[AuFic KHR][10069]punish for you/Part41

[AuFic KHR] punish for you

Paring : 10069(สายC)

Rate: Nc 21

Story by :blood_hana

 

+++++++++++++++++++++++++++++

Part 41

 

 

เบียคุรันเดินวนไปมาหน้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน สลับแหงนหน้ามองไฟหน้าห้องเป็นระยะ นับตั้งแต่มุคุโร่ถูกส่งเข้าไปพร้อมหมอและนางพยาบาลฝีมือดีหลายๆคน มาถึงตอนนี้ก็ร่วมชั่วโมงครึ่งแล้ว…

“ท่านครับ..นั่งลงก่อนเถอะครับ เดินไปมาแบบนี้มันยิ่งทำให้ดูร้อนขึ้นนะครับ” คิเคียวเอ่ยขึ้น หลังจากที่ยืนมองหัวหน้าตัวเองเดินหน้าลกลนอยู่นาน ถึงจะแปลกตาจนหยุดยิ้มขำไม่ได้ที่ได้เห็นสีหน้าวิตกกังวลระคนหวาดหวั่นจากบุรุษกล้วยไม้ขาว ฉายาในสังคมมืด ตอนนี้เป็นแค่นามในตำนานและอดีตเท่านั้น

เมื่อถูกทัก ขายาวใต้กางเกงยีนส์สีเทาจึงหยุดชะงัก เบียคุรันทำตามคำพูดของอีกฝ่าย ทรุดนั่งข้างๆยูนิน้องสาวของตนที่หลังจากได้รับโทรศัพท์ก็รีบวิ่งแจ้นมายังโรงพยาบาลพร้อมกับพ่อบ้านคนสนิท แกมม่า ทันที

“โอนีซัง..โอเน้ซังต้องไม่เป็นไรแน่ค่ะ” เด็กหญิงผมสีดำขลับยิ้มอ่อนโยน มือเล็กวางลงบนมือใหญ่ที่ชุ่มหยาดเหงื่อเบาๆให้กำลังใจพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอ

“ขอบใจนะ ยูนิ..” เสียงทุ้มกล่าวตอบ หน้าหล่อเหลาหันมายิ้มน้อยๆให้น้องสาวสุดที่รักของตน แม้ว่า..จะเป็นการฝืนยิ้มให้กำลังตัวเองรวมทั้งปกปิดความกลัวในใจของตนไว้ด้วยเช่นกัน  หากแต่เบียคุรันคงไม่รู้ว่ารอยยิ้มเสแสร้งครั้งนี้เป็นการเสแสร้งที่ยอดแย่ที่สุดเท่าที่ยูนิเคยเห็นมาเสียด้วยซ้ำ กระนั้นแล้วยูนิก็ยังคงยิ้ม..ยิ้มให้กำลังใจพี่ชายที่อกสั่นขวัญแขวนที่สุดในบรรดาคนที่มารอหน้าห้องผ่าตัด

 

ปิ๊บ!!

 

ไฟสีแดงกลายเป็นสีเขียว ประตูห้องเปิดออกโดยหมอในชุดผ่าตัดสีเขียวเข้ม บุรุษร่างสูงผมสีหิมะเด้งตัวจากเก้าอี้กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าประชิดหมอวัยกลางคน ปากหนาขยับถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ที่สุดทันที

“หมอครับ..เป็นไงบ้างครับ?”

“ไม่เป็นไรแล้วครับ ปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก” หมอกล่าวตอบทั้งรอยยิ้ม  ทุกคนคลี่ยิ้มดีอกดีใจออกมาราวกับว่าภูเขาลูกใหญ่ออกจากอกไปแล้ว ยูนิกระโดดกอดแกมม่าตัวลอย ส่วนคิเคียวกับซาคุโร่และบลูเบล ทั้งสามฉีกยิ้มจนแก้มปริ  ที่มากกว่าใครอื่นคงเป็นใครไม่ได้นอกจากเบียคุรัน ร่างสูงเอนตัวหลังพิงกำแพงสีขาว ปากหนายิ้มขึ้นน้อยๆ ดวงเนตรสีฟ้าอ่อนสั่นระริกด้วยความตื้นตันใจยิ่งกว่าใคร “โล่งอก..ไปที..”

