[AuFic KHR][10069]punish for you/Part28

[AuFic KHR] punish for you

Paring : 10069(สายC)

Rate: Nc 21

Story by :blood_hana

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

 

Part 28

 

รถเฟอร์รารี่สีดำสนิทจอดลงหน้าประตูคฤหาสน์สีขาว ประตูรถด้านหลังเปิดออกโดยหนุ่มเรือนผมสีแดงมาดเซอร์พร้อมกับร่างเล็กบางของเด็กผู้หญิงผมสีดำ ในชุดนักเรียน ม.ต้น  ซักพักหนึ่งจะมีพ่อบ้านวัยกลางคน เดินมารับกระเป๋านักเรียนของเธอ…

 

 

 

นั่นเป็นภาพที่เห็นประจำอยู่ทุกๆวันจนชินตา…

 

ทว่า..วันนี้กลับแปลกไป ทันทีที่เด็กสาวก้าวลงจากรถ ดวงตากลมโตสีฟ้าสวยเบิกกว้างทั้งสีหน้าตกตะลึง

 

 

 

“อะ..โอเน้ซัง!!!” ยูนิร้องเสียงหลง จ้องมองหญิงสาวเรือนผมสีไพลินยาวสลวยในชุดโกธิคโลลิต้าของเธอ ยืนพิงเสาหินอ่อนขนาดใหญ่หน้าบ้าน  มุคุโร่สบตากลมโตของน้องสาวเบียคุรันก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทำเอายูนิทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้าก้มตา หลับตาปี๋รอคอยคำด่าทอจากอีกฝ่าย

 

“ฉัน..ช่วยถือให้” เสียงหวานล้ำเอ่ยเบาๆ มือเรียวบางดึงกระเป๋านักเรียนสีดำในมือเล็กไปถือ  ร่างเล็กบางเรือนผมสีดำเงยหน้าเกือบในทันทีพร้อมสีหน้างุนงงสุดๆ  ทำเอาพวงแก้มใสของหญิงสาวผมไพลินขึ้นสี มุคุโร่เฉสายตามองไปทางอื่นแล้วเดินหมุนเข้าไปในคฤหาสน์ ทิ้งให้ยูนิ แกมม่าที่กำลังเดินออกมารับ รวมถึงซาคุโร่ยืนอึ้งไม่ต่างกัน

 

 

กระเป๋านักเรียนถูกวางลงบนโต๊ะอาหารยาวปูผ้าสีขาว เสียงฝีเท้าจากประตูห้องอาหาร ทำให้มุคุโร่หมุนตัวกลับไปมอง เนตรต่างสีคู่งามสบตากลมโตสีฟ้าสวยที่จ้องมองตอบด้วยแววตาสับสน งุนงง และรู้สึกผิดปนเปไปมา

 

“โอเน้ซัง..ยูนิ..ยูนิ..”

 

 

 

 

 

“ช่างเถอะ ฉันไม่โกรธยูนิหรอก” มุคุโร่ตอบเสียงเรียบ  ยูนิสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้ากลมจ้องมองดวงหน้าสวยโฉบที่ขึ้นสีชมพูระเรื่อ เธอหันหน้าหนีหลบสายตาใสซื่อคู่นั้น “ฉันรู้จากคุณแกมม่าแล้ว…” หญิงสาวเว้นวรรคเงียบพักหนึ่งก่อนกล่าวต่อทั้งเสียงกระซิบแผ่วเบา “ขอโทษนะ ที่ฉันเข้าใจผิด”

 

“ฮึก!!โอเน้ซัง!!!!” ยูนิวิ่งถลาเข้ามากอดเอวคอดกิ่วของอีกฝ่ายแน่น ดวงหน้าน่ารักซุกลงแนบอกนุ่มนิ่มของมุคุโร่ ปลดปล่อยน้ำตาออกมาจนร่างงามรู้สึกถึงความเปียกชื่นบริเวณหน้าอกของเธอ  มือบางลูบศีรษะปลอบโยนทั้งรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมออกแรงดึงเด็กรุ่นน้องเข้ามากอดแน่นๆ  “ยูนินึกว่า…โอเน้ซัง..ฮึก..จะเกลียดยูนิซะแล้ว ฮือๆๆ”

 

“คึหึหึ พี่ไม่โกรธยูนิหรอกค่ะ ก็..ยูนิหวังดีกับพี่นี่นา” มุคุโร่ปลอบ  ยูนิค่อยๆผละตัวออกจากสาวผมสีไพลิน แล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวก ก่อนจะส่งยิ้มสว่างไสวราวกับนภาสียามเช้าสดใส “ถ้างั้นโอเน้ซังก็หายโกรธโอนีซังด้วยใช่ไหมคะ”

 

 

 

 

 

พลัน!!ใบหน้าสวยหุบยิ้มทันที ขนตาแพยาวปรือลง หลุบต่ำมองพื้น “พี่..ให้อภัยเขาไม่ได้หรอก คนๆนั้นทำร้ายพี่มากเกินกว่าจะให้อภัย” คำตอบของไอดอลโรงเรียนวองโกเล่ ทำเอายูนิรู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน ทั้งๆที่เธอเองก็คาดหวังว่าผู้หญิงตรงหน้า จะคืนดีกับพี่ชายตัวเอง แต่ดูเหมือนว่า…ความรู้สึกของสองคนนี้เหมือนกับไม่มีทางบรรจบกันได้

 

“และก็..เข็มกลัดนั่น พี่ไม่ขอรับไว้ พี่ทำใจไม่ได้ที่ให้คนที่ทำร้ายพี่มากที่สุด มาคุ้มครองพี่” มุคุโร่กล่าวปฏิเสธไม่ยอมรับเข็มกลัดดอกกล้วยไม้ อย่างรู้ทัน ว่ายูนิจะยัดเยียดให้เธอรับไว้ติดตัว ถึงจะเป็นสิ่งที่มั่นใจได้ว่ากล้วยไม้ขาวแห่งมิลฟิโอเล่ จะคุ้มครองปกป้องเธอยิ่งกว่าชิวิตตัวเอง แต่ว่า…ไม่มีใครทนเห็นคนที่ทำร้ายตัวเองมาคอยดูแลตัวเองได้หรอก

 

 

 

 

 

เหมือนสีขาวกับสีดำ…แตกต่างกันเกินไป…

 

 

 

 

 

 

