

“จะรีบไปไหนห่ะ หมี่ซากี๊”

“อย่าเรียกชื่อต้นด้วยเสียงพิลึกไงเล่า!!!”  หนุ่มแว่นถอนหายใจเหนื่อยหน่าย แล้วสะบัดสายให้อูฐของตนเดินให้ทันอูฐของอีกฝ่าย ยาตะ มิซากิ เหลียวหน้ามามองเขาพร้อมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว รอยยิ้มสดใสจนตาหยี เจิดจ้าเหมือนวันวานที่มีความทรงจำดีๆร่วมกันครั้น ม .ต้น เรียกริ้วสีแดงขึ้นบนแก้มสากทั้งสองจนเจ้าตัวต้องรีบเบือนหน้าหนีทำเป็นมองวิวรอบกายก่อนที่คนโง่อย่าคนข้างกายจะทันสังเกตเห็น

 

ปกติเขามีแต่ขี่ม้าเคียงคู่ ทำไมพวกเราต้องมาขี่อูฐกัน..ไม่โรแมนติกเลย  ฟุชิมิจิ๊ปากหงุดหงิดใจ

 

ยาตะ มิซากิ ยังคงชอบการแข่งขันและชอบที่จะเอาชนะเขาเสมอ ต่อให้แพ้ก็ยังดื้อจะเอาให้ได้จนชนะเขา  นิสัยเอาแต่ใจที่ไม่ว่าจะโกรธกันมากแค่ไหน ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ก็ยินยอมตามใจไปเสียทุกคราและตอนนี้ก็เช่นกัน ชายหนุ่มชะลอฝีเท้าอูฐในการแข่งวิ่งกับอีกฝ่าย ปล่อยให้เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลซอยสั้นได้ใจควบเข้าเส้นชัยไปก่อน

            “ขี่อูฐนี่ดีเหมือนกันว่ะ” คนตัวเล็กลงจากหลังอูฐเดินมายืนอยู่ตรงหน้า พลางยกมือลูบไล้แก้มของมันสัมผัสขนสีน้ำตาลสากลื่นของมันไปมา

“รู้สึกเหมือนได้เดินทางไปที่ไกลๆ ไปได้เรื่อยๆจนไม่มีที่สิ้นสุด” พูดจบดวงเนตรกลมโตสีอำพันสบตาสีเข้มหลังแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำ  “สนุกดีนะว่าไหม”

“อืม” เจ้าของเรือนผมสีควันบุหรี่เซทตั้งพองามขานรับสั้นๆ  ใช่..เขาสนุกที่ได้หวนคืนเวลาเก่าที่ใช้ร่วมกับยาตะ มิซากิ  ความเงียบโรยตัวระหว่างคนทั้งสองใต้ผืนฟ้าแห่งฤดูกาลเหมันต์ ลมหนาวที่พัดผ่านแต่ยังไม่นำพาซึ่งหิมะโปรยปราย

 

แต่กาลเวลาไม่อาจย้อนคืน…หนทางมีให้ก้าวต่อไป

บางที..ก็ถึงคราวหมดเหลียวหลังว่าคนที่รอจะตามมาทันเมื่อไหร่

 

พลัน..ริงโทน PDA ของฟุชิมิดังขึ้นทำลายความเงียบงันเหล่านั้นลง คิ้วเรียวมุ่นคิ้วแล้วหันไปบอกกับคนตัวเล็กด้วยเสียงทุ้มเชิงสั่งสั้นๆ

“เดี๋ยวมา”

 

 

ร่างสูงเดินปลีกตัวออกมายังหลังกรงขังโซนสัตว์เลื่อยคลาน สถานที่ทั้งเงียบปลีกวิเวกไร้ซึ่งผู้คน เท้าทั้งคู่หยุดเดิน นัยน์ตาสีเข้มหลังแว่นทรงเหลี่ยมปรายมองไปยังเบื้องหลัง “ที่ให้สืบว่าไง”