เสียงรองเท้าแตะแบบผ้าดังกระทบพื้นออกมาจากห้องผ่าตัด นางพยาบาลสาวในชุดผ่าตัดสีเขียวกำลังโอบอุ้มสิ่งมีชีวิตที่ร้องไห้จ้าในอ้อมอกออกมา ปรากฏแก่สายตาคนทั้งหก

“คุณเป็นพ่อของเด็กคนนี้หรือเปล่าคะ?” เสียงหวานของพยาบาลสาวดึงสติชายร่างสูงเจ้าของรอยสักใต้ตา เขามองเด็กทารกที่ถูกห่อผ้าไว้ ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ  นางพยาบาลสาวยิ้มจนแก้มปริเธอกระชับอ้อมกอดอย่างเบามือแล้วพูดต่อ “กะแล้วเชียว..คุณได้ลูกชายนะคะ ผมงี้สีขาวโพลนถอดแบบคุณมาแป๊ะๆเลย”

เบียคุรันใจเต้นแรงยิ่งเขารู้ว่าลูกเขาช่างละม้ายคลายกับเขาแล้ว ก็ยิ่งดีอกดีใจไปใหญ่ ขายาวเดินเข้าไปใกล้นางพยาบาลคนนั้น จนเห็นรูปร่างหน้าตาของเด็กน้อยชัดเจน ทารกชายผมสีขาวปอยๆเล็กน้อย ดวงตาหลับพริ้มปิดสนิทกับแก้มสีแดงระเรื่อ…

 

นี่เหรอ…ลูก..

 

“คงให้คุณพ่อจับตอนนี้ไม่ได้หรอกนะคะ ต้องทำความสะอาดล้างเนื้อตัวเด็กก่อน” นางพยาบาลเย้าแหย่อีกฝ่าย เบียคุรันถึงกับหน้าขึ้นสีหน่อยๆที่ถูกนางพยาบาลอ่านใจได้ ปากหนายิ้มแหยๆพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะตัวเองแก้เก้อ “ครับ..”

 

มุคุโร่ค่อยๆลืมตาขึ้นมองเพดานห้องสีขาว..ต่างจากเพดานห้องผ่าตัด..ทำให้เธอรู้ว่าถูกหมอย้ายมาอยู่ห้องพักผู้ป่วยทั่วไป  พอจะขยับตัวความเจ็บแปล๊บไปทั่วทั้งร่างทำเอาหน้าสวยมุ่นคิ้วเสียไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงท้องน้อยที่ดูจะระบมเป็นพิเศษ

 

เจ็บ..ที่สุดในชีวิตเลย…

 

หญิงสาวผมสีไพลินครางในใจ  นัยเนตรสองสีเหม่อมองหน้าต่างนอกห้องด้วยความอ่อนล้า

“ลูกเรา..จะเป็นยังไงบ้างนะ?” เสียงหวานเอ่ยเอื้อนกับตัวเองอย่างอ่อนแรง ใจเธออยากจะลุกออกจากเตียงไปหาสิ่งมีชีวิตน้อยๆที่ฟูมฟักดูแลมาตลอด  ใจของผู้เป็นแม่ว้าวุ่นจนบางครั้งร่างกายที่บาดเจ็บจากการทำคลอดก็มิอาจห้ามความรู้สึกนี้ได้ มุคุโร่กัดฟันกำลังฝืนลุกขึ้นนั่ง ทว่า…ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างสาวคนใช้มาเรียที่จรลีวิ่งเข้ามาห้ามอีกฝ่าย “คุณหนู!!อย่าพึ่งขยับสิคะ!!เดี๋ยวก็ทรุดหรอก!!”

ร่างบอบบางถูกมือป้อมของแม่บ้านรั้งไหล่ทั้งสองไว้ ดวงหน้าสวยสบตามองใบหน้ากลมที่เต็มไปด้วยแววตาและสีหน้าห่วงใย เธอจึงค่อยๆล้มตัวนอนทำตามคำพูดของอีกฝ่ายแต่โดยดี

“มาเรีย…ฉันอยากเจอลูก” มุคุโร่บอกอีกฝ่ายด้วยเสียงแผ่วเบา

“เดี๋ยวคุณหมอก็พามาค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ” มาเรียตอบพลางลูบหัวเด็กสาววัย 18 ปีที่ต้องมารับภาระอันยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้หญิงเบาๆ  ไม่ทันขาดคำประตูห้องเปิดออกโดยหมอหญิงเดินเข้ามาพร้อมกับนางพยาบาลสาวเข็นตู้อบเข้ามาในห้อง ตู้อบเข็นวางข้างเตียงเหล็กสีขาว มุคุโร่ค่อยๆพยุงร่างตัวเองขึ้นมานั่งโดยมีมาเรียช่วยอีกแรง ทันทีที่ตาต่างสีสะท้อนรูปร่างหน้าตาของเด็กทารกเพศชายผมสีหิมะในตู้ หยาดน้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลรินอาบแก้มใส  ปากอิ่มสีชมพูแย้มยิ้มออกมา

“เด็กสุขภาพแข็งแรงมากนะ มุคุจัง พ่อเด็กเองก็คงจะดีใจเหมือนกัน” หมอสาว..หมอประจำไข้ของมุคุโร่กล่าวทั้งรอยยิ้ม มุคุโร่แถบสะดุ้งโหยงพอได้ยินประโยคหลัง  “พ่อ?”

