[AuFic KHR][10069]punish for you/Part36

[AuFic KHR] punish for you

Paring : 10069(สายC)

Rate: Nc 21

Story by :blood_hana

 

+++++++++++++++++++++++++++++

 

Part 36

 

 

 

 

 

ทั้งที่นภายังคงสีคราม สว่างสดใส วันใหม่ๆ ที่ควรจะเริ่มสิ่งใหม่ๆ หากแต่..ใจของหญิงสาว..โรคุโด มุคุโร่ หาได้เป็นเช่นนั้น

 

ใบหน้าสวยซุกแนบติดชิดกับหัวเข่า เนิ่นนาน…ตั้งแต่เขาคนนั้น..เบียคุรัน เจสโซ่ เดินออกไปจากบ้านของเธอ หญิงสาวเรือนผมสีไพลิน ก็ได้แต่กอดเข่าร้องไห้บนโซฟาในห้องรับแขก นั่ง…ไม่ยอมขยับไปไหนจนถึงยามเช้าของวันพรุ่ง แสงแดดสีเหลืองทองอ่อนๆจากดวงอาทิตย์ปริ่มขอบฟ้า สาดส่องผ่านม่านสีขาวกระทบร่างเล็กสั่นเท้านั่น

 

 

 

น่าเวทนาเหลือเกิน…

 

 

 

 

 

กิ๊งก๊อง!!!!

 

 

 

กริ่งหน้าบ้านส่งเสียงดัง เรียกสติจากร่างบอบบางเรือนผมสีน้ำเงินยาวสลวย ใบหน้างดงามค่อยๆละจากหัวเข่าอย่างเชื่องช้า ดวงตาสองสีคู่งามบวมเบ่งและแดงจากการร้องไห้หนักหน่วง เหลือบมองไปยังกระจกหน้าต่างบานใหญ่ตรงห้องรับแขก เพื่อดูว่าใครมาหาเธอในเวลาเช้าๆแบบนี้…

 

“อาจารย์..ฮิบาริ?” มุคุโร่พึมพำเสียงแผ่วเบา หญิงสาวรีบเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มนุ่มทั้งสองอย่างลวกๆ พลางจัดเสื้อคลุมให้เข้าที่ มิดชิดที่สุด เดินออกไปเปิดประตูบ้าน แล้วตรงดิ่งไปยังรั้วใหญ่หน้าบ้าน

 

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ อาจารย์ฮิบาริ มีอะไรรึเปล่าคะ?ถึงได้มาหาฉันแต่เช้า” มุคุโร่เอ่ยถามทั้งรอยยิ้มเฝื่อนๆ หากเป็นปกติเธอคงจะยียวนกวนประสาทอีกฝ่าย ให้หน้าขรึมๆนั่นช้ำแดงด้วยความโมโหโกรธา  แต่เวลานี้อารมณ์ของหญิงสาวไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะทำแบบนั้นได้ หน้ากากที่เคยสวมใส่ หน้ากากแห่งมายา หลอกลวง เสแสร้งปิดบังความอ่อนแอ มันร้าวจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว

 

 

 

ฮิบาริ เคียวยะ เบิกตากว้างชั่วขณะ ยอมรับว่าตัวเขาเองก็ตกใจกับสภาพทรุดโทรมหาได้มีความสง่างามสมฉายา ราชินีแห่งวองโกเล่  คุณหนูแสนเย่อหยิ่งเอาแต่ใจบัดนี้กลับดูเศร้าหมอง อ่อนแอ แสนบอบบางเหลือเกิน…

 

“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ” ฮิบาริปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

 

มุคุโร่นิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะปลดกลอนประตูรั้วเล็ก ให้อีกฝ่ายเข้ามา “ถ้างั้น..ก็เชิญค่ะ”

 

อาจารย์หนุ่มฝ่ายปกครองล็อคมอเตอร์ไซต์สีดำคันงามไว้หน้าคฤหาสน์ตระกูลโรคุโด แล้วจึงเดินตามแผ่นหลังของหญิงสาวทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลโรคุโด เข้าไปในตัวคฤหาสน์หินอ่อนหลังใหญ่นี่…

 

 

 

 

 

“อาจารย์..มีอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ?” มุคุโร่ถามเสียงแผ่วเบา ระหว่างที่เธอนำน้ำมาเสริฟ์ให้อาจารย์ผู้แสนเคร่งขรึม ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตรงข้ามกับที่นั่งประจำของเธอ

 

“คนใช้ในบ้านหายไปไหน?” หนุ่มร่างสูงผมสีรัตติกาลเอ่ยถาม

 

