[S.Fic K][sarumi] The missing Yatagaratsu

 

[S.Fic K] The missing Yatagaratsu

Paring  : Saruhiko x Misaki , SaruMi

Rate    : PG-15

Story   : blood_hana

ไม่ขอบอกแนว ให้อ่านแล้วลุ้นดีกว่าค่ะ หุหุ

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

The missing Yatagaratsu

 

 

“ยาตะ มิซากิ หายตัวไปร่วมอาทิตย์แล้ว”

 

สายฝนตกหนัก เนิ่นนาน..และไม่คิดหยุดพัก เป็นเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่ลำดับ 3 แห่งแคลนสีแดงหายสาบสูญไป ท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัวชวนหดหู่ใจ ส่งผลให้บรรยากาศในห้องผู้บัญชาการสูงสุดแห่ง Scepter 4 อึกครึม มุนาคาตะ เรย์ชิ นั่งประสานมือเท้าโต๊ะ มองรูปแฟ้มข้อมูลและประวัติส่วนตัวของเด็กหนุ่มร่างเล็กบางสายตาแข็งกร้าว แนวหน้าแห่งโฮมุระที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีอะไรที่หลงเหลือ

 

“จากการสอบปากพยาน คนสุดท้ายที่เห็นเป็นเพื่อนร่วมงานร้านอาหารที่เจ้าตัวไปรับพาร์ทไทม์ไว้ เธอยืนยันว่าก่อนแยกทางกับอีกฝ่าย ท่าทีของยาตะ มิซากิคุงดูปกติดี อย่างไรก็ตาม ทางเราจะรีบออกตามหาอย่างสุดความสามารถต่อไป”  นัยน์ตาสีไพลินคู่คมหลังแว่นตาทรงเหลี่ยมไร้กรอบสบสายตาคนหนุ่มบาร์เทนเดอร์ ที่ยอมลดศักดิ์ศรีแห่งโฮมุระเดินทางมาพร้อมกับราชาสีแดงตัวเล็กเพื่อวอนขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่ายหลังจากไม่สามารถติดต่อผู้หายสาบสูญได้ จนบัดนี้ทั้งโฮมุระและ scepter4 แคลนสีแดงและแคลนสีน้ำเงินพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อออกตามหาอีกาหนุ่ม

“ขอบคุณ เรย์ชิ เราจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้” คุชินะ แอนนา ราชาแห่งสีแดงไร้ซึ่งพลังแล้วจากเหตุการณ์ร่วมมือ 3 ราชันย์ทำลายจารึกศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวแทนเหล่าสมาชิกโฮมุระโค้งขอบคุณในความกรุณาของอีกฝ่ายก่อนจะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับคุซานางิ อิสึโมะ  1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งโฮมุระที่ยังมีชีวิตอยู่

 

 

ปัง!!!

 

ประตูไม้หรูหราปิดสนิทพร้อมฝีเท้าย่ำออกไปไกลจนเกินกว่าโสตประสาทจะรับรู้ อะวาชิมะ เซริ รองผู้บัญชาการแห่งแคลนน้ำเงินซึ่งยืนเงียบสงบอยู่ข้างกายนายเหนือหัว เหลือบตามองรูปถ่ายหน้าตรงของยาตะ มิซากิ ก่อนจะหันไปมองหน้าครึ่งซีกของบุรุษผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมสีน้ำเข้มผ้ากำมะหยี่  เนตรสีฟ้าไหววูบเศร้าสร้อยเห็นได้ชัดทั้งสงสารและเวทนาในใจ..

“หัวหน้าคะ..มีรายงานว่าฟุชิมิแอบออกค้นหานอกเหนือคำสั่งอีกแล้วค่ะ”

“นั่นสินะครับ” มุนาคาตะถอนหายใจ หลุบตามองรูปแฟ้มประวัติของผู้สูญหายอีกครั้ง “ถึงยังไง..คนที่ปวดใจที่สุดกับเรื่องนี้ก็หนีไม่ฟุชิมิคุง”

 

.

.

.

 

 

โครม!!!!!!!!

 

คาสิโนหรูหรายามค่ำคืนกลายเป็นสถานที่นองเลือดชั่วพริบตา โคมไฟติดๆดับๆสลับไปมา ฉายฉาบใบหน้าหนุ่มคมเข้มใต้เรือนผมสีควันบุหรี่ มือแกร่งเปื้อนโลหิตยกขึ้นดันแว่นทรงเหลี่ยมกรอบสีดำขึ้นสันจมูกก่อนจะลืมตาขึ้น เผยเนตรคู่คมสีเข้มฉายแวววิปลาสและเลือดเย็นอย่างหาที่สุดไม่ได้ เครื่องแบบสีน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์แห่งกฎหมายชโลมไปด้วยโลหิตจากซากผู้เคราะห์ร้ายที่นอนบาดเจ็บสาหัสบนพื้น ขายาวก้าวเดินไปเบื้องหน้า เข้าหาชายวัยกลางคนร่างอ้วนฉุสวมสูทขาวราคาแพงที่เขยิบตัวถอยหนีจนแผ่นหลังชิดเคาท์เตอร์

 

“มิซากิ อยู่ไหน?”

“ฉ…ฉันไม่รู้ว่าแกพูดถึงเรื่องอะไร—“

 

ฉึก!!!!!!!!

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก”  แขนข้างซ้ายขาดสะบั้นลอยละลิ่วไปตกบนพื้นที่ไหนซักแห่งทันทีที่ชายร่างสูงโปร่งสะบัดดาบเล่มยาว เขาเดินตรงเข้ามากระทืบเท้าลงกับหน้าอกอีกฝ่ายแรงจนได้ยินเสียงกระดูกซี่โครงหักดังกร๊อบ!!

“บอกมา!!!เอามิซากิไปซ่อนไว้ที่ไหน!!ไอ้พวกมาเฟียโสโครก!!!!!!”

“ฉันไม่รู้จริงๆ!!!พวกเราไม่ได้ลักพาตัวยาตะการา—อ๊ากกกกกกกกก” มีดสั้น 2 เล่มแทงทะลุข้อเท้า ตรึงอีกฝ่ายไว้อย่างนั้นแล้วใช้ดาบเล่มยาวจ่อเข้าไปที่นัยน์ตาฉายแววหวาดผวาเต็มเปี่ยม พร้อมกับเปลวเพลิงสีน้ำเงินลุกโชนน่าสะพรึงกลัว

“ฉันจะให้โอกาส บอกหรือไม่บอก..ก่อนที่ฉันจะควักลูกตาของแกออกมาสับเป็นชิ้นๆ บอก!! มา!!!”

“ฟุชิมิ!!พอได้แล้ว!!!!เดี๋ยวก็ตายกันพอดี!!!!”  คามาโมโต้ ริคิโอะ วิ่งถลาเข้ามาดึงอีกฝ่ายให้ถอยออกมาจากบอสแก๊งคุโรซากิที่เคยมีเรื่องกับโฮมุระครั้งสมัย สุโอ มิโคโตะ ยังมีชีวิตซึ่งเจ้าตัวคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ลักพาตัวยาตะการาสุไปด้วยสาเหตุง่ายๆคือการแก้แค้น  ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ สบถคำหยาบด่าทอที่ไม่น่าจะออกจากปากบุคคลที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเฉื่อยชาดูไร้พิษสง

 

 

แม้ว่าความจริงแล้ว..เป็นคนอันตรายหาที่สุดไม่ได้

 

 

“หุบปากไอ้อ้วน!!ทั้งหมดมันเป็นความผิดของแก!!ถ้าแกไม่ปล่อยให้มิซากิกลับบ้านคนเดียวเรื่องทั้งหมดจะไม่เป็นแบบนี้!!!!!”