“ใช่จ๊ะ…สามีของเธอเขาตื่นเต้นจนเหงื่อท่วมเลยนะ..ตอนรอหน้าห้องผ่าตัดน่ะ เขาไม่เป็นอันทำอะไรเลย”นางพยาบาลพูดเสริมคุณหมอหญิง  มาเรียเองก็ยิ้มกว้างพยักหน้าเห็นด้วยกับทั้งสอง  ผิดกับมุคุโร่ที่ตีหน้าขรึมลงผิดวิสัย…

“โอเน้จังงง” เสียงใสกังวานตะโกนเข้ามาในหองพร้อมกับเปิดประตูแรงๆดัง ผัวะ!!  ยูนิเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทวิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีแกมม่าวิ่งตามเหยาะๆอยู่ด้านหลัง

“คุณหนูนี่โรงพยาบาลนะครับ เบาๆหน่อย”  ร่างสูงผมสีทองหวีเรียบกระซิบบอกเจ้านายน้อยตัวเล็กเบาๆ

ยูนิหันมามองแกมม่าด้วยสีหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ จึงรีบหันไปขอโทษขอโพยหมอและนางพยาบาลที่อยู่ในห้อง ยืนมองการผลีผลามเข้ามาของสองนายบ่าวคู่นี้ด้วยสายตาตะลึง

“ขอโทษนะคะ!!พอดียูนิตื่นเต้นไปหน่อย..ก็เลย..”

“ไม่เป็นไรจ๊ะ..” หมอสาวโบกไม้โบกมือ ไม่ถือโทษโกรธเด็กหญิงที่โค้งตัวยกใหญ่ตรงหน้า

 

หมอสาวและนางพยาบาลออกไปจากห้องเพื่อดูคนไข้คนอื่นต่อ และจะกลับมาอีกในอีกสองชั่วโมงข้างหน้ายูนินั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างผู้ป่วย โดยมีแกมม่ายืนสงบอยู่ข้างๆ ส่วนมาเรียออกไปซื้อของกินที่โรงอาหารชั้นล่างของตึก ดังนั้นในห้องนี้จึงไม่มีคนนอกอยู่รวม เด็กหญิงผมสีดำเข้มมองเด็กทารกทั้งตาเป็นประกาย นี่ถ้าจับได้อุ้มได้ คงทั้งอุ้มทั้งหอมไม่เป็นทำอะไรแน่ แต่เด็กน้อยยังอยู่ในตู้อบเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อนจึงได้แต่รอเวลา

“คุณโรคุโด ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างครับ” พ่อบ้านวัยกลางคนเอ่ยถาม มุคุโร่หันมาสบตาชายผมทองแล้วจึงขยับยิ้มน้อยๆตอบ “เจ็บแผลอยู่ค่ะ…แต่ก็ทนได้..เพื่อเขาแล้วละก็”

ดวงหน้างามหันไปมองเด็กทารกที่หลับปุ๋ย ปากอิ่มยิ้มหวานกับลูกชายของเธอเช่นเดียวกับยูนิและแกมม่า

“เอ่อ…โอเน้ซัง..” ยูนิเปลี่ยนสีหน้าร่าเริงมาเป็นกังวล ทำให้มุคุโร่อ่านใจอีกฝ่ายออกจึงชิงตัดบทพูดเสียก่อน

“ฉันไม่ให้อภัยเขาหรอกนะคะ”

“อ่า..แต่ยูนิคิดว่า..ให้โอกาสโอนีซัง..ซักนิดก็ยังดี…ที่โอนีซังทำไปในตอนนั้นเพราะต้องการปกป้องยูนิและทุกคน..เขาถึงตัดสินใจว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น” ยูนิกล่าวทั้งเสียงสั่นเครือ แม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้น้ำตาไหล แต่นัยน์ตากลมโตยังรือชื้นอยู่ดี

“ฉัน..รู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว..เดาไม่ยากหรอกค่ะ…” มุคุโร่ตอบกลับ ดวงเนตรสองสีเฉไฉไปมองวิวนอกหน้าต่าง ไม่ยอมสบตากลมโตของอีกฝ่าย

“แล้วทำไม?”

“ยูนิ พี่เหนื่อยอยากพักผ่อน” มุคุโร่ตัดบท ยูนิเม้มปากแน่นจนก้อนเนื้อขึ้นสีแดงชัด ดวงตากลมโตหลับลงสะกดกลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา เด็กหญิงผมสีดำลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องโดยมีพ่อบ้านวัยกลางคนติดตามไปไม่ห่างหาย

เสียงประตูปิดสนิทเบาๆ มุคุโร่จึงค่อยๆหันไปมองบานประตู

ไม่อยู่แล้ว…เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ เนตรต่างสีหลุบมองเด็กในตู้อบ..เด็กชายผมสีหิมะ..ช่างเหมือนเธอและเขารวมกัน ก็อดใจสั่นไม่ได้  “ขอโทษนะ แต่เรื่องพ่อ..แม่ตัดสินใจแล้ว”

 

.