ด้ามมีดนินจาพุ่งตรงเข้ามา มือแกร่งควงรับไว้อย่างเชี่ยวชาญก่อนจะแกะข้อความในนั้นอ่านดู ปากหนากระตุกยิ้มพึงพอใจกับผลงานที่ได้รับมา เขาหันไปมองหญิงสาวเรือนผมสีทองอำพัน อดีตสมาชิกจังเกิ้ลที่พันตัวมาเป็นสายลับส่วนตัวให้แทน โดดลงมาจากกิ่งไม้ยืนประจันหน้ากันและกัน “เจ้านาย”

“ค่าจ้างสินะ..มาสิ” ฟุชิมิพยักหน้าตอบรับ หญิงสาวร่างสะโอดสะองในชุดนินจาขยับเคลื่อนเข้าไปใกล้วางมือบนไหล่กว้างแล้วโอบรอบลำคอหนา รั้งให้ดวงหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนไม่เหลือช่องว่างใดๆ

 

แคร้ง!!!

 

กระป๋องโคล่าหล่นพื้น น้ำโคล่าหกกระจายไปทั่ว…ทั้งสองสะดุ้งผละออกจากกันหันไปมองต้นเสียง

“มิซากิ?”

“ท..โทษทีว่ะซารุ เห็นว่าแกไปนาน นึกว่าเป็นอะไรไปซะอีก” ยาตะ มิซากิ เกาหลังคอแก้เก้อที่ตัวเองดันโผล่มาเป็น กขค ชายหนุ่มหญิงสาวไปเสียได้ เขาหัวเราะแห้งอยู่พักหนึ่งก่อนจะรีบก้มเก็บกระป๋องโคล่าขึ้นมาจากพื้น

“ฉันนึกขึ้นได้ว่าโฮมุระจัดงานเคาท์ดาวน์ ต้องรีบกลับแล้วว่ะ ไว้เจอกันใหม่นะซารุฮิโกะ” โบกมือล่ำลาแล้วก็ขี่เสก็ตบอร์ดจากไป ทิ้งไว้เพียงคนสองคน นินจาสาวเหลือบมองร่างสูงข้างกายด้วยสายตาราบเรียบ..ทว่า..ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บกลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำเอาเธอถึงกับเหงื่อแตกท่วมหน้า

 

 

 

เวลา 4 ทุ่ม 54 นาที…งานเลี้ยงที่โฮมุระเฮฮากันอย่างสนุกสนานใต้แสงไฟในบาร์ชื่อดังอันเป็นสถานที่สุมหัวของเหล่แคลนสีแดง ทั้งอาหารการกิน เครื่องดื่ม ดนตรีพร้อมไปหมด ทุกคนกอดคอร้องเพลงสนุกสนาน บางคนก็เมามายจนหนีไปอ้วกกอดโถชักโครกก็ยังมี กระนั้นคุซานางิ อิสึโมะ เจ้าของร้านก็ยังเลือกที่จะปล่อยว่างเนื่องจากเป็นวันสังสรรค์ที่นานๆปีหนึ่งจะมีเพียงครั้งเดียว ตาคู่คมหลังแว่นกันแดดกรอบสีชากวาดมองไปรอบๆแล้วก็ถอนหายใจออกมา

“มิซากิไม่มา เงียบๆเนอะ” แอนนาพึมพำเสียงเรียบ ก่อนจะบรรจงตักเค้กโรลสตอเบอรี่เข้าปาก

“อา…ในที่สุดคนบ้าอย่างยาตะจังก็ต้องมีวันป่วยจนได้” คุซานางิ อิสึโมะยกยิ้มมุมปากทันทีที่เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกรุ้งกริ้ง ทุกคนในร้านหันไปมองผู้มาเยือนเป็นตาเดียว บาร์เทนเดอร์ยักไหล่แล้วชี้นิ้วโป้งออกไปนอกหน้าต่าง..นอกร้าน ชี้ไปยังหิมะที่เริ่มโปรยปรายจากท้องฟ้า โปรยปรายไปทุกหนทุกแห่ง

 

                โปรยปรายให้หนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ เตรียมเปิดม่านสู่ศักราชใหม่