“ฉัน…ขอโทษ…ขอโทษจริงๆ…” ชายผิวสีร่างอ้วนท้วมพร่ำกล่าวคำขอโทษกับอีกฝ่ายทั้งเสียงสั่นเครือ

“ขอโทษแล้วมันหายไหม!!!มิซากิจะกลับมาไหม!!!!!” คำตวาดกึกก้อง ภายใต้ความเกรี้ยวกราดแอบแฝงไปด้วยความเจ็บปวดนับคณา เจ็บปวด..จนคามาโมโต้ละอายใจเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษร่างสูงโปร่ง

 

 

ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ สหายที่สนิทชิดเชื้อกับ ยาตะ มิซากิ ยิ่งกว่าใคร

จากเพื่อนสู่ศัตรู จากศัตรูกลับมาเป็นเพื่อนที่พยายามทำความ ‘เข้าใจ’ กันและกันให้มากขึ้น

แต่แล้ว…ทุกอย่างก็เหมือนจะมลายสิ้น เมื่ออีกาตัวนั้นบินหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

“มิซากิ…มิซากิ..นายอยู่ที่ไหน มิซากิ…”  มือแกร่งเปื้อนโลหิตจิกแน่นไปที่อกซ้าย แผลรอยไหม้ที่ไม่เคยจางหาย ที่ๆเคยมีตราสัญลักษณ์แห่งโฮมุระ ความภาคภูมิใจที่ ยาตะ มิซากิ ชักจูงเข้ามาและเขาก็เลือกปฏิเสธมันไปจนถูกตราหน้ามาคนทรยศอยู่นานนับ 3 ปี….คมเล็บจิกเข้าไปที่แผลนั่น จิก..ลึกจนเจ็บและเกาแรงจนถลอก แต่นั่นก็ไม่อาจเทียบเท่าหัวใจที่บีบรัดจนปวดร้าว

 

 

ฉันยังไม่ได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงกับนายเลย

จะหนีฉัน จะเมินฉันอีกแล้วเหรอ!!

 

 

“จิ๊!!!!!” ร่างสูงเดาะลิ้น ระบายอารมณ์ด้วยการตวัดขาเตะเก้าอี้แถวนั้นจนล้มและเดินล้วงกระเป๋าออกไปจากคาสิโนคลุ้งคาวเลือด ทิ้งให้เหล่าโฮมุระที่ติดตามมาใต้คำสั่งของคามาโมโต้เก็บกวาดทุกสิ่งที่เขาเป็นคงลงมือกระทำเอาไว้  ฟุชิมิก้าวพ้นออกมาจากประตู ร่างกายที่ชโลมเลือดถูกชะล้างจากสายฝนเย็นช่ำ ความหนาวเหน็บกัดกินผิวเนื้อก็หาได้ทำให้เขาสั่นสะท้าน

 

และเลือกที่จะ ‘ค้นหา’ ต่อไป

 

.

.

.

 

“ครั้งสุดท้ายที่เห็นคือวันที่ 10 กุมภาพันธ์…”   อะคิยามะเปิดเอกสารคดีหายตัวไปของยาตะการาสุใน PDA อ่านดูระหว่างออกเดินภาคสนามกับเบนไซ  พวกเขาทั้ง 2 เป็นหน่วยพิเศษที่ขึ้นตรงต่อราชาโดยตรง หลายคนคงแปลกใจที่หน่วยพิเศษแห่ง scepter 4 ต้องออกตามหาคนหายสาบสูญแทนที่จะเป็นคดีของเสตรน  ทว่า..พวกเขาก็ต้องรับในเมื่อเป็นการร้องขอของราชาสีแดงและที่สำคัญคือคนหายนั้นเป็นถึงลำดับ 3 แห่งโฮมุระ..

 

 

หวาดหวั่นว่าจะเกิดเหตุร้ายซ้ำรอย ทาทาระ โทสึกะ จนกลายเป็นสงครามนองเลือดระหว่างราชา

ถึงแม้ว่าโฮมุระในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลัง ไม่เหมือน scepter4 ที่มีสรรพาวุธกักเก็บพลังไฟไว้ได้อยู่

 

 

“อาเมะ นางิสะ เด็กสาว ม.ปลาย ที่ทำงานพิเศษในร้านอาหารเดียวกับยาตะการาสุเป็นคนสุดท้ายที่เห็น พอเลิกงานเสร็จยาตะการาสุเดินมาส่งเธอที่บ้านประมาณเวลา 4 ทุ่มครึ่งหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็เดินทางกลับห้องเช่า..ตรวจสอบเส้นทางเดินทุกสายจากจุดนั้นไปถึงอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าวแล้วก็ไม่พบซึ่งร่องรอย” เบนไซอธิบายต่อถึงข้อมูลล่าสุดที่สืบมาได้ พวกเขาทั้งสองเดินตรวจตราภาคสนามในเมืองชิสึเนะที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ขณะเดียวกันก็ค้นหาชายร่างเล็กผมสีน้ำตาลอมแดงซอยสั้นด้วย

“ส่วนคามาโมโต้ ริคิโอะ ทำงานที่เดียวกันแต่ขอกลับออกมาก่อนเพราะมีธุระทางบ้านจึงต้องรีบกลับไป เลยเป็นอีกช่องทางสบโอกาส” โดเมียวจิพูดแทรกขึ้น “จากวันนั้นจนวันนี้พวกเขาออกลาดตระเวนตามหามาร่วมเกือบจะครบเดือนแล้ว ยังไร้ซึ่งวี่แวว อีหรอบนี้คงตา—“

“เงียบนะโดเมียวจิ!!!เดี๋ยวฟุชิมิซังได้ยิน!!!” อะคิยามะพุ่งไปตะครุบปากเด็กหนุ่มในหน่วยที่อายุน้อยสุด สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวมากยิ่งกว่าอะไรคือการที่หนุ่มร่างสูงสวมแว่นตาจะเดินแกร่วมาได้ยินเรื่องที่ไม่อยากรับรู้ที่สุดเข้า

 

“อะคิยามะ โดเมียวจิ เบนไซ” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง พวกเขาทั้ง 3 สะดุ้งโหยงขนลุกเกรียว อากาศหนาวเย็นจากสายฝนที่ตกพร่ำเบาบางไม่หนักมากยังไม่อาจเทียบเท่าบรรยากาศจากบุคคลที่พวกเขาไม่อยากให้มาได้ยินเรื่องของคดีความที่กำลังพูดคุยกันอยู่มากที่สุด ทำเอาพร้อมใจกันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วหันไปช้าๆ สบตาสีเข้มหลังแว่นตากรอบดำทรงเหลี่ยม

 

“ฟ…ฟ…ฟุชิมิซัง”

 

ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ยืนนิ่งเงียบเนิ่นนาน จากปกติเป็นคนนิ่งขรึมอยู่แล้ว ยิ่งเงียบหนักเข้าไปใหญ่ อะคิยามะหลุบตาลงมองมือทั้งสองข้างของอีกฝ่าย ดวงตาสีน้ำทะเลของเขาที่เจนสนามการต่อสู้มากสุดมองเห็นคราบเลือดกรังติดในซอกเล็บ..จากสีแล้วยังใหม่สดพึ่งเกิดไม่นานมานี้

“พวกนายไปเก็บกวาดโซน B ซอยที่ 16 ให้ด้วย” ออกคำสั่งสั้นๆแล้วเดินสวนผ่านลูกน้องทั้ง 3 ไป อะคิยามะเหลียวหลังมองแผ่นหลังแกร่งที่ยังคงตั้งตรงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พวกเขารู้..เหล่าหน่วยพิเศษรู้ดี

 

 

..ว่าหัวใจของ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ  แตกร้าวไปทุกขณะ..