.

.

 

“งั้นเหรอ..มุคุโร่คุงว่ามาอย่างงั้นเหรอ” เบียคุรันกล่าวหลังจากทำเรื่องจ่ายค่ารักษารวมถึงค่าห้องให้สาวผมสีไพลินเสร็จ หน้าคมคายหล่อเหลาดึงดูดสายตาสาวๆหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด พาเอายูนิรู้สึกหดหู่ไปตามๆกัน “โอเน้ซังใจแข็งมาก ท่าทางจะไม่ยอมง่ายๆด้วย ทำยังไงดีคะโอนีซัง?”

ร่างสูงถอนหายใจ และเดินสวนทางน้องสาวออกไป ยูนิหันมองตามหลังพี่ชายตัวเองที่เดินต่อไปอีกสองสามเก้าแล้วจึงหยุดเดิน “นั่นสิ…เด็กดื้อยังไงก็ยังคงดื้อวันยังค่ำสินะ” เสียงทุ้มนุ่มชวนฟังดังขึ้น แต่ประโยคยูนิฟังแล้วรู้สึกขนลุกขนพองชอบกล  ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อพี่ชายรูปงามหันกลับมายิ้มเฉ่งจนแก้มปริให้เธอ

“อะ..โอนีซัง…ทำหน้าแบบนี้มัน…”

“หึหึหึ อะไรเหรอยูนิจัง?” เบียคุรันหัวเราะในลำคอ ดวงตาเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ออกมา ดูท่างานนี้พี่ชายตัวแสบของเขาต้องวางแผนอะไรแน่ๆ

 

ไม่รู้จักเข็ดจริงๆ โอนีซางงงง  =[]=

 

.

.

 

สามวันต่อมา มุคุโร่ได้รับอนุญาตจากหมอ ออกมาจากโรงพยาบาลได้พร้อมกับอุ้มลูกน้อยไว้ในมือ โดยมีมาเรียแม่บ้านวัยกลางคนตามมารับถึงที่   “แท็กซี่พร้อมแล้วคะ” มาเรียกล่าวรายงานนายเหนือหัว หญิงสาวผมสีไพลินพยักหน้าเล็กน้อยตอบ ดวงตาสองสีมองถนนใหญ่หน้าตึกโรงพยาบาล…ราวกับรอดูอะไรบางอย่าง…

“ไม่มาแล้วสินะ” เสียงหวานพึมพำกับตัวเอง  ปากสวยคลี่ยิ้มสมเพชคนที่เธอกำลังกลัวว่าจะดั้งด้นมารับถึงที่ ชายผมพิสุทธิ์ดื้อด้านที่ไล่ยังไงก็ไม่ไป ..คงเข็ดแล้วกระมั้ง..

“โดนแบบนั้นเขาคงเบื่อแล้วสินะ คึหึหึ น่าสมเพชชะมัด”  มุคุโร่จิกกัดคนหนุ่ม แม้ว่าเจ้าตัวคงไม่มีโอกาสได้ยินแน่นอนก็ตาม

 

 

รถแท็กซี่ขับชะลอความเร็วลงจนหยุดรถอยู่หน้าบ้านทาวน์เฮาวส์ของสาวผมสีน้ำเงินยาวสลวยมัดรวบลวกๆ มาเรียล้วงหยิบเงินดอลล่าร์ในกระเป๋าตังค์มาจ่ายคนขับ ก่อนจะพาร่างตุ้ยนุ้ยลงจากรถมาเปิดประตูด้านหลังให้นายจ้างลงจากรถ

“ถึงบ้านแล้วนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะไปเตรียมของให้หนูน้อยนะคะ” มาเรียกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น เธอรีบวิ่งเข้าไปในบ้านนำหน้าหญิงสาวผมไพลินซึ่งเป็นเจ้าของบ้านเสียอีก  มุคุโร่ขำขันพลางส่ายหัวเล็กน้อยกับท่าทีของแม่บ้านวัยกลางคน เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม นึกถึงชายชราที่เธอรักและเทิดทูนราวกับพ่อแท้ๆ คนที่เธอจะไม่มีวันลืมชั่วชีวิต