“กลับบ้านหมดแล้วค่ะ…ฉันให้พวกเขากลับไปเอง..” มุคุโร่ตอบทั้งรอยยิ้มสมเพช..สมเพชชีวิต และสมเพชการกระทำของตัวเอง พูดให้ถูกต้องก็คือ.เธอไล่พวกคนใช้ออก เพราะรู้แก่ใจว่าพวกนี้มีแต่ปั้นหน้าเสแสร้ง ลับหลังนินทาเจ้านายให้แซ่ดนอกจากวาตาริแล้ว เธอก็ไม่ไว้ใจใครอีก..แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยการที่เธอต้องดูแลคฤหาสน์หลังใหญ่นี่เพียงคนเดียวก็ตามที

 

ฮิบาริสังเกตเห็นว่ามุคุโร่มีใบหน้าที่แดงช้ำ โดยเฉพาะขอบตา ซึ่งทำให้เขารู้ว่าเด็กสาวคนนี้ผ่านการร้องไห้มาหนักหน่วง ส่วนสาเหตุนั่น..เขารู้แก่ใจว่าคืออะไร? ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงตีสีหน้าเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา

 

“ฉันจะมาบอกว่า เบียคุรัน จะเดินทางไปอิตาลีวันนี้ตอน 10 โมงเช้า” ร่างสูงกล่าวขึ้น มุคุโร่ที่นั่งนิ่งเหมือนศพไร้ชีวิตถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าสวยซีดเซียวเริ่มเหย่เกเล็กน้อย ปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นสีแดง ดวงเนตรสองสีคลอเบ้าด้วยน้ำตา ยังไม่ทันน้ำตาจะไหลอีกระลอก เจ้าตัวกลับเงยหน้าขึ้น กลอกตาขึ้นมองเพดานครู่หนึ่งเพื่อกลั้นน้ำตา แล้วจึงกลับมายิ้มหยั่นพร้อมสบตาสีนิลคู่คมกริบเบื้องหน้า

 

“แล้วมาบอกฉัน..ทำไมคะ?”

 

“บอก..เพื่อต้องการความแน่ใจ”ฮิบาริตอบ สบตาสองสีที่เต็มไปด้วยแววตาเจ็บปวดรวดร้าว เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วถึงพูดต่อ “ตอนนี้ยังทันอยู่..จะไปส่งไหม”

 

โรคุโด มุคุโร่ เบิกตาสีสวยของตนเล็กน้อย ขนตาแพยาวหลุบต่ำลง หลบสายตาเย็นชาของฮิบาริ “ฉัน…..”

 

 

 

 

 

.

 

.

 

 

 

สนามบินอัดแน่นไปด้วยผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างถิ่น ต่างภาษา บ้างก็ลงมาจากเครื่องเพื่อเข้าสู่แดนญี่ปุ่น และบางส่วนก็เตรียมตัวเดินทางออกจากประเทศแดนปลาดิบเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางอื่นๆ

 

เบียคุรัน เจสโซ่ ยืนล้วงกระเป๋ามองป้ายตารางเวลาของสายการบิน ก่อนจะหลุบตาสีฟ้าอ่อนคู่คมมายังนาฬิกาโรแล็กซ์สีเงินหรูหรา “ใกล้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ ยูนิจัง” หนุ่มผมสีขาวหันหลังกลับไปยิ้มกว้างให้น้องสาวผมสีดำขลับ ใบหน้าเยาว์วัยน่ารักดูหม่นหมองลง จนพี่ชายอดเลิกคิ้วสงสัยเสียไม่ได้ ร่างสูงในชุดสูทสีขาวสะอาดเดินตรงเข้ามาใกล้น้องสาว ก่อนจะย่อตัวลงนั่งจนหน้าคมอยู่ในระดับเดียวกับความสูงของเด็กหญิง

 

 

 

“เป็นอะไรไปยูนิจัง ทำหน้าเหมือนคนปวดท้องอย่างงั้นแหละ” เบียคุรันถาม

 

“โอนีซัง…คิดดีแล้วเหรอคะ?” ยูนิพูดทั้งเสียงสั่นเครือ ดวงตาสีฟ้ากลมโตสบตาสีฟ้าอมม่วงของอีกฝ่าย ใบหน้าของคนหนุ่มที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม หายไปทันที ดูเหมือนว่าพี่ชายของเธอจะเข้าใจว่าสิ่งที่เธอต้องการจะพูดนั้น…คืออะไร?