 

 

“ฟุชิมิซังมีกลิ่นเลือดติดตัวทุกวัน นี่ก็ใกล้จะหมดเดือนกุมภาแล้วนะครับ” โดเมียวจิหันไปมองหัวหน้าตัวเองด้วยเช่นกัน

“ไม่แปลกหรอก ยาตะคุงเป็นคนสำคัญที่สุดที่ฟุชิมิซังต้องการ ถึงพวกเราจะให้ความเป็นเพื่อน  scepter4 จะให้การงานที่ดี หรือแม้แต่โฮมุระที่ให้คำว่าครอบครัว ก็ไม่อาจเทียบเท่าการได้เห็นใบหน้าของคนที่ตัวเองหลงรัก” เสียงทุ้มนุ่มแผ่วเบากับถ้อยคำเนื้อหาที่สลดใจจากปากร่างสูงผมสีน้ำทะเลเข้ม ทำเอาเบนไซและโดเมียวจิรู้สึกหม่นหมองใจไปด้วยเช่นกัน

 

 

ฟุชิมิเป็นคนที่เก่งกาจเรื่องการสืบเสาะและติดตามคน  กลับตามหาคนสำคัญไม่ได้  

คงจะรู้สึกเจ็บใจน่าดู

 

 

“เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ ฟุชิมิซังกับยาตะคุงยังไม่ได้คุยกันดีๆให้มากกว่านี้แท้ๆ”

 

 

.

.

.

 

ปึง!!!!!

 

“อะไรนะ!!? จะย้ายคดีมิซากิไปให้หน่วยอื่นงั้นเหรอ!!!!!”

ฝ่ามือแกร่งตบโต๊ะไม้สักหรูอย่างไม่เกรงกลัวผู้บัญชาการสูงสุดแห่ง scepter4 เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังลั่นออกไปนอกห้องทะลุไปจนถึงห้องประชุมหน่วยพิเศษที่พากันตกใจอกสั่นขวัญแขวนเป็นแถว หากแต่ร่างสูงเรือนผมสีน้ำเงินผู้เป็นราชากลับนั่งนิ่งสงบเยือกเย็นไม่หวั่นเกรงอีกฝ่ายแต่อย่างใด

“เราทุ่มกำลังอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าในรูปคดี การพุ่งเป้าไปที่คดีของยาตะการาสุมากเกินไปทำให้การเสตรนสบช่องก่ออาชญากรรมมากขึ้น scepter 4 ต้องให้ความยุติธรรมกับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม”

“แต่!!!”

“ฟุชิมิคุง การที่ผมไม่ลงโทษเธอที่ทำงานนอกคำสั่ง บุกไปอาละวาดแก๊งมาเฟียที่เคยมีประวัติกับโฮมุระก็ดีแค่ไหนแล้ว อย่าลืมว่าเธอคือ scepter4 หน้าที่ของพวกเราคือรักษาความสงบในชิสึเนะไม่ใช่ตามหา ยาตะ มิซากิ อย่างเดียวและอีกเรื่องหนึ่ง ผมเห็นควรว่าสภาพร่างกายกับจิตใจของฟุชิมิคุงไม่พร้อมสำหรับการรับทำคดีอื่นๆ จึงอยากให้ลาพักร้อนไปจะเป็นการดีกับตัวเธอ พวกเราไม่ทิ้งยาตะการาสุแต่ก็ต้องไม่ทิ้งคดีอื่นๆด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ทางโฮมุระเองก็เข้าใจดี ผมได้คุยกับพวกเขาแล้ว”

 

เสียงทุ้มเข้มตัดบทด้วยเจตนารมณ์ของแคลนสีน้ำเงิน หน้าที่ของพวกเขาที่ไว้ซึ่งคมดาบเล่มยาวคือภาระอันหนักอึ้ง ที่ฝากฝังการอยู่เย็นเป็นสุขของเหล่าปวงประชาทั้งหลาย  ชายหนุ่มเรือนผมสีควันบุหรี่กัดฟันแน่น ขบกรามจนขึ้นสันนูน มือกำหมัดแน่นคับแค้นใจที่ไม่อาจขัดคำสั่งราชาของเขาได้

 

“ได้..ถ้างั้น…”

 

 

ปัง!!!!!!

 

ประตูเปิดออกอย่างแรงแล้วปิดกระแทกเสียงดังสนั่น ภายในห้องทำงานหรูหราแบ่งโซนเล็กๆเป็นเสื่อทาทามิแบบญี่ปุ่นไว้สำหรับชงชาร้อนเหลือเพียงเจ้าของห้องเพียงลำพัง ความเงียบสงบเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูตามมารยาท 3 ครั้ง

 

“อะวาชิมะค่ะ”

“เชิญครับ อะวาชิมะคุง”

 

ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับการเข้ามาของหญิงสาวเรือนผมสีทองรวบมวยตึงในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินรัดรูป ดวงหน้าสะสวยนิ่งสงบเยือกเย็นเช่นเดียวกับชายหนุ่มผู้เป็นราชันย์กล่าวรายงานทั้งน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์

“หัวหน้าคะ ดิฉันพาตัวมาตามที่สั่งแล้วค่ะ”  สิ้นคำรายงาน หนุ่มร่างสูงผมสีน้ำเงินสวมแว่นพยักหน้า มองดูอีกหนึ่งคนที่ก้าวเดินตามหลังรองผู้บัญชาการ scepter 4  เข้ามาในห้องทำงานตามด้วยประตูไม้สักสลักลวดลายสวยงามปิดสนิท..

 

 

.

.

.

 

 

ฝนยังคงตกไม่คิดหยุด เดือนนี้ทั้งเดือนแทบจะไร้ซึ่งแสงตะวันสาดส่องบนท้องนภา วันใดที่ไร้ซึ่งฝนจะมีเมฆหมอกปกคลุมท้องฟ้าชวนหม่นหมองจิตใจสะท้อนอยู่นัยน์ตาสีครามเข้มหลังแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำ แหงนหน้ามองท้องฟ้า มองโลกใบนี้ที่ไม่มีซึ่งยาตะ มิซากิ โลกที่เขาไม่เห็นรอยยิ้มสดใสกับเสียงใสตะโกนโหวกเหวกชวนรำคาญใจ

 

 

“ไอ้ลิงบ้า!!! ไอ้ลิงงี่เง่า!!! ไอ้โรคจิต!!!!”

“แกพูดออกมาสิวะ!!พูดออกมาซ้ำๆ พูดให้ฉันเข้าใจ!!!!!”

“ซารุฮิโกะ…”

 

 

“มิซากิ…..” ปากหนาสั่นระริกเรียกชื่ออีกฝ่ายทั้งเสียงแผ่วเบาและสั่นเครือ เป้สะพายข้างสีครามเข้มสะพายขึ้นบ่า ดวงเนตรสีเข้มคู่คมกวาดตามองห้องพักของตัวเองทิ้งท้ายจนแน่ใจว่าไม่เหลืออะไรแล้ว จึงก้าวเดินออกไปจากห้อง รองเท้าพละแฟชั่นชะงักกึกทันทีที่พบเหล่าลูกน้องในหน่วยพิเศษทั้งหมดยืนเท้าแถวหน้ากระดานดักรออยู่หน้าประตู

“ฟุชิมิซังคิดดีๆเถอะครับ เรื่องลาออ—“

“หลีกไป” ฟุชิมิกดเสียงต่ำ ดวงเนตรคมกริบเย็นยะเยือก ลูกน้องทั้งหลายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แรงกดดันแผ่กระจายออกจากตัวหัวหน้าหน่วยทำให้ทุกคนหวาดกลัวว่าจะมีสภาพไม่ต่างจากพวกที่เคยโดยชายคนนี้เก็บกวาดมา จำยอมก้มหน้าก้มตาเดินถอยออกมาหลีกทางให้คนหนุ่มก้าวเดินออกไปจาก scepter 4 เพื่อเป้าหมายเพียงหนึ่ง

 

 

.