“ถ้าวาตาริยังอยู่..จะดีใจไหมนะ?” มุคุโร่กระซิบถามฟากฟ้า  แม้ว่าเสียงทุ้มแหบพร่านั่นจะไม่ตอบกลับมาแล้วก็ตาม  แต่พ่อบ้านที่เธอรักยิ่งและคุณปู่ที่ผิดใจกันมานานแสนนานก่อนจะคืนดีกัน แม้ในช่วงเวลาอันสั้น ทั้งสองคือคนสำคัญที่สุดที่จะอยู่ในใจเธอตลอดไป…

“คุณปู่..วาตาริ..ฉันจะเข้มแข็ง เพื่อลูก” มุคุโร่กล่าวอย่างมาดมั่น ดวงเนตรสองสีหลุบมองเด็กในอ้อมแขนยังคงหลับตาพริ้ม  ไออุ่นจากตัวลูกชายของเธอทำให้มุคุโร่มีกำลังใจขึ้นเป็นกอง จากนี้ไปจะต้องเตรียมเรื่องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยให้จบ เพื่อไปทำงานกิจการสานต่องานของปู่ โรคุโด เซเมทิ้งไว้ให้  และก็ดูแลเด็กคนนี้ให้โตเป็นชายที่น่าภาคภูมิใจ…

 

แอ๊ดดด

 

“ไง !! มุคุโร่คุง!!ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” ประตูหน้าบ้านเปิดออก ยังไม่ทันที่เจ้าของบ้านจะก้าวเท้าเข้าไป หน้าคมคายหล่อเหลาเปื้อนรอยยิ้มระรื่นกลับยื่นออกมาจากประตู   ใกล้เสียจนคนทั้งสองเกือบจูบกัน แต่ฝ่ายหญิงสาวร้องตกใจผละถอยหลังออกมาเสียก่อน เบียคุรันถึงกับจิ๊ปากเสียดายโอกาสทองเมื่อครู่

“คุณ!!ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ต้องกลับมาอีก!!” มุคุโร่ตวาดขึ้นเสียงใส่เจ้าของรอยสักใต้ตา วงแขนเล็กบางกระชับลูกน้อยไว้แนบอก เบียคุรันยิ้มร่าเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนตาคู่คมสีน้ำแข็งมองใบหน้าขึ้นสีแดงดั่งลูกตำลึง..สีหน้าที่เต็มไปด้วยความอายและความโกรธ

 

“ทำไมหน้าแดงจัง เขินอยู่เหรอ?” หนุ่มร่างสูงผมสีพิสุทธิ์ขยับยิ้มเจ้าเล่ห์  รอยยิ้มแบบนั้นทำเอาคนพึ่งเป็นคุณแม่มือใหม่ขนแขนตั้งชัน ทั้งๆที่สามวันก่อนยังยืนคอตกทำหน้าหงอยเป็นหมาถูกทิ้งแท้ๆ แต่วันนี้…

 

เหมือนผงาดกลับมาเป็นเสือขาว…

 

“อย่ามาเฉไฉ..ฉันถามคุณอยู่นะ” มุคุโร่ขึ้นเสียงห้วนใส่ด้วยความเหลืออด แต่เจ้าตัวคนผมสีหิมะกลับทำเมินอีกรอบเดินเข้าไปในบ้านไม่รอฟังคำเทศนาของหญิงผมสีน้ำเงินเข้มยาวสลวยมัดรวบลวกๆซักนิด

มุคุโร่เม้มปากแน่นจนก้อนเนื้อนิ่มขึ้นสีแดงก่ำ ร่างงามซอยเท้าแรงๆเข้าไปในบ้าน ขาเพรียวสวยกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทันชายหนุ่ม ก่อนจะเดินนำขึ้นไปขวางทางอีกฝ่ายไว้

“ออกไป!”

“ไม่ไป” เบียคุรันตอบกลับสั้นๆ แถมยังยิ้มจนน่าต่อยเข้าซักเปรี๊ยงสองเปรี๊ยง

“คุณ!!สติยังดีอยู่หรือเปล่า!!เพี้ยนไปแล้วรึไง!!” คำพรุสวาทออกจากปากสวย แทนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกโกรธกลับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด…

 

ไอ้หมอนี่!!จะมาไม้ไหนอีก!!!

 

“ฉัน..จะไม่ยอมไปไหนหรอกนะ..ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับเธอและลูก” เสียงทุ้มลัลล้าหายไป หน้าคมไม่มีรอยยิ้มขี้เล่นเหมือนเคย กลับกลายเป็นสีหน้าจริงจัง หนักแน่น มั่นคง ส่งผ่านออกมาจากดวงเนตรสีน้ำแข็ง

 

ตึกตัก!!!