“แต่..โอนีซังเขาห่วงโอเน้ซังมากนะคะ” ยูนิกล่าวทั้งสีหน้าเศร้า มุคุโร่เลิกคิ้วสูงประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มเหยียดสมเพชตัวเองออกมา “คึหึหึ..ห่วงว่าจะไม่มีใครมาเป็นที่รองรับอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเขาสินะคะ”

 

“ไม่ใช่นะคะ!!โอนีซังน่ะ..ไม่ได้คิดกับโอเน้ซังเหมือนผู้หญิงทั่วๆไปซักหน่อย!!” เสียงใสกังวาลของสาวผมดำเถียงกลับมา ทำเอามุคุโร่ผงะไปชั่วขณะ “วันที่โอเน้ซังเกือบถูกพวกไกโดปล้ำ คิเคียวเขาโทรไปเล่าเรื่องนี้ให้โอนีซังฟัง ปรากฏว่าโอนีซังสั่งให้ฆ่าพวกไกโดให้ไม่เหลือซาก โดยไม่คิดหน้าหลังอะไรทั้งสิ้น” ร่างเล็กผมสีดำนิลกล่าวต่อ ดวงตากลมโตสีฟ้าสวยสั่นระริกทันที  มุคุโร่ชักสีหน้าตกตะลึง ช็อคกับการแก้แค้นให้ของชายผมสีขาวไม่เป็นทรง

 

 

“ทั้งๆที่โอนีซัง ไม่เคยสนใจใคร ไม่เคยแคร์ใคร เว้นแต่พวกมิลฟิโอเล่เท่านั้น..แต่..โอนีซังกลับเป็นห่วงโอเน้ซัง” ยูนิสบตาสั่นระริกเบื้องหน้า ด้วยแววตาแนวแน่จนมุคุโร่สะอึก “ยูนิไม่รู้หรอกนะ ว่าโอนีซังจะรู้ตัวรึเปล่า แต่ยูนิคิดว่าโอนีซังรักโอเน้ซังค่ะ”

 

มุคุโร่รู้สึกว่าตัวเองหน้าร้อนผ่าว…ร้อนยิ่งกว่าเป็นไข้  ดวงเนตรสองสีเบิกกว้างสุด จนเห็นชัดว่าม่านตาหดตัวเล็กลง

 

 

 

ทว่า…เพียงเสี้ยววินาที ร่างเพรียวเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นรอยยิ้มสมเพชพร้อมหัวเราะขำขันในลำคอ

 

“คึหึหึ มันเป็นไปไม่ได้หรอกยูนิจัง..ในเมื่อเขา…”

 

 

 

 

 

“ฉันเกลียดเด็กดื้อ!!งี่เง่าอย่างเธอที่สุด!!!”

 

 

 

“บอกเองว่าเกลียดฉัน..และฉันเองก็..เกลียดเขา..” หญิงสาวแสร้งยิ้มลึกลับ พลางปัดเรือนผมยาวสลวยดั่งแพรไหมชั้นดีไปด้านหลัง  เก็บซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจราวกับถูกมีดกรีด ยามนึกถึงประโยคนั้นที่ออกมาจากปากเบียคุรัน“ขอโทษนะ ยูนิจัง..พี่รู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอตัวก่อนนะ” เจ้าของเรือนผมสีไพลิน กล่าวลาเด็กสาวผมดำ เดินสวนทางออกไปจากห้องอาหาร ทิ้งให้ยูนิมองตามแผ่นหลังเล็กบางขึ้นบันไดอย่างเงียบๆ

 

 

 

 

.

 

.

 

 

 

 

 

 

 

RRRRRRRR

 

 

 

โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสั่น เบียคุรันละจากการตรวจการบ้านของเด็กๆมากดรับสาย “ว่าไงคิเคียวจัง มีอะไรเหรอ?”

 

 

[ท่านเบียคุรันครับ ดูเหมือนว่าแฟมิลี่ที่พวกเราไปถล่มเมื่อวาน จะร่วมมืออยู่กับจิวล่าแฟมิลี่]

 

สิ้นคำรายงานจากปลายสาย หน้าคมคายยิ้มร่า กลายเป็นสีหน้าเรียบเฉย คิ้วเรียวมุ่นลงหน่อยๆ ร่างสูงผมสีงาช้างนิ่งเงียบปล่อยให้มือขวาของเขาพูดต่อไป

 

 

 

 

 

[ท่าทางพวกนั้นจะกัดท่านไม่ปล่อย ถึงขนาดขยายอาณาเขตมาถึงญี่ปุ่นแล้วนะครับ ท่านจะเอาไงต่อไปดี]

 

เบียคุรันเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้นวมสีขาว ดวงเนตรสีฟ้าอ่อนแหงนมองเพดานห้องสีขาวคิดอยู่นานสองนาน ก่อนจะเด้งตัวกลับมานั่งในท่าเดิมพร้อมถามอีกฝ่ายด้วยเสียงเรียบเสียจนผิดวิสัยหนุ่มสบายๆไม่รู้ร้อนรู้หนาว“ตอนนี้ทางฟังเราโดนถล่มไปกี่ที่แล้ว?”

 

 

 

[พันธมิตรของแฟมิลี่ ที่อิตาลีจิลโรเนโร่โดนถล่มไปเรียบร้อยแล้วครับ ติดต่อไม่ได้เลยคาดว่าน่าจะโดนเก็บหมดแล้ว ส่วนที่ญี่ปุ่นกำลังคนน้อยเกินไป] ชายผมเขียวอธิบายสถานการณ์วิกฤติครั้งใหญ่ในปัจจุบันให้บอสตัวเองฟัง  หนุ่มผมขาวชี้ไม่เป็นทรงถอนหายใจเฮือกใหญ่ยกมือขึ้นมากุมขมับเครียด

 

 

 

 

 

[แต่ว่า…ยังพอมีอีกวิธีนึงครับ ที่อาจจะช่วยได้..] เหมือนแสงสว่างมาโปรด ตาคู่คมหรี่ลงก่อนสนทนาตอบทั้งเสียงทุ้มเข้ม

 

“วิธีที่ว่า…คงต้องเป็นหน้าที่ของฉันอีกใช่ไหม?” และก็เป็นอย่างที่คาด คิเคียวขานตอบรับด้วยเสียงสุภาพ แน่นอนว่าทำเอาเบียคุรันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “งั้นลองว่ามาสิ..เพื่อบางทีฉันจะสนใจ…”

 

 

 

 

 

.

 

.

 

.