 

“อีก 15 นาที..” แสงไฟในห้องเช่าราคาถูกสว่างไสว ดวงตาสีอำพันกลมโตละสายตาจากหน้าต่างห้อง เลิกสนใจหิมะมายังข้าวผัดเรียบง่ายของตัวเองที่กินหมดไปหมาดๆ บนโต๊ะเตี้ย ยาตะ มิซากิ พลางเอามือเท้าคาง เปิดทีวีจอ 24 นิ้วเก่าๆภาพชัดแลไม่ชัดแลดูพิธีกรรายงานสุดการนับถอยหลังจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆมากมาย รอบกายนักข่าวเต็มไปด้วยสีสันสดใสละลานตาประดับประดาไว้อย่างงดงาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือบรรยากาศคึกคักไปด้วยกลุ่มสหายและคู่รักที่พากันเดินควงแขนจับมือกวักไกว่ รอพลุที่กำลังจะจุดขึ้นสู่ท้องฟ้า

“ดีว่ะ” มือเล็กปลอกเปลือกส้มไปเรื่อยๆจนหมด เหลือเพียงเนื้อผลเตรียมหยิบเข้าปาก

 

กิ๊งก๊อง!!!

 

ออดหน้าประตูดังขึ้น มือจำต้องชะงักแล้ววางชิ้นเนื้อส้มไปในจาน เดินไปเปิดประตู ”อะไรของแกวะคามาโมโต้ ยังไม่ทันนับเคาท์—!!!!!!!”

 

ปัง!!!! โครม!!!!!

 

ประตูปิดตัวแรงเสียงดังสนั่น ร่างเล็กในชุดนอนเสื้อยืดแขนขาวสีเลือดหมูกับบ็อกเซอร์ขาสั้นถูกผลักไปนอนราบกับพื้น กระแทกแรงเสียจนเจ็บร้าวไปทั้งตัว ปากอิ่มกัดฟันแน่นกลั้นเสียงร้องไม่ให้เล็ดรอด ตั้งสติแล้วพ่นคำหยาบใส่คนที่กระโจนเข้ามาคร่อมร่างเขาตอนนี้

“ทำบ้าอะไรของแกวะซารุ!!!!”

“ไหนว่าป่วย?”

“……” ยาตะ มิซากิ เฉตาหลบไปทางอื่นแล้วไอเสียงค่อกแค่ก ทว่า..กลับโดนมือแกร่งจับคางบังคับให้หันกลับมาสบตาตรงๆพร้อมบีบแก้มแรงจนปากยู่

“โง่แล้วยังคิดโกหก ไม่เนียนนะหมี่ซากี๊”

“แล้วเกี่ยวอะไรกับแกหา!!!”

“อะไรกันเนี่ย หมี่ซากี๊ที่รักโฮมุระโดดกินเลี้ยงด้วยกับโฮมุระ มาซุกกินส้มคนเดียวในห้องเช่า เพราะอะไรกันน้า”

“หนวกหู!!มันไม่เกี่ยวอะไรกับแกเฟ้ย!!!!” ร่างเล็กพยายามผลักดันอกให้อีกฝ่ายลุกออกไป แต่ฟุชิมิกลับไม่ปล่อย แล้วบีบคางแน่นจนเจ็บร้าวไปถึงกระดูก “อึก!!”

“เกี่ยวสิ…” ปากหนายกยิ้มเหยียดแล้วโน้มใบหน้าลงไปแนบชัดกับหน้าผากอีกฝ่าย คนตัวเล็กหน้าตาตื่นสะดุ้งตกใจ ไม่เคยคิดว่าจะได้เข้าใกล้เพื่อนสนิทสมัย ม.ต้น ถึงขนาดนี้ ยิ่งพยายามเถิบหนี ผู้มาเยือนจึงใช้มืออีกข้างรวบจับข้อมือทั้งสองตรึงไว้เหนือหัว “นายไม่พอใจที่ฉันมีแฟน”

“ไม่ใช่!!!”