 

พลัน!!อกซ้ายของมุคุโร่เต้นแรง เธอรู้สึกหน้าร้อนผ่าวราวกับเป็นพิษไข้  หญิงสาวรู้ตัวว่ากำลังเขินอายกับท่าทีเปลี่ยนไปของบุรุษเจ้าของฉายากล้วยไม้ขาว…สถานการณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของเบียคุรันกลับมาอีกครั้ง และนี่คือตัวตนของอีกฝ่ายที่เธอไม่มีวันเอาชนะได้…ซึ่งฝ่ายเบียคุรันรู้ดีว่ามีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่ทำให้เขาไม่โดนปั้นท่าเย็นชาใส่จากสาวงามตาสองสีแน่นอน

 

 

หลายวันก่อนเขาจะทำตัวไม่สมชื่อ เพราะต้องการง้ออีกฝ่าย

พอมาคิดๆดูอีกที…สู้ตื้อในแบบของตัวเองดีกว่า…

ที่สำคัญแบบนี้มันสนุกกว่าเป็นไหนๆนี่นา

 

มุคุโร่หลุบตามองพื้น เป็นฝ่ายหลบสายตาคมกริบชวนหลงใหล คิ้วเรียวมุ่นหงุดหงิดกับการกระทำของตัวเอง  ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สงบสติอารมณ์ให้เย็นลง ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดมองคนตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยั่นที่ทำเอาเบียคุรันเลิกคิ้วสูงประหลาดใจ

 

อะไร?

 

“คึหึหึ อยากจะอยู่กับฉันและลูกเหรอคะ?” น้ำเสียงหวานล้ำเย้ายวนเหมือนวันวานกลับมา น้ำเสียงไม่น่าไว้ใจ ถึงกับทำให้อดีตบอสมิลฟิโอเล่หรี่ตามองเจ้าของรอยยิ้มหยอกเย้า…

มุคุโร่เดินสวนทางผ่านร่างสูงเข้าไปในห้องรับแขกเล็กๆ เบียคุรันเดินตามหลังอีกฝ่าย พอเข้าไปในห้องเห็นสาวผมสีไพลินนั่งบนโซฟา มองสวนเล็กๆปลูกดอกกุหลาบสีขาวสลับชมพูเป็นพุ่มประดับไว้

“สวนชักรกแล้ว”  เจ้าของบ้านกล่าวขึ้น เบียคุรันมองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใคร แม่บ้านมาเรียที่เขาตีสนิทเพื่อให้สามารถเข้าออกที่นี่ได้สะดวกก็อยู่เตรียมอาหารในห้องครัว…

หน้าคมคายหันกลับมายังจุดที่เด็กสาวผมไพลินยาวสลวยนั่ง พบว่าดวงหน้างดงามราวกับนางฟ้าจับจ้องมาที่เขา…

“ออกไปทำสิ” เสียงหวานออกคำสั่ง  พยักเพยิดหน้าไปยังสวนเล็กๆข้างนอก  เบียคุรันก็ไม่เกี่ยงเรื่องทำสวนหรอกไม่ใช่ว่าตอนเด็กเขาจะไม่เคยลำบาก แต่นี่มันใกล้จะเที่ยงแล้ว ร้อนแบบนี้ให้มาทำสวนเนี่ยนะ!!!

“รอให้เย็นก่อน ไม่ก็ร่มกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ” เบียคุรันแย้ง

“แค่นี้ทำไม่ได้เหรอคะ?ถ้าทำไม่ได้ก็เดินออกไปจากบ้านหลังนี้ดีกว่านะคะ” มุคุโร่ออกวาจาจิกกัด  แถมยังมองเหยียดหยามตามด้วยรอยยิ้มสมเพช ท้าทายในเวลาเดียวกัน

 

ยัยเด็กดื้อนี่…แกล้งหาเรื่องไล่เรา…

 

“หึหึหึ ก็ได้ๆ ฉันจะทำถ้าเธอต้องการแบบนั้นล่ะก็”  ชายร่างสูงเดินออกจากบ้านไปยังสวนสนามหญ้าเล็กๆที่เริ่มรกชัดเล็กน้อย  เขาพับแขนเสื้อขึ้นมาถึงศอกหยิบเอาอุปกรณ์ในตู้เก็บของด้านนอก หยิบเอาส้อมพรวน ช้อน รวมถึงกรรไกรตัดหญ้าใส่กระป๋องเหล็กขึ้นสนิมออกมา

ผ่านไปสองชั่วโมง เนื้อตัวของเบียคุรันมอมแมมเต็มไปด้วยโคลนดิน  ประกอบกับแสงแดดและความร้อนยามบ่ายเศษๆ ทำให้คนหนุ่มที่ก้มตัดหญ้าจนหลังคดหลังงอ ต้องยกมือขึ้นปาดเหงื่อไคลที่หยดย้อยบนหน้าเสียไม่ได้  ตรงกันข้าม ในห้องรับแขกเย็นช่ำด้วยแอร์อุณหภูมิ 25 องศา โรคุโด มุคุโร่ นั่งจิบชายามบ่ายที่มาเรียเตรียมไว้ให้ พลางหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน  มาเรียซึ่งตอนนี้รับดูแลลูกของเจ้านายอยู่ เธออุ้มเด็กทารกเพศชายไว้ในอ้อมแขนที่อวบอั๋นไขมัน ยืนมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของเด็กที่เธอกำลังดูแลนั่งหายใจหอบทำสวนกลางแดดต่อไป ก่อนจะเหลือบตามามองนายหญิงที่นั่งเฉยไม่สนใจคนด้านนอกซักนิด