 

 

 

 

 

 

 

“ยูนิไม่รู้หรอกนะ ว่าโอนีซังจะรู้ตัวรึเปล่า แต่ยูนิคิดว่าโอนีซังรักโอเน้ซังค่ะ”

 

 

 

คำพูดของยูนิ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของร่างเพรียวบางเรือนผมสีไพลิน มุคุโร่นอนก่ายหน้าผากบนเตียงสี่เสาในห้องนอนของเบียคุรัน เมื่อนึกคิดตามว่า..หนุ่มผมขาวจอมเจ้าเล่ห์มีใจให้กับตน พวงแก้มใสขึ้นสีเข้ม จนร่างงามต้องพลักตัวนอนตะแคงซุกหน้าลงกับหมอนราวกับพยายามหนีและเก็บซ่อนความอายเอาไว้

 

“รักเหรอ..” เสียงหวานรำพึงกับตัวเอง นัยน์เนตรสองสีสั่นระริก ลองคิดทบทวนความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่เธอและเขาพบเจอกันครั้งแรก จนถึงปัจจุบันนี้..

 

 

 

บางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ

 

ดั่งเช่นน้ำหยดลงบนหิน..วันแล้ววันเล่าจนกร่อนแล้วไร้ซึ่งรูปทรงเดิม…

 

 

 

 

 

มันคือความรู้สึกใช่ไหม?

 

 

มุคุโร่ถามตัวเองในใจ มือบางกุมอกซ้ายที่บีบรัดแน่น เต้นเร็วและแรงจนร่างงามรู้สึกทรมานเหลือเกิน…

 

“เรารักอีตาเผือกนั่น..รึเปล่านะ?” ปากอิ่มกระซิบถามกับความเงียบ พลัน!!ความรู้สึกชาที่หน้าไล่ลงไปทั่วร่างกาย แม้แต่ปลายนิ้ว ดวงตาสองสีสั่นระริก…สั่นพอๆกับเสียงหัวใจ…

 

 

 

 

 

 

 

นี่เรา…หลงรักผู้ชายใจร้ายคนนั้น!!!

 

 

 

“ไร้สาระที่สุด!!” เสียงหวานด่าทอตัวเอง ด่าว่าความรู้สึกบ้าบอนี่ ร่างงามเด้งตัวขึ้นมานั่งกอดเข่าแน่น ดวงหน้างามซุกลงกับหัวเข่าเก็บซ่อนความเศร้าเอาไว้

 

 

 

“ฉันเกลียดเด็กดื้อ!!งี่เง่าอย่างเธอที่สุด!!!”

 

 

 

“ฮึก…อย่าร้องไห้นะ โรคุโด มุคุโร่”  ดวงเนตรต่างสีมิอาจห้ามให้น้ำตาหลั่งริน แม้ว่าปากจะร้องห้ามให้หยุด เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ  สะกดกลั้นเสียงสะอื้นไว้ให้เงียบพอๆกับหัวใจที่ถูกบีบจนร้าวราน

 

 

 

 

 

“อึก!!!”

 

พลัน!!ร่างบางรู้สึกถึงของเหลวบางอย่างขึ้นมาจุกในลำคอ มือเรียวยกขึ้นมาปิดปากอิ่มของตัวเองแน่น หญิงสาวเรือนผมสีไพลินรู้สึกได้ถึงรสชาติเปรี๊ยวปนขมเฝือนๆ  จนร่างงามทนไม่ไหวลงจากเตียงวิ่งไปเข้าห้องน้ำและ…

 

ดวงหน้าสวยตาปรือลง มองของเหลวในอ่างล้างหน้าที่ออกมาจากปากเธอ มือเรียวสวยหยิบเอาผ้าขนหนูสีขาวสำหรับเช็ดหน้าบนราวแขวนข้างๆมาเช็ดคราบน้ำลายบนปากอิ่ม ความรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้าทำให้มุคุโร่ทรุดตัวลงไปนั่งพิงผนังปูกระเบื้องสีขาว หายใจเหนื่อยหอบจากการอาเจียนเมื่อครู่

 

“รู้สึก..ปวดหัวจัง…”

 

 

 

เบียคุรันทอดมองตึกอารามบ้านช่อง ผ่านกระจกรถเฟอร์รารี่สีขาวคันหรู  นัยน์ตาคู่คมสีอเมทิสต์ หรี่ลงเล็กน้อยยามที่พ้นเขตเงาตึกสูง พบกับแสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องหน้าเขา จนดวงตาสะท้อนเป็นสีม่วงวาววับ

“ท่านเบียคุรันครับ” เสียงทุ้มนุ่มจากคนขับรถดังขึ้น  ร่างสูงเจ้าของรอยสักใต้ตาละวิวด้านนอกมายังชายผมสีเขียวอ่อนมัดรวบยาวสลวยหยิกเป็นลอนเล็กน้อย  “ตกลงท่านคิดยังไงกับวิธีของผมครับ?” เจ้าของดวงเนตรสีใบไม้เหลือบมองผู้เป็นนายเหนือหัวจากกระจกรถ  หนุ่มร่างสูงเรือนผมสีงาช้างเลิกคิ้วสูงแสร้งทำเป็นประหลาดใจก่อนจะแย้มยิ้มระรื่นตอบ

นั่น..หมายความว่าอีกฝ่ายตอบตกลง เห็นด้วยกับแผนการของเขา ทว่า..ทั้งที่คนเสนอควรจะรู้สึกสบายใจ ใบหน้าคมคาบติดหวานเล็กน้อยกลับขมวดคิ้วจนเกือบผูกเป็นโบว์    เบียคุรันเจ้าของฉายากล้วยไม้ขาวสังเกตเห็นสีหน้าแบบนั้นของมือขวาตัวเอง ก็อดเลิกคิ้วสูงประหลาดใจเสียไม่ได้

“เป็นอะไรไปคิเคียวจัง นายควรจะดีใจที่สุดไม่ใช่เหรอไงที่ฉันทำตามแผนของนาย”

 

“ผม..คาดไม่ถึงว่าท่านเบียคุรันจะตกลงทำตามข้อเสนอนั่น” หนุ่มเรือนผมสีเขียวเว้นวรรคพักหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าวต่อ “ท่านไม่สงสารคุณโรคุโดเหรอครับ”  ประโยคนั่น ทำเอาหน้าคมคายชักสีหน้าตะลึง ใบหน้าที่แต่งแต้มรอยยิ้มระรื่นกลับกลายเป็นสีหน้าเรียบเฉยจน..คนจับบังขับพวงมาลัยรถรู้สึกได้ถึงบรรยากาศหนาวเย็นแผ่ออกมาจากเบาะหลังรถยิ่งกว่าเปิดแอร์เสียอีก

 

 

 

“คิเคียวจัง..ฉันกับเด็กดื้อนั่น ก็แค่..ศิษย์กับอาจารย์”

 

 

“เอาของคุณคืนไป…ฉันไม่ได้อยากเป็นเมียของคุณ..เบียคุรัน เจสโซ่..บอสแห่งมิลฟิโอเล่..”  