 

“ยูนิ…เรามาไกลขนาดนี้แล้วนะ…และพี่ก็กำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวเรา” ใช่แล้ว…เพื่อที่เราสองพี่น้องจะได้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งโลกมาเฟีย ใช่ชีวิตโดยไม่ต้องระแวงหลังไปจนตาย…

 

“แล้ว..โอเน้ซัง…จะบอกว่าโอเน้ซัง..ไม่ใช่ครอบครัวของเรา..เหรอค่ะ…ทั้งๆที่..โอเน้ซังกำลังตั้งท้องกับโอนีซัง..โอนีซังจะทิ้ง..”

 

“ถ้ายูนิยังไม่หยุดพูดเรื่องนี้ อย่าหาว่าพี่ไม่เตือน” เบียคุรันชักสีหน้าดุดันออกมา ทำเอาเด็กหญิงที่กำลังน้ำตาไหล ชะงักเสียงสะอื้น ปากเล็กปิดสนิทราวกับถูกรูดซิปไว้ แกมม่าเห็นท่าไม่ดีจึงละจากการเข็นสัมภาระต่างๆมาคอยเบรกทัพสองพี่น้องตระกูลเจสโซ “เกิดอะไรขึ้นครับ? แกมม่าถามเสียงสั่นหน่อยๆ กลัวว่าหัวหน้าแก๊งมิลฟิโอเล่จะเดือดดาลออกมาเสียก่อน ก็เวลาพี่ท่านโกรธที  ใครก็ฉุดไม่อยู่นี่หว่า!! เผลอๆช้างยังฉุดไม่อยู่เลยยยย

 

หนุ่มร่างผมสีพิสุทธิ์เหลือบตามองพ่อบ้านผมสีทองเรียบแปล้ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วกลับมายิ้มแย้มอีกครั้งแก่น้องสาว “ยูนิ..พี่ตัดสินใจแล้ว และจะไม่คืนคำด้วย..” เบียคุรันยืดตัวยืนขึ้น เสียงเตือนจากโอเปอเรเตอร์ดังไปทั่วสนามบิน ซึ่งเป็นเครื่องที่จะมุงหน้าไปสู่ อิตาลี…

 

แกมม่า คิเคียว ซาคุโร่ และบลูเบล รู้หน้าที่ รีบขนสัมภาระของตนและเจ้านายทั้งสองนำหน้าไปก่อน  เหลือเพียงแค่เบียคุรันและยูนิ  เด็กผู้หญิงเงยหน้ามองใบหน้าคมคายของพี่ชายเธอ..พี่ชายที่แบกรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพื่อครอบครัว มีความทุกข์มากกว่าใครแต่เก็บซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มเทวดา  “แต่..จากนี้ไปชีวิตของโอนีซัง..จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ได้รักไปตลอดชีวิตนะคะ”

 

พลัน!!สีหน้าของเบียคุรันเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง เป็นสีหน้าวิตกกังวล ลำบากใจ และเศร้าหมอง ก่อนจะขยับยิ้มบางๆให้น้องสาวพลางใช้มือหนาขยี้ศีรษะอีกฝ่ายแรงๆ “ไม่รักวันนี้ ก็ต้องรักวันหน้า ไม่งั้นจะมีคลุมถุงชนเหรอ ยูนิจังยังเด็ก เดี๋ยวโตก็เข้าใจเองแหละ”

 

ร่างสูงค่อยปล่อยมือจาเรือนผมสีดำสวย แล้วส่งยิ้มชวนละลายหัวใจให้น้องสาว…หากแต่รอยยิ้มนั้นหาได้เสแสร้ง เป็นรอยยิ้มมาจากหัวใจ “ไปกันเถอะ ยูนิ   เดี๋ยวเดลล่าจะรอนาน”

 

ยูนิพยักหน้าหงึกหงักแล้วเดินเคียงคู่กับพี่ชายไป…ไม่ว่าพี่ชายจะเลือกเส้นทางใด..ในฐานะน้องสาวเธอเองก็เป็นแค่คนนอก

 

และสิ่งที่ดีที่สุด..คือการยอมรับในสิ่งที่พี่ชายเลือกเอาไว้…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์แสนคุ้นหูดังจากหน้าเรือนญี่ปุ่นโบราณขนาดใหญ่ ทำให้ซาวาะ สึนะโยชิ ผู้อำนวยการวัยเยาว์แห่งโรงเรียนวองโกเล่ ในชุดยูกาตะสีขาวละจากการนอนกลิ้งเกลือกอ่านหนังสือในห้องรับแขก วิ่งออกเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน

 