.

.

 

 

“ในเมื่อการเป็น scepter 4 ไม่สามารถช่วยมิซากิได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ผมจะอยู่”  หลังตัดสินใจโยนคดีให้หน่วยอื่น ฟุชิมิเดินตรงไปกระชากตู้ลิ้นชักหยิบกระดาษใบหนึ่งมาเขียนอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นกระดาษให้ชายผู้เป็นราชาแห่งแคลนสีน้ำเงิน

 

‘ใบลาออก’

 

“ถ้าเธอตัดสินใจแบบนั้น ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” มุนาคาตะ เรย์ชิ เซ็นอนุมัติยินยอมให้อีกฝ่าย

“เพราะแต่เดิมชีวิตของเธอมีเพื่อ ยาตะ มิซากิ อยู่แล้ว”

 

 

.

.

.

 

รถเมล์ขับเคลื่อนไปเส้นทางเบื้องหน้า ทิ้งห่างจากใจกลางตัวเมืองชิสึเนะไปทุกขณะ กาลเวลาที่หมุนผ่านไปทุกวินาทีเช่นเดียวกับภาพวิวทิวทัศน์จากหน้าต่างรถ ดวงตาสีครามเข้มหลังแว่นตาทรงเหลี่ยมทอดมองวิวที่แปรเปลี่ยนไปจากเมืองหนาแน่นเต็มไปด้วยตึกระฟ้าค่อยๆแปรเปลี่ยนไป เป็นเขตแดนที่อยู่อาศัยของคนในชานเมือง เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามทำให้ฟุชิมิละสายตาจากวิวมายังเพื่อนรักในเครื่องแบบสีแดงของโรงเรียน ม.ต้น ที่ประดับโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ไม้กางเขนบนหน้าอกแทนที่จะเป็นเน็คไทอย่างโรงเรียน ม.ปลาย  เป็นวัยรุ่นชายสองคนกอดคอคุยกันทั้งรอยยิ้มสนุกสนาน

 

 

รถเมล์สายนี้..ที่พวกเราจึงได้พบเจอกันครั้งแรก

รถเมล์สายนี้…ที่พวกเราเดินทางกลับบ้านด้วยกัน

 

 

“เพลงนี้เพราะดีนะ ซารุฮิโกะ”

“…มิซากิชอบก็ดีแล้ว”

“ฮี่ๆ”

 

 

หูฟังข้าง R ของฉันและข้าง L สำหรับนาย

โลกของเราสองคน มีกันและกันในท่วงทำนองของบทเพลง ทุกที่..ทุกเวลา…

 

เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอาหูฟังของตน หูฟังสีขาวขึ้นมาเสียบฟังทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน..แล้วกดเสียงเพลงใน PDA ให้บรรเลงต่อไป

“จิ๊..แย่จริง ข้าง L ไม่ได้ยินอะไรเลย..” หูฟังข้างขวาที่พังไปนานแล้วตั้งแต่วันที่รอยร้าวของพวกเขาปรากฏขึ้นเด่นชัด

 

.

.

.

 

 

“ไอ้คนทรยศ!!!”

 

กำปั้นประเคนเข้าที่ใบหน้าและลำตัว ทั้งเพลิงสีแดง ทั้งคำด่าทอ ทั้งแววตาเคียดแค้น ทั้งหมดมีมาเพื่อเขา ทั้งหมดของยาตะ มิซากิในวันนั้นจดจ้องเพียงเขา ถึงจะล้มลุกคลุกคลานฝุ่นดิน ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งคร่อมต่อยซ้ำๆ ความเจ็บปวดบนใบหน้าด้านชาจนไม่รู้สึก…เจ็บแต่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

 

ยิ่งดวงหน้าหวานที่หันไปสนใจแต่โฮมุระกลับมามองเขา หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงจนช่วงล่างตื่นตัว

ทว่า..มิซากิที่คั่งแค้นเสียใจเวลานั้นคงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเขาสุขสมแค่ไหน

 

คนหนุ่มร่างเล็กบอบบางเดินจากไปทิ้งเขาไว้ในตรอกซอยสกปรก กำแพงขนาบซ้ายขวาเต็มไปด้วยสเปรย์พ่นศิลปะอันน่าสกปรกพอๆกับถังขยะโสโครก  คนทรยศโฮมุระนอนนิ่งมองผืนฟ้าที่กลายเป็นสีเทา โปรยปรายหยาดน้ำฝนลงมากระทบร่างเขา ชะล้างเลือดกบปากออกไป เขาหยัดตัวขึ้นมานั่งช้าๆหยิบแว่นตาที่ตกพื้นขึ้นมาสวม ก่อนจะล้วงหยิบหูฟังในกระเป๋าขึ้นมาเสียบใส่หูและเปิดเพลงฟัง..เพลงที่พวกเขาทั้งสองคนชื่นชอบใน PDA

 

และเสียใจแค่ไหน

 

“ข้างซ้ายพังซะแล้ว..”

 

.

.

.

 

รถเมล์จอดลงบนป้ายริมถนน ประตูเปิดออกให้ผู้โดยสารทยอยเดินลงจากรถ เด็กหนุ่มวัยรุ่น 2 คนลงจากรถและพากันวิ่งแข่งกันไปตามถนนทางเท้า ปิดท้ายด้วยฟุชิมิ..ผู้โดยสารคนสุดท้ายก้าวเดินลงมาจากรถพร้อมประตูที่ปิดลง

 

 

ครืน..ครืน..

 

สายลมแรงกรรโชกก่อเค้าเมฆฝนที่จะตกใจอีกไม่ช้า ชายหนุ่มร่างสูงกระชับเป้สะพายข้างขึ้นบ่าเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย..สถานที่ๆเขาไม่เคยคิดอยากกลับมาอีกตั้งแต่จบการศึกษาระดับ ม.ต้น

เท้าทั้งคู่เดินมาหยุดอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง ใบหน้าคมหล่อเหลาเงยหน้าขึ้น แหงนมองคฤหาสน์หรูหราโดดเด่นกว่าบ้านคนอื่นในละแวกนั้น มือล้วงหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูเปิดออก สิ่งที่เห็นมีเพียงความมืดมิดในนั้น..ขายาวสวมกางเกงยีนส์ก้าวเดินเข้าไปข้างในแล้วคลำมือไปเปิดสวิสต์ไฟอย่างคุ้นเคย แต่ก็พบว่าไฟฟ้าไม่มีอนึ่งเนื่องจากถูกทิ้งร้างมานาน จึงถูกตัดน้ำไฟ

 

 

บ้านที่เติบโตมาแต่เล็ก  บ้านที่ไม่เคยให้ความรักใดๆ

 

 

“จิ๊..ฝุ่นจับเป็นบ้า” บ้านหลังนี้ถูกปิดทิ้งร้างมานานนับตั้งแต่พ่อของเขา ฟุชิมิ นิกิ เสียชีวิตไปด้วยโรคร้าย แม่ของเขาก็ทิ้งบ้านหลังนี้ให้ ส่วนตัวเองก็ย้ายออกไปแต่งงานใหม่…ทิ้งนามสกุลฟุชิมิ  ทิ้งลูกชายเพียงคนเดียวไปอย่างไม่แยแส

 

 

สิ่งของไร้ค่า ถูกทิ้งในซอกหลืบ..จนกระทั่ง….

 

 

.

.

.