 

 

“และเรื่องทั้งหมดเป็นแค่บทลงโทษเท่านั้น” ร่างสูงตอบทั้งเสียงเย็นชา   ร่างสูงผมสีเขียวมัดรวบกำพวงมาลัยแน่นจนเหงื่อขึ้นมือ ทนความกดดันขั้นรุนแรงจากนายเหนือหัว ตาคู่คมสีมรกตกลับมาจับจ้องเส้นทางถนนต่อ ไม่เอ่ยพูดอะไรกับบอสมิลฟิโอเล่ตลอดทาง

 

 

.

.

 

“โอเน้ซัง~กลับมาแล้วเหรอค่ะ!!” ยูนิยิ้มดีอกดีใจ เธออยู่ในชุดกระโปรงพร้อยลูกไม้สีขาววิ่งออกมาต้อนรับการกลับมาของพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอ เบียคุรันยิ้มตอบแล้วเอามือขยี้เรือนผมสีดำสนิทไปมา “ไงยูนิจัง..วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง”

“คือว่า..วันนี้นะ…” สองพี่น้องเดินเคียงคู่เข้าไปในบ้าน โดยมีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กผู้หญิงดังไปตลอด เรียกรอยยิ้มขำขันจากพ่อบ้านวัยกลางคน  หนุ่มผมทองสังเกตเห็นว่าคิเคียว บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของกล้วยไม้ขาวยังคงยืนพิงรถยนต์อยู่หน้าคฤหาสน์ไม่ยอมไปไหน สร้างความงุนงงให้แก่ชายผมทองหวี่เรียบแปล้เป็นอย่างมาก

“คิเคียว เป็นอะไรไปสีหน้าไม่ค่อยดีเลย” แกมม่าถาม  คิเคียวมองตอบชายผมทองผู้มีอดีตเป็นถึงมือสังหารยอดเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยพ่อของเบียคุรันและยูนิยังมีชีวิตอยู่  ถึงตอนนี้เจ้าตัวจะหันมาเป็นพ่อบ้าน คอยดูแลความเรียบร้อยต่างๆแทน

“นายยังไม่รู้สินะ แกมม่า” คนสนทนาตอบกลับไม่ใช่หนุ่มผมสีเขียวใบไม้ กลายเป็นชายร่างสูงผมสีแดงมาดเซอร์ตำแหน่งมือซ้ายของเบียคุรัน ชายหนุ่มเดินออกมาจากสวนในบ้าน มือหนาเกาศีรษะตัวเองแรงๆ ตามนิสัยเคยชิน  หากแต่ใบหน้าง่วงอยู่ตลอดนั่นกลับดูจริงจัง เสียจนแกมม่าเริ่มรับรู้ได้ถึงบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก

 

.

.

.

 

“ดีจังเลยที่โอนีซังกลับมาบ้าน เลยมีคนช่วยสอนการบ้านยูนิ” เด็กสาวขีดเขียนคำนวณสมการคณิตศาสตร์ในสมุดข้อสุดท้ายเสร็จ ร่างเล็กปิดสมุดการบ้านลงวางการบ้านทั้งหมดไว้บนโต๊ะรับแขกทำจากกระจกใส  เจ้าตัวยืดแขนขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้มร่าเริงจนเบียคุรันอดหัวเราะไม่ได้

“ฮ่าๆ แต่ฉันได้ยินมา  พักหลังนี่โทรไปหามุคุโร่คุงให้สอนการบ้านให้ไม่ใช่เหรอ” หนุ่มผมขาวกล่าวขึ้น ดวงตาคู่คมมองน้องสาวตัวเองทั้งแววตาเจ้าเล่ห์ ทำเอาเด็กสาวผมดำหน้าเหวอทันที “โอนีซังรู้!!”

“หึหึหึ  รู้พอว่า เธอคิดจะจับคู่ฉันกับมุคุโร่คุงละกัน ไม่งั้นไม่เอาเข็มกลัดนั่นให้มุคุโร่คุงหรอก ใช่ไหมล่ะ” สิ้นเสียงทุ้มนุ่ม

พวงแก้มใสขึ้นสีแดงแปร๊ด อายที่ถูกพี่ชายตัวเองมองแผนการแม่ชักแม่สื่อของเธอออกจนเจ้าตัวต้องก้มหน้างุด หลับสายตาคู่คมตรงหน้าที่จ้องปราดเข้ามาราวกับจะอ่านความคิดในสมองเธอให้หมด

“แหม..โอเน้ซังทั้งใจดี ทั้งสวย ทั้งเก่ง โอนีซังไม่หวั่นไหวบ้างรึไง” ยูนิพูดพร้อมทำหน้าแง่งอนจนแก้มป่อง

“ไม่เลยซักนิด..”  เบียคุรันตอบสั้นๆห้วนๆได้ใจความ พลางยกถ้วยชาสีขาวถ้วยประจำของตัวเองขึ้นมาจิบกาแฟ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนคนเป็นน้องมุ่นคิ้วไม่พอใจออกมา    “ที่สำคัญ..ในสายตาฉัน..เด็กนั่นทั้งดื้อ หัวรั้น เอาแต่ใจมากกว่า”

ดูท่าทางมุมมองของสองพี่น้องที่มีต่อ สาวผมไพลินจะไม่ตรงกันเสียแล้ว   เด็กผู้หญิงเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้ากลมโตถอนหายใจปลงๆ ก่อนยกถ้วยสีชมพูใส่นมอุ่นๆขึ้นมาดื่มจนหมด แล้ววางลงบนถาดรองเข้าชุดที่ตั้งบนโต๊ะรับแขก