 

“คุณหนูคะ..แดดร้อนแบบนี้ ถ้าเกิดเขาเป็นลมแดดขึ้นมาจะแย่เอานะคะ”  มาเรียส่งสายตาวอนขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย  เนตรสองสีละจากหนังสือพิมพ์ปรายตามองแม่บ้านวัยกลางคนด้วยสายตาเฉยชา

“คึหึหึ นั่นก็เรื่องของเขา เขาอยากอยู่ที่นี่ก็ต้องทำทุกอย่างที่ฉันสั่ง ไม่ได้ขอให้มาอยู่เองซักหน่อยนี่คะ” มุคุโร่ปิดหนังสือพิมพ์ วางลงบนโต๊ะรับแขก เธอเดินเข้ามารับลูกของเธอจากอ้อมอกแม่บ้านร่างท้วม เดินขึ้นไปชั้นสอง ทิ้งให้มาเรียมองชายหนุ่มหล่อเหลาด้วยสายตาละห้อยละเหี่ยใจ

“สองคนนี้เขาทะเลาะอะไรกัน?มีลูกด้วยกันแล้วแท้ๆน่าจะหันมาคืนดีกันซักทีนะ” หญิงสาววัยกลางคนส่ายหน้าเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเดินออกไปจากห้องรับแขกเพื่อเตรียมตัวทำความสะอาดบ้านต่อ

 

“เฮ้อ…” เบียคุรันทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น มองสวนที่ถูกตัดแต่งจนสวยงาม มือหนาที่สวมถุงมือผ้าเปรอะขี้ดินยกขึ้นมาเช็ดหน้าผากชุ่มเหงื่อของตน ร่างกายที่ร้อนขึ้นประกอบกับคอแห้ง ทำให้กระหายน้ำเย็นเป็นพิเศษ  เสียงเท้าย่ำเข้ามาใกล้จนเบียคุรันรู้สึกตัว พอหันหน้าไปดูพบกัยร่างอ้วนอวบของแม่บ้านวัยกลางคนถือถาดน้ำเย็นใส่น้ำแข็งมาให้

“เหนื่อยหน่อยนะคะ นี่น้ำค่ะ..จะได้ช่วยให้คุณดีขึ้น” มาเรียส่งแก้วให้อีกฝ่าย เบียคุรันรับมาไม่รีรอที่จะดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว  “น้ำเย็นหลังออกเหงื่อนี่มันดีจริงๆเลยนะครับ”  คนที่พึ่งถูกจิกหัวใช้กล่าวทั้งรอยยิ้มร่า

มาเรียยิ้มตอบ เธอสำรวจมองชายหนุ่มที่นั่งทอดหุ่ยพักเหนื่อยตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งรูปร่างหน้าตาผิวพรรณดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนมีฐานะ มีภูมิฐานทางสังคมสูง จากนิสัยที่ออกจะยิ้มง่าย ขี้เล่นนิดๆ ย่อมมีสาวๆมาติดพันธ์มากมายแน่แท้  พอๆกับความงดงามราวกับดอกกุหลาบของคุณหนูของเธอ ที่ดึงดูดบุรุษเพศเข้ามาได้ไม่ยาก

 

เหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก…

 

“ท่าทางคุณหนูเขาดูโกรธคุณมากเลยนะคะ ไม่ทราบว่าทะเลาะอะไรกันเหรอคะ?” คำถามของแม่บ้าน ทำเอาเบียคุรันสะอึกน้ำลายตัวเอง ดวงเนตรสีน้ำแข็งสะท้อนแสงแดดจนดูสว่างราวกับอัญมณีสีฟ้าอ่อน สบตาขี้สงสัยของแม่บ้านวัยกลางคน เขาคลี่ยิ้มน้อยๆแล้วพูดตอบอีกฝ่าย

“มันเป็นความผิดของผมเอง..สมัยก่อนผมเป็นอาจารย์งี่เง่าของเธอ ปฏิเสธคำบอกรักของเธอ..และก็ไม่ได้ใส่ใจดูแลเธอเท่าที่ควร ปล่อยให้เธอต้องมารับบาปคนเดียว”