“เห็นฉันจูบโดฮานแล้วไม่พอใจเห็นๆ”

“………….” ไม่มีเสียงตอบกลับจากเจ้าของฉายายาตะการาสุ ร่างเล็กนิ่งเงียบ..เงียบงันผิดวิสัย ดวงตากลมโตเฉหลบใบหน้าคมคายสวมแว่นหน้าทรงเหลี่ยมทั้งเนตรสีอำพันสั่นไหว

 

“………….”

“………….”

 

เงียบกันไปมาอยู่หน้าทางเข้าห้องเช่าแบบนั้น เงียบ..จนได้ยินเสียงลมหายใจกันและกัน ฟุชิมิจิ๊ปากหงุดหงิดรำคาญใจเป็นฝ่ายลุกจากตัวคนร่างเล็ก “ฉันเอาของกินในบาร์มาให้แทนไอ้อ้วนนั่น กลับล่ะ” วางถุงพลาสติกบรรจุกล่องโฟมลงข้างๆแล้วเตรียมลุกขึ้นหันกลับไปยังบานประตู

 

หมับ!!!

 

แขนแกร่งถูกคว้าจับด้วยมือเล็กนุ่ม “ไม่คบได้ไหม”

“มิซากิหมายความว่าไง” เสียงทุ้มเข้มถามกลับมาโดยไม่แม้แต่เหลียวหน้ามามอง

“ย..อย่าคบ อย่ามีแฟนไง..เรายังไม่ได้คุยกันเยอะๆเลยไม่ใช่เหรอวะ” แขนแกร่งถูกบีบแน่น..แน่นขึ้น

“อยากคุยเมื่อไหร่ก็คุยได้ไม่ใช่รึไง”

“แต่ถ้าแกมีแฟนเวลาก็น้อยลงไม่ใช่เหรอวะ ไหนจะงาน ไหนจะเวลาให้เพื่อนอีก” ยังต่อรองเจรจาต่อไป

“ฉันแบ่งเวลาได้ ไม่ต้องห่วง”

“ไม่เอา!!!!!!”  ยาตะแผดเสียงดังลั่น เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลซอยตั้งสติกลับมาได้รีบยกมือปิดปากที่เผลอขึ้นเสียงตวาดใส่ “ขอโทษ”

 

                                                                                                                              หนาวบาดลึกถึงกระดูก

                                                                                สั่นไหวจนหัวใจเจียนแตกสลาย

ทิศทางโดดเดี่ยวที่ถูกทอดทิ้ง

 

“ขอโทษนะ จะวันปีใหม่ทั้งทีสุดท้ายก็ทำวันดีๆเสียหมด” มือเล็กคลายแรงบีบ ดวงหน้าหวานก้มต่ำสำนึกผิดกับกริยามารยาทที่ไม่เหมาะสม การรุกล้ำเข้าไปในการตัดสินใจเส้นทางชีวิตหรือจะไปลิขิตหัวใจคน เป็นเรื่องที่ไม่ควรต่อให้เป็นเพื่อนสนิทในวันวานหรือแม้แต่ปัจจุบันก็ตาม

“ไม่เห็นดีขึ้นเลยว่ะ เราคงได้แค่กลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิม” เจ้าตัวสูดลมหายใจเข้าลึกทั่วทั้งปอดแล้วกลั้นใจพูดต่อ

“สวัสดีปีใหม่นะซารุ รีบกลับไปเค้าท์ดาวน์กับแฟนแกเหอะ” ตัดสินใจปล่อยมือออกจากแขนแกร่ง

 

 

มิซากิ..พวกเราอยู่ในฐานะอะไร”

 

เสียงทุ้มที่เงียบมาพักนึงเปิดถาม จังหวะที่เจ้าของห้องเช่ากำลังจะหันกลับ ร่างผอมบางถูกกระชากให้เข้ามาในอ้อมแขนแกร่ง “บอกแล้วใช่ไหมว่าจะไปคิดวิธีพูดให้คนบ้าเข้าใจ”