เสียงฝีเท้าย่ำลงจากบันได ข้ามผ่านห้องรับแขกไปทำให้เจ้าของคฤหาสน์ทั้งสองหันไปมอง  ยูนิฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริลุกจากโซฟาสีขาววิ่งเข้าไปหาคนๆนั้น “โอเน้ซัง!!หายปวดหัวแล้วเหรอคะ?” มุคุโร่ชะงักฝีเท้า ดวงหน้าสวยค่อนข้างอิดโรยหน่อยฝืนยิ้มหวานตอบเด็กผมสีดำ  พลัน!!นัยเนตรสองสีสังเกตเห็นว่า เบียคุรันกลับมาถึงบ้านแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในพริบตา เจ้าของเรือนผมสีไพลินกำลังจะขยับปากพูดขอตัวไปที่อื่น ทว่า…มือเล็กนิ่มของยูนิกลับจับมือเรียวบางของเธอแล้วพาเดินเข้าไปในห้องรับแขก “มานั่งเล่นเป็นเพื่อนยูนินะคะ โอเน้ซัง” มุคุโร่เห็นรอยยิ้มไร้เดียงสาของยูนิแล้วก็รู้สึกใจอ่อน ในขณะเดียวกันก็กระอักกระอวนใจที่ต้องมานั่งร่วมห้องกับชายหนุ่มผมขาวชี้ไม่เป็นทรงนั่งเท้าคางจิบกาแฟ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับการเข้ามาของหญิงสาวตาสองสี

 

ท้ายสุด..เจ้าของแพรไหมสีน้ำเงินทำตามเด็กหญิงผมดำอย่างว่าง่าย หย่อยก้นลงบนโซฟาตัวยาวสีขาวข้างๆเจ้าของเรือนผมดำ โดยที่เจ้าของรอยสักใต้ตานั่งกระตุกยิ้มที่มุมปากอยู่บนโซฟาสีขาวฝั่งตรงข้าม   ดวงหน้าสวยมุ่นคิ้วหงุดหงิดชายเรือนผมสีงาช้างที่ทำท่าเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่กลับมีรอยยิ้มเยาะเย้ยที่เธอมิอาจปฏิเสธคำขอร้องของยูนิ

 

“เห็นยูนิเล่าว่า..เธออาเจียน” มือหนาวางถ้วยกระเบื้องสีขาวลายดอกกล้วยไม้ลงบนจานรองเข้าชุด เนตรคู่คมสีน้ำแข็งเหลือบมาจ้องมองใบหน้าสวยโฉบเต็มๆตา    มุคุโร่หรี่ตามองอีกฝ่าย ก่อนจะเหยียดยิ้มเย้ยหยั่นออกมา พร้อมยกขาเพรียวขึ้นมาไขว่ห้าง โดยมิเกรงกลัวว่าชายหนุ่มผมขาวจะเห็นกางเกงในลูกไม้สีครีมใต้ชุดเดรสโกธิคสีดำพร้อยลูกไม้

“คึหึหึ คุณสนด้วยรึไงคะ?”

 

เบียคุรันยักไหล่ไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงเหยียดหยามของมุคุโร่ หน้าคมคายยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มระรื่นน่าหมั่นไส้เช่นทุกครา

“ก็…ไม่ได้อยากสนหรอกนะ…ฉันไม่อยากนอนแล้วมีกลิ่นอ้วกติดเตียงแค่นั้นเอง” พลันมุคุโร่รู้สึกหน้าตัวเองชาวาบ ทั้งโกรธทั้งอับอาย กับคำพูดที่สามารถตีความหมายสองแง่สองง่าม ว่าเธอร่วมเตียงกับผู้ชายคนนี้เป็นกิจ  ขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดตรงกลางใจแปลกประหลาด แค่เขาพูดทำนองว่ารังเกียจ..แค่นั้น…

 

“อะ..เออ…เอางี้ดีกว่า วันนี้โอเน้ซังไปนอนห้องยูนิไหมคะ” ดวงตากลมโตสีฟ้ามองพี่ชายตัวเองสลับกับสาวสวยเรือนผมไพลินโต้ตอบไปมา จนรู้สึกถึงรังสีทะมึนแผ่นกระจายออกมาจากสาวตาสองสี เห็นท่าว่าคงไม่ดีแน่ หากปล่อยไปแบบนี้ ยูนิจึงตัดสินใจโพล่งพูดแทรกหาหนทางแก้ไข   คำชวนของยูนิทำเอามุคุโร่ตาโต ส่วนเบียคุรันถึงกับหุบยิ้มไปในทันที

 

“คึหึหึ นั่นสินะยูนิจัง ยังไงซะ..ผู้หญิงก็ควรจะนอนกับผู้หญิง” มุคุโร่แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ เห็นหนทางหนีการร่วมเตียงกับบุรุษเรือนผมหิมะ   นัยน์เนตรสองสีปรายตามามองเจ้าของบ้านที่เริ่มทำหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่นั่นกลับทำให้สาวผมน้ำเงินยาวสลวยรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก  ร่างบางเขยิบตัวเข้าไปใกล้ยูนิ ก่อนจะสวมกอดคอระหงอีกฝ่ายไว้พร้อมเอนศีรษะซบเรือนผมสีดำเงางาม  ปากอิ่มสีชมพูยิ้มเย้ายวนปนเยาะเย้ยใส่คนตรงหน้า  “ใช่ไหมคะ อาจารย์เบียคุรัน” เสียงหวานล้ำที่หายไปนานกลับมาอีกครั้ง   เบียคุรันจ้องมองมุคุโร่ที่กอดยูนิแน่นจนเด็กสาวผมดำชักสีหน้าไม่มั่นใจ ว่าไอ้แผนชวนมุคุโร่ไปนอนที่ห้อง จะยุติสงครามน้ำลายของคนสองคน หรือยุให้มันหนักว่าเก่ากันแน่ ?

 

 

ยูนิทำอะไรผิดไปรึเปล่าค่ะเนี่ย? = =;;

 

 

เจ้าของเรือนผมสีหิมะมุ่นคิ้วลงจนเกือบขมวดเป็นปม ทว่า…ดวงตาสีฟ้าใสกลับสั่นระริก ฉีกยิ้มกว้างๆจนตาเกือบปิด ทำเอาคนงามขนลุกซู่  และยิ่งเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นเดินมานั่งประกบข้างยูนิ  ยิ่งทำให้ดวงเนตรต่างสีหรี่มองด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ

 

“ยูนิ เราสองคนไม่ได้นอนเตียงเดียวกันมากี่ปีแล้วนะ?” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถาม  ยูนิเลิกคิ้วแปลกใจ นิ้วเรียวแตะปากอิ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบคำถามพี่ชายตัวเอง “ก็…เริ่มแยกห้องนอนตอนยูนิอายุ 5 ขวบ เอ๋!!!โอนีซังถามทำไมคะ?”