“กลับมาแล้วเหรอครับ คุณฮิบาริ” สึนะขยับยิ้มหวาน

 

ฮิบาริพยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงถอดเสื้อสูทนอกสีดำสนิทออก ส่งให้ชายร่างเล็กเรือนผมสีน้ำตาลฟู

 

ขายาวใต้กางเกงแสลตสีดำเดินตรงไปยังห้องรับแขกในบ้านของเขาและทรุดลงนั่งบนเบาะประจำของตนเอง สึนะซึ่งเดินตามมาติดๆทรุดนั่งในฝั่งตรงข้ามกับบุรุษเรือนผมสีรัตติกาล..คนรัก..และ…ว่าที่สามีของเขา

 

ใบหน้าหวานน่ารักจ้องมองสีหน้าเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออกของคนหนุ่ม หากแต่คนที่รู้จักนิสัยใจคอมานานย่อมรู้ดี ว่าฮิบาริ เคียวยะ กำลังลำบากใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว  ร่างบอบบางเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเขยิบตัวเข้ามาใกล้อีกฝ่าย พร้อมวางมือลงบนมือแกร่งบนตักเบาๆ

 

“คุยกับมุคุโร่ เป็นยังไงบ้างครับ?”

 

สิ้นเสียงคำถามของว่าที่ภรรยา ฮิบาริถอนหายใจออก ดวงตาสีนิลหันไปมองท้องฟ้าสีครามจากหน้าต่าง..เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินไกลลิบ บินผ่านเหนือน่านฟ้าบ้านเขาพร้อมส่งเสียงคำรามกึกก้อง

 

“ดื้อด้าน…ดื้อด้านทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิงเลย..” เสียงทุ้มเข้มตอบกลับ พลางนึกย้อนเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา…..

 

 

 

 

 

.

 

.

 

 

 

 

 

“ขอบคุณนะคะ..แต่..ฉันคงไม่ไปส่งเขาหรอกค่ะ..” โรคุโด มุคุโร่ตอบกลับมา น้ำเสียงของเธอสั่นจนฮิบาริจับได้ แม้ว่ากริบาท่าทางจะคงไว้ซึ่งความสงบนิ่ง ใจเย็น จนน่าใจหายก็ตามที

 

“ทำไมละ?” ร่างสูงผมสีดำถาม ดวงเนตรสีนิลจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาสองสีเร้นลับของลูกศัษย์โรงเรียนวองโกเล่ เพื่อเค้นหาความจริง

 

มุคุโร่ขยับยิ้มเศร้าๆ มือเรียวปัดเรือนผมนุ่มดุจไหมสีไพลินไปไว้ด้านหลัง ดวงเนตรสองสีเฉมองไปทางแจกันใบสวยบนตู้โชว์ในห้องแทน “ฉันกับเขาเราคุยกันเรื่องนี้..ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว..และถึงฉันไป..ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น..ฉันคงทนไม่ได้แน่…กับ.สายตาเย็นชาของเขา ฉัน..ไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าเขาอีกแล้ว” นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เล่าความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงให้ใครซักคนฟัง นอกเหนือจากวาตาริและ..ผู้ชายคนนั้น…

 

ทั้งๆที่โรคุโด มุคุโร่ ไม่เคยไว้ใจใครแท้ๆ แต่เวลานี้เธออ่อนแอเกินกว่าจะเก็บอะไรไว้ในใจคนเดียว

 

 

 

ทุกอย่างเงียบโดยพลัน ไม่มีใครพูดอะไรต่ออีก หนุ่มเรือนผมสีดำมองเด็กสาวนั่งฝั่งตรงข้ามพักหนึ่งแล้วลุกจากโซฟา “ฉันจะกลับแล้ว”

 

“คึหึหึ ขอบคุณนะคะที่มาบอก..แปลกใจจังที่อาจารย์เป็นห่วงฉันด้วย” มุคุโร่ยังไม่วายขยับยิ้มเย้าแหย่คนมาดขรึมตรงหน้า ยังไงเสียนิสัยแกล้งยั่วอารมณ์คนคงไม่หายไปง่ายๆจากร่างเพรียวบาง

 

“ฉันก็แค่ ทำตามที่เจ้าสัตว์น้ำนั่นขอเท่านั้นเอง” ฮิบาริตวัดตามองหญิงสาวเจ้าของรอยยิ้มลึกลับด้วยแววตาขุ่นเคืองใจไม่ใช่น้อย ร่างสูงสูทดำก้าวเท้าเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ขี่รถมอเตอร์ไซด์คู่ใจ ขับออกไปสู่ท้องถนน ห่างไกลจากบ้านโรคุโดจนลับสายตาในที่สุด….