“ห่ะ!!!!!!”  ริมฝีปากเล็กโดนปากหนาได้รูปครอบครอง สัมผัสร้อนระอุในกายามนุษย์แผ่ซ่านผ่านริมฝีปากกันและกัน ทั้งความนุ่มนิ่มจนในหวิวสั่น เนตรกลมโตสีอำพันเบิกโพล่งตื่นตระหนกสุดขีด เขาดิ้นแต่ฟุชิมิไม่ปล่อยแล้วรวบเอวบอบบางรัดแน่นจนคนในอ้อมแขนหายใจไม่ออก จูบดูดดื่มเนิ่นนานจนในที่สุด..ฟุชิมิผละถอยออกเพียงเล็กน้อยพร้อมกระซิบถอยคำทั้งเสียงทุ้มข้างใบหูขึ้นสีแดงเรื่อ

“ไม่มีใครจูบกับเพื่อนหรอกมิซากิ” ริมฝีปากขบใบหูเบาๆ “แล้วก็ไม่มีเพื่อนคนไหนอยากสัมผัสให้ลึกมากกว่านี้”

“ถ้ารู้สึกดีแล้วให้ทำต่อ นั่นแปลว่าเราใจตรงกัน ว่าไง..” ฟุชิมิ ซารุฮิโกะประคองใบหน้าหวานที่ก้มต่ำให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา “บอกมาสิ มิซากิ นายรู้สึกยังไง ขยะแขยงรึเปล่า”

 

รู้สึกอย่างไร สื่อให้ตรง

เพื่อกำหนดเส้นทางสู่อนาคต

 

“ฉัน….” เสียงแผ่วเบาราวกับสายลมจาง แต่กลับก้องชัดในหูคนหนุ่มร่างสูงโปร่ง ปากหนาได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยนพลางเกลี่ยแก้มใสที่ร้อนอ้าวผิดกับอากาศเย็นโรยตัวโดยรอบ พวกเขาทั้งสองล้มลงทิ้งตัวลงนอนระนาบสู่พื้นที่เย็นเยียบ

 

ทว่า..อีกไม่นานหลังจากนี้จะร้อนขึ้นเหมือนกองถ่านในเตาผิง

 

 

 

วันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงตะวันเจิดจ้าสู่ผืนฟ้าครามสีสดใส กระทบเกล็ดหิมะก่ายกองพื้นให้ส่องสว่างระยิบระยับเสมือนเพชรงามค่า หลังจากพลิกแผ่นป้ายจาก Close เป็น Open ได้ไม่นาน ประตูหน้าร้านเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งสั่นไหว บาร์เทนเดอร์ละสายตาจากเครื่องแก้วที่บรรจงเช็ดถูมองแขกผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มละมุนแล้วจึงกลับไปเช็ดเครื่องแก้วในมือต่อ

“เคาท์ดาวน์เมื่อคืนกับยาตะจังเป็นยังไงบ้าง”

“จิ๊..รู้อยู่แล้วยังจะถามอีกเหรอครับ คุซานางิซัง” ฟุชิมิในชุดคาดิแกนสีดำกับผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้มเดาะลิ้นหงุดหงิดเดินมานั่งตรงหน้าเคาท์เตอร์ หนุ่มผมทองหัวเราะในลำคอ วางแก้วที่เช็ดสะอาดในชั้นแล้วหยิบแก้วไวน์แก้วต่อไปมาเช็ดถูต่อ

“หาวิธีคุยกันให้เข้าใจสินะ…วิธีการของฟุชิมิคุงค่อนข้างบีบใจยาตะจังไปหน่อยรึเปล่า หือม์”

“คุซานางิซังก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ มิซากิโง่จะตาย ถ้าไม่กระตุ้นก็นึกว่าเป็นเพื่อนกันต่อไป” แผนการที่จะไม่มีวันให้ยาตะ มิซากิ รู้ มิเช่นกันหูคงดับไปหลายวันแน่หากรู้ว่าจริงๆแล้วเขาแค่หลอกให้โดฮานแกล้งมาทำเป็นจูบ อาศัยมุมกล้องหลอกให้อีกฝ่ายหลงเข้าใจผิด