เบียคุรันจ้องมองสีหน้าฉงนของดวงหน้ากลมขาวผ่องตัดเรือนผมสีรัตติกาล เหมือนกับสีหน้าของมุคุโร่ในตอนนี้

“แหม… เราสองพี่น้องก็ไม่ได้นอนห้องเดียวกันนานแล้วนี่นา ไหนๆก็แล้ว…”  เบียคุรันฉีกยิ้มหวานให้ยูนิ แต่ดวงตากลับจ้องมองมุคุโร่ แถมยัง..ฉายแววเจ้าเล่ห์จนหญิงสาวอกยกไหล่สูง หวาดเสียวกับแผนการของอีกฝ่าย

“วันนี้ฉันอยากจะนอนกับยูนิ จะได้ไหม?”  ไอ้สีหน้าออกไปทางอ่อนโยน ราวกับเทวดามาโปรดนั่นหลอกได้แม้กระทั้งน้องสาวแท้ๆตัวเอง ยูนิฉีกยิ้มร่าดีอกดีใจจนแก้มขึ้นสีชมพูระเรื่อ ขณะที่มุคุโร่หน้าซีดเผือก

“จริงเหรอคะ!!!ว้าวๆดีจังเลย ยูนิจะได้นอนเล่นกับโอนีซังเหมือนสมัยเด็กๆด้วย โอเน้ซังก็มานอนด้วยกันนะ”  สีหน้าคาดหววังสุดๆ จนตากลมโตส่องประกายวิบวับนั่น ทำเอาปากอิ่มที่กำลังขยับหยุดลง และทำได้เพียงก้มหน้าก้มตากล่าวด้วยเสียงอ่อนแรง “อะ..อืม…”

 

ระหว่างที่เรือนผมดำกำลังดีอกดีใจอยู่นั้น  เจ้าของเรือนผมสีไพลินอาศัยจังหวะนี้มองค้อนใส่ชายผมขาว  เบียคุรันสบตาเขียวปั๊ดคู่นั้น หน้าคมคายยิ้มมุมปาก ก่อนหันไปสนทนากับยูนิต่อ ทำเป็นไม่สนใจมุคุโร่

 

-ไอ้เผือกตอแหล!!!-

 

 

 

.

.

 

ท้องฟ้ายามรัตติกาลมาเยือนอีกครั้ง วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่มุคุโร่จะได้พักอาศัยอยู่ที่นี้ ตามการกักขังของเบียคุรันที่บอกกล่าวกับวาตาริ พ่อบ้านของเธอ   เจ้าของผมสีไพลินยาวสลวยเปียกปอนน้ำเดินออกมาจากห้องน้ำในตัวห้องนอนของหนุ่มร่างสูง  ร่างเพรียวใต้ชุดคลุมอาบน้ำสีขาวที่แกมม่าจัดหามาให้เดินตรงไปยังเตียงกว้างสี่เสาไร้ร่างเจ้าของห้อง ซึ่งตอนนี้ได้ล่วงหน้าไปรออยู่ในห้องของยูนิแล้ว   ดวงหน้าสวยมองชุดนอนผ้าลื่นสีชมพูอ่อนๆ ตัวเดิมที่ยูนิเคยให้ยืมใส่ในวันที่เธอเข้ามาเหยียบคฤหาสน์หลังนี้ครั้งแรก  ถูกเตรียมไว้โดยแกมม่าอีกเช่นกัน

 

“เฮ้อ….” มุคุโร่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อุตส่าห์ได้ที หาโอกาสหนีหน้าเบียคุรันแล้วแท้ๆสุดท้ายเหลวไม่เป็นท่า  มือเรียวดึงสายรัดผ้าออกปล่อยให้ชุดคลุมอาบน้ำไหลลงตามผิวกายลื่นเนียนขาวอมชมพูระเรื่อ แล้วหยิบเอาชุดนอนโลลิต้านั่นมาสวมใส่  ปกติแค่ใส่ชุดแนวนี้ก็อายจะแย่อยู่แล้ว และยิ่งชุดนี้ออกจะเล็กๆแถมสั้นเสียจนเกือบเห็นกางเกงในอีก..

 

“บ้าชะมัด!!” ปากอิ่มกัดฟันแน่น ยิ่งคิดว่าคืนนี้เบียคุรันต้องเห็นเธอในสภาพนี้ก็อายจนจะแย่อยู่แล้ว ก็ยิ่งโมโหตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้   ขณะนั้นเอง…ดวงเนตรเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่ใกล้สองทุ่มทุกที  ทำให้หญิงสาวตาสองสีต้องรีบเดินไปห้องยูนิให้เร็วที่สุด ตามเวลาที่นัดกันไว้

 

 

ไม่งั้นมีหวัง…ได้เจอเรื่องสัปดลจากอาจารย์ไร้จรรยาบรรณนั่นแน่ๆ!!!

 

 

 

 

ขาเพรียวยาวดุจนางแบบทั้งคู่หยุดอยู่หน้าประตูห้องนอนของยูนิ  มุคุโร่สูดลมหายใจลึกๆ ทำใจเผชิญหน้ากับเบียคุรัน

มือเรียวเอื้อมจับลูกบิดและ…..

 

 

แอ๊ด!!!!!

 

“โอเน้ซัง!!!มาแล้ว!!” ประตูห้องนอนของยูนิเปิดไม่ทันพ้นขอบบานดี ร่างเล็กของยูนิในชุดนอนกระโปรงสีขาวแขนยาวกระโดดพุ่งเข้ามากอดเอวมุคุโร่แน่น ทำเอาร่างงามผงะไปครู่หนึ่ง  ก่อนปรับสีหน้าตกอกตกใจมาเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนจากใจให้เด็กหญิงตัวเล็ก  ปล่อยให้มือเล็กจูงมือเธอเดินเข้าไปในห้อง ทันใดนั้น ดวงเนตรคู่งามเห็นร่างสูงผมขาวอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงอ่านหนังสือ เขาอยู่ในชุดนอนเรียบง่าย เสื้อยืดกางเกงแขนขายาว ที่สำคัญ..ยังคงเป็นสีขาวเช่นเดิมจนร่างงามอดแขวะใส่เสียไม่ได้

 

“ชีวิตนี้ จะมีแต่สีขาวอย่างเดียวรึไงคะ?”  เสียงหวานล้ำเอ่ยพูด  เบียคุรันหยักยิ้มตอบกลับโดยที่ตายังคงมองตัวอักษรในหนังสือ

“หึหึหึ ใครจะไปเหมือนเธอล่ะ บางวันก็กางเกงในสีครีม บางวันก็สีดำ บางวันก็สีชมพู อารมณ์แปลกๆก็เป็นสีแดงซะงั้น”  คำโต้กลับมานั่น ทำเอามุคุโร่หน้าร้อนผ่าวยิ่งกว่าเคยเป็นมาไหนๆ  ร่างบางแยกเขี้ยวใส่ขึ้นเสียงใส่ทันที

“คุณมันโรคจิต!!”