“อาจารย์? คุณเป็นครูของคุณหนูเหรอคะ!?” มาเรียอุทานเสียงสูง มาคาดคิดว่าคนหนุ่มผู้นี้จะมีความสัมพันธ์กับสาวผมไพลินในเชิงชู้สาว โดยที่ทั้งคู่มันคำว่าศิษย์อาจารย์เป็นฐานะต้องห้ามแท้ๆ…แต่ก็…

“มันไม่ใช่ความผิดของมุคุโร่คุงหรอกครับ ผมเองต่างหากที่ไปยุ่งกับเธอก่อน..ก็เลยเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้”

เบียคุรันเลือกที่จะเล่าเรื่องไม่หมด และเขามั่นใจว่าหากเป็นมุคุโร่ ทางนั้นเองก็คงพูดแบบเดียวกับเขา

 

“ถึงยังไงฉันก็เป็นกำลังใจให้คุณคืนดีกับคุณหนูเร็วๆนะคะ เพื่อตัวคุณชายน้อยด้วย” มาเรียยิ้มเอ็นดูให้คนหนุ่มผมสีงาช้างชี้ไม่เป็นทรง  คำพูดของมาเรียให้กำลังใจของเบียคุรันชื้นขึ้นมาเป็นกอง พอได้ยินว่าเพื่อตัวลูกชายของเขาที่ป่านนนี้คงหลับปุ๋ย น่ารักน่าชังนั่นแล้ว ต่อให้โดนมุคุโร่จิกหัวใช้เยี่ยงทาสเขาก็จะไม่ปริปากบ่นซักคำเลยเอ๊า!!

 

“ครับ”  เสียงทุ้มนุ่มขานตอบ

“มาเรีย” มุคุโร่ตะโกนเรียกแม่บ้านวัยกลางคน มาเรียจึงต้องหยุดการสนทนากับชายร่างสูงไว้แต่เพียงเท่านี้ และเดินเข้าบ้านทาวน์เฮาวน์สองชั้นพร้อมกับขานกลับอีกฝ่าย

“มีอะไรหรือคะ คุณหนู?”

 

เบียคุรันแอบมองการสนทนาระหว่างร่างเพรียวบางผมสีไพลินยาวสลวยกับแม่บ้านวัยกลางคนผ่านกระจกห้องรับแขก  ตาคู่คมเห็นฝ่ายหญิงสาวตาสองสีอุ้มลูกน้อยด้วยสีหน้ากังวลบางอย่าง มาเรียมองเด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าในอ้อมอกของมุคุโร่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะหัวเราะแล้วรับเด็กน้อยไปทำการเปลี่ยนผ้าอ้อมพร้อมกับขยับปากซึ่งคาดว่าน่าจะสอนมุคุโร่ถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็กทารก…

 

“มุคุโร่คุง…”  บุรุษผมสีหิมะพึมพำชื่อหญิงสาวเบาๆ เขาพยายามเพ่งมองดูหน้าลูกชายของตัวเอง แต่ด้วยระยะที่ไกลจึงเห็นไม่ชัดนัก  ตอนที่หมอพึ่งเอาออกมาจากห้องผ่าตัดเขาก็มัวตื่นเต้น เลยจำรายละเอียดของลูกน้อยไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนตอนที่เปิดประตูมารับมุคุโร่ ก็มัวแต่คิดคำต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย เลยไม่ได้ดูหน้าลูกชายของเขาชัดๆซักที

“ลูกชายของฉันชื่ออะไรดีนะ? ถ้าเป็นฉันละก็จะตั้งว่า มุรัน เธอคิดเหมือนฉันหรือเปล่านะ มุคุโร่คุง”

 

.

.

“อย่างที่บอกค่ะ ถ้าร้องไห้ลองเช็กดูก่อนว่าถ่ายหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ก็อาจจะหิวนมก็ได้นะคะ” มาเรียอธิบายสอนให้สาวผมสีไพลิน มุคุโร่พยักหน้าหงึกหงักแล้วรับเด็กทารกชายที่ยิ้มจนแก้มปริ ตากลมโตค่อยๆลืมขึ้นเผยเนตรต่างสีข้างหนึ่งสีแซฟไฟน์อีกข้างสีทับทิมแดงมอง พร้อมขยับมือเล็กๆจับแก้มใสของเธอเบาๆ

“ขอบคุณมากนะคะมาเรีย” มุคุโร่กล่าว

“อุ้ย!!ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ ยังไงดิฉันขอตัวไปเข้าครัวก่อนนะคะ” มาเรียโค้งตัว เดินเลี้ยวออกจากห้องรับแขกไปยังห้องครัวทิ่ติดกับห้องอาหาร มุคุโร่ยิ้มบางมองดูเด็กทารกชายที่จ้องมองเธอตาแป๋ว

“สบายตัวแล้วสินะ มุรัน”

 

TBC

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s