 

“ซารุฮิโกะ!!!เราออกมาอยู่ด้วยกันไหม เช่าห้องอยู่ด้วยกัน 2 คน แล้วทำอะไรสนุกๆด้วยกัน!!ใช้ชีวิตให้เต็มเหวี่ยง!!เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างที่เราจะเป็น!!”  ฤดูร้อน ม.3 อบอ้าวแสงอาทิตย์เจิดจ้าฉายฉาบลงบนร่างเด็กหนุ่มตัวเล็กเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงซอยยุ่ง แก้มใสชื้นเหงื่อขับสีแดงเลือดฝาดหันมามองและจับมือเขาเอาไว้แน่น..ดวงตาสีอำพันกลมโตเปล่งประกายสดใสดั่งดอกทานตะวัน

 

 

อีกาได้เก็บของสิ่งนั้นจากซอกหลืบมืดมิด สู่แสงสว่างในโลกใบใหม่อันงดงาม

อบอุ่น อ่อนโยน เข้มแข็ง เจิดจ้าจนน้ำตาแทบไหลรินด้วยความปิติ..

อีกาสีดำกลายเป็นโลกที่ของไร้ค่าปรารถนาให้ได้มาครอง

 

 

“มิซากิ..”  ดวงตาสีเข้มเริ่มปรับมองเห็นทุกสิ่งในเงามืดชัดเจน เขาก้าวเดินขึ้นบันไดวนหรูหราจับฝุ่น ทีละก้าว..ทีละก้าว

 

 

อีกาโบยบินขึ้นสู่ผืนฟ้า คาบสิ่งของเอาไว้ พาไปมองโลกอันสวยงาม

อีกาตัวนั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

 

ประตูห้องนอนเปิดออกช้าๆ บนเตียงกว้างที่เขาอาศัยหลับนอนมาตั้งแต่เกิด ข้าวของเครื่องใช้ยังจัดวางไว้เหมือนเดิมเว้นแต่เพียงฝุ่นจับหนาที่ไม่ได้รับการปัดกวาดเช็ดถู มือแกร่งเสยผมสีเข้มเปียกฝนจนลู่ตกปรกใบหน้าขึ้น แล้วเดินไปยังบนเตียงกว้าง เนตรคมกริบเย็นชาจนจ้องเพียงเงาร่างบนนั้น ก่อนที่แสงไฟจากฟ้าแลบแล่นลงสู่ผืนดิน สว่างวาบเข้ามาทางหน้าต่างฉายฉาบให้เห็นเจ้าของร่างนั้น

 

 

 

เปรี๊ยง!!!!!!!!!!

 

 

“ไง หมี่ซากี๊…” ฟุชิมิก้าวขึ้นไปคร่อมร่างบอบบางคนทั้งหลายวิ่งว่อนตามหามาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มือวางทาบทับบนพวงแก้มใสที่เย็นเชียบก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปจูบหน้าผากลากไล้ลงมายังริมฝีปากซีด…

“ฉันรู้ว่านายกลัวเข็ม แต่ทำไงได้..ถ้าไม่ฉีดฟอร์มาลีน..ก็คงจะไม่คงสภาพเอาไว้”  ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ แสยะยิ้มวิปลาสพรมจูบไปทั่วไปหน้าก่อนจะซุกไซ้ซอกคอที่มีรอยช้ำม่วง “คิดถึงจังเลย มิซากิ  รู้ไหมว่าสุดท้ายคนอื่นรวมถึงโฮมุระก็พากันถอดใจเรื่องนายกันไปหมด เห็นอะไรไหม..ไม่มีใครสนใจนายเท่าฉันอีกแล้ว “

 

ขาเพรียวถูกจับแยกออก ช่องทางลับที่ซุกซ่อนทำให้ฟุชิมิตื่นตัว เสียงรูดซิปดังขึ้นตามด้วยเสียงกระแทกกระทันดังเป็นจังหวะ ใต้พายุฝนโหมกระหน่ำ เงาดำที่ฉายฉาบบนกำแพงไหวโอนอย่างหยาบโลนน่าละอาย

 

 

“อ้า..มิซากิ มิซากิ มิซากิ มิซากิ มิซากิ มิซากิ สุดยอดจริงๆ  หมี่ซากี๊”

 

 

.

.

.

 

 

10 กุมภาพันธ์ เวลา 23:32 น.

 

 

“ขอบใจมากนะมิซากิคุงที่มาส่ง”

“ม..ม…ไม่เป็นไร..เอ่อ ขอบใจนางิสะมากนะ..ร..เรื่องวาเลนไทน์น่ะ..” ยาตะ มิซากิ เกาหลังต้นคอ พวงแก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อเคอะเขินสมเป็นหนุ่มที่ไม่ประสีประสาเรื่องผู้หญิงทำเอาน้ำเสียงทุ้มห้าวจอมโวยวายกลายเป็นคนติดอ่างแผ่วเบาขาดความมั่นใจไปชั่วขณะ

“อื้ม!!ฉันเองก็ดีใจเหมือนกันที่มิซากิคุงนึกถึงฉัน เจอกันพรุ่งนี้นะ!!!”

“อ..อื้อ!!”

หญิงสาวผมสีดำขลับมัดแกละส่งยิ้มพร้อมโบกมือล่ำลากับอีกฝ่าย ก่อนจะหันหลังเข้าบ้านไป  ยาตะ มิซากิ ยกยิ้มบางๆ ถูนิ้วใต้จมูกไปมา ก่อนจะโยนเสก็ตบอร์ดลงพื้น ก้าวเท้าขึ้นขี่วิ่งไปตามเส้นทางเพื่อกลับไปยังห้องเช่าอันเป็นสถานที่พักของตน

 

 

ครืด…ครืด….ครืด….

 

ล้อเสียดสีกับพื้นถนนเงียบสงัด ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จำนวนคนในท้องถนนก็ยิ่งลดน้อยลงไปทุกที เท้าสวมรองเท้าพละสีน้ำเงินถีบพื้นถนนหักเลี้ยวเข้าซอยลัดอย่างที่เดินทางเป็นประจำทุกวัน ในตรอกซอยมืดที่ไม่น่าจะมีใคร กลับมีชายหนุ่มร่างสูงคุ้นตายืนพิงกำแพงกอดอกอยู่

 

เอี๊ยด!!!

 

เสก็ตบอร์ดจอดลงสนิทเว้นระยะห่างกับอีกฝ่าย ดวงหน้าหวานล้อมเส้นผมสีน้ำตาลซอยสั้นสวมหมวกไหมพรมสีดำกระพริบตาปริบๆ แล้วลองเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงฉงนสนเท่ห์

“มาทำอะไรแถวนี้วะ ซารุ?”

สิ้นคำถาม ร่างสูงเริ่มขยับตัว ยาตะมุ่นคิ้วเอียงคองุนงงมองคนหนุ่มตัวสูงในเครื่องแบบสีน้ำเงินยืนก้มหน้าลงต่ำจนผมปรกปิดใบหน้าเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“ผู้หญิงนั่นใคร?”

“ห..หา?”

“ผู้หญิงที่นายรับส่งมาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา…” เสียงทุ้มกดต่ำ หน้าคมค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาสีเข้มเขม็งมองคนสูงน้อยกว่าไม่วางตา สายตากดต่ำดุดันทำเอาร่างบอบบางขนลุกเกรียวไปทั่วทั้งร่าง “มันเป็นใคร? เกี่ยวอะไรกับนาย”

“เอาไว้คุยวันอื่น ตอนนี้ดึกแล้ว ฝนจะตกแล้วด้วย แกเองก็รีบกลับหอพักได้แล้วนะ” ยาตะหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม เจ้าตัวถีบเท้าส่งแรงเคลื่อนเสก็ตบอร์ดวิ่งสวนผ่านคนที่ลงทุนมาดักรอซอยเข้าอพาร์ทเม้นท์  โดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือการตัดสินใจผิดพลาดที่สุดใจชีวิต

 

 

บาดแผลที่ได้รับการเยียวยา ขึ้นชื่อว่าแผลยังไงก็คือแผล

มันเจ็บ!!!