 

 

“หึหึหึ” เบียคุรันหัวเราะในลำคอยิ้มมีชัย ตาคู่คมละสายตาจากหนังสือมามองหญิงสาวผมน้ำเงินเพียงเพื่อหวังจะได้เห็นสีหน้าอับอายปนโกรธ   พลัน!!ราวกับโลกหยุดหมุน ร่างสูงผมขาวแทบเกือบหยุดหายใจในทันที เบิกตากว้างตะลึงมองร่างเพรียวผมสีไพลินในชุดนอนตัวเล็กน่ารักสีชมพูพร้อยลูกไม้แบบโลลิต้า

“อะแฮ่ม..โอนีซัง” ยูนิกระแอมไล่เสียง ตากลมโตใสซื่อนั่น ไม่น่าเชื่อว่าจะทำหูตาแพรวพราว หรี่มองพี่ชายตัวเองอย่างมีเล่ห์นัย เรียกสติของเบียคุรันกลับมา  หนุ่มร่างสูงปรับสีหน้าให้ปกติด้วยการฉีกยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาว แล้วหันกลับไปอ่านหนังสือในมือต่อ แม้ว่ามือของเขาจะสั่นเท้าจนตัวเองรู้สึกได้…

 

 

…ว่าหัวใจของตน เต้นแรงเพียงใด…

 

 

ยูนิเดินขึ้นเตียงกว้างใหญ่ของเธอปูผ้าสีชมพูหวานจ๋อย ผิดกับห้องของพี่ชายที่กลายเป็นสีขาวเสียเกือบหมด  เด็กหญิงผมดำขึ้นนอนอยู่ตรงกลางระหว่างเบียคุรันและมุคุโร่  ดวงหน้าหวานน่ารักฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ แล้วเริ่มพูดทั้งเสียงเจื้อยแจ้วตามประสาเด็กไร้เดียงสาทั่วๆไป   “ดีจังเลยค่ะ..วันนี้ได้นอนกับโอนีซังและก็โอเน้ซังด้วย รู้สึกอุ่นดีจังเลย..”

“ฮ่าๆงั้นเหรอ ฉันนึกว่ายูนิจะอึดอัดซะอีก” เสียงทุ้มกล่าวทั้งรอยยิ้มร่า  มือหนาบีบจมูกเล็กของยูนิเล่น  กริยานั่นทำเอาดวงเนตรสองสีจ้องตาไม่กระพริบ กับมุมมองแบบพี่น้องของคนทั้งสอง..มุมมองของร่างสูงผมขาวที่เธอไม่เคยเห็น

“ง่ะ!!โอนีซังอย่าบีบสิ!!เดี๋ยวแดงโร่เหมือนวันนั้นหรอก!!!วันนั้นทั้งเพื่อนทั้งอาจารย์ถามกันใหญ่ว่าไปทำอะไรมา ยูนิโกหกจนลิ้นพันเลยนะ!!อายแทบแย่!!” ยูนิเอามือปัดมือหนาของอีกฝ่าย พลางลูบจมูกตัวเองพร้อมทำหน้ามุ่ยใส่  เรียกเสียงหัวเราะจากหนุ่มผมขาวรอยสักใต้ตา  ส่วนมุคุโร่เองยังอดแอบยิ้มขำๆกับท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของยูนิเสียไม่ได้

“นี่..โอนีซัง..ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่ เวลานอนด้วยกันคงรู้สึกอุ่นแบบนี้สินะคะ “  เสียงใสเอ่ยถาม  ทันใดนั้นหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มระรื่นกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้มเรียบเฉยชั่วขณะ ก่อนคลี่ยิ้มน้อยๆออกมา  มุคุโร่ดูออกมาอีกฝ่ายนั้นฝืนยิ้มพลางสงสัยในคำพูดแสนเศร้าของยูนิ ที่สะท้อนตัวตนของเธอยามเยาว์วัยออกมา

 

 

 

พ่อแม่ของยูนิกับเบียคุรัน…เหมือนกับ..พ่อแม่ของเรา…

 

 

ยูนิเห็นรอยยิ้มบางๆของพี่ชายตัวเอง จึงยิ้มหวานตอบก่อนเปลือกตาบางเริ่มหนักอึ้งเรื่อยๆและปิดสนิทในที่สุด

เสียงลมหายใจถี่สม่ำเสมอของเด็กผู้หญิงผมดำทำให้คนทั้งสองรับรู้ว่า ยูนิเข้าสู่นิทราไปเสียแล้ว เบียคุรันใช้มือเกลี่ยปอยผมสีดำบนหน้าใสของน้องสาวเองออก ก่อนจะเหลือบตามายังเรือนผมสีไพลินที่มองตนไม่วางตา  มุคุโร่สะดุ้งเล็กน้อยยามถูกอีกฝ่ายรู้ตัวว่าเธอแอบมองการกระทำแสนอ่อนโยนนั่นมาตลอด อัญมณีสีไม่เข้าคู่เฉหลบตาอีกฝ่ายทันทีพร้อมๆกับสีหน้าแดงเข้มดั่งลูกมะเขือเทศสุก

“สงสัยเรื่องพ่อแม่ฉันเหรอ?”   เบียคุรันถามอย่างรู้ทัน มุคุโร่หน้าชาเมื่อรู้ว่าถูกอีกฝ่ายอ่านใจอีกหน ยิ่งทำให้ดวงหน้าสวยก้มงุดซุกลงกับหมอนสีชมพู  ปฏิกิริยาเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูออกมาจากปากหนาได้รูป

 

 

 

โดยไม่รู้ตัว…

 

 

ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับ ภายในห้องยังคงความเงียบของยามราตรี ดวงเนตรสีฟ้าอ่อนสะท้อนแสงโคมไฟสีส้มจนเห็นเป็นสีม่วงเรืองรอง หันไปมองท้องฟ้าสีดำประดับดวงดารานอกหน้าต่าง  แล้วเริ่มเล่าเรื่องของตัวเขาเองถึงจะไม่มีเสียงขอร้องจากอีกฝ่ายให้เล่าให้ฟังก็ตามที  “พ่อของฉันตายไปด้วยอุบัติเหตุทางรถตอนฉันอายุ 6 ขวบ “ เสียงทุ้มเว้นวรรคเงียบระยะหนึ่ง มุคุโร่เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงผมสีพิสุทธิ์หันหน้าไปมองหน้าต่าง จนเธอไม่รู้ว่าชายที่แสนอันตรายผู้นี้..มีสีหน้าเช่นไร