“แต่ว่า..มิซากิตอนนั้นน่าขยี้มากจริงๆ…อ้า..” เขาครางเสียงพอใจด้วยรอยยิ้มเปรมปรี่ ทั้งสีหน้าตอนทำโคล่าตกพื้น สีหน้าอึ้ง แสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรทั้งที่ดวงตาสั่นไหวจนเด็กประถมยังดูออกด้วยซ้ำ ฟุชิมิถึงกับยิ้มเหมือนคนบ้าหลังจากยาตะขี่เสก็ตบอร์ดลับสายตาไป คงบ้ามากจนสาวผมทองแนะนำให้ไปหาจิตแพทย์

 

ยิ่งตอนพยายามจับแขนรั้งไว้ เกือบหลุดมาดเข้าไปขยำให้สมใจอยากนัก

 

คุซานางิหัวเราะแห้งๆกับท่าทีโรคจิตของอีกฝ่าย แต่ถึงอย่างงั้นคนๆนี้ก็เป็นเพียงเด็กมีปัญหาที่สร้างเรื่องงี่เง่าใส่ยาตะ มิซากิ เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้อันตรายอะไรกับคนรอบตัว แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกี่ยวข้องกับ ยาตะ มิซากิ

“ออมเลตใส่กล่องสำหรับ 2 ที่ได้แล้ว ช่วงนี้ลำบากหน่อยนะ ยาตะจังคงลุกมาทำกับข้าวไม่ได้หลายวัน”

“จิ๊” ฟุชิมิเดาะลิ้น ยื่นมือรับถุงพลาสติกใส่ข้าวกล่องจากอีกฝ่ายพร้อมวางเงินเยนให้คนหนุ่มผมทอง จังหวะที่กำลังเดินออกไปจากร้าน บาร์เทนเดอร์หนุ่มจุดไฟแช็คสูบบุหรี่แล้วผ่อนควันออกช้าๆ ก่อนจะกล่าวเสียงทุ้มนุ่มกล่าวทิ้งท้ายกับชายผมสีควันบุหรี่เซทตั้งอย่างเป็นมิตร แม้อดีตได้กระทำการทรยศโฮมุระไปเข้าฝั่งกับ scepter 4 แคลนไม้เบื่อไม้เมาที่ก่อประวัติกันมาช้านาน ในสายตาเขา ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ยังเป็นเสมือนลูกหลานในครอบครัวโฮมุระเช่นเดิม

 

“สวัสดีปีใหม่นะ”

 

                เริ่มต้นสิ่งใหม่..เริ่มต้นสู่การเดินทางแท้จริงที่รอคอยมาเนิ่นนาน

 

“เช่นกันครับ คุซานางิซัง”  ประตูเปิดแล้วปิดลงพร้อมเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งที่สั้นไหว พร้อมการจากไปของแขกผู้มาเยือน

 

 

FIN

 

++++++++++++++++++++

 

แต่งๆดองๆไว้ตั้งแต่สิ้นปีแล้วล่ะ พึ่งเสร็จวันนี้ ลิงหมาน่ารักมากกก ตอนจบ ss2 คือซารุมิเป็นประเทศแน่ๆ ไม่ใช่เรือแล้ววววววว

หลายคนถามเรื่องอัพฟิค ช่วงนี้ติดทิสิสค่ะ หนักมากจริงๆ หนักจนอยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปไกลๆเลย T T

ไม่สามารถตอบได้ว่าจะมาอัพเมื่อไหร่ ตอนไหน แต่ยังไงก็มาอัพแน่ค่ะ ช่วงนี้เราค่อนข้างสิงทวิตมากกว่านะ พอ

แก้เครียดงานก็เข้าทวิต มีอะไรอยากคุยหรือสอบถามมาทางนี้ได้เลยค่ะ จะตอบไวกว่าช่องทางอื่นน่อ

https://twitter.com/blood_hana

จริงๆก็มีกล่องทวิตข้างซ้าย เราจะโพสทำไม ฮาาาาา

ไปก่อนนะคะ บายจ้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s