 

“จะเมินฉันอีกแล้วเหรอ..จะทิ้งกันไปอีกแล้วเหรอ…”  มือจิกเข้าไปที่รอยไหม้บนอกซ้าย

 

อย่า…ขอร้องล่ะ….ได้โปรด….

อย่าทำให้ฉันต้องกลับไปรู้สึกแบบนั้นอีกเลย

อย่าให้ฉันต้องทำ

 

 

“มิซากิ!!!!!!!!!!”

 

 

อย่าให้ฉันต้องทำ

อย่าให้ฉันต้องทำ

อย่าให้ฉันต้องทำ

อย่าให้ฉันต้องทำ

อย่าให้ฉันต้องเด็ดหักปีกของนายเลย!!!

 

 

 

กร๊อบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

เย็น..หนาวเหน็บ..ปวดลึกไปถึงกระดูก สายฝนเปรียบดั่งเข็มทิ่มแทงลงบนผิวเนื้อ หยาดหยดพิรุณโหมกระหน่ำจนพื้นถนนในซอยมืดอับเจิ่งนองเฉอะแฉะเหมือนในวันที่สายสัมพันธ์ปริแตกเป็นรอยร้าวบาดลึก…

“มิซากิ?” ฟุชิมิเบิกตาโพลง ชายร่างเล็กนอนแน่นิ่งกับพื้น เขาพึ่งรู้วันนี้ว่าลำคอของอีกาแห่งโฮมุระช่างระหงและเล็กบางจนมือทั้งสองครอบจับได้หมด ดวงเนตรสีอำพันเบิกกว้างไม่ไหววูบใดๆอีก

“ม..มิซากิ..มิซา—“  ร่างกายโชกชุ่มเปียกฝนจนเสื้อแนบเนื้อ เห็นสัดส่วนผอมบางใต้อาภรณ์ ลมหายใจของผู้ที่ยังมีชีวิตเริ่มขาดห้วง มือแกร่งเลื่อนลงลูบไล้ไปตามกายาเปียกโชก..ลูบไปมาอย่างเคยฝัน

 

 

อยากจะสัมผัสมิซากิให้มากที่สุด..มากถึงมากที่สุด ฝันเช่นนั้นทุกค่ำคืน

 

 

แก่นกายร้อนตื่นตัว คุมไม่อยู่แล้ว…ยาตะไม่แสดงท่าทีต่อต้านใดๆ ไม่ร้องโวยวายโหวกเหวกน่าปวดหัว นอนทอดกายแน่นิ่งราวกับเชื้อเชิญให้เขาสนองความต้องการทางเพศ แรงปรารถนาขับดัน..ขับดันมากยิ่งกว่าสิ่งใด

 

 

จึงได้ครองอีกาตัวนี้เพียงผู้เดียว!!! ผู้เดียวเท่านั้น!!!

 

 

.

.

.

 

 

ตูม!!!!!!!!!!!!!

 

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเข้าพังประตูห้องนอน การโจมตีเกิดขึ้นกะทันหันอย่างไม่ทันตั้งตัว ฟุชิมิรีบถอนกายจากศพยาตะ มิซากิ ชักมีดพกขึ้นมาป้องกันตัวโดยที่อีกแขนโอบอุ้มคนตายไว้ในอ้อมแขนแน่น

 

ตึก…ตึก..ตึก..

 

แคร้ง!!

 

“หัวหน้า…”

“ฟุชิมิคุง เป็นเธอจริงๆด้วยสินะครับ”  มุนาคาตะ เรย์ชิ ตวัดดาบเบาๆก็สามารถไล่ฝุ่นควันคลุ้งให้สลายหายไป ร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินแห่งความยุติธรรมสวมทับด้วยเสื้อพลาสติกใสกันฝน  เนตรสีไพลินมองภาพเบื้องหน้าที่แจ่มชัดด้วยสายตาเรียบนิ่งจนไม่อาจคาดเดาความคิดใดๆ ภาพของลำดับ 3 แห่ง scepter 4 ที่เล่นละครจัดฉากอาละวาดตามหา ยาตะ มิซากิ เป็นบ้าเป็นหลัง

 

 

กลายเป็น ‘คนร้าย’ อย่างที่เขาคาดคิดเอาไว้ไม่มีผิด

 

 

“ที่แท้ก็โอนคดีไปเพื่อที่จะสะกดรอยผมสินะ…”

“ช่วยไม่ได้นี่ครับ คนร้ายเป็นถึงฟุชิมิคุง ไม่ทิ้งหลักฐานอะไรให้ตามซักอย่าง” เนตรคู่คมมองคนสาบสูญในอ้อมแขน นอนแน่นิ่งคอตกผิดรูป ลำคอที่ปวกเปียกเช่นนั้นทำให้เขารู้สาเหตุการเสียชีวิตของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องรอชันสูตร

“ฟุชิมิคุง ผมมีเรื่องที่จะต้องบอกเธอ”

“เรื่องอะไร?”

“เรื่องของเด็กผู้หญิงที่ชื่อ อาเมะ นางิสะ”

 

.

.

.

 

 

“หัวหน้าคะ ดิฉันพาตัวมาตามที่สั่งแล้วค่ะ”  สิ้นคำรายงาน หนุ่มร่างสูงผมสีน้ำเงินสวมแว่นพยักหน้า มองดูอีกหนึ่งคนที่ก้าวเดินตามหลังรองผู้บัญชาการ scepter 4  เข้ามาในห้องทำงานตามด้วยประตูไม้สักสลักลวดลายสวยงามปิดสนิท..

 

“ขอโทษที่ต้องเรียกเธอมากะทันหันในคาบวิชาเคมีนะครับ อาเมะ นางิสะคุง ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ของเธอกับยาตะ มิซากิ โดยละเอียดให้ผมฟังด้วยครับ” มุนาคาตะผายมือสุภาพไปยังโซฟาที่จัดวางไว้ในห้องสำหรับรองรับแขก

“อ..เอ่อ..ฉันกับ..มิซากิคุง” สาวผมแกละสีดำในชุดนักเรียน ม.ปลาย เดินมานั่งทั้งตัวเกร็งลีบด้วยสีหน้าประหม่าที่ถูกเรียกให้มาพบเป็นการส่วนตัวกับผู้บัญชาการ scepter 4  เธอเว้นวรรคเงียบไปครู่หนึ่งพยายามควบคุมความตื่นกลัวที่เกิดขึ้นและเล่าต่อ

“มิซากิคุงมีเรื่องอยากจะปรึกษาเรื่องของขวัญค่ะ”

“ของขวัญเหรอครับ?”

“ค่ะ ของขวัญวันวาเลนไทน์ให้กับคนสำคัญ มิซากิคุงบอกว่า..อยากจะให้เข้าใจกันมากขึ้น”  เด็กสาวรูดซิปเปิดกระเป๋านักเรียนล้วงหยิบเอากล่องของขวัญออกมาแล้วส่งให้กับราชาสีน้ำเงิน “วันนั้นเราคุยกันว่าจะซื้อสิ่งนี้ให้ แต่มิซากิคุงกลับหายตัวไปและฉันก็ไม่รู้ว่าคนสำคัญคนนั้นคือใคร ถ้ายังไงรบกวนช่วยตามหาคนๆนั้นและมอบให้ด้วยนะคะ”

 

 

.

.

.

 

 

มือแกร่งล้วงเข้าไปในเสื้อโค้ทเครื่องแบบสีน้ำเงิน หยิบกล่องของขวัญกล่องเล็กห่อด้วยกระดาษสีฟ้าติดโบว์สีแดงยื่นให้อดีตลูกน้องของตน นัยน์ตาสีครามเข้มคมกริบหลังแว่นทรงเหลี่ยมกรอบสีดำมองกล่องของขวัญในมือผู้บัญชาการด้วยสายตาระแวง เขาสบตากันและกันเนิ่นนานจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่คิดเล่นตุกติกอะไรแล้วรับกล่องของขวัญมาแกะดู

 

เสียงกระดาษฉีกดังขึ้นซ้ำๆ จนไม่เหลือสิ่งใดห่อเอาไว้..