“ช่วงนั้นแม่ตั้งท้องยูนิอยู่ พอยูนิคลอด..แม่..ก็จากไปอีกคน”  ใบหน้าสวยเบิกตากว้างตกตะลึง  จังหวะเดียวกันเบียคุรันหันกลับมาสบตาสองสีสั่นระริกคู่งามเบื้องหน้า  ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยไร้ซึ่งรอยยิ้มเสแสร้ง หรือจะเจ้าเล่ห์เจ้าทนก็ตามที

“เจสโซไม่มีญาติที่ไหนอีก…ฉันจึงต้องเลี้ยงดูยูนิมาตั้งแต่เล็กๆ ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตลอด แต่ก็ไม่พอใช้ สุดท้าย..ก็ต้องเลือกที่จะเข้ามาเป็นมาเฟีย” อดีต เบื้องหลังอันแสนเศร้าผ่านโสตประสาทของสตรีผมไพลินยาวสลวย  ดวงหน้างามรู้สึกเศร้าไปด้วยกันกับชีวิตที่แสนทุกข์ทรมาน   สาเหตุที่คนๆนี้ยอมเข้าสู่วงการมือเปื้อนเลือด

 

 

 

 “เห็นแบบนี้ฉันก็ต้องทำอาหารเป็นนะ ไม่ใช่ลูกคนรวยมีพ่อบ้านมาทำให้กินเหมือนเธอนี่ “

 

คำพูดของหนุ่มผมขาวตอนทำไข่เจียวให้เธอ ดังก้องชัดในหัว ข้อความนั่นถึงจะเหมือนถากถางเธอ ขณะเดียวกันมันก็สะท้อนวิถีชีวิตของเขากว่าจะมาเป็นดั่งวันนี้…

 

 

 

ชีวิตวัยเด็กแสนมืดหม่น เลยทำให้กลายเป็นคนป่าเถื่อน เอาแต่ใจ สินะ

 

 

 

“เธอยังโชคดีที่มีพ่อบ้านซื่อสัตย์ และก็มีคุณเซเมอยู่..” หนุ่มผมขาวพูดจี้ใจดำมุคุโร่ หากเป็นปกติเธอคงเถียงชิดฝาไปแล้ว แต่ตอนนี้พอรู้เรื่องแสนทุกข์ทรมานของอีกฝ่าย ของชายหนุ่มเทวดาสีขาวจอมปลอมผู้นี้….

“ฉันเชื่อว่า ปู่ของเธอเองก็รักเธอ เหมือนกับที่ฉันรักยูนิ” มือหนาลูบหัวน้องสาวตัวเองเบาๆ ตาคู่คมฉายแววอ่อนโยนยามมองใบหน้าหลับพริ้มของน้องสาวที่เขายอมเจ็บยอมตายได้ เพียงเพื่อให้เธอมีชีวิตที่ดี   หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินยาวสลวยดั่งผ้าแพรไม่โต้ตอบกลับ  นอนตะแคงฟังอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ….

 

เงียบ….จนเงียบเกินไป…

 

 

เบียคุรันมุ่นคิ้วฉงนที่ไร้ซึ่งเสียงหวานล้ำคอยพูดจาประชดประชันเขาได้ตลอดเวลา  ตาสีอเมทิสต์ยามต้องแสงโคมไฟจนเห็นเป็นสีม่วง ละจากหน้าของยูนิ มายังนักเรียนสาวร่างเพรียว…

 

 

หลับ…สนิท….

 

หนุ่มผมขาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ระอาใจกับการหลับไปโดยไม่บอกไม่กล่าวของมุคุโร่   ร่างสูงยันตัวขึ้นมานั่งมองน้องสาวตัวเองกับสตรีผมสีไพลินยาวสลวยนอนกอดกันตัวกลม หลับพริ้มไม้รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น

 

“หึหึหึ “  ชายผมขาวหัวเราะในลำคอ พลางยิ้มบางๆจากใจจริงให้แก่หญิงทั้งสอง  มือหนาเอื้อมไปปิดไฟตรงหัวโต๊ะและล้มตัวลงนอนในที่ของตัวเอง  วงแขนแกร่งกว้างใหญ่โอบกอดร่างของน้องสาวตัวเองไว้..และ..ร่างของเด็กสาวตาสองสี

 

 

ฮิบาริคุง..ฉันควรทำไงดี..ฉันคงไม่กำลังรักเด็กนั่นใช่ไหม”

ใช่…แกรักเด็กนั่น..รักเด็กดื้อชื่อโรคุโด มุคุโร่” 

 

 

“มาเฟีย..ไม่สมควรมีความรัก…” หนุ่มผมขาวชี้ไม่เป็นทรงรำพึงกับตัวเอง  ประโยคที่คนในแวดวงการดำมืดควรระลึกเสมอ  ไม่ว่ายังไง…หากก้าวข้ามมาเส้นทางนี้แล้ว…ไม่มีทางถอยกลับ..ไม่มีทางหลุดพ้น

 

 

และหมดสิทธิ์ที่จะมีความรัก…

 

 

เขารู้ตัวว่าเริ่มรักเด็กดื้อหัวรั้นคนนี้..รู้ว่ารักและแน่ชัด ในวันที่พวกไกโดคิดจะข่มขืนเธอ…

 

 

แกจะทนได้ไหม ถ้าเจ้าสัตว์กินพืชล้มลุกนั่นไปคบกับผู้ชายอื่น แต่งงานกับผู้ชายอื่น อยู่กินกับผู้ชายอื่น หรือแม้กระทั้งนอนกอดกับคนอื่นที่ไม่ใช่แก”

 

 

ทำใจไม่ได้หากต้องปล่อยเธอไป…ทำใจไม่ได้หากเธอเป็นของๆคนอื่น…

แต่…เขาเป็นมาเฟีย อันตรายเกินไป….

 

 

 

และเธอ..คงจะรังเกียจฉัน…

 

“ขอแค่เวลานี้…” เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบา กระชับอ้อมแขนให้คนทั้งสองเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น  ความรู้สึกที่พยายามหักห้ามใจมานานแสนนาน

 

 

เวลา…ที่จะได้อยู่กับคนรัก…สุดหัวใจ

 

 

“แค่ตอนนี้..ก็พอแล้ว…”

 

 

 

TBC

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s