 

 

 

 

 

.

 

 

 

 

 

.

 

.

 

 

 

สึนะนั่งฟังแล้วก็อดกัดริมฝีปากตัวเองเสียไม่ได้ ความรู้สึกสงสารและไม่พอใจปะทุขึ้นในอก

 

“ทำไม…ทั้งๆที่..อาจจะไม่มีโอกาสเจอกันอีกแล้วแท้ๆ ทำไมสองคนนั้นถึงได้ปากแข็งจนนาทีสุดท้าย“

 

เสียงหวานเล็กเอ่ยทั้งเสียงแผ่วเบา ใบหน้าเล็กก้มหน้าลงต่ำมองมือของตนที่กำชายผ้าเสื้อยูกาตะตัวเองแน่นจนเป็นรอยยับยู่

 

ร่างสูงเหลือบมอองบหน้าหวานครึ่งซีกของคนรัก มือหนาวางทับมือเล็กของคนหนุ่มผมฟูสีน้ำตาล ทำให้สึนะเงยหน้าขึ้นมาสบตาสีนิลคมกริบแต่แฝงไปด้วยอ่อนโยนอย่างที่ใครๆไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“นี่เป็นเส้นทางที่พวกมันเลือก ก็ต้องปล่อยไป ”

 

สีนะพยักหน้า พลางยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาลวกๆ สงสารเพื่อนสมัยเด็กของเขา..ที่ไม่อาจเลือกเส้นทางรักได้

 

สงสารเด็กสาว..ที่ต้องมาแบกรับควมทุกข์ระทมเกินกว่าวัยจะรับไหว…

 

“บางที..นี่อาจเป็นบทลงโทษของคนสองคน จากฝากฟ้าสินะครับ คุณฮิบาริ” ดวงเนตรกลมโตสีน้ำตาลเหม่อมองไปยังท้องนภาที่เริ่มกลายเป็นสีส้มอ่อน…สีส้มเกือบแดง จวนเจียนพลบค่ำ ช่างดูสลดใจยิ่งนัก…

 

 

 

เช่นเดียวกัน…คฤหาสน์โรคุโดหลังใหญ่โตโอฬาร ปิดไฟมืดสนิทเงียบราวกับไม่มีใครอยู่..ราวกับคฤหาสน์รกร้าง ไร้ชีวิตชีวา ทว่า…ห้องนอนชั้นสองกลับมีร่างเพรียวบางในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีครีม กางเกงขาสั้นสีขาวนั่งบนเก้าอี้หรูริมหน้าต่าง ดวงเนตรสองสีเหม่อมองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีแดงฉานสะท้อนหยาดน้ำตาจากดวงเนตรคู่งาม “ฮึก…” มุคุโร่สะอื้นฮักใหญ่  มือบางหยิบมือถือของเธอ ที่เปิดเบอร์ของเบียคุรันไว้ ขนตาแพยาวกระพริบขับไล่น้ำตาคลอเบ้าให้ไหลอาบแก้ม พร้อมกับนิ้วโป้งที่สั่นระริก กดปุ่ม Delete

 

 

 

ปิ๊บ!!!

 

 

 

‘ เลขหมายนี้ ได้รับการลบทิ้งเรียบร้อยแล้ว’

 

 

 

ข้อความบนจอมือถือเด้งเตือน แสงจากหน้าจอสะท้อนเข้านัยน์ตาต่างสีแสนเศร้า มุคุโร่ยกขาขึ้นนั่งชันเข่า เรียวแขนบอกบางโอบกอดร่างตัวเองไว้ ก้มหน้าร้องห่มร้องไห้ ปลดปล่อยน้ำตาจนรู้สึกเปียกชื้นที่หัวเข่า

 

“ฮึก…ขอแค่ครั้งนี้..ฮึก..คะ…แค่ครั้งนี้…” เสียงหวานสะอึกสะอื้น พูดปลอบโยนกับตัวเองทั้งเสียงอู้อี้จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง…

 

“แค่..ครั้งนี้..อึก…ครั้งเดียว..และจะไม่ร้องไห้อีก..ไม่ร้องอีกแล้ว…แม่สัญญา..” มือเรียวบางลูบท้องน้อยตัวเองอย่างแผ่วเบา หวังว่าลูกน้อยจะให้อภัยกับสิ่งที่เธอ..ผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่…เลือกที่จะปล่อยพ่อแท้ๆของเด็กน้อยที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกจากไป…

 

 

 

TBC

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s