 

“นี่มัน…”  เมื่อเปิดฝาออกสิ่งที่อยู่ข้างในคือหูฟังรุ่นใหม่ล่าสุด..หูฟังสายสีขาวกับหูฟังข้าง R สีน้ำเงินและข้าง L สีแดง

 

 

R ของฉันกับ L ของนาย ในโลกของเราสอง

 

 

“ฟุชิมิคุง..”

“มิซากิ…นายล้อเล่นใช่ไหม”

“ฟุชิมิคุง“

“มิซากิ..อย่ามาล้อเล่นกับฉันนะ”

“ฟุชิ—“

“มิซากิ!!!!!!!!!!!!!!!!!” เสียงกรีดร้องคร่ำครวญซ้ำๆ เรียกขานนามคนในอ้อมแขน  “ตื่นขึ้นมาสิ!!!มิซากิ!!!!!!!”

 

กรีดร้องซ้ำๆเท่าไหร่ กอดให้แน่นแค่ไหน ก็ไม่ฟื้นคืนกลับมา  ไม่มีอีกแล้วเสียงห้วนทรงพลังบ้าบิ่น สีหน้าแววตาแสนสดใสที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นดื้อดึงหรือแม้แต่แข็งกร้าวเลือดร้อน  เขากอด..กอดคนตัวเล็กเอาไว้แนบแน่น พยายามพรมจูบหน้าผากลาดมน คร่ำครวญเพรียกหาสิ่งที่จากจรไปด้วยความชั่ววูบอันสั้นที่เกิดขึ้นจากความ ‘เข้าใจผิด’

 

 

“ฉันจะกลับไปคิดหาทางคุยกับคนบ้าให้เข้าใจก็แล้วกัน”

 

 

“ฉันขอโทษ…ข…ขอโทษ..มิซากิ….ขอโทษ…”  ทั้งที่ให้สัญญาเอาไว้ กลับทำผิดสัญญา..สุดท้ายก็ไม่คิดหาทางทำให้คนบ้าเข้าใจ ด้วยแรงพิโรธไม่ทันยั้งคิดทำลายทุกสิ่ง กรีดรอยร้าวเก่าให้ลึกจนแตกสลาย

 

 

 

อีกาเกิดมาเพื่อบิน เมื่อหักปีกแล้วไซร้ ก็ไม่อาจมีชีวิตต่อไป

 

 

น้ำตาร่วงหล่นลงบนร่างไร้วิญญาณซ้ำแล้วซ้ำแล้ว หยดแล้วหยดเล่า มีเพียงความเงียบงันปกคลุมรอบกายกับพิรุณด้านนอกตอกย้ำให้รู้สำนึกถึงบาปที่กระทำลงไป  เพียงแค่มองของขวัญก็เหมือนกับได้ยินคำพูดที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อสารกับเขา

 

 

…ความจริงในรอยร้าวแห่งการไม่เข้าใจ เราต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน..

 

 

แคร้ง!!!

 

คมดาบแห่งความยุติธรรมจ่อตรงที่หน้าฆาตกรที่กระทำการฆาตกรรม ยาตะ มิซากิ  จ่อเนิ่นนานจนอีกฝ่ายหยุดร่ำไห้ ดวงหน้าคมหล่อเหลาซูบเซียวจนไม่เหลือเค้าจิตใจที่ปรารถนาจักมีชีวิตดิ้นรนจากการจับกุม ดวงเนตรสีครามเลื่อนลอยเอาแต่มองหูฟังใหม่ในมือเช่นนั้น ก่อนจะแกะกล่องออกอย่างช้าๆ

 

“มีแค่หัวหน้าเท่านั้นสินะครับ”

“ไม่ต้องห่วงฟุชิมิคุง ผมมาเพียงคนเดียวเท่านั้น”

“หึ..สมเป็นคุณจริงๆ เพื่อการเป็นอยู่ของ  scepter 4 ที่ขึ้นชื่อความยุติธรรม ถ้าผมเป็นคุณผมก็คงทำแบบนี้”  ร่างสูงแค่นยิ้ม

“เพราะแบบนี้ไงครับ ฟุชิมิคุงถึงเป็นคนโปรดของผม”

 

หูฟังเชื่อมต่อเข้าไป PDA แล้วเสียบหูฟังข้าง R เข้าที่หูซ้ายของตนและเสียบหูฟังข้าง L ที่หูขวาของยาตะ มิซากิ  ก่อนจะกดเปิดเพลงให้บรรเลงไปเรื่อย พร้อมกระชับกอดร่างไร้วิญญาณเอาไว้แนบแน่น

“Track  1 ถึง 10 ที่นายและฉันชอบฟัง  รู้ไหมว่าฉันไม่เคยใส่เพลงเพิ่มหรือลบมันออกเลย”  เสียงทุ้มกระซิบแหบพร่า..ในน้ำเสียงนั้นดูอ่อนโยนลงผิดกับที่สนทนากับใครคนอื่น ฟุชิมิไม่เคยคิดอ่อนโยนกับใครเลย เว้นเพียงคนที่ตายไปแล้วในอ้อมแขนแกร่งนี้

 

 

อีกาที่คาบสิ่งของ เก็บของที่ถูกทิ้งขว้าง  โบยบินขึ้นฟ้า พาไปดูโลกเบื้องบน

โลกของผืนฟ้าที่มีเพียงสองรายล้อมด้วยเมฆากับดวงตะวันแสนเจิดจ้าและแปรเปลี่ยนเป็นจันทราเมื่อเข้าสู่รัตติกาล

 

 

“ขอบคุณนะครับหัวหน้า”

“ไม่เป็นไร ฟุชิมิคุง..”  เนตรสีไพลินหลังแว่นทรงเหลี่ยมไร้กรอบจ้องมองหน้าจอ PDA  สว่างวาบ นับถอยหลังอีกเพียง 5 วินาทีต่อจากนี้จะจบ track ที่ 10

 

5..

4..

3..

 

“ฉันมันบ้ามากจริงๆ ที่รักนายได้ขนาดนี้”

 

2..

 

“ฉันรักนาย มิซากิ”

 

1..

 

 

เราจะขึ้นไปสู่ผืนฟ้าด้วยกันอีกครั้ง…..

 

 

.

.

.

 

รถมินิคูปเปอร์สีแดงขาวขับยาวมาตลอดเส้นทางนอกตัวเมืองชิสุเนะ ก่อนจะจอดสนิทลงเมื่อถึงสถานที่เป้าหมายที่พวกเขาตั้งใจจะเดินทางมา ประตูคนขับและที่นั่งข้างคนขับเปิดออก ตามด้วยประตูหลังที่ถูกเปิดด้วยมือชายร่างท้วมผิวสีแทนเพื่อให้เด็กหญิงตัวเล็กเรือนผมสีเงินยาวในชุดเดรสสีแดงซึ่งประคองถือกอดลิลลี่สีขาวสองช่อเดินออกมา เธอเดินนำไปตามถนนอิฐที่ทอดยาวโดยมีเหล่าบุรุษทั้ง 2 คนเดินตามมาติดๆ ฝีเท้าชะลอความเร็วลงและหยุด…อยู่ในสุสานที่ฝังศพ..

 

 

‘ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ’

‘ยาตะ มิซากิ’

 

ป้ายหินหลุมฝังศพแกะสลักชื่อของคนทั้งสองไว้เคียงข้างกัน ร่างไร้วิญญาณของทั้งคู่ถูกนำมาฝังอย่างสงบไว้เคียงข้างกันในสถานที่แห่งนี้ แอนนาวางช่อดอกไม้เอาไว้แล้วหันไปมองชายหนุ่มหญิงสาวในเครื่องแบบสีน้ำเงินที่มารออยู่ก่อนหน้านี้

 

“ขอโทษด้วยนะครับ ที่พวกเราช้าไป”

“ไม่เป็นไร..เรย์ชิ..เป็นความผิดของโฮมุระด้วย ทำให้มิซากิต้องโดนแก๊งคุโรซากิตามเก็บ”

“อย่างไรก็ตามบอสมาเฟียคนนั้นถูกฟุชิมิคุงทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในโรงพยาบาล เท่านี้ยาตะคุงก็ไปได้อย่างหมดห่วง

หมดห่วงแล้วครับ” มุนาคาตะกล่าวทั้งเสียงทุ้มสุขุมเยือกเย็น

“ซารุฮิโกะ เจ็บปวดมากสินะ” แอนนามองป้ายชื่อของคนหนุ่มทั้งสองด้วยแววตาแสนเศร้า ทั้งสองที่โชคชะตาเล่นตลกให้ต้องห่ำหั่นกัน แม้จวบจนวาระสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าใจแล้ว กลับต้องมาจากจรโดยไม่ทันได้กล่าวคำล่ำลาใดๆ  มุนาคาตะไม่ตอบอะไร ได้แต่ยืนเงียบให้เหล่าตัวแทนโฮมุระเคารพศพ ภาวนาให้ดวงวิญญาณของคนทั้งคู่ไปสู่สุขคติ ลอยล่องขึ้นไปยังผืนฟ้าที่แสนสดใสหลังจากที่มืดหม่นมานานนับเดือน

 

 

 

ท้องนภาสีสดใส ฟ้าครามกับดวงตะวันสาดส่อง เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิบานในเดือนมีนาคม

 

 

แอนนากับคามาโมโต้ที่เอาแต่ร้องไห้โยเยจนต้องให้ราชาสีแดงคอยจับมือปลอบเดินกลับออกไป หากแต่ คุซานางิ อิสึโมะ ยังไม่คิดก้าวไปไหน เขายืนมองหลุมศพของคนทั้งสองก่อนจะล้วงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ

 

“ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ด้วยดี เหมือนท้องฟ้าวันนี้”

“นั่นสินะครับ”

“บทจะไปได้ดี ก็ราบรื่นไปเสียหมด..” มือคีบบุหรี่ออกจากปากแล้วผ่อนควันออกช้าๆ ตาคู่คมที่ฉายแววอ่อนโยนเสมอหลังแว่นกันแดดกรอบสีชาสบตาราชาสีน้ำเงินนิ่ง  “น่าแปลกดีนะ”

“นั่นสินะครับ ผมก็คิดเช่นนั้น ผมเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน”

 

คนหนุ่มเรือนผมสีน้ำเงินคลี่ยิ้มให้ชายร่างสูงผมสีทอง ทั้งคู่มองตากันเนิ่นนาน ไม่มีใครคิดเอ่ยอะไร เหลือเพียงสายลมจางพัดพากลิ่นดอกไม้ในสุสาน และความเงียบงันโรยราปกคลุม ณ สถานที่แสนสงบของเหล่าร่างไร้วิญญาณ

“ดูเหมือนจะสายมากแล้ว ผมต้องรีบกลับไปเปิดบาร์ก่อน ต้องขอลาตรงนี้ล่ะราชาสีน้ำเงิน” คุซานางิโยนบุหรี่ลงกับพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบขยี้ให้ดับ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถมินิคูปเปอร์สีแดงขาวแล้วขับออกไปจนลับสายตา ทิ้งไว้เพียงคนจากแคลนสีน้ำเงินทั้งสองไว้ในสุสานชานเมืองชิสึเนะ

 

“ผมต้องขอโทษอะวาชิมะคุงด้วยนะครับ ที่ผมทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับลำดับ 2 แห่งโฮมุระต้องพังลง” ผู้เป็นราชาหันไปกล่าวขอโทษกับหญิงสาวเรือนผมทองรวบมวยที่ยืนสงบนิ่งไม่แสดงสีหน้าใดๆ

“ไม่มีความจำเป็นต้องขอโทษค่ะ สำหรับดิฉันแล้ว การติดตามราชาสีฟ้า มุนาคาตะ เรย์ชิ ถือเป็นที่สุด“  อะวาชิมะ เซริ ก้มมองป้ายหลุมศพของลำดับ 3 ทั้งสองจากต่างแคลน เนตรสีน้ำแข็งไหววูบเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนมาเรียบนิ่งเช่นเดิม

“ถ้านี่เป็นการรักษาไว้ซึ่งเกียรติของ scepter4 ที่คุณปรารถนา ดิฉันก็ยินดีที่จะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยค่ะ”

 

 

หลุมศพทั้งสองคือผลลัพธ์อันน่าเศร้าที่เกิดจาก ‘การไม่เข้าใจ’ 

อันตรายเหลือเกิน..กี่ครั้งแล้วที่สงครามความขัดแย้งเกิดขึ้นด้วยสิ่งนี้ 

สุดท้ายต้องมีจุดจบเป็นโศกนาฏกรรมเลวร้ายที่ไม่มีใครต่างอยากให้เกิดขึ้น….

 

 

ราชาเช่นเขาเกิดมาเพื่อขจัดความขัดแย้งเหล่านั้น…แต่บางครั้งทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน ในเสี้ยววินาทีสั้นๆ ที่แม้นมีพลังล้นฟ้าก็ไม่อาจหยุดยั้งได้  เสียงร้องของอีกาทำให้พวกเขาทั้งสองหันไปมองอีกาที่คาบลูกแก้วสีฟ้าสกปรกมอมแมมยืนเกาะกิ่งไม้ ก่อนจะโผขึ้นไปสู่ท้องนภาสีฟ้าสดใสแห่งรุ่งอรุณ

 

ทิ้งไว้เพียงขนนกสีดำร่วงหล่น ร่วงหล่น และร่วงหล่นสู่ผืนดินหน้าหลุมศพของคนหนุ่มทั้งสองที่ถูกฝังเอาไว้กับหูฟังอันใหม่ที่สามารถได้ยินแล้วซึ่ง L และ R  มุนาคาตะมองภาพเหล่านั้นก่อนจะยกยิ้มเบาบางขึ้น

 

“แต่ราชาเช่นผมขอสัญญาว่า จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต”

 

 

เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าจากนี้ไปจักไม่หายจากกันไปไหนอีก

โลกที่มีเพียงพวกเขาสองคน

 

 

Fin

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

ฟิคสั้น K พลอตมาเมื่อ 2 วันก่อนเอง ฮาาา ปั่นอย่างเร็วด้วยความฟินเลย

หูซ้ายหูขวาเป็นเพลงคาร์ของฟุชิมิคุงชื่อ i beg you hate ช่างเป็นเพลงที่บ่งบอกความจิตและคลั่งไคล้ตามหลอนติดๆยาตะมาก

 

 

ขอตัวก่อนนะคะ บายจ้าาา

 

 

2 thoughts on “[S.Fic K][sarumi] The missing Yatagaratsu

  1. ผ่านมาอ่าน ซารุจิตมาก
    คือเรื่องนี้ดูจบแล้วเราเทคู่นี้เต็มร้อยมาก คู่ดำขาวก็เชียร์นะ แต่ไม่รู้ทำไม ตอนที่ราชาไร้สีอยู่ในร่างไวส์แมนมันถึงฮอต หล่อ เท่ น่ากรี้ด พอชิโระกลับเข้าร่างกลายเป็นผู้ชายลุคล่องลอย เอ๋อๆไปได้ หน้าตาเดียวกันแท้ๆ 555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s